เผยสูตรลับสร้างลูกเก่ง ดี มีความสุข

เขียนโดย

DG Smartmom

เผยแพร่เมื่อ

08 พฤศจิกายน 2564

อ่านแล้วจำนวน

277

           สูตรลับในการเลี้ยงดูลูกให้เก่ง ดี และมีความสุขนั้น ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายแต่อย่างใด หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึงพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงอายุ และให้การเลี้ยงดูได้เหมาะสมตามวัย ก็สามารถทำให้ลูกน้อยเติบโตอย่างมีคุณภาพได้

 

พฤติกรรมและพัฒนาการของเด็ก

           ช่วงชีวิตในวัยเด็ก โดยเฉพาะแรกเกิดถึงอายุ 6 ปี หากได้ซึมซับสิ่งใดแล้ว สิ่งเหล่านั้นมักจะถูกจดจำอยู่ในจิตใต้สำนึก กลายเป็นบุคลิกประจำตัวบุคคลนั้นไปตลอดชีวิต โดยใน 3 ปีแรก สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่จดจำ คิด วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้จะถูกสร้างขึ้น ขณะที่เมื่ออายุ 3 ปีขึ้นไป สมองส่วนหลังที่ทำหน้าที่เรื่องอารมณ์ ความรู้สึก จินตนาการจึงค่อยๆ พัฒนาตามมา ดังนั้นการเอาใจใส่ต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก


เคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้เก่ง ดี มีความสุข ต้องเลี้ยงด้วยหัวใจ

1. เล่นกับลูกเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์

          เด็กย่อมคู่กับการเล่น ซึ่งเป็นสิ่งง่ายๆ ที่ทำให้เด็กมีความสุข ยิ่งถ้าเขาได้มีอิสระ และได้ใช้จินตนาการในการเล่นแบบต่างๆ แล้ว เขาก็จะมีโอกาสแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการเล่นได้เอง และถ้ามีคุณพ่อคุณแม่มาร่วมเล่นด้วย ก็จะช่วยพัฒนาความรักความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น 

2. อ่านหนังสือด้วยกันทุกวัน

           เด็กๆ ชอบฟังเสียงคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้ฟังอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูก และยังเพิ่มความแน่นแฟ้นในครอบครัวได้ดีอีกด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านหนังสือด้วยกันกับลูก สลับการสอนคำศัพท์ หรือถามตอบเกี่ยวกับเนื้อหาและแสดงความคิดเห็น นอกจากจะทำให้เขารู้สึกเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้รักการอ่านอีกด้วย

3. ให้ลูกสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ และคนรอบข้าง

           การเข้าสังคมเป็นพื้นฐานการสร้างบุคลิกภาพที่เหมาะสมของเด็ก ซึ่งจะช่วยให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับคนในสังคม ทั้งเพื่อนๆ และคนรอบข้าง จะช่วยให้ลูกอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รู้จักระเบียบวินัย รู้จักการแบ่งปัน ควบคุมอารมณ์ได้ดี และมีทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิต

4. เป็นแบบอย่างที่ดีให้เขาเห็น

           การสอนที่ดีที่สุด คือ การที่ตัวผู้สอนหรือคุณพ่อคุณแม่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็นอยู่เสมอ เพราะเด็กจะซึมซับจากพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่แสดงออกมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งรวมไปถึงการแสดงอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่เช่นกัน หากคุณพ่อคุณแม่เครียดหรือหงุดหงิด ก็อาจทำให้ลูกเครียดและทำกิริยาก้าวร้าวออกมาได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแลตัวเองและควบคุมอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ

5. ชื่นชมเมื่อลูกทำสิ่งที่ดี

           เมื่อลูกทำความดีหรือทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ควรให้คำชมและให้การสนับสนุน ให้เขาได้รู้ว่าคุณชื่นชมยินดีมากขนาดไหน เช่น การช่วยเหลืองานบ้าน หรือ แบ่งปันขนมให้พี่น้อง ซึ่งคำชมนี้ถือเป็นกำลังใจและแรงเสริมทางบวกที่จะช่วยผลักดันให้เด็กทำในสิ่งดีๆ ต่อไปได้เรื่อยๆ ทั้งยังช่วยให้เขามีแรงกระตุ้นในการเรียนรวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน และยังเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย

6. สังเกตพฤติกรรมลูกทั้งที่บ้านและโรงเรียน

           คุณพ่อคุณแม่ควรเอาใจใส่และหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกขณะที่อยู่ที่โรงเรียน ว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนและคุณครูได้หรือไม่ โดยอาจถามจากครูประจำชั้น หรือตัวของลูกเองว่าวันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง เรียนวิชาอะไร เพื่อนๆ และคุณครูเป็นอย่างไร รวมถึงสังเกตพฤติกรรมของเขาขณะอยู่ที่บ้าน หากวันนี้ลูกดูซึมๆ ไม่ร่าเริงเหมือนก่อน คุณพ่อคุณแม่ก็ควรเข้าไปพูดคุยปรับทุกข์กับลูก ให้เขารู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกว่าเขายังมีพ่อแม่อยู่ข้างๆ เสมอ

7. ฝึกให้ลูกรู้จัก คิด วิเคราะห์

           คุณพ่อคุณแม่สามารถดึงความช่างสังเกตและขี้สงสัยของลูกมาใช้ในการเล่นเกมพัฒนาสมองง่ายๆ โดยอาจจะเริ่มจากของใกล้ตัว เช่น ตุ๊กตานุ่มๆ หรือ บล็อกไม้รูปทรงต่างๆ ให้ลูกลองเปรียบเทียบขนาดสิ่งของและพื้นผิวที่แตกต่างกัน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และแยกแยะความแตกต่างได้ดี


           การเลี้ยงเด็กต้องอาศัยความอดทน และความรัก ที่สำคัญคือต้องใช้หัวใจในการเลี้ยงลูก เพื่อให้ลูกมีภูมิคุ้มกันทางใจ และเติบโตเป็นเด็กที่เก่ง ดี มีความสุขได้ นอกจากนี้ อย่าลืมเสริมภูมิคุ้มกันทางกายให้ลูก ด้วยนมแพะ ที่มีอะโพไครน์คล้ายนมแม่ ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ ที่ช่วยเสริมสร้างสมอง อย่าง ดีเอชเอ เออาร์เอ และโอเมก้า 3, 6 และ 9 นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ลูกน้อยเติบโตแข็งแรงสมวัย มีพัฒนาการทางร่างกาย สมอง และอารมณ์ที่ดี สดใสร่าเริง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ!

บทความที่เกี่ยวข้อง