curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

พาลูกน้อยออกเที่ยวครั้งแรกต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
img-over-post

พาลูกน้อยออกเที่ยวครั้งแรกต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ในบางครั้งคุณแม่อาจจะมีความจำเป็นที่ต้องพาลูกออกนอกบ้านหรือต้องการพาลูกไปเที่ยวที่ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกน้อยได้เปิดหู เปิดตา พบเห็นโลกภายนอก ให้เขาได้เรียนรู้เพื่อมีพัฒนาการที่ดี แต่ด้วยความที่ลูกยังเล็กคุณแม่อาจจะมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยและการเตรียมตัวต่าง ๆ วันนี้ DG มีเคล็ดลับในการเตรียมตัวเพื่อพาเจ้าตัวน้อยไปเที่ยวมาฝากกันค่ะ ลูกพร้อมออกนอกบ้านเมื่ออายุเท่าไร โดยปกติแล้วเด็กทารกช่วงสามเดือนแรกยังบอบบางและภูมิคุ้มกันยังไม่มากนักทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งเด็กที่มีช่วงอายุที่น้อยที่สุดที่สามารถพาออกนอกบ้านได้หากมีความจำเป็น คือช่วงประมาณ 4-6 เดือนขึ้นไป เพราะเริ่มรู้เรื่องและได้รับวัคซีนต่าง ๆ มาบ้างแล้ว ภูมิคุ้มกันสิ่งสำคัญที่ดีเพื่อการเรียนรู้นอกบ้านได้อย่างไม่สะดุด ภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ควรเสริมสร้างให้ลูกน้อยมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งสิ่งที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ลูกน้อยได้ดีที่สุดในช่วงแรกนั้นก็คือนมแม่นั่นเอง เพราะเด็กทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือนยังไม่สามารถรับประทานอาหารอื่น ๆ ได้นอกจากนมแม่ แต่หากคุณแม่ที่มีน้ำนมไม่เพียงพอและต้องให้ลูกทานนมเสริมนั้นนมแพะก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ดีเช่นกัน เนื่องจากนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine) คล้ายนมแม่ ที่ให้คุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง นอกจากนี้ยังมีสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ อีกด้วย หากลูกน้อยมีภูมิคุ้มกันที่ดีก็จะแข็งแรง มีสุขภาพดี มีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างไม่สะดุด รวมถึงการออกนอกบ้านด้วยเช่นกัน การเลือกสถานที่ปลอดภัยเพื่อประสบการณ์และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สถานที่ที่จะพาเจ้าตัวน้อยไปนั้น หากลูกยังเล็กคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัดหรือมีคนจำนวนมาก หากต้องมีการพบป่ะกับผู้คนหรือมีความจำเป็นที่ลูกน้อยจะต้องใกล้ชิดและสัมผัสกับคนภายนอกคุณแม่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนที่เข้ามาสัมผัสลูกน้อยมีการล้างมือให้สะอาด และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือให้ลูกน้อยอยู่ห่างจากคนที่มีอาการหวัด มีไข้หรือมีอาการป่วย เพื่อไม่ให้ลูกน้อยสัมผัสกับเชื้อโรคและเกิดการเจ็บป่วยตามมาภายหลัง อุปกรณ์ที่คุณแม่ต้องเตรียมพร้อม การแต่งกายไม่ควรสวมเสื้อผ้าหลายชั้นและควรสวมเสื้อผ้าที่มีน้ำหนักเบาให้กับลูกน้อย เพื่อความคล่องตัว อุปกรณ์วัดอุณหภูมิ คุณแม่ควรวัดอุณหภูมิของลูกน้อยก่อนออกจากบ้าน เพื่อให้มั่นใจว่าลูกน้อยนั้นสบายดีพร้อมออกนอกบ้านได้ หน้ากาก เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน ถุงเท้า ถุงมือเพื่อไม่ให้ลูกสัมผัสโดยตรงกับสิ่งต่าง ๆ หมวก ผ้าห่มหรือผ้าคลุมศีรษะ เพื่อกันลมกันแดด อุปกรณ์สำหรับการทำความสะอาด เช่น ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดตัว ทิชชู่เปียกสำหรับเด็ก นมและอาหาร ควรจะมีการเตรียมพร้อมเพราะการออกไปนอกบ้านสถานที่ต่าง ๆ อาจจะไม่อำนวยในการให้นม ชงนมหรือการปรุงอาหารต่าง ๆ รถเข็นมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยแบ่งเบาไม่ให้คุณแม่ต้องอุ้มเขาตลอดทั้งวันและสามารถเป็นที่นอนให้กับลูกได้เมื่อเขาหลับ ความปลอดภัยในการเดินทาง ในการเดินทางควรจะเป็นรถยนต์เพื่อไม่ให้เขาโดนแดดและลมแรง ๆ หากสามารถเลือกช่วงเวลาเดินทางที่ลูกใกล้จะหลับได้ก็จะดีมากเพื่อให้เขาหลับระหว่างเดินทาง ไม่เหนื่อยในการเดินทางและควรจะให้เขานอนอยู่บนคาร์ซีทเพื่อความปลอดภัย ไม่ควรอุ้มเขาเอาไว้ที่ตักโดยเด็ดขาดเพราะหากมีการเบรกรถกระทันหันหรือเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ จะเป็นอันตรายอย่างมาก ลูกอาจจะกระแทกกับหน้ารถหรือเกิดการกระเด็นออกจากอ้อมกอดของคุณได้ การพาลูกออกไปเรียนรู้นอกบ้านไม่ใช่เรื่องยากหากคุณมีการเตรียมพร้อมที่ดีตั้งแต่แรก ให้ลูกมีภูมิคุ้มกันที่ดี สุขภาพแข็งแรง รวมถึงการป้องกันอันตรายต่าง ๆ อย่างดีเขาก็พร้อมที่จะออกไปข้างนอกพร้อมกับคุณได้แล้ว
การดูแลเด็ก, แม่และเด็ก, พาลูกเที่ยว, กิจกรรมสำหรับลูก, พัฒนาการเด็ก
สำหรับลูกวัย 1 ขวบปีแรก แบบไหนเรียกสุขภาพดีสมวัย
img-over-post

สำหรับลูกวัย 1 ขวบปีแรก แบบไหนเรียกสุขภาพดีสมวัย

สำหรับลูกวัย 1 ขวบปีแรก แบบไหนเรียกสุขภาพดีสมวัย สรีระโดยรวม น้ำหนัก และส่วนสูงของลูกคือหนึ่งในปัจจัยที่บอกสุขภาพเบื้องต้นได้ อยากรู้ว่าลูกน้อยกำลังมีน้ำหนัก-ส่วนสูงสมวัย หรือตกเกณฑ์​ เพื่อหาทางแก้ไขได้ทันท่วงที​ เช็กตารางน้ำหนัก​ส่วนสูง​ของลูกน้อยวัยทารก-ขวบปี ด้านล่างนี้เลยค่ะ ถ้าคุณแม่เช็กแล้วพบว่าลูกมีน้ำหนัก หรือส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์​ที่กำหนด ไม่ต้องเครียดไปนะคะ สำหรับในวัยเสริมอาหารลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารของลูก เพิ่มมื้ออาหารให้ครบ 5 หมู่ และไม่ลืมที่จะเลือกนมเสริมที่มีสารอาหารมากคุณค่าจากธรรมชาติ อย่างในนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ "อะโพไครน์" ทำให้สามารถคงคุณค่าสารอาหารได้ครบถ้วน ช่วยให้ลูกมีสุขภาพ และน้ำหนักส่วนสูงที่ดีตามเกณฑ์​อย่างสมวัยค่ะ
โภชนาการดี, สุขภาพลูก, สารอาหาร, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
นมแพะดีอย่างไร?
img-over-post

นมแพะดีอย่างไร?

1. นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน เรียกว่า “อะโพไครน์” นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน เรียกว่า อะโพไครน์ (Apocrine Secretion) ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมที่จะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์น้ำนม หรือสารอาหารธรรมชาติหลุดออกมากับน้ำนมในปริมาณสูง ช่วยส่งเสริมให้ลูกมีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ป่วยง่าย ภาพแสดงสารอาหารธรรมชาติที่ได้จากระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ สารอาหารจากธรรมชาติ เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components) ประกออบด้วย สารอาหาร 4 ชนิด ได้แก่ 1. นิวคลีโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 2. ทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น 3. โพลีเอมีนส์ ส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ 4. โกรทแฟคเตอร์ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต 2. นมแพะมีโปรตีนที่ย่อยง่าย และดูดซึมง่าย โปรตีนนมแพะ เป็นโปรตีนย่อยง่ายกว่านมวัวถึง 2 เท่า ทำให้ลูกสบายท้อง ท้องไม่อืด และที่สำคัญ นมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ 3. นมแพะมีใยอาหารทำให้ระบบขับถ่ายสมดุล ลดปัญหาท้องผูก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นมแพะมีใยอาหารชนิด อินนูลิน และโอลิโกฟรุกโตส เป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในทางเดินอาหาร ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเจริญเติบโต และเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ลดปัญหาอาการท้องผูก ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย
อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, นมแพะ ดีจี, ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

3 เมนู สร้างลูกพัฒนาการดี ตั้งแต่มื้อแรก 
img-over-post

3 เมนู สร้างลูกพัฒนาการดี ตั้งแต่มื้อแรก 

3 เมนู สร้างลูกพัฒนาการดี ตั้งแต่มื้อแรก มื้อแรก คือกุญแจสำคัญ ป้อนดี ถูกหลักโภชนาการ​จะช่วยส่งเสริมสุขภาพ สร้างพัฒนาการที่ดี อีกทั้งยังปลูกฝังลักษณะ​นิสัยการรับประทานที่ดีให้กับลูก พี่แพะมีไอเดีย 3 เมนูมื้อแรกมาฝากค่ะ “ข้าวต้มตำลึงจอมพลัง” ข้าวต้ม+ไข่แดงสุก+ตำลึง ขั้นตอนการทำ ต้มข้าวต้มสุกนำมาบดร่วมกับไข่แดงต้มสุก แล้วโรยด้วยใบตำลึงต้มจนเปื่อยบดให้ละเอียด คลุกเคล้าให้เข้ากัน ถ้าอาหารหนืดเกินไปคุณแม่สามารถเติมนมแพะ หรือน้ำซุปที่ไม่ผ่านการปรุงรสได้ค่ะ คุณค่าที่ลูกได้รับ ข้าว : เพิ่มพลังงาน เสริมสร้างการเจริญเติบโต ไข่แดง : ช่วยบำรุงสมอง และการทำงานของระบบประสาท ตำลึง : มีเบต้าแคโรทีนสูง บำรุงสายตา เสริมสร้างกระดูกและฟัน “ซุปฟักทองกระตุ้นการขับถ่าย” ฟักทองต้ม+ข้าวต้ม+นมที่ลูกดื่ม ขั้นตอนการทำ ต้มฟักทองคว้านเอาแต่เนื้อที่ต้มสุก มาผสมกับข้าวต้มสุก แล้วนำไปปั่นรวมกัน เติมนมแพะลงไป คุณค่าที่ลูกได้รับ นม : แคลเซียมที่ดีต่อกระดูก เพิ่มภูมิคุ้มกันอย่างเป็นธรรมชาติ ฟักทอง : เพิ่มเส้นใยอาหารที่ดีต่อระบบขับถ่าย ข้าว : ให้พลังงานที่ดี เสริมสร้างร่างกาย และพัฒนาการ ข้าวตุ๋นมะเขือเทศ บำรุงสมอง” ข้าวต้มสุก+มะเขือเทศ+ปลากะพงขาวบด ขั้นตอนการทำ ต้มข้าวต้มจนสุก นำมะเขือเทศไปลวกจนสุกปอกเปลือกออก และนำเมล็ดด้านในออกให้เหลือแต่เนื้อ จากนั้นแกะเนื้อปลากะพงขาวที่ต้มแล้ว ระวังก้างปลาให้ดี นำไปปั่นรวมกัน ถ้าหนืดสามารถเติมน้ำซุปที่ไม่ปรุงรสได้ค่ะ คุณค่าที่ลูกได้รับ ข้าว : โปรตีน วิตามิน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างการเจริญเติบโตที่ดี ปลากะพงขาว : บำรุงประสาท เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เสริมสร้างความจำ มะเขือเทศ : เบต้าแคโรทีน อุดมไปด้วยแคลเซียม และวิตามิน ผิวพรรณดี ขับถ่ายคล่อง บำรุงสายตา สำหรับเด็ก นมยังคงเป็นอาหารสำคัญควบคู่กับมื้ออาหาร ค่อยๆ เพิ่มมื้ออาหารให้เหมาะสมกับช่วงวัย และความต้องการของลูก และในเด็กที่ถึงวัยรับนมเสริม คุณแม่สามารถช่วยเพิ่มสารอาหารให้ลูกได้ด้วยการเลือกนมที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร ย่อยง่าย ไม่ก่อแพ้ และดูดซึมได้ดี จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
โภชนาการเด็ก, พัฒนาการลูก, โภชนาการดี, เมนูลูกรัก, นมแพะ DG
เปิดเทคนิค ดูแลโภชนาการแม่ท้อง และลูกน้อย
img-over-post

เปิดเทคนิค ดูแลโภชนาการแม่ท้อง และลูกน้อย

เปิดเทคนิค ดูแลโภชนาการแม่ท้อง และลูกน้อย ท้องนี้บำรุงอย่างไรดีให้ถึงลูกน้อยในท้อง และคุณแม่ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ สุขภาพแข็งแรง พัฒนาการดีตั้งแต่ในครรภ์ เปิดเทคนิคดีๆ ที่นี่เลยค่ะ ช่วง 0-3 เดือน "ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง ช่วยลดอาการคลื่นไส้วิงเวียน" ช่วงนี้คุณแม่ส่วนใหญ่มักมีอาการแพ้ท้อง อันเนื่องมาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ทำให้รับประทาน​อาหารได้น้อย เพื่อไม่ให้ลูกน้อยในท้องขาดสารอาหาร และคุณแม่ไม่อ่อนเพลีย ควรแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ แต่บ่อยขึ้น และไม่ควรปล่อยให้ท้องว่าง เพื่อลดอาการคลื่นไส้ และวิงเวียนค่ะ ช่วง 4-6 เดือน "บำรุงสมอง และร่างกายลูกน้อย" ด้วยอาหารที่หลากหลาย ในช่วงไตรมาสที่ 2 คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่หลากหลาย ครบถ้วน 5 หมู่ และเน้นผักใบเขียว ที่มีวิตามินสูง เช่น คะน้า ผักบุ้ง แคร์รอต ฯลฯ ช่วงนี้ลูกน้อยกำลังพัฒนา เจริญเติบโต​อย่างรวดเร็ว อย่าลืมบำรุงด้วยอาหารที่มีโปรตีน โอเมก้า3 และดื่มนมที่มีสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ ดีต่อระบบขับถ่าย ย่อยง่าย เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งคุณแม่ และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ ช่วง 7-9 เดือน "เน้นอาหารที่มีกากใย ดีต่อระบบขับถ่าย" ในช่วงไตรมาสที่สามนี้ มดลูกคุณแม่มีการขยายใหญ่ขึ้นไปกดทับลำไส้ใหญ่ ทำให้การทำงานของระบบขับถ่ายไม่สมบูรณ์ บวกกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาจส่งผลให้ท้องผูก จึงควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เลือกดื่มนมที่ดีต่อระบบขับถ่าย มีโปรตีนนุ่ม และย่อยง่าย อย่างเช่นนมแพะ เพิ่มอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และเริ่มเตรียมพร้อมบำรุงน้ำนม เพื่อสร้างน้ำนมหลังคลอดค่ะ คุณแม่อย่าลืมนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสม ร่วมกับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เบบี๋ในครรภ์พัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ ประโยชน์ดีๆ ที่ได้ทั้งคุณแม่ และคุณลูกตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ค่ะ
การดูแลครรภ์, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, อาหารบำรุงครรภ์, คนท้องต้องกินอะไร, เครื่องดื่มสำหรับคนท้อง
วิตามิน อาหารเสริม จำเป็นกับแม่ท้องมากแค่ไหน
img-over-post

วิตามิน อาหารเสริม จำเป็นกับแม่ท้องมากแค่ไหน

วิตามิน อาหารเสริม จำเป็นกับแม่ท้องมากแค่ไหน ถึงจะท้องก็ต้องสวยเสมอ แต่วิตามินและอาหารเสริมที่เคยรับประทานนั้น ช่วงตั้งท้องควรหามารับประทานดีมั้ย หรืออย่าหาทำดี ช่วงตั้งท้องฮอร์โมนร่างกายคุณแม่จะเปลี่ยน ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย แม่ท้องบางคนมีปัญหาเรื่องสิว ฝ้า กระ ผิวแห้ง หรือแม้แต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมา การรับประทานอาหารเสริมจะช่วยควบคุมอาหารได้มั้ย แล้วจะมีผลกับลูกในท้องหรือเปล่า สำหรับคุณแม่ที่รู้ตัวว่าท้อง หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ คุณหมอแนะนำว่าควรหยุดยาต่างๆ ที่เคยรับประทานทันที แล้วนำยาเหล่านั้นไปปรึกษาคุณหมอว่าสามารถรับประทานต่อได้หรือไม่ เนื่องจากมียาบางชนิดที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานเด็ดขาด เนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อลูกในท้องได้ ส่วนวิตามินหรืออาหารเสริมนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบเม็ด แบบน้ำ แบบผงชงกับน้ำ คุณแม่ควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงไปก่อนดีกว่าค่ะ เพราะหากรับประทานเข้าไปแล้วอาจส่งผลกระทบต่อลูกในท้องได้ อาหารเสริมที่แม่ท้องควรหลีกเลี่ยง กลูตาไธโอน อาหารเสริมที่ชูสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยใส ซึ่งตั้งครรภ์คุณแม่ควรงดเด็ดขาด เนื่องจากกลูต้าไธโอนมีค่าวิตามินซีและวิตามินเอที่สูงเกินไป อาจผลกระทบต่อทารกในครรภ์ทำให้ลูกเกิดมามีความผิดปกติทางผิวหนังได้ คอลลาเจน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผ่านการสังเคราะห์ อาจมีการปนเปื้อนสารอันตรายต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ แม้ว่าจะมีการอ้างสรรพคุณว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยบำรุงผิวพรรณ มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามหากไม่มีความจำเป็นใดๆ คุณแม่ควรงดก่อนค่ะ อาจจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 เน้นผัก ผลไม้ ซึ่งมีวิตามินจากธรรมชาติ และดื่มนมทุกวัน และรับประทานวิตามินของคนท้องตามที่คุณหมอแนะนำ ดูแลสุขภาพให้มากขึ้น บำรุงผิวพรรณด้วยโลชั่นหรือผลิตภัณฑ์สำหรับแม่ท้องโดยเฉพาะ เท่านี้ก็เพียงพอต่อความต้องการของคุณแม่และทารกตัวน้อยในครรภ์แล้ว
การดูแลครรภ์, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, คู่มือแม่ท้อง, แม่ท้อง, อาหารบำรุงครรภ์

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

เวิร์คจนต้องบอกต่อ เทคนิคแก้ปัญหาลูกน้อยท้องผูก ถ่ายยาก
img-over-post

เวิร์คจนต้องบอกต่อ เทคนิคแก้ปัญหาลูกน้อยท้องผูก ถ่ายยาก

เวิร์คจนต้องบอกต่อ เทคนิคแก้ปัญหาลูกน้อยท้องผูก ถ่ายยาก ปัญหาท้องผูกอาจเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับอาการป่วยโรคอื่นๆ ที่น่ากังวลกว่า แต่เมื่อไรก็ตามที่ลูกท้องผูก ถ่ายยากขึ้นมาก็เป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ปกติเด็กแรกเกิดที่ดื่มนมแม่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย แม้ในช่วงอายุ 1-6 เดือนแล้วแต่ 2-3 วันถ่ายครั้งหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากนมแม่นั้นย่อยง่าย ร่างกายลูกสามารถดูดซึมได้หมดจนไม่เหลือกากใยนั่นเอง แต่เมื่อลูกเริ่มกินอาหารเสริม ให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมใจไว้เลยค่ะว่าเจ้าตัวเล็กจะต้องเจอปัญหาท้องผูกแน่ๆ เพราะเมื่อลูกเริ่มรับประทานอาหารที่หลากหลายมากขึ้นอาจมีอาหารที่มีโปรตีนสูง หรือมีกากใยต่ำทำให้ย่อยยาก รวมถึงการดื่มนมผสมก็ทำให้ลูกมีโอกาสท้องผูกได้เช่นกัน สังเกตอาการลูกท้องผูก สำหรับเด็กเล็กที่มีปัญหาท้องผูก ให้สังเกตเวลาถ่ายอุจจาระลูกจะเบ่งจนหน้าแดง บิดตัว ร้องไห้งอแง อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง ถ่ายยาก หรือมีเลือดปนออกมา เนื่องจากทวารหนักมีการฉีกขาดจากการเบ่งอุจจาระ นอกจากนี้เด็กบางคนอาจจะงอแงและกลัวการนั่งกระโถนหรือชักโครกเนื่องจากรู้สึกเจ็บเมื่อต้องขับถ่าย กินอาหารได้น้อย เพราะรู้สึกอิ่มเร็ว หน้าท้องแข็งตึง เนื่องจากไม่ได้ขับถ่าย ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน 5 เทคนิคแก้ปัญหาลูกไม่ยอมถ่าย 1. ให้ลูกดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือน เพราะนมแม่ย่อยง่าย แถมยังช่วยให้การทำงานของลำไส้ และระบบขับถ่ายทำงานได้ปกติ 2. ชวนลูกออกกำลังกายบริหารลำไส้ ซึ่งท่าที่แนะนำได้แก่ ท่าจักรยานอากาศ โดยการให้ลูกนอนหงายแล้วจับขาลูกยกขึ้นลงเหมือนปั่นจักรยานอากาศสลับซ้ายขวา ทำประมาณ 20 ครั้ง หรือยกขาลูกงอขาให้ชิดท้อง นับ 1 ถึง 5 แล้วปล่อย ทำติดต่อกันประมาณ 5 ครั้ง ก็ช่วยบริหารลำไส้ได้ค่ะ 3. ควรเลือกอาหารที่ย่อยง่าย และให้ลูกได้รับน้ำในมื้ออาหารและระหว่างวันมากขึ้น เช่น น้ำผลไม้คั้นสด น้ำจากน้ำซุประหว่างมื้ออาหาร และน้ำดื่มระหว่างวัน เพื่อให้อุจจาระนิ่มขึ้น ขับถ่ายง่าย 4. ให้ลูกรับประทานผักผลไม้เป็นประจำ นอกจากเป็นการปลูกฝังให้ลูกกินผักแล้ว ผักผลไม้ยังมีกากใยสูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 5. ให้ลูกดื่มนมแพะดีจี เป็นประจำ วันละ 2 แก้ว เพราะในนมแพะดีจีมีโปรตีนย่อยง่าย อีกทั้งยังมี ใยอาหาร หรือ Prebiotics ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ทำให้ลูกขับถ่ายดี ลดอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญนมแพะเป็นนมที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ (Apocrine) แบบเดียวกับคน จึงย่อยง่าย และมีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน ช่วยให้ลูกร่างกายแข็งแรงสมวัยอีกด้วยค่ะ
อะโพไครน์, นมแพะ ดีจี, ใยอาหาร, ท้องผูก, นมแพะ DG
ทำความรู้จักนิวคลีโอไทด์ สารอาหารสำคัญช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก
img-over-post

ทำความรู้จักนิวคลีโอไทด์ สารอาหารสำคัญช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก

ทำความรู้จักนิวคลีโอไทด์ สารอาหารสำคัญช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก นิวคลีโอไทด์เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ พบได้ทั้งในนมแม่และนมแพะ และเด็กที่ได้รับนิวคลีโอไทด์ตั้งแต่แรกเกิดจะมีโอกาสป่วยน้อยลง ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกป่วย เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายในการรักษาแล้ว พัฒนาการของลูกเองก็หยุดชะงักด้วย แต่มีสารอาหารหนึ่งที่จะช่วยปกป้องลูกจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ สารอาหารที่ว่าก็คือนิวคลีโอไทด์ ซึ่งนิวคลีโอไทด์มีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของลูกอย่างไร มาหาคำตอบด้วยกันค่ะ นิวคลีโอไทด์ คืออะไร สำคัญต่อพัฒนาการของเด็กอย่างไร นิวคลีโอไทด์ เป็นโมเลกุลกลุ่มย่อยที่ช่วยสร้าง DNA และ RNA ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็ก อีกทั้งยังเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และเด็กที่ได้รับนิวคลีโอไทด์ตั้งแต่แรกเกิดจะมีโอกาสเจ็บไข้ได้ป่วยน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนิวคลีโอไทด์เลย นิวคลีโอไทด์ตามธรรมชาติ สารอาหารสำคัญสำหรับเด็ก นิวคลีโอไทด์ตามธรรมชาติ (Natural Nucleotide) สามารถพบได้ในนมแม่ ยิ่งให้ลูกดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดก็ยิ่งช่วยให้พัฒนาการ การเจริญเติบโตของลูกเป็นไปอย่างสมบูรณ์แข็งแรง เพราะนิวคลีโอไทด์จะทำหน้าที่ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว คอยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสต่างๆ นอกจากนี้นิวคลีโอไทด์ยังมีบทบาทในการพัฒนาสมอง ช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ในการนำพาออกซิเจนและสารอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงเซลล์สมองด้วย ส่งผลให้เด็กความจำดี เรียนรู้ได้ไว นมแพะมีนิวคลีโอไทด์จากธรรมชาติ นอกจากนิวคลีโอไทด์จะเป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำนมแม่แล้ว นิวคลีโอไทด์ตามธรรมชาติยังพบในนมแพะอีกด้วยค่ะ โดยเป็นหนึ่งในสารอาหารจากธรรมชาติ หรือ ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components) ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในนมที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine) คือมีเยื้อหุ้มเซลล์น้ำนมติดมาพร้อมกับน้ำนม ทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อย่างนมแม่และนมแพะเท่านั้น ดังนั้นหากคุณแม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ การให้ลูกดื่มนมแพะทุกวัน ก็ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้สุขภาพร่างกายของลูกแข็งแรง มีพัฒนาการที่สมวัยพร้อมเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวแล้วค่ะ
อะโพไครน์, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแม่, นมแพะ DG
ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19”
img-over-post

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19”

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19” เพราะโควิด-19 คือ โรคอุบัติใหม่ทำให้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือแม้กระทั้งยารักษา ทำให้ทุกคนเกิดความวิตกกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอ่อนไหวต่อโรคต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหญิงตั้งครรภ์ นักวิจัยกำลังเร่งศึกษาถึงผลกระทบ และการให้ความช่วยเหลือรวมถึงการป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัยให้แม่ท้องตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ และนี่คือวิธีดูแลเพื่อช่วยคุณแม่รับมือ และปลอดภัยจากเชื้อไวรัสนี้ค่ะ คนท้องเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า? ข่าวดี คือ ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ผิดกันกับโรค SARS (โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง) ในปี 2003 พบว่าหญิงตั้งครรภ์มีอัตราการเสียชีวิตสูง (ประมาณ 25%) มากกว่าประชากรทั่วไป (ประมาณ 10%) สอดคล้องกับในประเทศจีนที่พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 เหมือนกับในผู้ใหญ่ทั่วไปที่ติดเชื้อ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานจากหญิงตั้งครรภ์มากนัก โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในช่วง1-2 ไตรมาสแรก แม่ท้องควรระวังเรื่องอะไรเป็นพิเศษในช่วงนี้? ในระหว่างตั้งครรภ์ระบบภูมิคุ้มกันของแม่ท้องจะลดลง ทำให้แม่ท้องมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินอาหาร หรือระบบทางเดินหายใจสูง แม่ท้องจึงควรจัดอยู่หนึ่งในกลุ่มเสี่ยง ที่ควรจะต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษโดยเฉพาะในเรื่อง... หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วย (ไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม) ล้างมือให้สะอาด และถูกหลักอนามัยอยู่เสมอ ไม่สัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุก สดใหม่อยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะรับประทานอาหารและของใช้ส่วนตัว ร่วมกับผู้อื่น สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน รักษาระยะห่าง social distancing ในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น ด้วยการอยู่ห่างกัน 1 – 2 เมตร ปรึกษาแพทย์ผู้ฝากครรภ์ รับวิตามินให้เพียงพอ และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น (ถ้าอยู่ในระหว่างไตรมาสที่ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ทุกสัปดาห์ หรือการตั้งครรภ์ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถปรึกษาแพทย์ผู้ฝากครรภ์เพื่อรับวิตามินให้เพียงพอ เลี่ยงการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น) สำหรับแม่ท้องในไตรมาสที่ 3 ควรวางแผนการคลอด การเดินทาง ประเมินสถานการณ์ และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอด บางโรงพยาบาลในสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ จะจำกัดผู้เยี่ยม และผู้เฝ้าหลังคลอด คุณแม่อาจจะต้องวางแผนเรื่องนี้เผื่อเอาไว้ด้วยเช่นกันค่ะ แม่ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากมีอาการป่วยเล็กน้อย ควรพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ถ้ามีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่วิตกกังวลเป็นเกินเหตุ เพราะความเครียดคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คลอดก่อนกำหนดได้เช่นกันค่ะ สำหรับแม่ท้อง และแม่หลังคลอดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ที่มีประวัติการเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย COVID-19 คุณแม่ควรดูแลตัวเองตามหลักกระทรวงสาธารณะสุขดังนี้ค่ะ แยกตนเองออกจากครอบครัว และสังเกตอาการจนครบ 14 วัน งดการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น งดการออกไปในที่ชุมชนสาธารณะโดยไม่จำเป็น และงดการพูดคุย หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในระยะใกล้กว่า 2 เมตร กรณีครบกำหนดนัดฝากครรภ์ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าตนเองอยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง 14 วัน เพื่อพิจารณาเลื่อนการฝากครรภ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ กรณีเจ็บครรภ์คลอด ต้องไปโรงพยาบาลทันที และแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าตนเองอยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง 14 วัน วางแผนการให้นมหลังคลอด สำหรับคุณแม่กลุ่มเสี่ยง กลุ่มปกติ หรือกลุ่มที่ติดเชื้อ ทุกคนสามารถให้นมแม่ได้ เพราะเนื่องจากยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันว่าเชื้อโควิด-19 ติดต่อผ่านทางน้ำนม แต่! ยังคงต้องรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการให้นมแม่โดยตรง หรือการปั๊มนมค่ะ ข้อควรปฎิบัติเมื่อต้องให้นมแม่ สวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการให้นม ปั๊มนม งดการหอม จูบ ทารก อาบน้ำ เช็ดทำความสะอาดเต้านม หัวนมด้วยน้ำ และสบู่ ล้างมือด้วยน้ำสบู่นานอย่างน้อย 20 วินาที อย่างทั่วถึง หลังการปั๊มนมอย่าลืมทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกอย่าง ล้าง นึ่ง อบฆ่าเชื้อ และเก็บในสถานที่ภาชนะที่สะอาด และมิดชิด หมายเหตุ: แต่ถ้าคุณแม่มีอาการป่วยหนักเช่น ไอ หายใจติดขัด หอบเหนื่อยควรหยุดพัก และรับปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงกว่าเดิมได้ สำหรับแม่ท้องถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ก็ยังคงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และวิตามินที่แพทย์สั่ง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้คุณแม่ และลูกน้อยในท้องปลอดภัยตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ค่ะ อ้างอิงเนื้อหา: https://www.anamai.moph.go.th/ewt_news.php?nid=16777&filename=index https://www.npr.org/sections/health-shots/2020/03/22/817801475/pregnant-and-worried-about-coronavirus-how-to-stay-safe-and-make-a-game-plan
สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, ป้องกันโควิด, รับมือโควิด, โควิด19 , แม่ท้องกับโควิด

สาระดีดี อื่นๆ

น้ำหนัก - ส่วนสูงเท่าไหร่ ถึงเรียกว่าลูกสมวัย เช็กได้ที่นี่
img-over-post

น้ำหนัก - ส่วนสูงเท่าไหร่ ถึงเรียกว่าลูกสมวัย เช็กได้ที่นี่

น้ำหนัก - ส่วนสูงเท่าไหร่ ถึงเรียกว่าลูกสมวัย เช็กได้ที่นี่ น้ำหนักส่วนสูงของลูกวัยทารกเป็นเรื่องพ่อแม่ต้องติดตามสม่ำเสมอค่ะ โดยเฉพาะน้ำหนักตัวนั้น ถ้าปล่อยให้หนักเกินเกณฑ์ ลูกอาจเสี่ยงเป็นเด็กอ้วนเมื่อโตขึ้นก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องหมั่นสังเกตค่ะ เด็กทารกวัยแรกเกิด-1 ปี จะตัวยืดยาวมีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งมาจากโภชนาการของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ และแรกคลอดถึง 6 เดือนอาหารหลักของลูกคือนมแม่ จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของอาหารเสริม และอาหารมื้อหลักที่จะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับลูก ทั้งนี้น้ำหนักและส่วนสูงของลูกวัย 1 ปี ควรสัมพันธ์กันตามช่วงอายุ โดยเด็กผู้ชายมักจะมีน้ำหนักและส่วนสูงมากกว่าเด็กผู้หญิงในวัยเดียวกันเล็กน้อย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถเทียบน้ำหนักและส่วนสูงของลูก ตามตารางดังต่อไปนี้ได้เลย ตารางเทียบน้ำหนัก ส่วนสูงของลูกวัย 1-12 เดือน ที่มา : สำนักโภชนาการ กรมอนามัย เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีปัจจัยการเติบโตไม่เหมือนกัน การประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กทารกจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักหรือส่วนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ สิ่งแวดล้อม การนอนหลับพักผ่อน การเลี้ยงดู พันธุกรรม และโภชนาการของลูกวัยทารกด้วย โดยเฉพาะหลัง 6 เดือนไปแล้ว เด็กต้องได้รับอาหารเสริม 1-2 มื้อ สลับกับให้ลูกดื่มนมแพะดีจีวันละประมาณ 20-24 ออนซ์ จำนวน 3-4 มื้อต่อวัน เนื่องจากมีสารอาหารครบถ้วนช่วยให้ลูกมีน้ำหนักตัวสมวัย ที่สำคัญนมแพะเป็นนมที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ (Apocrine) แบบเดียวกับนมแม่ จึงย่อยง่าย และมีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ช่วยให้ลูกร่างกายแข็งแรง เติบโตตามเกณฑ์ด้วยค่ะ
พัฒนาการทารก, น้ำหนักส่วนสูง, สุขภาพเด็กทารก, อะโพไครน์, นมแม่
ทารกตัวเหลือง อันตรายไหม?
img-over-post

ทารกตัวเหลือง อันตรายไหม?

ทารกตัวเหลือง อันตรายไหม? ลูกตัวเหลืองอาจเป็นเรื่องน่าตกใจสำหรับพ่อแม่มือใหม่ แต่หากทำความรู้จักให้ดี ภาวะตัวเหลืองนี้มีที่มาที่ไป และสามารถรักษาให้หายได้ คุณแม่หลายคนที่อาจจะจินตนาการว่าภาวะที่ทารกตัวเหลืองเป็นภาวะที่ลูกเราตัวสีเหลืองเหมือนทาขมิ้นชัน ทั้งที่จริงแล้วเนื้อตัวลูกไม่ได้มีสีออกเหลืองชัดขนาดนั้นค่ะ ส่วนจะเป็นอันตรายต่อลูกหรือไม่ มาทำความรู้จักภาวะทารกตัวเหลืองกันเลยค่ะ สาเหตุที่เด็กทารกตัวเหลือง ภาวะทารกตัวเหลืองหลังคลอด เป็นภาวะที่ร่างกายมีสารบิลิรูบิน (Bilirubin) หรือสารสีเหลืองในกระแสเลือดมากกว่าปกติ ซึ่งบิลิรูบินนี้เกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง มีตับทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสารสีเหลืองให้ขับออกทางท่อน้ำดี โดยจะออกมากับอุจจาระและปัสสาวะด้วย ภาวะตัวเหลืองของเด็กทารกหลังคลอดจะมี 2 กลุ่มคือ 1. ภาวะตัวเหลืองปกติ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับทารกหลังคลอด โดยเฉพาะ 2-3 วันแรก เนื่องจากมีสาร “บิลิรูบิน” ในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลาในร่างกายของคนเรา ดังนั้นแม้ว่าเด็กทารกจะมีสุขภาพแข็งแรงดีก็อาจมีภาวะตัวเหลืองได้ และมักจะหายตัวเหลืองเมื่ออายุ 5-7 วัน 2. ภาวะตัวเหลืองที่ผิดปกติ กลุ่มเลือดของแม่กับลูกไม่สัมพันธ์กัน มักพบในคู่ที่แม่มีเลือดหมู่โอกับลูกหมู่เลือดเอหรือบี หรือ คู่ที่แม่มีหมู่เลือด Rh ลบกับลูกหมู่เลือด Rh บวก ขาดเอนไซม์ในเม็ดเลือดแดง ชื่อ G6PD ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ เด็กทารกได้รับนมแม่ไม่เพียงพอ ปัญหาอื่นๆ เช่น โรคท่อน้ำดีตีบ โรคตับ ภาวะพร่องไทรอยด์แต่กําเนิด ฯลฯ ภาวะลูกตัวเหลืองสังเกตได้ สังเกตจากตาของลูกทารกจะดูมีสีเหลือง ผิวหนังก็ออกสีเหลืองเช่นกัน เด็กบางคนมีบิลิรูบินไม่เท่ากัน คุณแม่อาจใช้วิธีสังเกตลักษณะผิวของลูก หากลูกมีภาวะตัวเหลืองที่เด่นชัด ต้องรีบพาไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นภาวะตัวเหลืองที่เกิดจากสาเหตุอื่น การรักษา หากลูกเกิดจากภาวะตัวเหลืองปกติ ภายใน 5-7 วัน อาการจะหายไปเอง คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องทำอะไรค่ะ แต่ในกรณีที่ตัวเหลืองชัดเจน และตรวจพบว่ามีระดับบิลิลูบินสูงจนอาจเกิดอันตรายได้ คุณหมอจะพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ตามความเหมาะสม เช่น การส่องไฟรักษา หรือกรณีที่ระดับบิลิรูบินมีค่าสูงมากๆ เด็กทารกอาจต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายเลือด วิธีป้องกัน สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คือการฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณหมอตรวจประเมินความเสี่ยงและตรวจเลือดหาความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือตรวจหาภาวะติดเชื้อต่างๆ ของคุณแม่ เพราะโรคบางอย่างถ้าตรวจพบได้เร็ว ก็สามารถรักษาได้หลังคลอด สำหรับคุณแม่ให้นม ควรให้ลูกได้ดูดนมเร็วที่สุด ให้ลูกดูดบ่อยๆ เพราะจะทำให้ลำไส้ของลูกเคลื่อนตัวทำงานได้ดี ช่วยขับสารสีเหลืองออกไป นอกจากนี้ในนมแม่ยังมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไคร์น ทีให้สารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ทั้งนิวคลีโอไทด์ (nucleotides) โพลีเอมีนส์ (polyamines) และกรดอะมิโนอิสระ (free amino acid) โกรทแฟคเตอร์ (growth factor) ที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต และภูมิคุ้มกันร่างกายของลูกทารก การดูแลสุขภาพของคุณแม่ทั้งคุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่ให้นมก็สำคัญ คุณแม่ควรดูแลร่างกายให้แข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่และหลากหลาย ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้คุณแม่และลูกทารกหลังคลอดแล้วค่ะ
สุขภาพเด็กทารก, วิธีป้องกันลูกตัวเหลือง, ลูกตัวเหลือง, อะโพไครน์, นมแม่
ชงนมเสริมถูกวิธี ป้องกันลูกท้องผูก
img-over-post

ชงนมเสริมถูกวิธี ป้องกันลูกท้องผูก

ชงนมเสริมถูกวิธี ป้องกันลูกท้องผูก ชงนมไม่ถูกวิธีทำลูกท้องผูกได้นะคะ เนื่องระบบทางเดินอาหารของเด็กทารกที่ยังไม่สมบูรณ์ ระบบย่อยอาหารยังทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อดื่มนมผสมที่ชงไม่ถูกวิธีจึงมักมีปัญหาท้องผูก หรือท้องอืดท้องเฟ้อได้ง่าย เด็กทารกระบบทางเดินอาหารยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ระบบย่อยอาหารยังทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อดื่มนมเข้าไปจึงมักมีปัญหาท้องผูก หรือท้องอืดท้องเฟ้อได้ง่าย สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ ไม่สามารถให้ลูกดื่มนมแม่ได้ การให้ลูกดื่มนมผสมจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่คุณแม่หลายคนอาจคิดว่าการชงนมให้ลูกนั้นเป็นเรื่องง่าย เพราะเพียงแค่ชงตามสูตรข้างกระป๋องเติมน้ำในปริมาณที่พอเหมาะก็เอาให้ลูกดื่มได้แล้ว แต่ความจริงการชงนมที่ถูกต้องนั้น มีรายละเอียดและขั้นตอนที่สำคัญอยู่ค่ะ ชงนมให้ลูก ต้องสะอาดทุกขั้นตอน องค์การอนามัยโลกได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการชงนมที่ถูกวิธีดังนี้ 1. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่และเช็ดให้แห้งทุกครั้งก่อนชงนมให้ลูก 2. อุปกรณ์การชงนมต้องล้าง ต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อโรคก่อน จากนั้นตากให้แห้งสนิทและเก็บในที่แห้งสะอาด 3. อ่านคำแนะนำข้างกระป๋องนมทุกครั้ง ว่าต้องตวงนมกับน้ำในสัดส่วนเท่าไหร่ 7 วิธีชงนมเสริม ลดปัญหาลูกท้องผูก 1. เลือกขวดนมที่เหมาะสมกับการดื่มนมของลูก ไม่ใหญ่เกินไปเพื่อลดปริมาตรอากาศในขวดนมของลูก 2. ควรเลือกใช้จุกนมที่มีรูไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เพื่อให้ลูกดูดนมได้สะดวก ไม่ดูเร็วเกินไปป้องกันการสำลักและลดการดูดเอาอากาศเข้าไปในท้องด้วย 3. ใช้ช้อนตวงที่บรรจุมากับกระป๋องนม ในการตัก ตวง นมผงเพื่อให้ได้สัดส่วนที่เหมาะกับความต้องของลูกในแต่ละช่วงวัย 4. ใส่น้ำสุกอุ่นที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ไม่ควรใช้น้ำต้มสุกที่เก็บไว้นานเกิน 30 นาทีมาชงนมให้ลูก เนื่องจากอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้ ตามด้วยนมผงในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งการอ่านคำแนะนำข้างกระป๋องจะช่วยให้คุณแม่ผสมนมได้ตรงตามความต้องการของลูก ทำให้ลูกได้รับปริมาณนมและน้ำตามความต้องการของร่างกาย ลดปัญหาท้องผูกของลูกเล็กได้ 5. ปิดขวดนมให้สนิท เกว่งขวดนมโดยการหมุนมือเป็นวงกลมจนนมผงละลาย ระวังการเกว่งขวดนมที่แรงเกินไปจะทำให้เกิดฟอง เพราะหากลูกดื่มนมที่มีฟองอากาศจะทำให้ลูกท้องอืดได้เช่นกัน 6. รอให้เย็นหรือนำไปแช่ในน้ำเย็นเพื่อให้คลายความร้อน ทดสอบกับหลังมือหรือท้องแขนว่าหายร้อนหรือยัง จากนั้นเช็ดขวดให้แห้งแล้วจึงให้ลูกดูดได้ 7. จัดท่าทางของลูกขณะป้อนนม ยกศีรษะให้อยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย ขณะป้อนนมให้คุณแม่ยกขวดนมขึ้นเพื่อป้องกันอากาศไหลผ่านจุกนม Ref: https://www.who.int/foodsafety/publications/micro/PIF_Bottle_en.pdf
วิธีเก็บนม, วิธีชงนม, นมเสริม, นมแม่, นมแพะ DG