เว็บไซต์กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับระบบ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเรื่องเคล็ดลับดีๆ ที่คุณแม่หลายๆ คนต้องอยากรู้
บทความอัพเดทล่าสุด
คุณแม่ฉลาดเลือก “ดนตรี” เพื่อพัฒนาการที่ดีกว่าสำหรับลูกน้อย
คุณแม่ฉลาดเลือก “ดนตรี” เพื่อพัฒนาการที่ดีกว่าสำหรับลูกน้อย การเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยนั้น ย่อมเป็นที่คุณพ่อคุณแม่คนทำอยู่แล้ว การเลือก “ดนตรี” เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกน้อย ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยเช่นกัน นั่นเพราะความอัศจรรย์ของดนตรีนั้นมีผล ทั้งกับอารมณ์ ความรู้สึก และความคิด ซึ่งทำให้เกิดความสุข ความเศร้าเสียใจ ความยินดี สร้างแรงจูงใจและอื่น ๆ ได้ คิดดูว่าเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์ หากคุณแม่ตั้งครรภ์เปิดดนตรีให้ลูกน้อยฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง ดนตรีก็จะสามารถกระตุ้นพัฒนาการที่ดีต่าง ๆ ตามมา ต่อมาเมื่อลูกน้อยอยู่ในช่วงวัย 0 - 3 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทองของการกระตุ้นพัฒนาสมองของลูกน้อย ดนตรีคืออีกหนึ่งในกุญแจสำคัญ ที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางด้าน IQ และ EQ ให้ลูกน้อยได้เป็นอย่างดี โดยคุณแม่อาจจะเลือกเพลงที่มีท่วงทำนองนุ่มนวล สร้างความอบอุ่น สร้างความรู้สึกปลอดภัย เนื้อหาสื่อความหมายที่ดี เปิดให้ลูกน้อยฟังก่อนนอน ประมาณ 10 นาที หรืออาจจะร้องเพลงกล่อมเมื่อเขายังเล็ก ก็จะยิ่งทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างคุณแม่กับลูก หรือคุณพ่อกับลูกด้วยได้ ถัดมาเมื่อลูกน้อยโตขึ้นหลังจาก 3 ขวบแล้ว การสนับสนุนให้ลูกน้อยเรียนดนตรี เต้นรำ หรือร้องเพลง ก็จะช่วยในเรื่องของการประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับสมอง ฝึกประสาทสัมผัสมือและเท้า รวมถึงเสริมสร้างพัฒนาการด้านอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี “ดนตรี” จึงเปรียบเสมือนสิ่งมหัศจรรย์ ที่คุณพ่อคุณแม่ฉลาดเลือกให้ลูกน้อย ขณะเดียวกันในส่วนของอาหารก็มีความสำคัญในการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อยเช่นเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่จึงต้องเลือกอาหารดี มีประโยชน์สำหรับลูกน้อยให้มากที่สุด ในส่วนของทารกนั้นเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า “นมแม่” คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย การให้ลูกน้อยทานนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน จะช่วยให้ลูกน้อยมีทั้ง IQ และ EQ ที่ดี รวมถึงมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่สำหรับในคุณแม่บางคนที่ติดขัดหรือมีปัญหาในเรื่องไม่มีน้ำนม “นมแพะ” น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางหนึ่งสำหรับลูกน้อย นั่นเพราะ “นมแพะ” มีระบบคัดหลังน้ำนมที่ใกล้เคียงกับนมแม่ เรียกว่า ระบบอะโพรไคน์ ทำให้ในนมแพะมีสารอาหารตามธรรมชาติที่มีประโยชน์สูง ในนมแพะมี “พรีไบโอติก” มากกว่านมวัว ซึ่งจะช่วยในการต่อต้านการติดเชื้อได้ด้วย และในนมแพะยังอุดมไปด้วย CPP โปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้รวดเร็ว และยังช่วยในการดูดซึมเกลือแร่ต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ และ ในนมแพะมีโปรตีนคุณภาพดีที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีแอลฟาเอสวันต่ำ และมีเบต้าเคซีนสูง อันเป็นสัดส่วน เคซีนที่ใกล้เคียงกับนมแม่ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเป็นภูมิแพ้ในลูกน้อยได้อีกด้วย รวมถึงยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่ดีกับลูกน้อย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถไว้วางใจได้
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
สร้างเกราะป้องกันโรคหวัด & ไข้หวัดใหญ่ ให้ลูกรัก
สร้างเกราะป้องกันโรคหวัด & ไข้หวัดใหญ่ ให้ลูกรัก หวัด กับลูกรักเป็นของคู่กัน เพราะลูกวัย 1-3 ปี ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง แค่เจออากาศเปลี่ยน หรือไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แออัดก็ทำให้ติดเชื้อหวัดมาได้ ยิ่งถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วไม่น่ารักแน่ๆ อาจจะนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่นๆ และลุกลามเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้ ฉะนั้นมาสร้างเกราะป้องกันโรคหวัด และไข้หวัดใหญ่ให้กับลูกรักกันดีกว่าค่ะ เช็กอาการ หวัดธรรมดา Vs ไข้หวัดใหญ่ ต่างกัน พ่อแม่ต้องสังเกต อาการหวัดธรรมดา คัดจมูก สังเกตจากมีเสียงหายใจครืดคราด น้ำมูกใสไหล ไอ อาจมีเสมหะเล็กน้อย เจ็บคอ คอแห้ง สังเกตจากเสียงร้องหรือเสียงพูดของลูกจะแหบ ปวดศีรษะ ทำให้ร้องไห้งอแง มีไข้ อุณหภูมิ 36.5 – 37.5 องศาเซลเซียส อาการไข้หวัดใหญ่ อาการเริ่มแรกเหมือนไข้หวัดธรรมดา คัดจมูก มีน้ำมูกไหล เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ไอมาก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ไข้สูงมาก อุณหภูมิ 38 – 40 องศาเซลเซียส มีอาการชัก ปอดอักเสบ ทำให้เป็นปอดบวม การรักษา ปัจจุบันโรคหวัดยังไม่มียารักษาได้ แพทย์จะให้ยาตามอาการที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ อาจจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส (Tamiflu) และการใช้ยาในเด็กเล็กแพทย์จะระมัดระวังมากและให้ยาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซื้อยามาให้ลูกเอง ทางที่ดี เพื่อไม่ให้ลูกต้องเผชิญกับการเป็นไข้หวัดบ่อยๆ ควรสร้างเกราะป้องกันให้ลูกไว้ดีกว่า 9 วิธี สร้างเกราะป้องกันโรคหวัด & ไข้หวัดใหญ่ ฉีดวัคซีนป้องกัน เช่น วัคซีนไข้หวัด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสามารถฉีดได้ตั้งแต่ลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไป และฉีดกระตุ้นทุกปีตามระยะที่กำหนด ล้างมือและทำความสะอาดตัวเองก่อนอุ้มลูก ยิ่งลูกวัยแรกเกิด – 6 เดือน ก่อนจะสัมผัสเด็กๆ ควรจะล้างมือให้สะอาดก่อน ไม่อย่างนั้นอาจจะนำพาเชื้อโรคไปสู่ลูกได้ ไม่พาลูกไปในสภาพแวดล้อมที่แออัด ผู้คนพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค ทำความสะอาดของเล่น รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ที่ลูกชอบหยิบจับเอาเข้าปาก หลังจากที่ใช้แล้วทุกครั้ง และเช็ดทำความสะอาด เก็บในกล่องหรือในที่ที่ไม่อับชื้น หมั่นซักผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน และผ้าขนหนู ที่อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคต่างๆ จัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มีอากาศถ่ายเทสะดวก มีแสงแดดส่องเข้ามารำไร จะทำให้อากาศในบ้านสดชื้นขึ้น ไม่สะสมเชื้อโรค เมื่อคนในบ้านป่วยต้องรีบไปหาหมอ และใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่ลูก อย่าให้ลูกสัมผัสเสมหะ หรือละอองฝอยจากการไอจามของคนป่วย เพราะมีเชื้อปนอยู่ เมื่อไปสัมผัสกับทางเดินหายใจ เยื่อบุตา จะทำให้เข้าสู่ร่างกายลูกได้ง่ายๆ เลย ให้ลูกกินนมแม่ เพราะนมแม่มีสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างดีเยี่ยม ลูกจะได้แข็งแรง ไม่เป็นหวัดได้ง่ายๆ ในกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ หรือมีความจำเป็นที่ต้องใช้นมอื่นเสริม สามารถลูกดื่มนมแพะได้นะคะ เพราะนมแพะมีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ เรียกว่า อะโพไครน์ ทำให้มีสารอาหารธรรมชาติจากธรรมชาติครบถ้วน ที่สำคัญ มีนิวคลีโอไทด์ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และยังเปี่ยมไปด้วย CPP โปรตีนคุณภาพ ที่ย่อยและดูดซึมง่าย ทำให้สามารถดูดซึมสารอาหารที่สำคัญเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ลูกรักมีร่างกายแข็งแรง มีเกราะภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ทำให้ลูกน้อยแข็งแรงไม่ป่วยง่าย เติบโตสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ Tags: สุขภาพลูกรัก, ไข้หวัด, โรคหวัด, ไข้หวัดใหญ่, อาการ, การป้องกัน, การรักษา, ภูมิคุ้มกัน, อาการหวัด
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
มารู้จักกับ โคลีน (Choline) ตัวช่วยพัฒนาการเรียนรู้และความจำ
มารู้จักกับ โคลีน (Choline) ตัวช่วยพัฒนาการเรียนรู้และความจำ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วค่ะว่า “นมแพะ” นั้นมีคุณค่าทางโภชนาการที่จำเป็นครบถ้วนโดยเฉพาะโคลีน และทอรีน ที่ร่างกายของเด็กทารกต้องการในปริมาณมาก นมแพะ DG ได้มีการพัฒนาให้มีปริมาณโคลีน และทอรีน ที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็กทารก สำหรับคุณแม่ท่านใดที่ยังไม่รู้ และไม่ทราบว่าโคลีน และทอรีนนั้นมีความสำคัญอย่างไร วันนี้เราขอพาคุณแม่ทุกท่าน ไปทำความรู้จักกับประโยชน์ของ โคลีน และทอรีน ที่อยู่ในนมแพะกันค่ะ ทำความรู้จักกับทอรีน ทอรีน (Taurine) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้เอง ทอรีนจัดว่ามีความสำคัญต่อพัฒนาการของระบบประสาท โดยเฉพาะพัฒนาการสมองของทารกแรกเกิด ซึ่งเด็กทารกจะมีความต้องการทอรีนในปริมาณที่มาก เพื่อให้เพียงพอกับพัฒนาการต่าง ๆ ทางร่างกายที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทอรีนในนมแพะ ยังมีหน้าที่สำคัญที่ช่วยปกป้องสมอง ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมน้ำในเซลล์ของสมอง และยังเชื่อกันว่า ทอรีนมีหน้าที่เป็นตัวนำกระแสประสาทในสมองอีกด้วย แถมยังช่วยให้แคลเซียมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างการมองเห็นและป้องกันศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม ช่วยให้การทำงานของเรตินาในการรับแสงดีขึ้น ในนมแพะนอกจากจะมี ทอรีนในปริมาณที่เหมาะสมแล้วยังมี โคลีนที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการของทารกอีกด้วย แล้ว โคลีน (Choline) คืออะไร? โคลีน (Choline) เป็นสารอาหารสำคัญตัวหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มของวิตามิน B โคลีนเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท และโคลีนยังเป็นสารตั้งต้นของการสร้างอะซิทิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ใช้ในการส่งกระแสประสาท (Cholinergic neurotransmission) ของสมอง มาดู..ความพิเศษของโคลีนในนมแพะ กันค่ะ โคลีน มีหน้าที่หล่อเลี้ยงเซลล์ประสาท ช่วยให้การสื่อสารของเซลล์ประสาททำงานได้ดีขึ้น โคลีนในนมแพะ จะช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ และพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น โคลีน ถือเป็นตัวช่วยที่สำคัญต่อพัฒนาการการเรียนของเด็ก ๆ เพราะหน้าที่สำคัญของโคลีนคือการส่งกระแสประสาท โดยเฉพาะในสมองส่วนที่ทำหน้าที่ทางด้านความจำ ด้วยความพิเศษของ โคลีน และทอรีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่อยู่ในนมแพะ DG ที่เป็นสูตรพิเศษสำหรับทารกแรกเกิด จึงจะทำให้ร่างกายของเด็กทารกสามารถมีพัฒนาการทางสมอง และทางร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ นมแพะ DG ยังเพิ่มสารสำคัญอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น DHA และ ARA สร้างเสริมพัฒนาการทางสมอง และสายตาที่ดี รวมถึง โปรตีน CPP (Casein phosphoeptide) ที่เป็นโปรตีนนุ่มที่ย่อยและดูดซึมง่าย ความพิเศษของนมแพะ DG นมแพะ DG นอกจากจะมีส่วนประกอบสำคัญอย่างโคลีนและทอรีนแล้ว นมแพะยังมีโปรตีน CPP หรือ Casein Phosphopeptides ซึ่งเป็นโปรตีนนุ่ม ที่ย่อย และดูดซึมง่าย ช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนไปช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และยังช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียมสู่ร่างกาย อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยได้อีกด้วย นอกจากนี้ในนมแพะยังมีห่วงโซ่ปานกลาง อย่าง MCT Oil ที่ย่อยง่าย นอกจากนี้ นมแพะ ยังช่วยลดการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ด้วย จึงเหมาะสำหรับเด็กที่มีปัญหาในการย่อย เด็กทารกที่ดื่มนมแพะจะไม่มีปัญหาการอาเจียนหลังจากดื่มนมแพะเข้าไป ถึงแม้ว่าคุณแม่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับนมแพะนัก แต่ด้วยคุณสมบัติที่ดีต่าง ๆ เหล่านี้ นมแพะจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคุณพ่อคุณแม่ ที่ลูกกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการแพ้นมอยู่ นมแพะ DG ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับลูกน้อย และขอเป็นตัวช่วยในเรื่องการเรียนรู้ที่ดีสมวัย
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
ลูกน้อยท้องผูก อึไม่ออก ทำอย่างไรดี?
ลูกน้อยท้องผูก อึไม่ออก ทำอย่างไรดี? วันไหนลูกถ่ายปกติคุณแม่ก็พลอยโล่งใจ แต่วันไหนที่ลูกยังไม่ถ่ายนี่สิคะ ทำเอาคุณแม่เครียดได้เลยทีเดียว ทำอย่างไรจะให้ลูกถ่ายได้ดีทุกวัน มาลองดูคำแนะนำจากทฤษฎี และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ กันค่ะ ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้นค่อยๆ ฝึกให้น้องจิบน้ำให้บ่อยขึ้น นอกจากจะช่วยเรื่องการขับถ่ายแล้วยังช่วยให้ผิวลูกชุ่มชื้นอีกด้วยนะคะ ดื่มน้ำผลไม้ อาทิ น้ำส้มคั้น น้ำลูกพรุน เป็นต้น เครื่องดื่มเหล่านี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงและมีไฟเบอร์ตามธรรมชาติช่วยเรื่องขับถ่ายด้วยค่ะ ดื่มนมแพะที่มี CPP โปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่าย ลูกน้อยดื่มแล้วสบายท้องและมีใยอาหารถึง 2 ชนิด คือ โอลิโกฟรุคโตส และอินนูลิน ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายง่าย ลดปัญหาท้องผูก เน้นการรับประทานอาหารที่ให้ไฟเบอร์ เช่น เพิ่มผักและผลไม้ต่างๆในเมนูของน้องๆ ถึงจะเป็นเรื่องน่าหนักใจอยู่ไม่น้อยที่จะฝึกให้ลูกทานผัก แต่คุณแม่ต้องใช้เวลาและเทคนิคค่อยๆฝึกทำทีละนิดนะคะ และหากเพิ่มการรับประทานข้าวกล้องได้ก็จะดีมาก หากน้องไม่เคยทานมาก่อนคุณแม่อาจจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณทีละนิดก็ช่วยได้นะคะ ฝึกให้น้องเข้าห้องน้ำเป็นประจำทุกวัน ฝึกการออกกำลังกาย เช่นการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เป็นต้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะช่วยให้ลำไส้ใหญ่มีการเคลื่อนไหวช่วยระบบการขับถ่ายของน้องๆได้ดีเลยทีเดียว ทางเลือกสุดท้ายคือการเลือกใช้ยา ซึ่งควรใช้อย่างระมัดระวังและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร ซึ่งยาส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ใช้นาน มียาอะไรบ้างที่เหมาะกับลูกมาดูกันค่ะ ยาเหน็บทวาร เช่น กลีเซอรีนแท่งที่ออกฤทธิ์ โดยทำให้เด็กมีความรู้สึกอยากถ่าย มักใช้ในเด็กเล็กๆ ยาสวนที่บรรจุน้ำ เช่น เกลือฟอสเฟต เกลือแกงเข้มข้น เป็นต้น อาศัยหลักการความเข้มข้น กระตุ้นลำไส้ให้รู้สึกอยากถ่ายอุจจาระโดยต้องสอดเข้าทางทวาร ซึ่งต้องใช้อย่างระมัดระวังและแนะนำไม่ให้ใช้บ่อยค่ะ ยาที่ออกฤทธิ์อุจจาระนิ่ม เช่น แลคตูโลส,เกลือแมกนีเซียม ข้อควรระวังคืออาจทำให้ท้องอืด แน่นท้องได้ ยาที่ออกฤทธิ์หล่อลื่นอุจจาระ เช่น พาราฟิน ข้อควรระวังว่าน้องอาจจะสำลักทำให้เกิดปอดอักเสบได้ ยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เป็นยาที่ห้ามใช้ติดต่อกันนานๆ เนื่องจากอาจทำให้กล้ามเนื้อและระบบประสาทในลำไส้ไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติถาวรได้ ยาที่ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ โดยการดึงน้ำเข้าอุจจาระทำให้นิ่มขึ้น น้องจะรู้สึกอยากถ่ายได้เองตามธรรมชาติ เช่น แมคโกรกอล 4000 ที่มีขายตามท้องตลาดมักเป็นผงบรรจุซองแล้วละลายน้ำดื่ม การฝึกขับถ่ายต่างๆ ให้ลูกตามวิธีข้างต้นนี้หากเราอธิบายหรือฝึกฝนโดยใช้นิทานหรือการ์ตูนเข้าช่วย ลูกจะให้ความร่วมมือดีขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตามคุณแม่ต้องค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของน้องๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ข้อมูลโดย : ภญ.สุชาดา มั่งสูงเนิน
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
ลูกไม่ชอบอาบน้ำ
ลูกไม่ชอบอาบน้ำ คุณพ่อคุณแม่อาจจะสังเกตเห็นว่าตอนลูกยังเป็นเด็กทารกนั้น ลูกมักจะชอบอาบน้ำเล่นน้ำ แต่พอเข้าสู่วัยหัดเดินทำไมลูกจึงไม่ชอบอาบน้ำซะอย่างนั้น บางคนอาจจะไม่ชอบน้ำมาตั้งแต่เล็กๆ ส่วนบางคนอยู่ดีๆ ก็ไม่ชอบอาบน้ำเสียเฉยๆ เอ... ลองคิดดูสิคะว่า มันน่าจะมีสาเหตุเกิดจากอะไรกันน้อ?? สาเหตุ: ห่วงเล่น: การอาบน้ำมักจะเป็นสัญญาณที่บอกว่า ‘เล่นซนมอมแมมมาทั้งวันแล้ว ไปอาบน้ำกันเถอะ’ ลูกจึงเรียนรู้ได้ว่าถึงเวลาต้องเลิกเล่นแล้ว แต่ในเมื่อหนูยังอยากเล่นอยู่นี่นา หนูก็เลยงอแงเป็นธรรมดาค่ะ มีประสบการณ์ไม่ดี: บางคนอาจจะเคยสำลักน้ำ สบู่หรือแชมพูเข้าตา แสบตา ตกใจ เลยไม่ชอบการอาบน้ำไปโดยปริยาย ไม่สบายตัว: คุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้น้ำในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม เช่น เอาลูกอาบน้ำตอนเช้าตรู่ด้วยน้ำเย็นจัด หรือใช้น้ำอุ่นแม้ในช่วงเวลาที่อากาศร้อนทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัวไม่สบายใจที่จะต้องอาบน้ำ ทำอย่างไรให้ลูกยอมอาบน้ำ บอกลูกล่วงหน้า: คุณแม่ควรบอกลูกให้รู้ตัวล่วงหน้าก่อนให้ลูกได้เตรียมตัว ไม่ควรปุบปับ บังคับทันที เช่น "เดี๋ยวหนูต่อบล็อกเสร็จแล้วเราจะไปอาบน้ำกันนะจ๊ะ" ปรับเวลาอาบน้ำ: เช่น ถ้าสังเกตว่าลูกมักงอแงเวลาอาบน้ำตอนเช้า ก็พิจารณาดูว่าคุณแม่อาบน้ำให้ลูกเช้าไปไหม อากาศเย็น น้ำเย็น ลูกก็ไม่อยากอาบ หรือลูกยังไม่ทันตื่นเต็มตาก็พาไปอาบน้ำเสียแล้ว อย่างนี้คุณแม่ต้องปรับเวลาอาบน้ำให้สายหน่อย หรือให้เวลาลูกตื่นเต็มที่เล่นซักพักแล้วค่อยพาลูกไปอาบน้ำค่ะ ค่อยเป็นค่อยไป: เริ่มอาบน้ำโดยการเอาน้ำลูบมือ ลูบหน้า รดจากเท้าก่อน ให้ลูกค่อยๆ รับรู้ ปรับอุณหภูมิแล้วจึงรดที่ตัว ลูกจะได้ไม่ตกใจ ดึงดูดใจ: ทำให้การอาบน้ำเป็นเรื่องสนุกได้หลากหลายวิธี ให้ลูกเลือกอุปกรณ์อาบน้ำเอง เช่น ฟองน้ำ หมวกสระผม แปรงสีฟัน สบู่ แชมพู ฯลฯ ให้ลูกมีส่วนร่วมในการอาบน้ำ เช่น ช่วยคุณแม่บีบสบู่ ถูตัวเอง มีของเล่นระหว่างอาบน้ำให้เพลิดเพลิน เช่น เป็ดยาง หนังสือลอยน้ำ ร้องเพลง เช่น เพลงอาบน้ำ เพลงอวัยวะต่างๆ เด็กแต่ละคนอาจจะมีสาเหตุการไม่ชอบอาบน้ำที่แตกต่างกันออกไป คุณแม่ต้องหาสาเหตุแล้วแก้ปัญหาให้ตรงจุดนะคะ ใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป แล้วเจ้าตัวน้อยก็จะค่อยๆ ยอมอาบน้ำไปเองค่ะ Tips: การฝึกลูกอาบน้ำ อย่าอาบบ้างไม่อาบบ้าง เพราะลูกจะต่อรองกับคุณทุกครั้ง คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกอย่างมีวินัย คือ อาบทุกวัน ตามเวลาสม่ำเสมอ ลูกจะเรียนรู้ว่าการต่อต้านใช้ไม่ได้ผล ยังไงก็ต้องอาบน้ำอยู่ดี จากนั้นก็จะเลิกงอแงไปเอง
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
ลดปัญหาท้องผูกในลูกน้อย เรื่องง่าย ๆ ที่คุณแม่ทำได้
ลดปัญหาท้องผูกในลูกน้อย เรื่องง่าย ๆ ที่คุณแม่ทำได้ บอกเลยว่าถ้าลูกน้อยเกิดอาการท้องผูกขึ้นมาเมื่อไหร่ คุณพ่อคุณแม่อย่างเราก็ต้องกังวลใจเมื่อนั้น แม้จะดูว่านี่คือปัญหาที่อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เชื่อเถอะว่าหากอาการท้องผูกมาเยือนเมื่อไหร่ แล้วเราเห็นลูกน้อยงอแง หงุดหงิด อึดอัด เจ็บ ร้องไห้ เพราะถ่ายไม่ออก เบ่งแล้วเบ่งอีกก็ยังไม่สำเร็จ ย่อมสร้างความกังวลใจตามมาไม่มากก็น้อย ปัญหาท้องผูกในเด็กเล็กจึงไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ที่สำคัญยังพบอีกว่าปัญหานี้มักพบได้บ่อยในเด็กเล็ก ซึ่งหากแก้ปัญหาไม่ตรงจุด จากการที่เด็กเล็กมีอาการเพียงท้องผูกแบบกะทันหัน ก็จะกลายเป็นว่ามีอาการที่ขยายไปสู่อาการท้องผูกแบบเรื้อรังได้ และส่งผลเสียต่อพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยด้วย อาการที่สังเกตได้ว่าลูกน้อยท้องผูกหรือไม่ เรื่องนี้ที่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตนั่นคือ ลองดูว่าภายใน 2 สัปดาห์ ลูกน้อยอุจาระน้อยกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์หรือไม่ ประกอบกับเวลาอุจาระจะพบว่า ลูกน้อยมีอาการใช้แรงเบ่ง มีความลำบากในการเบ่ง จนเกิดความหงุดหงิด อึดอัด งอแง ร้องไห้ และยังพบอีกว่าอุจาระที่ถ่ายออกมานั้น มักเป็นก้อนเล็กก้อนน้อยและแข็งตัว หรือในเด็กบางคนอาจจะพบว่ามีการบาดเจ็บที่ทวารหนัก ทำให้มีเลือดปนออกมาด้วย ซึ่งนี่เองสามารถนำไปสู่การติดเชื้อได้ ลดปัญหาท้องผูกในลูกน้อย เรื่องง่าย ๆ ที่คุณแม่ทำได้ ในส่วนของอาหารเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป สิ่งที่คุณแม่ควรทำนั่นคือ การให้นมแม่ตามปกติ เพียงแต่อย่างที่เราทราบกัน ควรเพิ่มในส่วนของอาหารเสริมหรืออาหารเด็กเล็กให้มากขึ้น เช่น อาหารเด็กเล็กควรมีการเสริมผักต้มสุกบดละเอียดกับข้าวต้มสุกบดละเอียด ซึ่งหากคุณแม่พบว่าลูกน้อยมีอาการท้องผูก อาจจะเพิ่มน้ำผลไม้เข้ามาด้วย เช่น น้ำลูกพรุนสกัดผสมกับน้ำต้มสุกในปริมาณเท่ากัน แล้วป้อนลูกน้อยวันละประมาณ 15-20 ซีซี ต่อวัน ก็จะช่วยลดอาการท้องผูก และทำให้การขับถ่ายของลูกน้อยง่ายขึ้น รวมถึงการกระตุ้นลูกน้อยให้ทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากขึ้น เพื่อช่วยให้อุจาระมีการอ่อนตัว ซึ่งจะส่งผลต่อการขับถ่ายง่ายขึ้น เช่น กล้วย มะละกอ เป็นต้น ควบคู่กับการให้ลูกน้อยดื่มน้ำเปล่าสะอาด อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ก็จะสามารถลดอาการท้องผูกได้เช่นกัน โดยในเด็กเล็กที่อายุ 1 ปีขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ควรมีการฝึกนิสัยให้ลูกน้อยขับถ่ายอย่างถูกสุขลักษณะทุกวัน โดยเพิ่มการฝึกนั่งกระโถนหรือชักโครก เพื่อให้เขาเกิดความเคยชินนั่นเอง ในส่วนของคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องน้ำนม และอาจจะกำลังกังวลใจในเรื่องของอาการท้องผูกในลูกน้อยนั้น ขอแนะนำทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งค่ะ นั่นคือ “นมแพะ” เพราะมีคุณประโยชน์ที่ดีมากมายกับลูกน้อย นมแพะมีระบบการคัดหลั่งแบบเดียวกับนมแม่ ทำให้มีสารอาหารธรรมชาติในปริมาณสูง ในนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptide) โปรตีนนุ่มที่ย่อยและดูดซึมง่าย ช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีสมวัย และมีตัวช่วยสำคัญในการช่วยลดอาการท้องผูกในลูกน้อยได้ นั่นคือ “พรีไบโอติก” หรือใยอหารซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และบิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลูกน้อยขับถ่ายได้ง่าย หมดปัญหาเรื่องท้องผูก ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย จึงช่วยลดปัญหาท้องผูกและป้องกันการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ยังมี “นิวคลีโอไทด์” ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและลดการเกิดการแพ้อาหาร มี “โพลีเอมีนส์” ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ มี “โกรทแฟคเตอร์” ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต มี “ทอรีน” ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น ซึ่งหากลูกน้อยกินนมแพะอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีและเจริญเติบโตอย่างสมวัยได้ไม่ยาก เพราะระบบขับถ่ายที่ดี มีผลต่อพัฒนาการที่ดีของลูกน้อย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ฉลาดเลือกฉลาดใช้ จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องนี้ค่ะ
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
รู้ไหมว่า ความเฉลียวฉลาดอย่างเป็นธรรมชาติของลูกสร้างได้อย่างไร ?
รู้ไหมว่า ความเฉลียวฉลาดอย่างเป็นธรรมชาติของลูกสร้างได้อย่างไร ? คุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมต้องการสร้างให้ลูกน้อยของตนเองฉลาด แล้วจะมีทางไหนบ้างที่จะช่วยให้เรื่องนี้เป็นไปได้ง่ายขึ้น ความฉลาดที่ได้มาจากธรรมชาติสร้างได้จริงหรือ เรามีคำตอบและมีเคล็ดลับดี ๆ มาบอกค่ะ สรรสร้างจิตนาการดีไม่มีขีดจำกัด เพราะวัยเด็กคือวัยที่มีจินตนาการอย่างไม่มีขีดจำกัด และพร้อมเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เขาอยากรู้ อยากเห็น อยากพูด อยากคุยอยากบอกให้เรารู้ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เขาคิดนั้นเป็นอย่างไร โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมจินตนาการลูกน้อยให้เป็นเรื่องสนุกได้ตลอดเวลา เช่น ถ้าวันไหนที่อากาศดี ๆ แดดร่มลมตก ก็ชวนกันนอนเล่นที่ระเบียงบ้าน นอนดูก้อนเมฆ แล้วผลัดกันบอกเล่าว่าเมฆก้อนนั้น ก้อนนี้เป็นรูปอะไรกันบ้าง... ลูกคิดว่าเมฆจะลอยไปไหน ให้เขาเล่าเรื่องราวที่เขาจิตนาการออกมา หรือตอนกลางคืนชวนกันนอนดูดาวบนท้องฟ้า และเล่านิทานหรืออาจจะเป็นเรื่องที่ต่อยอดจิตนาการ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถเติมความรู้ต่าง ๆ กับลูกน้อยไปพร้อม ๆ กันได้ด้วย ให้ศิลปะสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็ก เพราะพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก มีความสำคัญต่อลูกน้อยในวัยอนุบาล ดังนั้นการให้ลูกน้อยเริ่มหัดทำงานศิลปะ ขีด ๆ เขียน ๆ วาดภาพ แต่งแต้มสี คัดลอกงานต่าง ๆ พับกระดาษ รวมถึง การติดกระดุมเสื้อเอง การปั้นแป้งโดว์ การจับช้อนทานข้าว การจับแก้วน้ำดื่มเอง ฯลฯ ก็เป็นเรื่องที่ดี เพื่อกระตุ้นให้ลูกน้อยใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างถูกต้อง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกสมาธิ และฝึกความคิดสร้างสรรค์ไปในตัว รักธรรมชาติ รักโลก ปลูกฝังนิสัยที่ดีจากสิ่งรอบตัว การสอนให้ลูกน้อยรักและเข้าใจธรรมชาติ เป็นการปลูกนิสัยที่ดีให้ลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ธรรมชาติรอบด้านสอนลูกน้อยให้ฉลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ดอกไม้ ใบหญ้า โดยอาจจะเริ่มต้นชวนลูกน้อยปลูกต้นไม้ เตรียมดิน เตรียมเมล็ดพันธุ์ เตรียมน้ำ พร้อมอธิบายถึงความสำคัญของต้นไม้ว่า มีความสำคัญต่อการผลิตออกซิเจนที่เราใช้หายใจอย่างไรแล้วต้องใช้เวลาหลายปีกว่าต้นไม้จะโต การตัดไม้ทำลายป่าจะส่งผลเสียอย่างไร จากนั้นก็ชวนเขาดูความเปลี่ยนของต้นไม้ที่เขาปลูก ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยรู้จักการรอคอยและมีความอดทนในการรอยคอยบางสิ่งบางอย่าง เลือกนมดี เลือกอาหารดี สร้างสุขภาพที่ดีให้ลูกน้อย อย่างที่เราทราบกันดี นมแม่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย เพราะมีสารอาหารที่ดีและครบถ้วน หากคุณแม่มีความจำเป็นไม่สามารถให้นมแม่ได้ “นมแพะ” เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับลูกน้อย เพราะนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ ที่เรียกว่า “อะโพไคร์น” (Apocrine) ทำให้มีสารอาหารธรรมชาติในปริมาณสูง คือ Bioactive Components ซึ่งประกอบด้วย >> นิวคลีโอไทด์ตามธรรมชาติ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน >> ทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น >> โพลีเอมีนส์ ส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ >> โกรทแฟคเตอ์ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต ในนมแพะยังมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ โปรตีนในนมแพะเป็นโปรตีนคุณภาพดี ที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพราะมีแอลฟาเอสวันเคซีนต่ำ และมีเบต้าเคซีนสูง จึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้ดี นอกจากนี้ยังมีใยอาหารอย่าง Prebiotic ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ใหญ่ จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ลดการอักเสบบริเวณลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ลูกน้อยจึงมีพัฒนาการที่ดีสมวัยอย่างเป็นธรรมชาตินั่นเอง
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
ระวังเจ้าหนู ให้ห่างเชื้อไวรัสโรต้า ที่มากับอากาศเย็น
ระวังเจ้าหนู ให้ห่างเชื้อไวรัสโรต้า ที่มากับอากาศเย็น รู้กันดีว่า อากาศเย็นแล้วน้า คุณแม่หลายท่านชอบอากาศเย็นสบายแบบนี้ แต่เด็กๆ ก็ต้องระวังโรคภัยที่มากับอากาศที่แสนสบายด้วยอย่างเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค "โรต้า ไวรัส" นะคะ โดยเฉพาะน้องๆหนูๆที่อายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ขวบ เด็กยิ่งเล็กระบบภูมิคุ้มกันของน้องเองก็ยิ่งไม่สมบูรณ์เต็มที่ จึงต้องคอยระวังเชื้อไวรัสที่แฝงมากับอากาศ จริงๆแล้วก็สามารถพบการระบาดได้ทั้งปีโดยเฉพาะอากาศเย็นเช่นนี้จะพบได้มากที่สุด คุณแม่ที่ต้องดูแลเจ้าตัวเล็กอายุ1-2 ปีแรกนั้น น้องๆ กำลังหัดเดินเตาะแตะ อยู่ในช่วงวัยเรียนรู้ ควรระวังเป็นพิเศษนะคะเพราะเชื้อไวรัสโรต้าเป็นเชื้อที่ติดง่ายมากที่สุดและสามารถอยู่ได้นานเป็นวันๆ โดยมักอยู่กับสิ่งของเครื่องใช้ ของเล่น ของน้องๆ หากเจ้าตัวเล็กเอาของเข้าปากก็จะทำให้ได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายได้ทันที เชื้อไวรัสโรต้าจะไปอยู่ที่ลำไส้ทำให้ผนังลำไส้นั้นทำหน้าที่ดูดซึมน้ำ เกลือแร่และสารต่างๆ ผิดปกติไป ทำให้เกิดอาการท้องร่วง มีไข้ อาเจียน และที่สำคัญเด็กๆ จะสูญเสียน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตได้ ยาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะนั้นก็ยังไม่มีเฉพาะเจาะจง จึงต้องใช้ยารักษาตามอาการ เช่น Diosmectite หรือ Dioctahedral Smectite ชนิดผงจะช่วยปกป้องผนังลำไส้ทำให้กลับมาทำงานได้เช่นเดิม แล้วจะดูดซับตัวเชื้อไวรัสโรต้านี้ให้ออกไปจากร่างกายด้วยจึงช่วยลดการสูญเสียน้ำในกรณีได้ทันที หากทานในครั้งแรกควรเพิ่มขนาดรับประทานจากปกติเป็น 2 เท่าในวันแรกและรับประทานปกติในวันถัดไป สามารถหยุดเมื่ออาการท้องเสียดีขึ้น และระหว่างมื้อให้น้องจิบน้ำเกลือแร่ ORS เพื่อทดแทนการสูญเสียเกลือแร่ นอกจากยาที่รักษาตามอาการแล้วการฉีดวัคซีนที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงหากมีอาการติดเชื้อจริงๆ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดนั้นก็คือการรู้เท่าทันเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อคือการรักษาความสะอาด ได้แก่ ล้างมือให้ลูกน้อยบ่อยๆ รักษาสุขอนามัยของสมาชิกในบ้าน และบริเวณที่ลูกชอบเล่น รวมถึงหมั่นล้างของเล่นเสมอๆ เตรียมอาหารของลูกน้อยให้สุก สะอาด ถูกสุขลักษณะ โดยการผ่านความร้อน ข้อมูลโดย : ภญ.สุชาดา มั่งสูงเนิน ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย "Rotavirus disease in children", http://www.sapj.co.za/index.php/sapj/article/download/1333/2010 "Oral diosmectite reduces stool output and diarrhea duration in children with acute watery diarrhea", http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19268266
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
ร่วมสร้างภูมิคุ้มกัน 5 โรคอันตราย ภัยร้ายลูกน้อย
ร่วมสร้างภูมิคุ้มกัน 5 โรคอันตราย ภัยร้ายลูกน้อย ปัจจุบันนี้ เด็กๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี มักเจ็บป่วยด้วยโรคนานาชนิด ซึ่งมีผลร้ายแรงต่างกันไป หากพ่อแม่ไม่ดูแลเอาใจใส่ถึงสาเหตุและอันตราย เพื่อหาวิธีป้องกัน ของ 5 โรคที่เป็นภัยร้ายลูกน้อย เพราะหากเชื้อร้ายลุกลามเข้ากระแสเลือด ลูกอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ โรคหวัด เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่มีอาการไม่รุนแรงได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ มีไข้เล็กน้อย อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในฤดูกาลที่มีอากาศเย็น ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำเช่น ฤดูหนาว เนื่องจากอุณหภูมิเหมาะสมต่อการเติบโตของไวรัส และ เยื่อบุจมูกแห้งมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่ายโดยเฉลี่ยเด็กมีโอกาสเป็นหวัด 6-8 ครั้งต่อปี และพบน้อยลงเมื่อเด็กโตขึ้น อาการโดยทั่วไปมักเกิดอาการมากที่สุดหลังรับเชื้อ 1-3 วัน เด็กจะมีน้ำมูกใสในวันแรกๆ ต่อมาอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียว ซึ่งเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อการกำจัดเชื้อ หลังจากนั้นเด็กๆ จะคัดจมูก จาม ไอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว ตาแดง ซึ่งอาการเหล่านี้มักเป็นอยู่ 2-7 วัน หากถ้าเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ อาจมีภาวะภูมิแพ้, ไซนัสอักเสบ หรือ ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ดังนั้น ถ้าลูกมีไข้ พ่อแม่ควรเช็ดตัวให้ลูก ใช้ผ้าสะอาดเช็ดน้ำมูก และใช้น้ำเกลือหยอดจมูก เด็กเล็กใช้ลูกยางแดง เด็กโตให้สั่งน้ำมูกเอง หากลูกอาการไม่ดีขึ้น ควรพาลูกไปพบแพทย์ค่ะ โรคมือเท้าปาก คือเป็นโรคที่มักพบการติดเชื้อในกลุ่มทารกและเด็กเล็ก แต่บางรายจะมีอาการรุนแรง ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัสที่มีการติดเชื้อ โรค HFMD โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี อาการโดยทั่วไปนั้น โรคมือ เท้า ปาก มักจะมีอาการไม่รุนแรง โดยจะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-6 วัน และมีอาการเริ่มต้นคือ เป็นไข้ต่ำ ๆ มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ประมาณ 1-2 วัน จากนั้นจะเริ่มเจ็บปาก ไม่ยอมทานอาหาร เพราะมีตุ่มแดงที่เหงือก ลิ้น กระพุ้งแก้ม โดยตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใส รอบแผลจะอักเสบแดง ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น จากนั้นจะพบตุ่มหรือผื่น ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้น แขน ขา และอวัยวะสืบพันธุ์ด้วย ในเด็กทารกอาจพบกระจายทั่วตัวได้ แต่อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จึงต้องใช้ภูมิคุ้มกันของตัวเองต่อสู้กับเชื้อโรค ทั้งนี้หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นลูกมีอาการที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียนบ่อย ๆ หอบ แขนขาอ่อนแรง ไม่ยอมรับประทานอาหารและนํ้า ก็ควรพาลูกไปพบแพทย์นะคะ ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน คือการอักเสบติดเชื้อของเยื่อบุโพรงอากาศรอบจมูก โดยเฉียบพลัน หมายถึงการอักเสบของเยื่อบุโพรงอากาศรอบจมูกที่เป็นน้อยกว่า 4 สัปดาห์ และ อาการหายไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งโรคนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหวัดได้ เกิดได้ในทุกอายุรวมทั้งในเด็กทารก สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น เด็กที่เป็นหวัด ควรนึกถึงไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อ แบคทีเรีย ด้วย เพราะถ้าหากมีอาการหวัดเรื้อรังนานกว่าปกติ เช่น ไอ และ น้ำมูกนานเกิน 10 วัน หวัดจากเชื้อไวรัสมักมีอาการมากที่สุด 7 วัน และค่อยๆ ดีขึ้นเอง หากมีอาการหวัดที่รุนแรงกว่าปกติ ได้แก่ ไข้สูง น้ำมูกข้นเป็นหนอง บางรายมีอาการบวมรอบตา กดเจ็บบริเวณไซนัส หรือ ปวดศีรษะร่วมด้วย ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะ หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคที่พบบ่อย ที่ทำให้ผู้ป่วยเด็กมาพบแพทย์ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ซึ่งมักเกิดร่วมหรือ ตามหลังโรคหวัด โดยหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน คือ ภาวะที่มีการอักเสบของหูชั้นกลาง ทำให้มีน้ำในช่องหูชั้นกลาง ร่วมกับมีอาการแสดงของการติดเชื้อที่เกิดขึ้นเร็ว ไม่เกิน 3 สัปดาห์ โดยโรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และ อาจพบทั้งไวรัส และ แบคทีเรียร่วมกันได้ มีรายงานว่าในประเทศไทยพบเชื้อแบคทีเรีย 77.3% โดยอาการของโรคนี้จะมีไข้ ปวดหู ในเด็กเล็กอาจจะแสดงด้วยการดึงหูบ่อยๆ บางรายมีอาการไอร่วมด้วย ดังนั้น พ่อแม่ควรตรวจเช็คหูลูก เมื่อมีอาการเป็นหวัด เจ็บหู มีไข้ รวมไปถึงอาการที่ลูกร้องกวนไม่ทราบสาเหตุหรือดึงหูบ่อยผิดปกติ ฝีหลังคอหอย มักพบในเด็กที่ มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ซึ่งสาเหตุส่วนมากเป็นผลจากการติดเชื้อของจมูก ทอนซิล หูชั้นกลาง หรือ ไซนัสนำมาก่อน สาเหตุอื่น อาจเป็นผลจากการกวาดคอ หรือ การบาดเจ็บต่อหลังคอหอย ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการของโรคนี้ เด็กจะมีไข้สูง เจ็บคอ กลืนลำบาก เบื่ออาหาร น้ำลายไหล คอบวม คอแข็ง บางคนมีอาการหายใจลำบากจากการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน เด็กที่เป็นโรคนี้ แพทย์จะรักษาโดยการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ส่วนเรื่องอาการแทรกซ้อนนั้นจะมีข้อควรระวังอยู่ 2 อย่างคือ การแตกกระจายของหนองเข้าไปในช่องอกและการกัดกร่อนหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งหมดนี้คือ 5 โรคที่เป็นภัยร้ายลูกน้อย ซึ่งแต่ละโรคสามารถทำให้เด็กที่มีภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานต่ำเกิดเจ็บป่วย ได้ง่าย ดังนั้นพ่อแม่ควรดูแลเอาใจใส่สุขภาพของลูก ทั้งเรื่องโภชนาการและสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างให้มีภูมิคุ้มกันที่ดีไม่เจ็บป่วยง่าย และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวนะ
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
พิชิต 5 โรคผิวหนังกวนใจลูก
พิชิต 5 โรคผิวหนังกวนใจลูก ลูกน้อยมีผิวบอบบางแพ้ง่าย ยิ่งต้องเผชิญกับอากาศที่ทั้งร้อนและหนาว ยิ่งง่ายต่อการเกิดภูมิแพ้ โดยเฉพาะภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่ง 5 โรคผิวหนังต่อไปนี้ คุณแม่ต้องพิชิตให้ห่างไกลจากเจ้าตัวเล็กของเรานะคะ 5 โรคผิวหนังกวนใจลูก 1.โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ทุกฤดู แต่จะพบมากในฤดูหนาวและมักทำให้เกิดอาการคันผิวหนังรุนแรงจึงไม่ควรเกาเพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ อาการบ่งชี้ • มีผื่นแดง ผิวแห้งลอก มีอาการคันมาก • มักเป็นบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา และซอกคอ 2. ผดผื่นหรือผดร้อน มักเกิดกับลูกวัย 1-4 ปี โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนอบอ้าว ผดผื่นนี้เกิดจากการอักเสบของต่อมเหงื่อใต้ผิวหนัง เมื่อมีเหงื่อออกมากและระบายไม่ทัน ทำให้เกิดการอุดตันของท่อต่อมเหงื่อและเกิดป็นตุ่มผื่นหรือผดขึ้น อาการบ่งชี้ • มีลักษณะเป็นตุ่มใสเล็กๆ ขึ้นตามผิวหนัง • เป็นตุ่มนูนขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับท่อเหงื่อว่าอุดตันบริเวณไหนของผิวหนัง 3. โรคสุกใส หรืออีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella Virus) ติดต่อโดยการหายใจหรือการสัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใสโดยตรง รวมถึงการสัมผัสถูกของใช้ เช่น ที่นอน ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ เกิดขึ้นได้ทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ อาการบ่งชี้ • เป็นผื่นแดง ต่อมาจะมีตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นตามตัว กระจายตามใบหน้า • ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร 4. โรคหัด (Measles/Rubeola) เป็นโรคที่ติดต่อกันทางระบบทางเดินหายใจ มักเป็นในเด็กอายุ 1 ปี จนถึงระดับประถมศึกษา สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันตามเกณฑ์อายุ อาการบ่งชี้ • มีไข้สูง ไอมาก ตาแดง เป็นหวัด • มีผื่นแดงขนาดเล็กขึ้นทั่วบริเวณลำตัว แขน และขา 5. โรคหัดเยอรมัน (Rubella, German measles) เป็นโรคที่ติดต่อกันทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเด็กทุกคนควรฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันตามเกณฑ์เพื่อป้องกันการเกิดโรค อาการบ่งชี้ • มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว หลังจากนั้นจะมีผื่นขึ้นที่บริเวณหน้า คอ ลำตัว แขน และขา ผื่นมักขึ้นเต็มตัว ภายในระยะเวลา 1 วัน • ต่อมน้ำเหลืองโต ส่วนผื่นมักจะหายไปเองภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 วัน Tips : พิชิตโรคผิวหนังห่างไกลลูก หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ ฯลฯ คุณแม่จึงควรทำความสะอาดเครื่องใช้ในห้องนอน ทำความสะอาดบ้านให้ปราศจากฝุ่น ให้ลูกใส่เสื้อผ้าระบายอากาศได้ เลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน เด็กเล็กมีผิวหนังบอบบาง คุณแม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าปลอดภัยสำหรับเด็ก สูตรอ่อนโยนจากธรรมชาติหรือออร์แกนิค ไม่มีสารเคมีเจือปน อาบน้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่อาบน้ำนานเกินไป หลังอาบน้ำซับตัวหมาดๆ และทาโลชั่นหรือเบบี้ออยล์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง กินอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจจะฝึกให้เขาเดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย นอกจากนี้การดื่มนมแพะที่มีโภชนาการสูง จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกวัยนี้ เนื่องจากนมแพะมีโปรตีน CPP ที่ย่อยและดูดซึมง่ายทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้นมแพะยังมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ เรียกว่า อะโพรไคน์ ทำให้มีสารอาหารสำคัญ เช่น นิวคลีโอไทด์ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทำให้ลูกน้อยแข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดี ไม่ป่วยง่าย พร้อมที่จะเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างมั่นใจ Tags: โรคผิวหนังในเด็ก, ภูมิแพ้เด็ก, ผื่นแพ้ในเด็ก, ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, การป้องกัน
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
ปิดทีวี เปิดนิทานกระตุ้นพัฒนาการสร้างสมาธิลูก
ปิดทีวี เปิดนิทานกระตุ้นพัฒนาการสร้างสมาธิลูก ทีวีอาจทำให้ลูกสมาธิสั้นได้ คุณหมอจึงไม่แนะนำให้ใช้ทีวีหรืออุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์เลี้ยงลูก แต่ควรใช้การปฏิสัมพันธ์กันในครอบครัวมากกว่า เช่น การพูดคุย เล่านิทานจะช่วยเสริมสมาธิลูกได้ เด็กๆ ในช่วงวัย1-2 ปีเริ่มเข้าสู่ช่วงของการจดจำและเรียนรู้มากขึ้น ทำให้เด็กๆมักจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงไม่นานแล้วก็จะหัดไปสนใจอย่างอื่นแทน บางคนอยู่ไม่นิ่งจนคุณพ่อคุณแม่คิดว่าลูกสมาธิสั้นแต่นั้นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องค่ะ เพราะเด็กในวัยนี้เขาอยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบตัวมากขึ้นทำให้สนใจอะไรเพียงแค่แปปๆ นั้นเอง และสำหรับบ้านไหนที่ใช้วิธีการเปิดทีวีหรือสื่ออีเลกทรอนิกส์ให้ลูกดูเพื่อให้ลูกอยู่นิ่งๆนั้น เป็นวิธีที่ผิดนะคะ เพราะหลังจากลูกเลิกดูแล้วอาจจะทำให้ลูกเสียนิสัยและเป็นเด็กไม่มีสมาธิได้ค่ะ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่นั้นชวนลูกๆมาทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว ปิดทีวี และชวนลูกๆ มานั่งเล่น พูดคุยกันกันเรื่องสนุกๆ โดยเฉพาะการเล่านิทาน จะช่วยสร้างสมาธิให้ลูกๆได้ดีขึ้นค่ะ การสร้างสมาธิด้วยการเล่านิทาน การพูดคุยหรือการทำกิจกรรมยามว่างกับลูกๆ นั้นถือว่าเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวและยังเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการของลูกในหลายๆ ด้าน ดีกว่าการเปิดทีวีให้ลูกดูนอกจากลูกอาจจะสมาธิสั้นแล้ว ยังไม่ทำให้เด็กๆ สายตาเสียด้วย เราจึงแนะนำการเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังนั้นเป็นการเสริมสร้างพัฒการทางด้านจินตนาการ และการสร้างสมาธิ ความมั่นใจ ความเชื่อมั่นให้เด็ก กล้าแสดงความคิดเห็นซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบของไอคิวหรือความฉลาดทางปัญญา นิทานยังเป็นการขยายเรื่องที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ได้ลองจับสิ่งของมาจัดแต่งเป็นเรื่องราว ช่วยสร้างความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิวให้เด็กอยู่ในสังคมได้อีกด้วย ที่สำคัญยังได้ความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ไปเต็มๆ เลยค่ะ มีกิจกรรมอีกหลายอย่างที่ครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้เพื่อสร้างสายใยรัก และปูพื้นฐานที่ดีให้ลูกด้วยนะคะ เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจ ให้เวลากับลูกมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางด้านไหนก็ตามไม่ยากแน่นอนค่ะ Tags: การเล่านิทาน, กระตุ้นพัฒนาการลูก, สร้างสมาธิให้ลูก, การสร้างสมาธิ, เลิกใช้เทคโนโลยีเลี้ยงลูก
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG
นมแพะสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้จริงหรือ?
นมแพะสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้จริงหรือ? อย่างที่เราทราบกันดีว่า “นมแม่” คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการต่าง ๆ ครบถ้วน และขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างสายใยรักแห่งความผูกพันระหว่างคุณแม่กับลูกน้อยได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามในคุณแม่บางคนที่อาจจะมีน้ำนมไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาไม่สามารถให้นมลูกน้อยได้ การเลือกนมผงเสริมจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจในรายละเอียดให้มาก “นมแพะ” หนึ่งในความไว้ใจจากทั่วโลก ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณแล้ว เพราะมีความเชื่อว่าโปรตีนจากนมแพะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี เพราะนมแพะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์เต็มที่ กระทั่งปัจจุบันนมแพะยังคงได้รับความนิยมจากคุณแม่ทั่วโลก ในการนำมาเลี้ยงลูกน้อย นมแพะกับโภชนาการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ เรียกว่า Apocrine อะโพไคร์น ทำให้ได้สารอาหารจากธรรมชาติปริมาณสูง คือ Bioactive Component ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ ได้แก่ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ จึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้น มาดูกันว่าข้อดีแบบเน้น ๆ ของนมแพะในการสร้าง ภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยมีอะไรบ้าง นมแพะมีนิวคลีโอไทด์ 5 ชนิดคล้ายนมแม่ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและลดการเกิดการแพ้อาหาร และป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต ในทางเดินอาหาร ส่งผลให้ลูกน้อยไม่ค่อยเจ็บป่วยง่าย นมแพะมีโพลีเอมีนส์ ช่วยลดปฏิกิริยาของการแพ้อาหาร ส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ นมแพะมีโกรทแฟคเตอร์ ชนิดไอจีเอฟวัน ช่วยให้ระบบลำไส้และการย่อยของลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ รวมถึงส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ครบถ้วน นมแพะมีทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาทำงานได้ดีขึ้น นมแพะมีพรีไบโอติก หรือใยอาหาร ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ จึงส่งผลต่อการปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดอาการท้องผูกในลูกน้อย ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายลูกน้อยได้เป็นอย่างดี นมแพะมีโปรตีน CPP ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่าย ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ และยังช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม สังกะสี เหล็ก แมกนีเซียม จึงทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงรวมถึงมีพัฒนาการที่สมวัย นมแพะไม่มีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์ม ซึ่งขัดขวางต่อการดูดซึมของแคลเซียม ดังนั้นจึงช่วยให้กระดูกของลูกน้อยสมบูรณ์แข็งแรง นมแพะมี DHA กับ ARA ซึ่งช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองกับสายตา ช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมวัย การเลือกนมผงเสริมสำหรับลูกน้อยนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่คุณพ่อควรใส่ใจให้ดี เพราะคุณค่าทางโภชนาการต่าง ๆ หากเลือกดีเลือกอย่างใส่ใจ ก็เท่ากับว่าลูกน้อยของเรา จะได้รับประโยชน์สูงสุดนั่นเอง
ลูกน้อย 1-2 ปี, นมแพะ DG