ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่

เขียนโดย

DG Smartmom

เผยแพร่เมื่อ

01 เมษายน 2564

อ่านแล้วจำนวน

161

ไวรัส RSV ทำให้เด็กๆ หลายคนต้องเข้าโรงพยาบาลมาเยอะแล้วค่ะ แล้วไวรัส RSV คืออะไร อาการของเด็กที่ติด RSV เป็นอย่างไร ดีจีมีข้อมูลมาบอก พร้อมวิธีป้องกันลูกจากไวรัส RSV

 

 

ไวรัส RSV คืออะไร 

RSV ย่อมาจาก Respiratory Syncytial virus คือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และเชื้อไวรัสจะเจริญเติบโตได้ดีในอากาศเย็นและชื้นในฤดูฝน แต่จริงๆ แล้วการพบเชื้อ RSV สามารถพบเชื้อได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน ซึ่งเด็กเล็กมีโอกาสติดเชื้อนี้ได้ง่าย จากการอยู่ใกล้ชิด สัมผัสกับสารคัดหลั่ง และทางลมหายใจของผู้ที่เป็นโรค RSV เพียงแค่การหอมแก้มก็สามารถติดได้แล้ว

อาการของ RSV

อาการคล้ายกับการเป็นหวัด แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือจะมีอาการเหนื่อยหอบร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้ใกล้เคียงกับโรคปอดบวม บางรายอาจจะหายใจแรงจนสังเกตได้จากการยุบบุ๋มลงไป และโป่งพองขึ้นมา เด็กบางคนอาจจะหายใจเข้าออกลำบาก มีเสียงวี้ดร่วมด้วย เด็กบางคนอาจจะไอมากจนอาเจียนได้ ซึมไม่ร่าเริง ไม่อยากอาหาร มีอาการตัวเขียว หรือสีที่ผิวหนังมีลักษณะออกม่วงหรือเขียว เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ (cyanosis)

TIPS: อาการตัวเขียวหรือม่วงจากออกซิเจนไม่เพียงพอ เกิดจากเลือดจำนวนมากอยู่ในสภาพที่ขาดออกซิเจนจึงทำให้เห็นเป็นสีม่วง เมื่อเทียบกับเลือดที่ได้รับออกซิเจนเพียงพอที่มีสีแดง

RSV ไม่มีทางรักษา

เชื้อไวรัส RSV ไม่มีทั้งวัคซีนและยารักษา สิ่งที่จำเป็นต้องห่วงคือ ภาวการณ์ขาดน้ำในเด็กที่เป็นติดเชื้อไวรัส RSV เพราะเมื่อร่างกายของเด็กๆ ขาดน้ำ จะทำให้เสมหะเหนียวเชื้ออาจจะลงปอดได้ หากอาการเป็นหนัก อาจจะต้องใช้ยาพ่นร่วมกับการให้ออกซิเจนแก่เด็กๆ เพื่อช่วยขยายหลอดลมให้หายใจได้ดีขึ้น ลดอาการตัวเขียวได้ หากตัวร้อนมีไข้ก็สามารถเช็ดตัวลดความร้อน หรือกินยาลดไข้ตามอาการได้ด้วยเช่นกัน สิ่งที่ต้องทำคือนอนพักเยอะๆ ให้ร่างกายจัดการเชื้อไวรัสตัวนี้ ร่างกายจะฟื้นตัวในระยะเวลา 7-14 วันแต่แม้ว่าจะหายจากการเป็นโรค RSV แล้ว หลอดลมและถุงลมฝอยของเด็กๆ ก็จะมีการอักเสบได้ง่ายเมื่อมีการติดเชื้อใหม่อีกครั้ง

วิธีป้องกันไวรัส RSV 

1. สอนลูกล้างมือเป็นนิสัย ลูกอาจมีวิธีการล้างมือที่ได้มาจากโรงเรียน เช่น ร้องเป็นเพลงระหว่างล้าง หรือมีขั้นตอนการล้างแบบต่าง ๆ ให้คุณแม่เรียนรู้จากคุณครู หรือเมื่ออยู่บ้านก็ควรพาลูกล้างมือทั้งหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหารให้เป็นนิสัย ซึ่งจะช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ได้ด้วยค่ะ 

2. สอนลูกไม่ให้กินขนมหรืออาหารของเพื่อน ไวรัส RSV สามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม การสัมผัส การรับประทานอาหารหรือขนมต่อ ๆ กัน ใช้ภาชนะเดียวกันอาจทำให้ไวรัสติดต่อกันได้ ดังนั้นต้องสอนให้ลูกรับประทานขนมที่แม่เตรียมใส่กระเป๋าไปให้เท่านั้น

3. สอนลูกไม่ให้ใช้ของส่วนตัวของเพื่อน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า ดินสอ ของเล่น เป็นต้น ควรสอนไม่ให้ลูกหยิบของคนอื่นมาใช้ เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกันไวรัส RSV แล้ว ยังป้องกันการติดต่อจากโรคระบาด โรคติดต่ออื่น ๆ ที่แพร่ระบาดได้ง่ายในโรงเรียนอีกด้วยค่ะ

4. สอนลูกให้สวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไวรัส สอนให้ลูกระมัดระวังตัวเอง ไม่อยู่ใกล้เพื่อนที่ไอจาม หรือไม่สบาย เพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคที่อาจแพร่กระจาย และสอนให้สวมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส 

5. สอนลูกให้รู้จักอันตรายของเชื้อโรค ลองสอนลูกด้วยการให้ลูกดูการ์ตูนใน YouTube หรืออ่านนิทานที่เกี่ยวกับเชื้อโรคที่เด็ก ๆ สามารถเข้าใจได้ง่ายเพื่อให้ลูกรู้จักอันตรายของเชื้อโรค โรคติดต่อต่าง ๆ และรู้วิธีป้องกันตัวเองในแบบง่าย ๆ 

ทิปส์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกพร้อมเมื่อต้องไปโรงเรียน

• ฉีดวัคซีนเสริมนอกจากวัคซีนหลัก นอกจากวัคซีนจำเป็นที่เด็กทุกคนต้องฉีดแล้ว วัคซีนเสริมบางชนิดก็มีความจำเป็นเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็ก ๆ ซึ่งคุณแม่สามารถปรึกษาคุณหมอได้ว่าลูกอายุเท่านี้ หรือฤดูกาลนี้ควรฉีดวัคซีนเสริมอะไรเพิ่มเติมบ้าง 

• ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ไม่มีภาวะขาดวิตามิน หรือ อ่อนเพลียที่จะทำให้ติดเชื้อโรคและป่วยง่ายค่ะ 

• ดื่มนมเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ดื่มนมแพะเป็นประจำทุกวัน เพราะนมแพะมีนิวคลีโอไทด์ตามธรรมชาติ ที่ได้จากระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย

นมแพะดีจีห่วงใยสุขภาพเด็กๆ ดื่มนมแพะวันละ 2 แก้วเช้าเย็น เพื่อสารอาหารครบถ้วนและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคกันนะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง