curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

6 วิธีแสดงความรักกับลูก เพิ่มพลังสมอง ช่วยให้ลูกฉลาดสมวัย
img-over-post

6 วิธีแสดงความรักกับลูก เพิ่มพลังสมอง ช่วยให้ลูกฉลาดสมวัย

6 วิธีแสดงความรักกับลูก เพิ่มพลังสมอง ช่วยให้ลูกฉลาดสมวัย รู้หรือไม่ว่าการแสดงความรักกับลูกง่าย ๆ นอกจากจะได้เสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกแล้ว การแสดงความรักกับลูกยังช่วยกระตุ้นสมอง ลูกให้เจริญเติบโตได้ดี และฉลาดขึ้นได้ เล่านิทานก่อนนอน ช่วงเวลาก่อนนอนเป็นช่วงเวลาทองที่จะใช้เพื่อกระชับสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกไปพร้อม ๆ กับกระตุ้นสมองของลูกไปด้วย นิทานจะช่วยฝึกและกระตุ้นพัฒนาการทางด้านภาษาและการสื่อสารของลูก ควรเลือกนิทานให้เหมาะกับวัย ในช่วงวัย 3 ขวบขึ้นไป ลูกสามารถเข้าใจ สื่อสารโต้ตอบได้มากขึ้น ระหว่างเล่านิทานอาจจะพูดคุยถามตอบลูกไปด้วย เพื่อฝึกให้ลูกใช้เหตุและผล หรือฝึกจินตนาการไปพร้อม ๆ กัน รับฟังความคิดเห็นของลูก ในวัยที่ลูกเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง พ่อแม่ควรเรียนรู้ที่จะรับฟังความคิดเห็นของลูก การรับฟังและยอมรับความคิดเห็นของลูก จะช่วยให้ลูกมีความมั่นใจมากขึ้น และยังแสดงออกถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกด้วยการยอมรับและเข้าใจเขา ซึ่งดีต่อพัฒนาการความคิด สติปัญญา ทำให้ลูกกล้าแสดงออกในทางที่ดี มีเหตุผล มีความคิดสร้างสรรค์ เมนูอร่อยจากใจเพิ่มพลังสมอง การทำอาหารอร่อยที่มากด้วยคุณค่าให้กับลูก เป็นอีกหนึ่งวิธีแสดงความรักของคุณแม่ที่ชอบเข้าครัวค่ะ เพราะนอกจากลูก ๆ จะมีความสุขจากอาหารอร่อยรสมือแม่แล้ว การพิถีพิถันเลือกวัตถุดิบที่ดีมาทำอาหาร ยังช่วยให้ลูกแข็งแรง และช่วยบำรุงสมองให้ลูกได้อีกด้วย ในวัย 3 ขวบขึ้นไป ลูกน้อยควรได้รับอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะลูกกำลังอยู่ในวัยซุกซน และเน้นอาหาร และนมที่มีสารอาหารบำรุงสมองอย่างดีเอชเอ และ โอเมก้า 3, 6, 9 ชวนลูกเล่นสนุก การเล่นจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ ถ้าอยากให้ลูกฉลาดสมองดี ลองชวนลูกมาเล่นเกม หรือของเล่นที่กระตุ้นสมองลูกกันค่ะ เช่น เลโก้ ต่อบล๊อกไม้ ฯลฯ การได้ใช้เวลาเล่นกับลูกนอกจากลูกจะถูกกระตุ้นด้วยของเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการแล้ว พ่อแม่ลูกยังได้มีช่วงเวลาคุณภาพด้วยกันในแต่ละวันด้วย ถึงแม้จะยุ่งแค่ไหน แต่พ่อแม่ควรแบ่งเวลามาเล่นสนุกกับลูกให้ได้ทุกวันค่ะ สบสายตาสื่อรัก การจ้องมองสบตาลูกเป็นวิธีการแสดงความรักที่ง่ายที่สุด ลูกจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัยเมื่อได้มองใบหน้าของแม่ ดังนั้นไม่ว่าจะเล่นกับลูก หรือทำกิจกรรมอะไรด้วยกันกับลูก สิ่งสำคัญคือ จ้องมองเข้าไปในดวงตาของลูกด้วยความรักด้วย ไม่ว่าจะเป็นขณะอาบน้ำ เล่นของเล่น พูดคุยกัน โอบกอดสัมผัส การกอดสัมผัสลูก เพื่อแสดงความรักกับลูกทำให้ลูกรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และทำให้สมองกระตุ้นสารเคมีออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นสารเคมีแห่งความสุขออกมา ช่วยทำให้ลูกผ่อนคลาย ลดความเครียด สดใสอารมณ์ดี มีพัฒนาการสมวัย พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ถึงแม้ลูกจะโตแล้ว แต่การโอบกอดก็ยังสำคัญ เพราะนอกจากเป็นการแสดงความรักของแม่แล้ว การลูบคลำตามตัวลูกจะทำให้เส้นประสาทที่ผิวหนังมีการเชื่อมต่อส่งสัญญาณไปที่สมอง ทำให้เส้นใยในสมองของเด็กมีการพัฒนาแตกแขนงได้เต็มที่ มีผลกับความฉลาดของลูกอีกด้วย
การจดจำ, สมองพัฒนา, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
5 วิธีบอกรักแบบไม่ต้องมีคำว่ารักในแบบฉบับของลูก
img-over-post

5 วิธีบอกรักแบบไม่ต้องมีคำว่ารักในแบบฉบับของลูก

5 วิธีบอกรักแบบไม่ต้องมีคำว่ารักในแบบฉบับของลูก เจ้าตัวเล็กก็แอบมีมุมโรแมนติกนะคะ บางครั้งนอกจากการบอกรักพ่อแม่แล้ว ลูก ๆ ก็มีวิธีการแสดงความรักในแบบที่ไม่เหมือนใคร มาดูกันค่ะว่าถ้าลูก ๆ ทำแบบนี้แสดงว่าลูกอาจกำลังบอกรักแบบอ้อม ๆ อยู่ วาดรูปพ่อแม่ เชื่อว่าถ้าได้เห็นรูปที่ลูกวาดแล้วบอกว่านี่เป็นรูปของพ่อแม่ลูก หรือรูปครอบครัว ต้องปลื้มยิ้มไม่หุบ รีบหยิบมือถือมาถ่ายแล้วโพสต์ลงโซเชียลอวดให้โลกรู้แน่นอนใช่มั้ยคะ ยิ่งไปกว่าแววศิลปินในตัวลูกน้อยแล้ว รูปคุณพ่อคุณแม่ หรือรูปครอบครัวเนี่ยแหละค่ะ ที่เป็นการแสดงความรักความผูกพัน ความรู้สึกพิเศษของลูกกับแม่ ช่วยแม่ทำงานบ้าน ในวันที่แม่วุ่นกับการทำงานบ้าน ปัดกวาดเช็ดถู แล้วลูกน้อยเสนอตัวช่วยทำงานบ้าน แม้จะเป็นงานเล็ก ๆ น้อย ๆ คงทำให้แม่หายเหนื่อยได้เป็นปลิดทิ้งกับน้ำใจและความรักที่เจ้าตัวเล็กมอบให้ โอบกอด ปลอบโยนเมื่อแม่เศร้า ถึงแม้จะยังเด็กแต่ลูกก็เข้าใจความรู้สึกของผู้ใหญ่ได้นะคะ ในวันที่แม่มีเรื่องทุกข์ใจ หรือเครียด แล้วลูกน้อยเอื้อมมือน้อย ๆ มาเช็ดน้ำตาหรือโอบกอดแม่ไว้ คงเป็นยาวิเศษที่ช่วยเยียวยาใจแม่ได้ เตรียมอาหาร ยกน้ำมาเสิร์ฟ เห็นลูกใจดี เอาขนมมาให้แม่กิน ยกน้ำมาให้แม่ดื่ม ถ้าลูกไม่ได้เอาใจแม่หวังของเล่นชิ้นใหม่อยู่ นั่นแสดงว่าลูกกำลังบอกรักแม่ในแบบฉบับของเขาอยู่นะคะ แอบซื้อของขวัญ เขียนการ์ดให้แม่ ลูก ๆ เรียนรู้ว่าในวันพิเศษเขาจะได้ของขวัญ ได้รับรางวัลที่ทำให้มีความสุขจากพ่อแม่ ดังนั้นในวันพิเศษ เช่น วันพ่อ วันแม่ วันเกิด ลูก ๆ ก็อยากมอบของขวัญให้เหมือนกับที่ตัวเองเคยได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นแค่ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือ การ์ดที่ลูกทำเอง เขียนเอง เชื่อว่าคงทำให้มีความสุขแน่นอนค่ะ การแสดงความรักระหว่างกันในครอบครัว ลูก ๆ จะเรียนรู้ได้ก็ต้องเริ่มจากพ่อแม่ก่อนค่ะ ถ้าอยากให้ลูกเป็นเด็กที่มีความเอาใจใส่ มีน้ำใจต่อคนอื่น รู้จักการแสดงความรัก พ่อแม่ต้องแสดงออกและมอบความรัก ความมีน้ำใจให้ลูกเห็นก่อนค่ะ และเมื่อลูกโตขึ้นเขาจะสามารถแสดงความรักได้อย่างเหมาะสม
กิจกรรมเด็ก, พัฒนาการลูก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
5 เคล็ดลับเตรียมสมองลูกให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
img-over-post

5 เคล็ดลับเตรียมสมองลูกให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน

5 เคล็ดลับเตรียมสมองลูกให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน ตอนลูกกลับมาจากโรงเรียน พ่อแม่อย่างเราก็อยากได้ยินลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟังใช่ไหมคะว่า วันนี้เรียนอะไรมาบ้าง เล่นอะไรกับเพื่อน ช่วยครูทำอะไร ชอบหรือไม่ชอบทำอะไร อยากทำอะไร การส่งเสริมให้ลูกพร้อมเรียนรู้ที่โรงเรียน จนกลายเป็นความจำ ทักษะ และความสามารถต่างๆ เริ่มที่พ่อแม่นะคะ และนี่คือ 5 เคล็ดลับเตรียมสมองลูกให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวันจากโรงเรียน ไปลุยกันเลยค่ะ 1. อ่านหนังสือเล่านิทานเป็นประจำ การอ่านหรือเล่านิทานให้ลูกฟังจะช่วยให้ลูกใช้ความคิด จินตนาการ และนำตัวอย่างจากนิทานไปใช้ในชีวิตประจำวัน รู้จักเชื่อมโยงคำศัพท์กับภาพต่าง ๆ และมีจินตนาการที่กว้างไกลขึ้น ทำให้ลูกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่โรงเรียนได้ทุกวัน 2. ฝึกสมองผ่านการเล่นเกม คุณพ่อคุณแม่ลองหาเกมที่เหมาะกับวัยลูกมาติดบ้านไว้ เกมมีหลายประเภท เช่น เกมปริศนา (Puzzle Games) ช่วยพัฒนาทักษะทางความคิดหรือสติปัญญาผ่านการแก้ปัญหา การคิดเป็นเหตุเป็นผล เกมฝึกความจำ (Memory Games) ช่วยฝึกฝนการจดจำ กระตุ้นพัฒนาการสมองและสายตา 3. นอนเป็นเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ หลับสนิทดีในแต่ละคืนช่วยตระเตรียมสมองลูกให้พร้อมในการเริ่มวันใหม่ เมื่อลูกได้นอนหลับสนิท หลับอย่างมีคุณภาพ ไม่ได้หลับๆ ตื่นๆ จะทำให้ตื่นมาสดใส ไม่ง่วงหรือซึม สะลึมสะลือระหว่างวัน พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดี ช่วงเวลาที่ลูกนอนหลับเป็นช่วงที่ช่วยให้สมองจัดระบบความทรงจำให้เข้าที่เข้าทาง เด็ก 2-3 ขวบ ควรนอนวันละประมาณ 12-13 ชั่วโมง และเมื่อโตขึ้นชั่วโมงการนอนก็จะค่อย ๆ ลดลง 4. เลี้ยงลูกให้มีความสุข ไม่เครียด การเลี้ยงดูหรือสภาพแวดล้อมในบ้านก็มีผลกับสมองของลูก บ้านที่เป็นระเบียบจะทำให้ลูกมีสมาธิมากกว่าบ้านที่รก และเด็กที่รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข ไม่เครียด จะทำให้การทำงานของคลื่นสมองลูกช้าลง ซึ่งคลื่นสมองระหว่าง 8 – 13.9 Hz หรือที่เรียกว่าคลื่นสมองระดับอัลฟ่า (Alpha Brainwave) เป็นสภาวะที่ลูกรู้สึกสงบ มีสมาธิ ช่วยให้ลูกสามารถเรียนรู้ได้ดี จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้รวดเร็ว มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น 5. ให้ลูกดื่มนมแพะเป็นประจำดีต่อสมอง ในนมแพะมี ดีเอชเอ และเออาร์เอ ซึ่งเป็นองค์ประสอบสำคัญที่ช่วยพัฒนาสมองและการมองเห็น มีโอเมก้า 3 6 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยในการทำงานของสมอง มีโคลีนช่วยสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท ช่วยพัฒนาการเรียนรู้และความจำ ดังนั้นการให้ลูกดื่มนมแพะเป็นประจำนอกจากดีกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกายแล้วยังดีกับสมองของลูกด้วย นมแพะดีจีห่วงใยสุขภาพเด็กๆ ดื่มนมแพะวันละ 2 แก้วเช้าเย็น เพื่อสารอาหารครบถ้วนและเพิ่มพลังสมองพร้อมเรียนรู้ในทุกวันนะคะ
กิจกรรมพัฒนาสมอง , ทักษะ, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

นมแพะดีต่อใจ สารอาหารในนมแพะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
img-over-post

นมแพะดีต่อใจ สารอาหารในนมแพะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

นมแพะดีต่อใจ สารอาหารในนมแพะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ สารอาหารที่มีคุณค่าในนมแพะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ในนมแพะมีไขมันที่มีประโยชน์สำหรับคนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ และยังมีสารอาหารอื่นที่ดีกับหัวใจอีกด้วย นมแพะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวและกรดไขมันสายโซ่ขนาดกลางสูง นมแพะมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fatty acid) กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fatty acid) และ กรดไขมันที่มีสายโซ่ขนาดกลาง (Medium Chain Triglyceride: MCT) มากกว่านมวัว ซึ่งไขมันเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหัวใจ การทานอาหารที่มีไขมันประเภทนี้จะช่วยลดระดับ LDL Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดี ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบได้ กรดไขมันสายโซ่ขนาดกลาง (Medium Chain Triglyceride: MCT) ในนมแพะมีขนาดเล็กกว่าไขมันในนมวัว ร่างกายจึงสามารถย่อยและนำไปใช้ได้รวดเร็ว ทำให้ได้พลังงานเพื่อนำไปใช้ในกระบวนดูดซึมโปรตีนต่อได้ดี ช่วยให้ลูกน้อยเติบโตมีน้ำหนักตัวเหมาะสมตามวัย นมแพะมีกรดไขมันทรานส์ต่ำ ในน้ำนมสัตว์จะมีปริมาณไขมันทรานส์ที่แตกต่างกัน ซึ่งในนมแพะมีปริมาณกรดไขมันทรานส์ที่ต่ำกว่าในนมวัวทำให้เป็นผลดีต่อการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ3 นมแพะมีทอรีน ทอรีนในกล้ามเนื้อหัวใจจะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจใช้แคลเซียมได้อย่างสมดุลในการหดตัว โดยไม่ทำให้เกิด calcium overload ต่อหัวใจแม้ในสภาวะที่มีระดับแคลเซียมสูง ทำให้คิดกันว่าทอรีนอาจมีส่วนช่วยในการรักษาภาวะหัวใจวาย ทอรีนยังช่วยลดความดันโลหิตด้วย ทอรีนช่วยในการช่วยเร่งความดันเลือดและช่วยบรรเทาอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดหัวใจ4 นมแพะมีสารอาหารที่มีประโยชน์และดูแลหัวใจเราได้ดีขนาดนี้ คุณแม่ลองให้ครอบครัวเราดื่มนมแพะดูนะคะ เพราะนอกจากจะได้สารอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของร่างกาย ย่อยและดูดซึมง่าย ระบบขับถ่ายทำงานดีแล้ว ยังดูแลหัวใจของทุกคนในครอบครัวด้วยค่ะ Ref: ภญ. ดร. ทรงศรี แก้วสุวรรณ, สุขภาพดีกับ PUFAs. ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ Haenlein, 1992, 1996 ทศพร นามโฮง, นมแพะ : ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพ. ว.มทรส. 1(2) : 170-178 (2556) ดร.นพ.ประสงค์ เทียนบุญ, ทอรีน, Thai Journal of Parenteral and Enteral Nutrition 2004;15(1)
นมแพะ ดีจี, ใยอาหาร, พรีไบโอติก, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
ทอรีน กรดอะมิโนที่ลูกขาดไม่ได้
img-over-post

ทอรีน กรดอะมิโนที่ลูกขาดไม่ได้

ทอรีน กรดอะมิโนที่ลูกขาดไม่ได้ ทอรีน คือ สารอาหารชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในอาหารและนมสำหรับเด็กค่ะ คุณแม่หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อทอรีนกันมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่า ทอรีนสำคัญต่อสุขภาพและพัฒนาการลูกอย่างไร รามาทำความรู้จักกับทอรีนกันค่ะ คุณแม่จะได้เลือกอาหารและนมที่มีทอรีนเหมาะสมกับความต้องการของลูกได้อย่างถูกต้อง ทอรีน คือ กรดอะมิโนอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทอรีนมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการสร้างน้ำดี เป็นตัวเร่งกระบวนการออสโมซิส และเป็นตัวขนส่งแคลเซียม พร้อมกับมีบทบาทสำคัญในระบบประสาทส่วนกลาง (Redmon and Stapelton, 1998) ประโยชน์ของทอรีนต่อสุขภาพและพัฒนาการ ทอรีนช่วยในการทำงานของแคลเซียม ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทอรีนในกล้ามเนื้อหัวใจจะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจใช้แคลเซียมได้อย่างสมดุล ทอรีนช่วยลดความดันโลหิตสูง ทอรีนในจอภาพของตาและสมองจะช่วยทำให้เมมเบรนของเซลล์ประสาทเหล่านี้แข็งแรง และทำหน้าที่ได้ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งทอรีนที่อยู่ในชั้นของส่วนที่รับแสงด้านนอกของเรติน่า ทอรีนทำหน้าที่เป็นตัวนำกระแสประสาทในสมอง ทอรีนทำหน้าที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระและยังทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมน้ำในเซลล์ของสมองอีกด้วย ถ้าเด็กๆ ขาดทอรีนจะเกิดอะไรขึ้น เด็กที่ขาดทอรีนจะมีน้ำหนักขึ้นช้า อาจมีผลต่อเมทาโบลิซึมของคอเลสเตอรอลและกรดน้ำดี ถ้าขาดทอรีนปานกลางจะมีระดับของโปรตีนที่สำคัญๆ ในเลือดต่ำ เด็กจะมีการเจริญเติบโตช้า หรือถ้าขาดทอรีนอย่างรุนแรงจะเกิดอาการเซื่องซึม ผมเปลี่ยนสี บวม ตับถูกทำลาย สูญเสียกล้ามเนื้อและไขมัน ผอม ผิวหนังอักเสบหรือแห้ง อ่อนเพลียได้ ทอรีนมีอยู่ในอาหารแระเภทไหนบ้าง ทอรีน มีมากในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น ในเนื้อวัว เนื้อหมู หอย เป็นต้น ในน้ำนมต่าง ๆ ก็มีปริมาณทอรีนแตกต่างกัน โดยในนมแพะพบว่ามีทอรีนปริมาณสูง นมแพะมีทอรีนที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพสูงกว่านมวัวถึง 20 เท่า5 นมแพะจึงถือว่าเป็นแหล่งสำคัญของทอรีนที่จำเป็นสำหรับเด็กๆ ค่ะ ทราบประโยชน์ของทอรีนที่มีอยู่ในอาหารและนมกันแล้วนะคะ ครั้งต่อไปในการเลือกอาหารเสริม หรือนมเสริมสำหรับลูก ลองเลือกชนิดที่มีทอรีนสูง เพื่อให้สารอาหารนี้ส่งเสริมพัฒนาการที่ดีของลูกเราค่ะ Ref: Kendler BS, Taurine: an overview of its role in preventive medicine. Prev Med 1989;18(1):79-100. Pion PD, Kittleson MD, Rogers QR, Morris JG. Myocardial failure in cats associate with low plasma taurine: a reversible cardiomyopathy. Science 1987;237(4816):764-768. Van Geler NM. A central mechanism of action for taurine: osmoregulation, bivalent cations, and excitation threshold. Neurochem Res 1983;8(5):687-699. ดร.นพ.ประสงค์ เทียนบุญ, ทอรีน, Thai Journal of Parenteral and Enteral Nutrition 2004;15(1):15 ทศพร นามโฮง, นมแพะ : ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพ. ว.มทรส. 1(2) : 170-178 (2556)
สารอาหาร, นมแพะ ดีจี, ใยอาหาร, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
แคลเซียมสำคัญแค่ไหน จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างกายขาดแคลเซียม?
img-over-post

แคลเซียมสำคัญแค่ไหน จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างกายขาดแคลเซียม?

แคลเซียมสำคัญแค่ไหน จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างกายขาดแคลเซียม? แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกในร่างกายของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ค่ะ สำหรับเด็กๆ แคลเซียมมีส่วนสำคัญในการสร้างความแข็งแรงของกระดูกในการช่วยเสริมสร้างส่วนสูง ซึ่งจะต้องได้รับการกระตุ้นไปพร้อมๆ กับการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการออกกำลังกายต่างๆ เช่น การกระโดดเชือก บาสเกตบอล เป็นต้น แคลเซียมสำคัญอย่างไร แคลเซียมเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง แคลเซียมช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อระบบประสาท แคลเซียมช่วยกระตุ้นการย่อยโปรตีนในน้ำนม แคลเซียมช่วยในการแข็งตัวของเลือด แคลเซียมช่วยควบคุมความสมดุลของกรดในร่างกาย หากร่างกายขาดแคลเซียมจะเป็นอย่างไร เสี่ยงกับโรคเกี่ยวกับกระดูก เช่น กระดูกพรุน ข้อเข่าเสื่อม สุขภาพฟัน เล็บไม่แข็งแรง ทำให้ฟันโยกหลุดง่าย ฟันไม่แข็งแรง เล็บเปราะหักง่าย มีผลต่อความสูง เพราะแคลเซียมมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความยาวของกระดูก ช่วยส่งเสริมให้เด็กในวัยกำลังเจริญเติบโตสูงเพิ่มขึ้นได้ หากขาดแคลเซียมอาจทำให้ลูกไม่สูง นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย หากขาดแคลเซียม อาจทำให้ระบบประสาทมีอาการผิดปกติ ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ไม่สดชื่นแจ่มใส ส่งผลต่อกาเรียนรู้ และสุขภาพอื่น ๆ ตะคริวชาตามมือเท้า การเกิดตะคริวชาตามร่างกาย บางครั้งสาเหตุเกิดจากร่างกายขาดเกลือแร่ เช่น แคลเซียม ได้เช่นกัน แคลเซียมหาได้จากไหนบ้าง ร่างกายไม่สามารถสร้างหรือผลิตแคลเซียมขึ้นได้เอง แคลเซียมที่ได้รับจึงมาจากอาหารต่าง ๆ ที่รับประทานเข้าไป ซึ่งเด็ก ๆ ควรได้รับปริมาณแคลเซียมอย่างเพียงพอกับวัยอย่างเหมาะสม อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ นม ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ งาดำ ผักใบเขียวบางชนิด สำหรับเด็กเล็กที่ยังรับประทานอาหารไม่ได้ แหล่งแคลเซียมที่สำคัญจึงมาจากนมเป็นหลัก ซึ่งในนมแพะมีปริมาณแคลเซียมสูงกว่านมวัว1 อีกทั้งแคลเซียมในนมแพะมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันของเด็ก ๆ ให้แข็งแรง นอกจากแคลเซียมสูงแล้ว ในนมแพะยังมี พรีไบโอติก ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีที่อยู่ในลำไส้ ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ ไม่ท้องผูก และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ทำให้ลูกแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่ายค่ะ Reference: 1 Benefits of Goat Milk. 15 Aug 2018, https://www.askdrsears.com/topics/feeding-eating/feeding-infants-toddlers/goat-milk
สุขภาพลูก, สารอาหาร, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

สอนลูกป้องกัน RSV เบื้องต้นด้วยตัวเองเมื่อไปโรงเรียน
img-over-post

สอนลูกป้องกัน RSV เบื้องต้นด้วยตัวเองเมื่อไปโรงเรียน

สอนลูกป้องกัน RSV เบื้องต้นด้วยตัวเองเมื่อไปโรงเรียน ช่วงหน้าฝน หรือปลายฝนต้นหนาวทีไร ไวรัส RSV จะระบาดมากในกลุ่มเด็กๆ โดยเฉพาะลูกวัยอนุบาลที่มักได้รับเชื้อโรคจากโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งชุมชนและรวมเชื้อโรคค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่ไม่อยากให้ลูกป่วยเพราะไวรัส RSV ก็ควรสอนลูกให้รู้จักป้องกันตัวเองจากไวรัส RSV ด้วยวิธ 5 วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้ค่ะ สอนลูกล้างมือเป็นนิสัย ลูกอาจมีวิธีการล้างมือที่ได้มาจากโรงเรียน เช่น ร้องเป็นเพลงระหว่างล้าง หรือมีขั้นตอนการล้างแบบต่าง ๆ ให้คุณแม่เรียนรู้จากคุณครู หรือเมื่ออยู่บ้านก็ควรพาลูกล้างมือทั้งหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหารให้เป็นนิสัย ซึ่งจะช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ได้ด้วยค่ะ สอนลูกไม่ให้กินขนมหรืออาหารของเพื่อน ไวรัส RSV สามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม การสัมผัส การรับประทานอาหารหรือขนมต่อ ๆ กัน ใช้ภาชนะเดียวกันอาจทำให้ไวรัสติดต่อกันได้ ดังนั้นต้องสอนให้ลูกรับประทานขนมที่แม่เตรียมใส่กระเป๋าไปให้เท่านั้น สอนลูกไม่ให้ใช้ของส่วนตัวของเพื่อน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า ดินสอ ของเล่น เป็นต้น ควรสอนไม่ให้ลูกหยิบของคนอื่นมาใช้ เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกันไวรัส RSV แล้ว ยังป้องกันการติดต่อจากโรคระบาด โรคติดต่ออื่น ๆ ที่แพร่ระบาดได้ง่ายในโรงเรียนอีกด้วยค่ะ ถ้าเพื่อนไม่สบาย ไอ จาม ให้ลูกอยู่ห่างไว้ สอนให้ลูกระมัดระวังตัวเอง ไม่อยู่ใกล้เพื่อนที่ไอจาม หรือไม่สบาย เพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคที่อาจแพร่กระจาย และเช่นเดียวกันคือ เมื่อลูกป่วยก็ต้องสอนให้ไอจามโดยมีผ้าปิดจมูกและปาก หรือให้หน้ากากอนามัย เพื่อไม่ให้แพร่เชื่อโรคสู่เพื่อนเช่นกันค่ะ สอนลูกให้รู้จักอันตรายของเชื้อโรค ลองสอนลูกด้วยการให้ลูกดูการ์ตูนใน YouTube หรืออ่านนิทานที่เกี่ยวกับเชื้อโรคที่เด็ก ๆ สามารถเข้าใจได้ง่ายเพื่อให้ลูกรู้จักอันตรายของเชื้อโรค โรคติดต่อต่าง ๆ และรู้วิธีป้องกันตัวเองในแบบง่าย ๆ ทิปส์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกพร้อมเมื่อต้องไปโรงเรียน ฉีดวัคซีนเสริมนอกจากวัคซีนหลัก นอกจากวัคซีนจำเป็นที่เด็กทุกคนต้องฉีดแล้ว วัคซีนเสริมบางชนิดก็มีความจำเป็นเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็ก ๆ ซึ่งคุณแม่สามารถปรึกษาคุณหมอได้ว่าลูกอายุเท่านี้ หรือฤดูกาลนี้ควรฉีดวัคซีนเสริมอะไรเพิ่มเติมบ้าง ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ไม่มีภาวะขาดวิตามิน หรือ อ่อนเพลียที่จะทำให้ติดเชื้อโรคและป่วยง่ายค่ะ ดื่มนมที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ดื่มนมแพะเป็นประจำทุกวัน ในนมแพะมีโปรตีนที่ย่อยง่าย ซึ่งช่วยให้ลูกเจริญเติบโต แข็งแรง รวมทั้งพรีไบโอติก หรือใยอาหารชนิด Oligosaccharide (Inulin & Oligofructose) ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ การอักเสบในทางเดินอาหาร รวมถึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย นมแพะดีจีห่วงใยสุขภาพเด็กๆ ดื่มนมแพะวันละ 2 แก้วเช้าเย็น เพื่อสารอาหารครบถ้วนและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคกันนะคะ
การแพร่ระบาดโรค, เชื้อไวรัส, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
img-over-post

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ ฟังดูอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ความแตกต่างของอาการก็คือ เมื่อเด็กเป็นแล้วความรุนแรงมักจะมากกว่าที่ผู้ใหญ่เป็น เนื่องจากเด็กๆ อาจทนภาวะขาดน้ำได้ไม่มากเท่า ดังนั้นเมื่อลูกเกิดอาการอาหารเป็นพิษ คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance ต้องรับมือกับเรื่องนี้ให้ได้ค่ะ สาเหตุและอาการ อาหารเป็นพิษ อาหารเป็นพิษ คือ อาการป่วยที่เกิดจากการทานอาหารที่มีสารพิษหรือเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนเข้าไป เช่น พิษของเชื้อ Staphylococcus aureus, E.coli, Clostridium botulism, Bacillus cereus เมื่อเด็กๆ ทานอาหารที่มีพิษของเชื้อเหล่านี้เข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ส่วนอาการที่เกิดขึ้นจะเกิดเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษของแบคทีเรียที่ร่างกายได้รับ เด็กบางคนอาจเกิดเร็วใน 1-2 ชั่วโมง แต่เมื่อร่างกายขับพิษออกมาเป็นการถ่ายหรืออาเจียนหลังจากนั้นก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่บางคนก็อาจมีอาการ 1-2 วันได้เช่นกัน อาหารเป็นพิษส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากกรรมวิธีการปรุงอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ อาหารไม่สด หรือเก็บไว้นานจนเกิดแบคทีเรียเมื่อเด็กๆ ทานเข้าไปจึงทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้นั่นเอง การดูแลลูกเมื่ออาหารเป็นพิษ ควรให้ลูกกินยาแก้อาเจียนและดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ และไม่ควรให้ลูกกินยาระงับการขับถ่ายหรือยาแก้ท้องเสีย เพราะจะยิ่งทำให้สารพิษอยู่ในร่างกายนานขึ้น หากลูกอายุต่ำกว่า 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ต้องให้น้ำเกลือแร่กับลูกเร็วขึ้น เพราะเด็กเล็กไม่อาจทนภาวะขาดน้ำได้ดีเท่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่อย่างเราๆ นอกจากนี้อาการอาหารเป็นพิษจะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่ทานเข้าไป ถ้าทานมากจะมีอาการรุนแรงกว่าคนที่ทานน้อย และคนที่ร่างกายแข็งแรงจะทนต่อการขาดน้ำได้ดีกว่าค่ะ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรสังเกตลูกด้วยว่ามีอาการขาดน้ำหรือไม่ ลักษณะของอาการ ได้แก่ ปากแห้ง กระบอกตาลึก กระหม่อมบุ๋ม ชีพจรเต้นเร็วและปัสสาวะน้อยลง ถ้าพบสัญญาณเหล่านี้ให้รีบพาลูกไปหาหมอทันทีค่ะ ถ้าอาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เราควรให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ต่อไป พยายามให้ลูกดื่มนมทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อาเจียน ส่วนอาหารการกินของลูกควรเป็นอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊กหรือข้าวต้ม เพราะย่อยง่าย อาหารที่ต้องระวังเป็นพิเศษ สลัดที่ราดมายองเนสมากๆ ผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด รวมทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค ไข่ดิบ สัตว์มีเปลือกเช่น กุ้ง หอย หอยแครง หอยแมลงภู่ น้ำผลไม้สดไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ถั่วงอก และผักลวกที่ลวกทิ้งไว้นาน นมสดที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ และเนยแข็ง อาหารกระป๋องที่หมดอายุ พริกดองสำหรับปรุงรส วิธีป้องกันอาหารเป็นพิษ 1. ล้างมือด้วยน้ำสบู่ทั้งก่อนและหลังทำกับข้าว 2. ควรแยกอาหารสด อาหารแห้ง ผักผลไม้ ไข่ไก่ออกจาก เพราะเชื้อโรคจากเปลือกไข่ หรือจากเนื้อสัตว์อาจหลุดเข้ามาปะปนในอาหารอื่นๆ ได้ 3. อย่าทิ้งเนื้อสดไว้นอกตู้เย็น เพราะอุณหภูมิที่ร้อนจะเร่งให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว 4. ควรมีกล่องหรือภาชนะที่ปิดสนิทใส่เนื้อหมู เนื้อไก่ เพื่อป้องกันกลิ่นและเชื้อโรคปนเปื้อนอาหารอื่นๆ 5. ล้างผักและผลไม้ด้วยน้ำจากก๊อก แช่ด่างทับทิมหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต และควรแช่ไว้ประมาณ 15 นาทีก่อนล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง 6. ควรแยกเขียงสำหรับเนื้อสัตว์ไว้ต่างหาก และเมื่อใช้เสร็จควรขัดให้สะอาดแล้วล้างด้วยน้ำอุ่น อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวลูกเรามาก คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามปรุงอาหารให้สะอาด และสุกอยู่เสมอ รวมทั้งล้างมือก่อนและหลังทานข้าว รวมถึงเลือกอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาอย่างดี เพราะนอกจากจะปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษแล้ว ยังถือเป็นการเลี้ยงลูกแบบ Advance ด้วย
การดูแลลูกป่วยอาหารเป็นพิษ, อาหารเป็นพิษ, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง
img-over-post

มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง

มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง เรามักได้ยินข่าวเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปากอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเด็กวัยอนุบาลจะพบบ่อยมาก ยิ่งเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปียิ่งต้องระวัง เพราะจะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าเด็กโตค่ะ รู้จักโรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปาก (Hand-Foot-and-Mouth Disease: HFMD) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดย กลุ่มเสี่ยงที่พบบ่อยคือเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี และความร้ายแรงของเจ้ามือเท้าปากก็คือ ไวรัสตัวนี้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองได้ค่อนข้างรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การติดต่อของโรคมือเท้าปาก ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการสัมผัสกันเป็นหลัก เด็กบางคนไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ยังไปโรงเรียน ยังเล่นของเล่นทั่วไปได้ เชื้อที่อยู่ในน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มและแผลโดนเครื่องเล่น ของเล่นต่างๆ เมื่อเด็กคนอื่นมาเล่นต่อก็มีโอกาสรับเชื้อไวรัสด้วย หรือแม้แต่การไอจามรดกันก็เป็นการแพร่เชื้อมือเท้าปากสู่คนอื่นได้เช่นกัน การรักษาโรคมือเท้าปาก ปัจจุบันนี้ยังไม่มียารักษาโดยตรง คุณหมอทำได้แค่เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น เช่น ถ้าลูกตัวร้อน ให้กินยาลดไข้ หรือหากเจ็บแผลในปากจนทานอะไรไม่ได้ คุณหมอก็จะใช้ยาป้ายปากเพื่อลดความเจ็บปวดเวลารับประทานอาหารค่ะ ข้อสังเกตโรคมือเท้าปาก มีไข้เฉียบพลัน ปวดหัว ปวดท้อง เมื่อยตัว เจ็บคอ เบื่ออาหาร เด็กจะไม่ยอมทานอะไรเลยเพราะเจ็บแผลในปาก เด็กจะมีน้ำลายเหนียว ไหลยืดมากผิดปกติอยู่ตลอดเวลา มีตุ่มใสขึ้นตามมือ เท้า ลำตัวและก้นเด็ก ในเบื้องต้น ถ้าสังเกตอาการลูกแล้วคิดว่าลูกเป็นโรคมือเท้าปากจริงๆ ควรให้ลูกหยุดเรียนก่อนเพื่อดูอาการ เพราะถ้าลูกยังไปโรงเรียนอาจเป็นการไปแพร่เชื้อได้ การดูแลเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก หากลูกมีไข้ให้เช็ดตัวหรือกินยาลดไข้ และเนื่องจากอาการเจ็บแผลในปากทำให้เด็กๆ ไม่ยอมกินอะไร เพราะฉะนั้นก่อนให้ลูกกินข้าว คุณแม่ควรใช้ยาชาที่คุณหมอให้มาทาบริเวณแผลในปากของลูกก่อน หรือเน้นอาหารที่เป็นของเหลวที่มีความเย็น เช่น นมแช่เย็น น้ำหวาน ไอศครีม เจลลี่ผลไม้ เต้าหวยนมสด เกลือแร่ ควรให้ลูกดื่มน้ำหรืออาหารที่มีน้ำมากๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการขาดน้ำของลูก แต่หากลูกไม่สามารถกินอะไรได้เลยต้องรีบพาไปหาหมอเพื่อให้น้ำเกลือค่ะ คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance จะรู้ว่าถ้าลูกป่วยเป็นโรคมือเท้าปากต้องให้ลูกหยุดเรียน เพราะความรุนแรงของโรคส่วนหนึ่งมักเกิดจากความไม่รู้ของพ่อแม่หลายๆ คน ที่ไม่ทราบว่าลูกป่วยเป็นโรคมือเท้าปากแล้วยังให้ลูกไปโรงเรียน หรือแม้แต่เด็กบางคนที่เพิ่งหายป่วย และโรงเรียนไม่มีการหยุดเรียน หรือไม่มีมาตรการรักษาความสะอาดที่ดีพอ เมื่อเด็กไปโรงเรียนก็จะมีการแพร่เชื้อหรือติดเชื้อวนเวียนซ้ำๆ ไปมา และเด็กที่เป็นซ้ำๆ ก็มีแนวโน้มที่ความรุนแรงของโรคจะสูงขึ้น มีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีกค่ะ
วิธีดูแลเด็กป่วยมือเท้าปาก, โรคมือเท้าปาก, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

6 วิธีรับมือ...ลูก “เอาแต่ใจ”
img-over-post

6 วิธีรับมือ...ลูก “เอาแต่ใจ”

6 วิธีรับมือ...ลูก “เอาแต่ใจ” เด็กๆ เป็นวัยที่สนใจสิ่งรอบข้าง และอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบตัว เริ่มมีพฤติกรรมเลียนแบบคนใกล้ตัว และมีนิสัยชอบเอาแต่ใจตนเอง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการตามวัย จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องเข้าใจและส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม เมื่อโตขึ้นนิสัยเหล่านี้จะค่อยๆ หายไป และเป็นเด็กที่น่ารักของทุกคน “เอาแต่ใจ” พัฒนาการตามวัย แต่ต้องแก้ เมื่อลูกเริ่มเดินได้คล่องแคล่วมากขึ้น เขาจะชอบทดลองการใช้กำลังแขนของตัวเอง จึงชอบทุบ ตีสิ่งต่างๆ ทำเอาคุณแม่ปวดหัว บอกให้หยุดตีก็ไม่หยุด ถ้าเป็นแบบนี้อย่าเพิ่งดุลูกแต่ควรหาของเล่นที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น ของเล่นประเภททุบ ตอก ปั้นแป้งโดว์ ก่อกองทราย เป็นต้น เพื่อลูกจะได้เรียนรู้การใช้กำลังของกล้ามเนื้อมือด้วย นอกจากนี้ จะมีนิสัยเริ่มแสดงความก้าวร้าวกับผู้อื่น ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ชอบใช้อำนาจ ต่อต้านคำสั่งของแม่ ชอบเรียกร้องความสนใจ และแสดงออกด้วยการโวยวาย แกล้ง หรือทำอะไรตลกๆ จึงทำให้มองว่าเป็นเด็กที่ “เอาแต่ใจ” ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องมีวิธีแก้นิสัยแบบนี้อย่างเหมาะสม 6 วิธีรับมือลูก “เอาแต่ใจ” ต้องเข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูก ควรสอนและไม่ตามใจลูกมากเกินไป และลูกจะโตขึ้นโดยไม่ติดนิสัยเหล่านี้มา ควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ ถ้าลูกโวยวาย หรือแกล้งยั่วอารมณ์ให้โกรธ ต้องไม่โกรธตอบและค่อยๆ ถามว่าลูกต้องการอะไร พยายามสอนและอธิบายด้วยเหตุผล ถ้าลูกแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวกับผู้อื่น ว่าไม่ควรทำแบบนี้เพราะอะไร ควรปลอบด้วยการกอด เวลาที่ลูกโกรธ เสียใจ เพื่อให้ลูกสงบสติอารมณ์ แล้วค่อยๆ พูดอธิบายให้เข้าใจ ตั้งคำถามกับลูกบ่อยๆ ว่าลูกต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร ลูกคิดอย่างไรกับสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ทำไมถึงอยากได้สิ่งนั้น ได้มาแล้วทำอะไรได้บ้าง เพื่อฝึกให้ลูกเป็นคนมีเหตุผล พูดคุยกับลูกบ่อยๆ เพราะการที่พูดคุยกัยลูกเสมอ เล่นกับลูก ให้ความรักกับลูก ลูกก็จะไม่ใช้ความก้าวร้าวเป็นตัวต่อรองกับพ่อแม่ เป็นเด็กที่มีเหตุผล เชื่อฟังผู้อื่น และเติบโตมาเป็นที่รักของทุกๆ คน สิ่งที่ลืมไม่ได้ที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ได้อย่างดี คือการที่ลูกได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างการดื่มนมแพะ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ในน้ำนมแพะอุดมไปด้วยโปรตีนนุ่ม ที่ย่อยและดูดซึมง่าย อีกทั้งยังช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทฺภาพ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้นมแพะยังมีไขมันห่วงโซ่ขนาดกลาง (MCT Oil ที่ย่อยง่าย ช่วยให้ลูกรัก มีสุขภาพกายและใจที่ดี อารมณ์ดี ร่าเริง และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างเต็มศักยภาพ Ref: 1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
วิธีเลี้ยงลูก, เอาแต่ใจตนเอง, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
4 พฤติกรรมที่ต้องเลิก! ถ้าไม่อยากให้ลูกโตมาเป็นเด็กก้าวร้าว
img-over-post

4 พฤติกรรมที่ต้องเลิก! ถ้าไม่อยากให้ลูกโตมาเป็นเด็กก้าวร้าว

4 พฤติกรรมที่ต้องเลิก! ถ้าไม่อยากให้ลูกโตมาเป็นเด็กก้าวร้าว จริงอยู่ที่ว่าพ่อแม่เป็นคนที่รักและหวังดีกับลูกมากที่สุด แต่ในบางครั้งคุณแม่อาจพลาดทำบางสิ่งซึ่งเป็นการทำร้ายลูกแบบไม่รู้ตัว เราลองมาดูกันค่ะว่ามีพฤติกรรมไหนบ้าง ที่คุณแม่ควรหยุดถ้าอยากเห็นลูกเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ก้าวร้าว และน่ารักสำหรับทุกคน ทะเลาะกันต่อหน้าลูกเป็นกิจวัตร เด็กจะซึมซับจากพฤติกรรมที่พ่อแม่กระทำ ส่งผลให้เป็นเด็กก้าวร้าว สูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือของมึนเมาเป็นประจำ พฤติกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทะเลาะวิวาท และการดื่มของมึนเมาก็ทำให้เสียสุขภาพด้วยเช่นกัน ดังนั้นไม่ควรทำให้ลูกเห็นเด็ดขาด เห็นลูกเป็นที่ระบายอารมณ์ ลงโทษแบบไร้เหตุผล หากโกรธ หรือโมโหแล้วตี หรือใช้ความรุนแรง โดยไร้เหตุผล จะส่งผลให้ลูกเป็นเด็กเก็บกด ก้าวร้าว หากลูกทำผิดควรกล่าวตักเตือน อธิบายเหตุผล และลงโทษอย่างพอดี ตามใจลูกมากเกินไป เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมรักลูกทุกคน แต่การตามใจมากเกินไป จะทำให้เด็กขาดระเบียบวินัย เอาแต่ใจ เมื่อไม่ได้ตามต้องการก็จะเกรี้ยวกราด ก้าวร้าว หากคุณแม่ลองสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีพฤติกรรมดังกล่าว ก็ควรเลิกทำและปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกใหม่นะคะ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเขา เพื่อให้เขามีสภาพแวดล้อมที่ดี และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพนะคะ
วิธีเลี้ยงลูก, ลูกอาละวาด, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
เทคนิคสอนลูกให้น่ารัก ไม่ดื้อไม่งอแงยามออกนอกบ้าน
img-over-post

เทคนิคสอนลูกให้น่ารัก ไม่ดื้อไม่งอแงยามออกนอกบ้าน

เทคนิคสอนลูกให้น่ารัก ไม่ดื้อไม่งอแงยามออกนอกบ้าน เวลาจะพาลูกออกนอกบ้านคุณพ่อคุณแม่หลายคนคงกังวลใจใม่น้อย เพราะใครจะรู้ว่าลูกเราจะไปเผลอซนที่ไหนบ้าง และหากหลุดกริยาไม่น่ารักขึ้นจะทำอย่างไรดี แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance แล้ว ย่อมรับมือกับลูกไม้ต่างๆ ของลูกได้ จริงมั้ยคะ ดังนั้นก่อนพาลูกออกจากบ้านเราต้องเตรียมตัวจอมซนไว้ให้ดีค่ะ วางแผนก่อนออกจากบ้าน ก่อนพาลูกออกไปเที่ยว ไปทำธุระ ไปซื้อของ คุณพ่อคุณแม่ควรจะเลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับลูก คำนวณเวลาเดินทางไป-กลับ เวลาที่อยู่ระหว่างออกข้างนอก ของกินของเล่นเตรียมให้พร้อมเผื่อลูกเกิดงอแงหรือหิวขึ้นมากลางทางต้องมีนมหรือขนมรองท้องไว้ รวมถึงทำข้อตกลงกับลูกๆ ด้วยว่าออกนอกบ้านแล้วต้องทำตัวอย่างไร เช่น ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น ไม่วิ่งเล่นซนทั่วร้าน เป็นต้น ฝึกมารยาทก่อนออกจากบ้าน เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้มารยาททางสังคมก่อนออกจากบ้าน เช่นการพูด ขอบคุณ ขอโทษ รู้จักการเข้าคิวรอ ไม่กรี๊ด ตะโกน หรือส่งเสียงดังเวลาออกนอกบ้าน เป็นต้น มอบหมายความรับผิดชอบให้ลูก เพื่อเบี่ยงเบนลูกออกจากความซน การมอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ลูกจดจ่อกับภารกิจที่ได้รับ เช่น ให้ลูกช่วยคุณแม่เลือกสินค้า ช่วยคุณแม่ถือของ เป็นต้น พ่อแม่ต้องมีสติ เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ งอแงแล้วคุณพ่อคุณแม่จะอารมณ์เสีย แต่การเลี้ยงลูกแบบ Advance นั้น พ่อแม่ต้องความอารมณ์ของตนเองให้ได้ค่ะ เพราะถ้ายิ่งอารมณ์เสีย การเดินทางก็จะหมดสนุก แต่ถ้าลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจอารมณ์และพัฒนาการของลูก และค่อยๆ หาวิธีคลี่คลายสถานการณ์ไป จะทำให้ทริปนั้นเป็นทริปที่สนุกที่สุดของเด็กๆ เลย ห้ามลืมของเล่นชิ้นโปรดเด็ดขาด เด็กๆ มักจะมีของเล่นคู่กายเขา เมื่อต้องออกนอกบ้านสามารถให้ลูกพกติดตัวออกไปได้ 1 หรือ 2 ชิ้น (เพราะหากมากกว่านั้นจะกลายเป็นภาระของคุณพ่อคุณแม่เอง) เผื่อเวลาที่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากเด็กๆ เช่น เวลาอยู่ในร้านอาหาร แล้วกังวลเรื่องลูกส่งเสียงดังหรือเล่นซน การให้ลูกอ่านหนังสือที่ชอบ ระบายสี เล่นตุ๊กตาตัวโปรด หรือติดสติ๊กเกอร์ในสมุดก็ช่วยได้ค่ะ ที่สำคัญ หลังจากกลับเข้าบ้านแล้ว คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมชื่นชมเขาด้วยนะคะ ว่าวันนี้หนูน่ารักมากค่ะ ช่วยคุณแม่ถือของด้วย วันนี้หนูน่ารักมาก ไม่ดื้อไม่ซนเลย เพื่อให้ลูกรู้สึกดีกับตนเองและพร้อมเรียนรู้การเข้าสังคมและมารยาททางสังคม
สอนมารยาทให้ลูก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG