curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

ลูกรักลายมือสวย เพราะฝึกกล้ามเนื้อมือ
img-over-post

ลูกรักลายมือสวย เพราะฝึกกล้ามเนื้อมือ

ลูกรักลายมือสวย เพราะฝึกกล้ามเนื้อมือ เด็กๆ เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียนแล้วทุกคนจะต้องมีการจับดินสอขีดเขียน แต่ที่น่าตกใจคือมีเด็กหลายคนที่จับดินสอเขียนหนังสือไม่ถูกวิธี ส่วนหนึ่งเกิดจากการกล้ามเนื้อมือไม่ถูกฝึกตั้งแต่เล็กๆ ขณะเดียวกันการเล่นโทรศัพท์มือถือหรือแท็ปเล็ตของเด็กๆ ก็มีส่วนทำให้พวกเขาจับดินสอผิดวิธีเช่นกัน วิธีจับดินสอให้ถูกต้อง ขั้นแรก ให้เด็กถือดินสอไว้ด้วย 3 นิ้ว คือนิ้วกลาง นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ขั้นที่สอง ให้ดินสออยู่บนข้อนิ้วกลาง และจะถูกบีบอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ขั้นตอนที่สาม นิ้วก้อยและนิ้วนางวางพักอยู่บนโต๊ะ จากนั้นเมื่อเด็กๆ จับดินสอถูกต้องแล้ว ในการเลี้ยงลูกแบบ Advance เราต้องฝึกทักษะการเขียนให้ลูกเพิ่มค่ะ วาดภาพที่ลูกชอบ เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการการเรียนรู้ไม่เท่ากัน เด็กในวัยเดียวกันอาจจะเขียนหนังสือได้ไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนจะให้ลูกขีดเขียนได้ เราต้องฝึกให้เขาจับดินสอให้ถูกต้องเสียก่อนค่ะ เขียนตามเส้นประ เป็นวิธีฝึกเขียนง่ายๆ นอกจากจะช่วยควบคุมลายมือแล้ว ยังสร้างช่วยสมาธิให้ลูกด้วยค่ะ ฝึกเขียนเป็นตัวอักษร เริ่มจากเขียนตัวอักษรตามเส้นประ แล้วเปลี่ยนเป็นตัวอักษรที่ไม่มีเส้นประ เช่น ตัวอักษร พยัญชนะ ตัวเลข ฝึกเขียนชื่อตัวเอง เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เด็กๆ มักจะสนใจตัวเอง และการเขียนชื่อตัวเองได้ย่อมเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจของเขา กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมือ นอกจากการฝึกเขียนเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว คุณแม่ยังสามารถฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกได้ด้วยการเล่นด้งนี้ค่ะ เล่นตัวต่อ ไม่ว่าจะเป็นบล็อกไม่ จิ๊กซอว์ หรือเลโก้ ก็ช่วยให้เด็กพัฒนากล้ามเนื้อมือได้ เพราะทั้งลักษณะรูปทรงของบล็อกเอง รูปแบบการเล่นเอง ทำให้เด็กๆ ได้จับและเคลื่อนไหวนิ้วมือตลอดเวลา ปั้นแป้งโดว์ ของเล่นที่หาซื้อง่าย มีหลายสี เอาไว้ให้ลูกปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ฝึกกล้ามเนื้อมือ พับกระดาษ ลองเลือกแบบง่ายๆ และกระดาษที่สีสันสดใส โดยให้ฝึกไปพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ด้วย ร้อยลูกปัด นอกจากจะฝึกเรื่องการหยิบจับสิ่งของแล้ว ยังเสริมสร้างสมาธิให้กับลูกด้วย โดยอาจใช้ลูกปัดที่มีรูใหญ่เล็กน้อยเพื่อให้เด็กๆ ร้อยง่ายขึ้น แม้อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ข้อดีของการจับดินสอที่ถูกต้องนั้น นอกจากจะทำให้ลูกเขียนหนังสือด้วยลายเส้นที่มั่นคงแล้ว ยังช่วยให้ลายมือสวย อ่านออกง่าย แถมยังทำให้เขาเขียนหนังสือได้นาน เพราะเมื่อจับดินสอถูกวิธีก็จะทำให้เมื่อยมือน้อยลง หมดปัญหาลูกไม่ชอบเขียนหนังสือแล้วละค่ะ อ้างอิง http://www.wattanasatitschool.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=1217786 http://www.catdumb.com/how-to-hold-pen-cil-290/
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
ฝึกวินัย รอคิว เข้าสังคม 3 ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูกก่อนเข้าโรงเรียน
img-over-post

ฝึกวินัย รอคิว เข้าสังคม 3 ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูกก่อนเข้าโรงเรียน

ฝึกวินัย รอคิว เข้าสังคม 3 ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูกก่อนเข้าโรงเรียน ก่อนเข้าโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจคิดว่าลูกจะต้องอ่านออกเขียนได้ เวลาเรียนหนังสือจะได้ทันเพื่อนทันครู แต่ความจริงแล้วทักษะเหล่านั้นยังไม่มีความจำเป็นค่ะ เพราะก่อนที่จะไปโรงเรียน เด็กๆ ต้องเรียนรู้ทักษะการเข้าสังคมเสียก่อน โดยเฉพาะ วินัย การรอคอย และการเข้าสังคม เป็นทักษะพื้นฐานของการอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่จะติดตัวลูกตั้งแต่เล็กไปจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่เลยละ วินัย เริ่มต้นที่บ้าน เมื่อต้องอยู่ร่วมกันในสังคม ทุกคนต้องต้องมีวินัย เพื่อให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อย วินัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถบ่มเพาะเขาได้ เช่น ให้ลูกกินข้าวตรงเวลา ตื่นนอนและเข้านอนตรงเวลา อาบน้ำตรงเวลา ขับถ่ายเป็นเวลา หรือแม้แต่คุณพ่อคุณแม่เอง ก็ต้องรักษาเวลากับลูกด้วย รอคอย ทักษะที่ลูกต้องเรียนรู้ เด็กที่ไม่รู้จักรอคอยหากปล่อยไว้นานๆ ย่อมส่งผลไม่ดีต่อในอนาคตเป็นแน่ เพราะหากลูกไม่รู้จักการรอคอย รออะไรนานๆ ไม่ได้ เมื่อลูกโตขึ้นไปย่อมมีแนวโน้มชอบแซงคิว เอาเปรียบผู้อื่น และอาจก่อปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก ซึ่งถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนี้ เคล็ดลับการเลี้ยงลูกแบบ Advance ก็คือ ให้ลูกได้เล่นกับเพื่อนบ่อยๆ ถ้าลูกอยากเล่นของเล่นที่เพื่อนเล่นอยู่ ควรสอนให้ลูกรอให้เพื่อนเล่นเสร็จก่อนแล้วค่อยเล่นต่อ หรือทุกครั้งที่ไปซื้อของ เมื่อต้องเข้าคิวจ่ายเงินควรให้ลูกอยู่ในคิวด้วย แล้วสอนเขาถึงสิทธิ์ของคนที่มาก่อนมาหลังด้วย เข้าสังคม ต้องค่อยๆ ฝึก โดยเฉพาะทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เป็นทักษะเบื้องต้นที่จะทำให้ลูกเรียนรู้กติกามารยาทของการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกง่ายๆ เช่น การพาลูกไปพบปะผู้คน พาไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ที่สวนสาธารณะ พาไปเยี่ยมญาติ พาไปทานข้าวนอกบ้าน พาไปซื้อของ หรือแม้แต่การพาลูกไปที่ทำงาน เด็กๆ จะได้เรียนรู้กติกามารยาทการเข้าสังคม รวมถึงความหลากหลายของสังคมแต่ละที่ เขาจะรู้ว่าในสังคมแต่ละแห่งนั้นจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเมื่อต้องเข้าโรงเรียน ลูกก็จะรู้จักปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เพื่อนๆ และคุณครูที่โรงเรียนได้ ทั้ง 3 ทักษะนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกได้ตั้งแต่เล็กๆ เพื่อให้เขาคุ้นชินและเมื่อถึงเวลาที่จะต้องเข้าโรงเรียนจริงๆ ลูกจะได้ปรับตัวได้ง่ายค่ะ อ้างอิง https://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9600000066641
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
10 กิจกรรมเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่เด็กวัยคิดส์
img-over-post

10 กิจกรรมเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่เด็กวัยคิดส์

10 กิจกรรมเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่เด็กวัยคิดส์ เด็กๆ เมื่อถึงวัยกระโดดโลดเต้นแล้วกิจกรรมส่วนใหญ่ของเขาก็คงจะหนีไม่พ้นการวิ่งเล่น ปีนป่าย กลิ้งตัว กระโดดไปมา สารพัดกิจกรรมที่เจ้าตัวอยากจะเล่นได้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อมัดมัดใหญ่ของเด็กๆ เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เคลื่อนไหวได้คล่อง ยังช่วยให้ทรงตัวได้ดีอีกด้วย 10 กิจกรรมเสร้มสร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ม้าโยก นอกจากจะสนุกเพลิดเพลินแล้ว ยังช่วยฝึกการทรงตัวให้ลูกด้วย รถลาก เมื่อต้องลากรถเดินไปมา ลูกจะได้ฝึกกล้ามเนื้อแขนและขา ยิ่งถ้ามีจุดหมายเข้ามาเป็นตัวกำหนด เช่นลากไปหาคุณพ่อที่อยู่ใกล้แล้วลากไปหาคุณแม่ที่อยู่ไกลออกไป นอกจากความสนุกลูกยังได้เรียนรู้เรื่องของระยะทางด้วย ปั่นจักรยานสามล้อ ช่วยเรื่องการทรงตัวและยืดหยุ่นกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี เดินขึ้น-ลงบันได อาจเป็นขั้นเล็กๆ ไม่สูงนัก เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยคุณพ่อคุณแม่คอยดูใกล้ๆ ระวังไม่ให้ลูกตกหรือเกิดอันตราย เล่นกิจกรรมเข้าจังหวะ เช่น ร้อง เล่น เต้น รำ หรือให้ลูกได้ออกกำลังกายอย่างอิสระ ได้ความสนุกเพลิดเพลินไม่น้อย วิ่งเล่นนอกบ้าน สำหรับบ้านที่มีสนามหญ้าหรือสวนเล็กๆ ในบ้านจะให้ลูกวิ่งในบริเวณบ้านก็ได้ หากมั่นใจว่าสนามหญ้าหน้าบ้านไม่มีหนาม ตะปู เศษแก้ว ที่เป็นอันตรายต่อลูก จะให้ลูกถอดรองเท้าวิ่งก็ได้ เพราะนอกจากจะได้บริหารกล้ามเนื้อแล้วยังช่วยฝึกประสาทสัมผัสด้วย เดินทรงตัวบนไม้กระดาน หากไม่มีไม้กระดานจะใช้เสื่อ กระดาษ หรือผ้ามาพับให้เป็นแผ่นเล็กๆ แล้วปูเป็นทางยาวให้ลูกฝึกเดินทรงตัวก็ได้ พาลูกไปว่ายน้ำ การว่ายน้ำนอกจากจะทำให้เด็กได้ออกกำลังกาย ยังเป็นการบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรงอีกด้วย เตะบอลในร่ม เด็กๆ ไม่จำเป็นต้องออกไปเตะบอลในที่แจ้ง หรือใช้พื้นที่เยอะๆ ในการเล่น อาจอาศัยแค่ลานร่มใต้ต้นไม้ หรือพื้นที่ว่างใต้ตึก เตะบอลรับส่องกับคุณพ่อคุณแม่ เท่านี้ก็ได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่แล้ว ปีนต้นไม้ กิจกรรมยอดฮิตอีกอย่างของเด็กๆ เพราะนอกจากความสนุกท้าทายแล้ว การปีนต้นไม้ยังช่วยฝึกทักษะการทรงตัว ฝึกการใช้มือการจับเกาะกิ่งไม้ ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ไปพร้อมๆ กัน เพียงแต่ต้องระวังต้นไม้สูงๆ และกิ่งไม้ที่เปราะบางหักง่าย กิจกรรมที่ยกมาเบื้องต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่คุณพ่อคุณแม่จะนำไปปรับใช้กับลูก ซึ่งโดยรวมแล้วต้องคำนึงถึงความพร้อม และพัฒนาการของลูกด้วยว่าสามารถทำได้หรือไม่ ที่สำคัญ ในการเลี้ยงลูกแบบ Advance จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกด้วย
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

ทอรีนสารอาหารสำคัญที่ทำให้ลูกรักเติบโต
img-over-post

ทอรีนสารอาหารสำคัญที่ทำให้ลูกรักเติบโต

ทอรีนสารอาหารสำคัญที่ทำให้ลูกรักเติบโต ทอรีนเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการของเด็กๆ โดยเฉพาะสมองและเซลล์ประสาท ระบบประสาท และจอประสาทตา นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าเด็กที่ขาดทอรีนนั้นจะมีการเจริญเติบโตช้าอีกด้วย ความสำคัญของทอรีนต่อร่างกายของเด็ก 1. ทอรีนช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของระบบประสาท ทำให้เด็กเติบโตอย่างสมวัย 2. ทอรีนช่วยสร้างกระแสประสาท ควบคุมสารสื่อประสาทให้สมดุล และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองให้ดียิ่งขึ้น 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของแคลเซียม และช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจนำแคลเซียมไปใช้ได้อย่างสมดุล 4. ทอรีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ 5. ช่วยพัฒนาจอประสาทตา ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม และช่วยในการทำงานของเรตินาในการรับแสงทำให้การมองเห็นชัดขึ้นมากกว่าเดิม 6. ช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้างการเรียนรู้และสติปัญญาให้กับเด็ก รวมถึงช่วยงกระตุ้นพัฒนาการของอวัยวะต่างๆ ให้สมวัย เราอาจพบทอรีนในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมตามท้องตลาดทั่วไป แต่อันที่จริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance จะพบทอรีนได้ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ เนื้อปลา สาหน่ายทะเล และนมแพะ เป็นต้น โดยเฉพาะในนมแพะนั้น นอกจากจะมีทอรีนแล้วยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของสมองและร่างกายให้เติบโตแข็งแรงสมวัย นมแพะ ยังเป็นแหล่งของ โปรตีนที่ดี ที่ย่อยง่ายช่วยให้ลูกเติบโตสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ และยังเสริมทัพด้วย Prebiotics อย่าง Inulin & Oligofructose ที่เป็นตัวกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยให้ลูกน้อยขับถ่ายดี ท้องไม่ผูก สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีอีกด้วย อ้างอิง http://www.med.cmu.ac.th/dept/nutrition/DATA/COMMON/role%20of%20taurine.pdf http://www.newhealthadvisor.com/foods-high-in-taurine.html
ภูมิคุ้มกัน, ใยอาหาร, นมแพะ DG
10 อาหารบำรุงสายตาลูกวัยอนุบาล
img-over-post

10 อาหารบำรุงสายตาลูกวัยอนุบาล

10 อาหารบำรุงสายตาลูกวัยอนุบาล พัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นของเด็กๆ ไม่ได้จำกัดแค่การมองเห็นชัด ไม่ชัด หรือมองไม่เห็นอะไรเลย แต่การมองเห็นนั้นยังสัมพันธ์กับการเรียนรู้ของพวกเขาด้วย เนื่องจากการมองเห็นเป็นการเชื่อมโยงกับระบบสมอง และกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เด็กจะเรียนรู้ได้ดีส่วนหนึ่งก็เพราะสายตาที่มองเห็นอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ สำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance ย่อมรู้ดีว่าอาหารการกินที่ดีนั้นก็ช่วยบำรุงสายตาลูกได้เช่นกัน ซึ่งอาหารที่ดีต่อดวงตานั้นได้แก่ มันหวาน หรือมันเทศ เป็นอาหารที่มีวิตามินเอและเบต้าแครอทีนที่สูงมาก โดยเฉพาะมันเทศที่มีเนื้อสีเหลืองหรือสีส้มจะช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตาและการมองเห็นได้เป็นอย่างดี เบต้าแคโรทีนในมันเทศจะช่วยการมองเห็นในที่มืดได้เป็นอย่างดี ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสภาพปกติของเซลล์เยื่อบุตาขาวอีกด้วย ข้าวโพดสีเหลือง มีทีนและซีแซนทีนที่ช่วยปกป้องดวงตาของของลูกให้ห่างไกลจากโรคจอประสาทตาเสื่อม ยิ่งนอกจากนี้ข้าวโพดยังมีสารเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยในการมองเห็นอีกด้วย ฟักทอง นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณ ระบบย่อยอาหาร บำรุงตับไต แล้วยังมีส่วนช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย เนื่องจากในฟักทองนั้นมีลูทีนช่วยป้องกันการเสื่อมของเรตินา และมีวิตามินเอบำรุงสายตา บล็อกโคลี มีแคโรทีนอยด์และลูทีนที่ช่วยในการบำรุงระบบประสาทตา และช่วยป้องกันไม่ให้ดวงตาของลูกรักเป็นโรคต้อกระจก และโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับดวงตาเมื่ออายุมากขึ้น มะละกอ โดยเฉพาะมะละกอสุกจะอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามิยบี2 วิตามินซีวิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ที่นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณแล้วยังช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี แครอต มีสารเบต้าแคโรทีน มีวิตามินเอ ซึ่งช่วยในการบรักษาดวงตา เพราะมันมีผลต่อปฏิกริยาเคมีของดวงตาต่อแสง วิตามินเอยังช่วยให้มีผิวที่ดี และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆเช่นมะเร็ง มะเขือเทศ มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา มีวิตามินบี 1 ที่จำเป็นต่อการทำงานของสมองส่วนกลาง ซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของก้านสมองและเป็นจุดศูนย์กลางของรีเฟล็กซ์เกี่ยวกับการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 2 ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของสีที่เรตินาของลูกตา ที่ช่วยให้สายตาปรับตัวในแสงสว่างได้ ตำลึง เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีบีตาแคโรทีนที่ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันไฟเบอร์ของเลนส์ตาจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกออกซิไดซ์ด้วยแสง และป้องกันการเกิดต้อ อะโวคาโด มีลูทีนในปริมาณมาก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสายตา ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา และยังลดความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อถูกทำลายและการป่วยเป็นต้อ นมแพะ นมแพะถือเป็นอาหารชั้นยอดในการบำรุงสายตาของลูก เพราะการมองเห็นของเด็กๆ นั้นมีความสัมพันธ์กับระบบประสาทและสมอง ในนมแพะนั้นมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองอยู่มากมาย ไม่ว่าโปรตีนจากนมแพะ ที่ย่อยและดูดซึมง่าย DHA และ ARA โอเมก้า 3 6 9 และโคลีนที่ช่วยพัฒนาระบบประสาทและสมอง DHA และ ARA ยังช่วยในการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ วิตามินบี 12 และทอรีนที่ช่วยบำรุงสายตาและสามารถมองเห็นในที่มืดได้ดีอีกด้วย เนื่องจากปัจจุบันนี้ เด็กๆ มีสิ่งเร้ารอบตัวมากมาย โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและแท็ปเล็ตที่คุณพ่อคุณแม่มักจะเปิดให้ลูกดูบ่อยๆ เพราะคิดว่าจะให้ลูกนั่งนิ่งๆ ไม่งอแง แต่ความจริงแล้วจอเหล่านี้นั้นนอกจากจะทำลายจอประสาทตาลูกแล้ว ยังทำลายสมองและพัฒนาการของลูกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance แล้วจะต้องไม่ปล่อยให้สายตาของลูกถูกทำลายแน่นอนค่ะ
ภูมิคุ้มกัน, ใยอาหาร, นมแพะ DG
7 อาหารป้องกันลูกเป็นหวัด
img-over-post

7 อาหารป้องกันลูกเป็นหวัด

7 อาหารป้องกันลูกเป็นหวัด คำกล่าวที่ว่า “กินอาหารให้เป็นยา” นั้น ยังคงใช้ได้ดีอยู่เสมอ ยิ่งบ้านเราอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้เด็กๆ มักป่วยเป็นหวัดกันง่ายขึ้น คุณพ่อคุณแม่เองก็คงกลุ้มใจกันไม่น้อยที่ลูกรักป่วยไข้ เพราะไหนจะค่ารักษาพยาบาล ไหนจะต้องลางานมาดูแลอีก คงเสียเวลาและเสียสุขภาพกันไปนาน ดังนั้นเพื่อป้องกันก่อนหวัดจะมาเยือนลูกรัก คุณพ่อคุณแม่คงต้องหาทางป้องกันไข้หวัดแบบ Advance ด้วยอาหารเหล่านี้แล้วค่ะ ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง แม้การรับประทานวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวันจะไม่สามารถป้องกันหวัดได้ 100% แต่ก็ได้ผลสำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ และก็พบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันนั้นช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดได้ ซึ่งในผลไม้หลายชนิดก็มีวิตามินซีสูงมาก เช่น ฝรั่ง กีวี มะละกอสุก สตรอเบอรี่ ส้ม เป็นต้น ซึ่งสำหรับเด็กๆ แล้ว สามารถรับประทานทานผลไม้แทนวิตามินซีสังเคราะห์ได้เลยค่ะ ผักโขม ผักโขมมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ปกป้องลูกจากหวัดได้ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นซูเปอร์ฟู้ดที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินต่างๆ มากมาย ทั้งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย หอมแดง มีน้ำมันอัลลิลิก ไดซัลไฟด์ เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยรักษาอาการหวัดเบาๆ ที่ไม่มีไข้ โดยน้ำมันอัลลิลิก ไดซัลไฟด์จากหัวหอมจะช่วยต้านสิ่งแปลกปลอม ลดการอักเสบ ต้านเชื้อไวรัส ขับเสมหะ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะได้เป็นอย่างดี หากไม่ต้องการให้ลูกเป็นหวัดบ่อย ลองทำอาหารที่มีส่วนผสมของหัวหอม เช่นซุปผัก ผัดผักต่างๆ ก็สามารถต้านหวัดให้ลูกรักได้เช่นกัน บล็อกโคลี อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามิน C และสารต่าง ๆ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โยเกิร์ต มีการศึกษาพบว่าโยเกิร์ตช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มการสร้างสารแอนติบอดีบางชนิดได้ เด็กๆ ควรเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติชนิดไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ นมแพะ นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารที่มีทั้ง โปรตีนที่ดี ที่ย่อยง่ายแล้ว นมแพะยังมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับนมแม่เรียกว่า อะโพไครน์ ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง และยังเสริมทัพด้วย Prebiotics อย่าง Inulin & Oligofructose ที่เป็นตัวกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยให้ลูกน้อยขับถ่ายดี สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี โปรตีนจากนมแพะ และ Prebiotics (Inulin & Oligofructose) จึงนับเป็นสูตรลับพิเศษที่ทำให้ลูกรักภูมิคุ้มกันดี ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย นอกจากอาหารทั้ง 7 ที่ยกตัวอย่างมานี้แล้ว ยังมีอาหารที่มีประโยชน์อีกหลากหลายให้ลูกรักได้เลือกรับประทาน ที่สำคัญในการเลี้ยงลูกแบบ Advance คุณพ่อคุณแม่ต้องพาลูกไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เท่านี้ก็ห่างไกลไข้หวัดแล้วละค่ะ อ้างอิง http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=17 http://www.thaihealth.or.th/partnership/Content/24851-“บร็อคโคลี่”%20ผักดีมีประโยชน์.html http://www.rakluke.com/article/29/125/5208/บอกเลยว่าเอาอยู่-!-อาหารต้านหวัดจัดให้คุณลูก
ภูมิคุ้มกัน, ใยอาหาร, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
img-over-post

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ ฟังดูอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ความแตกต่างของอาการก็คือ เมื่อเด็กเป็นแล้วความรุนแรงมักจะมากกว่าที่ผู้ใหญ่เป็น เนื่องจากเด็กๆ อาจทนภาวะขาดน้ำได้ไม่มากเท่า ดังนั้นเมื่อลูกเกิดอาการอาหารเป็นพิษ คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance ต้องรับมือกับเรื่องนี้ให้ได้ค่ะ สาเหตุและอาการ อาหารเป็นพิษ อาหารเป็นพิษ คือ อาการป่วยที่เกิดจากการทานอาหารที่มีสารพิษหรือเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนเข้าไป เช่น พิษของเชื้อ Staphylococcus aureus, E.coli, Clostridium botulism, Bacillus cereus เมื่อเด็กๆ ทานอาหารที่มีพิษของเชื้อเหล่านี้เข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ส่วนอาการที่เกิดขึ้นจะเกิดเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษของแบคทีเรียที่ร่างกายได้รับ เด็กบางคนอาจเกิดเร็วใน 1-2 ชั่วโมง แต่เมื่อร่างกายขับพิษออกมาเป็นการถ่ายหรืออาเจียนหลังจากนั้นก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่บางคนก็อาจมีอาการ 1-2 วันได้เช่นกัน อาหารเป็นพิษส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากกรรมวิธีการปรุงอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ อาหารไม่สด หรือเก็บไว้นานจนเกิดแบคทีเรียเมื่อเด็กๆ ทานเข้าไปจึงทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้นั่นเอง การดูแลลูกเมื่ออาหารเป็นพิษ ควรให้ลูกกินยาแก้อาเจียนและดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ และไม่ควรให้ลูกกินยาระงับการขับถ่ายหรือยาแก้ท้องเสีย เพราะจะยิ่งทำให้สารพิษอยู่ในร่างกายนานขึ้น หากลูกอายุต่ำกว่า 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ต้องให้น้ำเกลือแร่กับลูกเร็วขึ้น เพราะเด็กเล็กไม่อาจทนภาวะขาดน้ำได้ดีเท่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่อย่างเราๆ นอกจากนี้อาการอาหารเป็นพิษจะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่ทานเข้าไป ถ้าทานมากจะมีอาการรุนแรงกว่าคนที่ทานน้อย และคนที่ร่างกายแข็งแรงจะทนต่อการขาดน้ำได้ดีกว่าค่ะ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรสังเกตลูกด้วยว่ามีอาการขาดน้ำหรือไม่ ลักษณะของอาการ ได้แก่ ปากแห้ง กระบอกตาลึก กระหม่อมบุ๋ม ชีพจรเต้นเร็วและปัสสาวะน้อยลง ถ้าพบสัญญาณเหล่านี้ให้รีบพาลูกไปหาหมอทันทีค่ะ ถ้าอาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เราควรให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ต่อไป พยายามให้ลูกดื่มนมทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อาเจียน ส่วนอาหารการกินของลูกควรเป็นอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊กหรือข้าวต้ม เพราะย่อยง่าย อาหารที่ต้องระวังเป็นพิเศษ สลัดที่ราดมายองเนสมากๆ ผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด รวมทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค ไข่ดิบ สัตว์มีเปลือกเช่น กุ้ง หอย หอยแครง หอยแมลงภู่ น้ำผลไม้สดไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ถั่วงอก และผักลวกที่ลวกทิ้งไว้นาน นมสดที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ และเนยแข็ง อาหารกระป๋องที่หมดอายุ พริกดองสำหรับปรุงรส วิธีป้องกันอาหารเป็นพิษ 1. ล้างมือด้วยน้ำสบู่ทั้งก่อนและหลังทำกับข้าว 2. ควรแยกอาหารสด อาหารแห้ง ผักผลไม้ ไข่ไก่ออกจาก เพราะเชื้อโรคจากเปลือกไข่ หรือจากเนื้อสัตว์อาจหลุดเข้ามาปะปนในอาหารอื่นๆ ได้ 3. อย่าทิ้งเนื้อสดไว้นอกตู้เย็น เพราะอุณหภูมิที่ร้อนจะเร่งให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว 4. ควรมีกล่องหรือภาชนะที่ปิดสนิทใส่เนื้อหมู เนื้อไก่ เพื่อป้องกันกลิ่นและเชื้อโรคปนเปื้อนอาหารอื่นๆ 5. ล้างผักและผลไม้ด้วยน้ำจากก๊อก แช่ด่างทับทิมหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต และควรแช่ไว้ประมาณ 15 นาทีก่อนล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง 6. ควรแยกเขียงสำหรับเนื้อสัตว์ไว้ต่างหาก และเมื่อใช้เสร็จควรขัดให้สะอาดแล้วล้างด้วยน้ำอุ่น อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวลูกเรามาก คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามปรุงอาหารให้สะอาด และสุกอยู่เสมอ รวมทั้งล้างมือก่อนและหลังทานข้าว รวมถึงเลือกอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาอย่างดี เพราะนอกจากจะปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษแล้ว ยังถือเป็นการเลี้ยงลูกแบบ Advance ด้วย
ภูมิคุ้มกัน, ใยอาหาร, นมแพะ DG
มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง
img-over-post

มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง

มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง เรามักได้ยินข่าวเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปากอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเด็กวัยอนุบาลจะพบบ่อยมาก ยิ่งเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปียิ่งต้องระวัง เพราะจะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าเด็กโตค่ะ รู้จักโรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปาก (Hand-Foot-and-Mouth Disease: HFMD) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดย กลุ่มเสี่ยงที่พบบ่อยคือเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี และความร้ายแรงของเจ้ามือเท้าปากก็คือ ไวรัสตัวนี้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองได้ค่อนข้างรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การติดต่อของโรคมือเท้าปาก ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการสัมผัสกันเป็นหลัก เด็กบางคนไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ยังไปโรงเรียน ยังเล่นของเล่นทั่วไปได้ เชื้อที่อยู่ในน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มและแผลโดนเครื่องเล่น ของเล่นต่างๆ เมื่อเด็กคนอื่นมาเล่นต่อก็มีโอกาสรับเชื้อไวรัสด้วย หรือแม้แต่การไอจามรดกันก็เป็นการแพร่เชื้อมือเท้าปากสู่คนอื่นได้เช่นกัน การรักษาโรคมือเท้าปาก ปัจจุบันนี้ยังไม่มียารักษาโดยตรง คุณหมอทำได้แค่เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น เช่น ถ้าลูกตัวร้อน ให้กินยาลดไข้ หรือหากเจ็บแผลในปากจนทานอะไรไม่ได้ คุณหมอก็จะใช้ยาป้ายปากเพื่อลดความเจ็บปวดเวลารับประทานอาหารค่ะ ข้อสังเกตโรคมือเท้าปาก มีไข้เฉียบพลัน ปวดหัว ปวดท้อง เมื่อยตัว เจ็บคอ เบื่ออาหาร เด็กจะไม่ยอมทานอะไรเลยเพราะเจ็บแผลในปาก เด็กจะมีน้ำลายเหนียว ไหลยืดมากผิดปกติอยู่ตลอดเวลา มีตุ่มใสขึ้นตามมือ เท้า ลำตัวและก้นเด็ก ในเบื้องต้น ถ้าสังเกตอาการลูกแล้วคิดว่าลูกเป็นโรคมือเท้าปากจริงๆ ควรให้ลูกหยุดเรียนก่อนเพื่อดูอาการ เพราะถ้าลูกยังไปโรงเรียนอาจเป็นการไปแพร่เชื้อได้ การดูแลเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก หากลูกมีไข้ให้เช็ดตัวหรือกินยาลดไข้ และเนื่องจากอาการเจ็บแผลในปากทำให้เด็กๆ ไม่ยอมกินอะไร เพราะฉะนั้นก่อนให้ลูกกินข้าว คุณแม่ควรใช้ยาชาที่คุณหมอให้มาทาบริเวณแผลในปากของลูกก่อน หรือเน้นอาหารที่เป็นของเหลวที่มีความเย็น เช่น นมแช่เย็น น้ำหวาน ไอศครีม เจลลี่ผลไม้ เต้าหวยนมสด เกลือแร่ ควรให้ลูกดื่มน้ำหรืออาหารที่มีน้ำมากๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการขาดน้ำของลูก แต่หากลูกไม่สามารถกินอะไรได้เลยต้องรีบพาไปหาหมอเพื่อให้น้ำเกลือค่ะ คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance จะรู้ว่าถ้าลูกป่วยเป็นโรคมือเท้าปากต้องให้ลูกหยุดเรียน เพราะความรุนแรงของโรคส่วนหนึ่งมักเกิดจากความไม่รู้ของพ่อแม่หลายๆ คน ที่ไม่ทราบว่าลูกป่วยเป็นโรคมือเท้าปากแล้วยังให้ลูกไปโรงเรียน หรือแม้แต่เด็กบางคนที่เพิ่งหายป่วย และโรงเรียนไม่มีการหยุดเรียน หรือไม่มีมาตรการรักษาความสะอาดที่ดีพอ เมื่อเด็กไปโรงเรียนก็จะมีการแพร่เชื้อหรือติดเชื้อวนเวียนซ้ำๆ ไปมา และเด็กที่เป็นซ้ำๆ ก็มีแนวโน้มที่ความรุนแรงของโรคจะสูงขึ้น มีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีกค่ะ
ภูมิคุ้มกัน, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
เช็กอึ เช็กสุขภาพลูก
img-over-post

เช็กอึ เช็กสุขภาพลูก

เช็กอึ เช็กสุขภาพลูก เมื่อพูดถึงอึ ใครหลายคนอาจร้องอี๋ แต่สำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance แล้วย่อมรู้ดีว่าอุจจาระของลูกนั้นเป็นตัวชี้วัดสุขภาพกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นคุณแม่จึงต้องหมั่นสังเกตสีและลักษณะอุจจาระของลูก เพราะหากอุจจาระมีความผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าเด็กๆ กำลังป่วยอยู่ก็ได้ ลักษณะของอุจจาระ ชี้วัดสุขภาพของลูก อุจจาระสีน้ำตาล แสดงว่าลูกเราสุขภาพแข็งแรง เพราะอุจจาระสีน้ำตาลเป็นสีปกติของอุจจาระ เกิดจากการทำงานของน้ำดีในตับที่ทำหน้าที่ย่อยไขมัน ทำให้อุจจาระออกมาเป็นสีน้ำตาล อุจจาระสีเหลือง ถ้าเป็นสีเหลืองทั่วไปถือว่าปกติ แต่หากมีความมันและกลิ่นเหม็นอาจเป็นสัญญาณบอกว่าร่างกายกำลังขาดน้ำดีอยู่ นอกจากนี้อุจจาระสีเหลืองยังเป็นสัญญาณบอกถึงโรคในช่องท้องที่เกิดจากการย่อยโปรตีนจำพวกกลูเตนที่อยู่ใน ขนมปัง ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ด้วยเช่นกัน อุจจาระสีเขียว เกิดจากโรคท้องร่วง เพราะอาหารที่ลูกกินเข้าไปไหลผ่านช่วงลำไส้เร็วเกินไปจนร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำดีได้ ทำให้อุจจาระออกมาเป็นสีเขียวนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีอาหารและยาบางอย่างที่ทำให้อุจจาระเป็นสีเขียวได้ เช่น อาหารเสริมธาตุเหล็ก ผักใบเขียว หรืออาหารที่ใส่สีสังเคราะห์ เช่น ชาเขียว อุจจาระสีแดง อย่าเพิ่งตกใจว่าสีแดงนั้นมาจากเลือด เพราะจริงๆ แล้วอาจเป็นสีที่มาจากอาหารที่ลูกกินเข้าไปก็ได้ เช่น บีทรูท แครนเบอร์รี่ แก้วมังกรสีแดง เป็นต้น อุจจาระสีดำ เป็นไปได้ว่าคุณแม่ให้ลูกกินอาหารที่มีธาตุเหล็กมากเกินไป หรือลูกอาจมีปัญหาเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งหากแน่ใจว่าไม่ได้ให้ลูกกินอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะเกินไป ควรรีบพาไปพบคุณหมอเพื่อตรวจดูอาการค่ะ อุจจาระเป็นสีขาวซีด หรือสีเหมือนขี้เถ้า เกิดจากการอุดตันของทางเดินท่อน้ำดี ทำให้น้ำดีไม่สามารถเข้าสู่ลำไส้ได้ มักพบในคนที่เป็นนิ่ว หรือเนื้องอกในท่อน้ำดี หรือเด็กที่มีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดเมื่อพบอุจจาระสีนี้ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที อุจจาระมีกลิ่นเหม็น ถ้าลูกมีอุจจาระเหลวพร้อมกับมีกลิ่นเหม็นมาก สาเหตุมักมาจากโรคท้องเดิน แต่ถ้าเป็นกลิ่นปกติหรือกลิ่นคล้ายกับอาหารที่กินเข้าไปก็เป็นภาวะปกติค่ะ อุจจาระเหลวมีน้ำปน สาเหตุมาจากระบบการย่อยไม่ดี ทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือมีโรคติดเชื้อ ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบคุณหมอทันที เพราะถ้าลูกถ่ายบ่อยเกินไปอาจเกิดภาวะขาดน้ำก็เป็นได้ อุจจาระคล้ายดินร่วน เหลว เกิดจากการใช้ยาระบายหรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวเร็ว ถ้าท้องเสียมากๆ จะมีสีเขียวด้วย อุจจาระมีเลือดปน โดยเป็นการปนปื้อนด้านนอกไม่ได้ปนในเนื้ออุจจาระ แสดงว่าเป็นเลือดจากภายนอก อาจเกิดจากแผลบริเวณทวารหนัก สาเหตุเนื่องมาจากอาการท้องผูก ทำให้อุจจาระเป็นก้อนแข็งเมื่อเบ่งออกมาจึงครูดบริเวณทวารหนักของลูกจนเลือดออก อุจจาระมีมูกปนเลือด เกิดจากความผิดปกติของลำไส้หรือท้องเดินชนิดรุนแรง ซึ่งก่อนที่ลูกจะอุจจาระออกมาเป็นเช่นนี้จะมีอาการปวดบิด เพราะฉะนั้นต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วน อุจจาระเป็นก้อนแข็งๆ ในกรณีที่ลูกอุจจาระเป็นปกติมาตลอด แล้วคุณแม่กลับพบว่าลักษณะของอุจจาระเปลี่ยนไปเป็นก้อนแข็ง อาจเป็นเพราะลูกกำลังไม่สบายหรือป่วยเป็นหวัดอยู่ เนื่องจากเชื้อโรคที่อยู่ในร่างกายอาจทำให้ลูกเบื่ออาหาร และลำไส้ทำงานน้อยลง นอกจากนี้ถ้าอุจจาระของลูกมีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆ แข็ง และแห้ง บอกได้เลยว่าลูกคุณแม่กำลังมีอาการท้องผูกอยู่ค่ะ อ้างอิง https://www.pobpad.com/สีอุจจาระบอกอะไรได้บ้า-2
ท้องผูก, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

เมื่อลูกรัก อยากมีสัตว์เลี้ยง
img-over-post

เมื่อลูกรัก อยากมีสัตว์เลี้ยง

เมื่อลูกรัก อยากมีสัตว์เลี้ยง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการให้ลูกเลี้ยงสัตว์เป็นการฝึกความรับผิดชอบที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้สัตว์เลี้ยงเองก็สอนให้ลูกเป็นเด็กจิตใจดี มีเมตตาได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่การจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงสักตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน ในการเลี้ยงลูกแบบ Advance เราจะต้องมีการเตรียมพร้อมกันก่อนค่ะ เตรียมพร้อมก่อนลูกรับสัตว์มาเลี้ยง ก่อนการจะตัดสินใจให้ลูกเลี้ยงสัตว์เลี้ยงสักตัว มีขั้นตอนต่างๆ มากมายที่คุณพ่อคุณแม่เองต้องทราบ และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพือความปลอดภัยของลูกและครอบครัวค่ะ อ้อ รวมถึงของเจ้าสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักตัวนั้นด้วย ศึกษาข้อมูลก่อนเลี้ยง ปัจจุบันมีสัตว์เลี้ยงหลากหลายรูปแบบ ถ้าปกติทั่วไปก็คงเป็น สุนัข แมว กระต่าย นก ปลา หนู กระรอก พิเศษขึ้นหน่อยก็เป็น ชูก้าไกลเดอร์ แพรี่ด็อก ชินชิล่า และที่แปลกขึ้นมาหน่อยก็คือเป็น งูบอลไฟธอล กิ้งก่าเบี๊ยดดรากอน แมงมุมทารันทูล่า แต่ส่วนใหญ่แล้วเด็กๆ มักไม่ค่อยชอบสัตว์แปลกเท่าไหร่ แต่ก็อาจมีบางคนที่ชอบจริงๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องหาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสัตว์และสายพันธุ์ต่างๆ อธิบายให้ลูกได้ เลือกสัตว์เลี้ยงที่ไม่ดุร้าย โดยเฉพาะสุนัขต้องเข้ากับเด็กได้ง่าย ควรซื้อสัตว์เลี้ยงจากฟาร์มที่มีความน่าเชื่อถือ มีใบรับรอง และได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว รวมถึงต้องได้รับการตรวจจากสัตวแพทย์ด้วยว่าไม่เป็นโรค พาลูกไปตรวจร่ายกายก่อนเลี้ยง เพื่อให้แน่ใจว่าลูกไม่ได้เป็นโรคแพ้ขนสัตว์ โรคหอบหืด หรือแพ้โปรตีนจากขี้ไคลหรือน้ำลายสุนัข เพราะหากเด็กที่มีการแพ้แล้วไปสัมผัสก็อาจจะก่อให้เกิดอาการ เช่น มีผื่นแดง คัน จาม เป็นต้น เวลาและสถานที่ การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง หากเป็นสุนัขสายพันธุ์ใหญ่ๆ เช่น โกลเด้น ทรีฟเวอร์ ไซบีเรียนฮัสกี้ ย่อมต้องการพื้นที่ในการวิ่งเล่น หรือในสัตว์เลี้ยงตัวเล็กเช่นแมวและสุนัขสายพันธุ์เล็กการเลี้ยงระบบปิด หรือเลี้ยงในบ้านอาจจะดีกว่า แต่ทั้งนี้การจัดพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงอาศัยอยู่ในบ้านนั้นเป็นอย่างไร อากาศถ่ายเทสะดวกหรือไม่ สอนการเล่นกับสัตว์เลี้ยง ก่อนที่ลูกจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจกับลูกเรื่องการเล่นกับสัตว์ให้ดีเสียก่อน สัตว์แต่ละสายพันธุ์ ลักษณะนิสัยไม่เหมือนกัน สัตว์เลี้ยงบางตัวบอบบาง ต้องจับอย่างทนุถนอม ห้ามดึงหางสุนัขแรงๆ หรือแหย่เวลามันกิน เพราะอาจโดนกัดได้ หรือแมวไม่ชอบให้จับพุง ลูกต้องระมัดระวัง เป็นต้น อย่างระวังมากขึ้น สอนเรื่องความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการพาสัตว์เลี้ยงไปออกกำลังกาย การให้อาหาร การทำความสะอาด เก็บอึสัตว์เลี้ยง เหล่านี้ลูกต้องเรียนรู้และสามารถปฏิบัติได้ เพราะนอกจากลูกจะรู้จักรับผิดชอบสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองด้วย แม้การเลี้ยงสัตว์จะมีข้อดีมากมาย แต่หากไม่พร้อมก็ควรปฏิเสธลูกไปว่าครอบครัวเรายังไม่พร้อมและยกเหตุผลประกอบ เช่น รั้วรอบขอบชิดที่บ้านยังไม่แน่นหนา สัตว์เลี้ยงอาจหลุดหายได้ สถานที่คับแคบ ไม่มีเวลาเลี้ยง ฯลฯ เพื่อให้ลูกไม่รู้สึกแย่ว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังทำลายความหวังของเขา
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
เทคนิคสอนลูกให้น่ารัก ไม่ดื้อไม่งอแงยามออกนอกบ้าน
img-over-post

เทคนิคสอนลูกให้น่ารัก ไม่ดื้อไม่งอแงยามออกนอกบ้าน

เทคนิคสอนลูกให้น่ารัก ไม่ดื้อไม่งอแงยามออกนอกบ้าน เวลาจะพาลูกออกนอกบ้านคุณพ่อคุณแม่หลายคนคงกังวลใจใม่น้อย เพราะใครจะรู้ว่าลูกเราจะไปเผลอซนที่ไหนบ้าง และหากหลุดกริยาไม่น่ารักขึ้นจะทำอย่างไรดี แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance แล้ว ย่อมรับมือกับลูกไม้ต่างๆ ของลูกได้ จริงมั้ยคะ ดังนั้นก่อนพาลูกออกจากบ้านเราต้องเตรียมตัวจอมซนไว้ให้ดีค่ะ วางแผนก่อนออกจากบ้าน ก่อนพาลูกออกไปเที่ยว ไปทำธุระ ไปซื้อของ คุณพ่อคุณแม่ควรจะเลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับลูก คำนวณเวลาเดินทางไป-กลับ เวลาที่อยู่ระหว่างออกข้างนอก ของกินของเล่นเตรียมให้พร้อมเผื่อลูกเกิดงอแงหรือหิวขึ้นมากลางทางต้องมีนมหรือขนมรองท้องไว้ รวมถึงทำข้อตกลงกับลูกๆ ด้วยว่าออกนอกบ้านแล้วต้องทำตัวอย่างไร เช่น ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น ไม่วิ่งเล่นซนทั่วร้าน เป็นต้น ฝึกมารยาทก่อนออกจากบ้าน เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้มารยาททางสังคมก่อนออกจากบ้าน เช่นการพูด ขอบคุณ ขอโทษ รู้จักการเข้าคิวรอ ไม่กรี๊ด ตะโกน หรือส่งเสียงดังเวลาออกนอกบ้าน เป็นต้น มอบหมายความรับผิดชอบให้ลูก เพื่อเบี่ยงเบนลูกออกจากความซน การมอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ลูกจดจ่อกับภารกิจที่ได้รับ เช่น ให้ลูกช่วยคุณแม่เลือกสินค้า ช่วยคุณแม่ถือของ เป็นต้น พ่อแม่ต้องมีสติ เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ งอแงแล้วคุณพ่อคุณแม่จะอารมณ์เสีย แต่การเลี้ยงลูกแบบ Advance นั้น พ่อแม่ต้องความอารมณ์ของตนเองให้ได้ค่ะ เพราะถ้ายิ่งอารมณ์เสีย การเดินทางก็จะหมดสนุก แต่ถ้าลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจอารมณ์และพัฒนาการของลูก และค่อยๆ หาวิธีคลี่คลายสถานการณ์ไป จะทำให้ทริปนั้นเป็นทริปที่สนุกที่สุดของเด็กๆ เลย ห้ามลืมของเล่นชิ้นโปรดเด็ดขาด เด็กๆ มักจะมีของเล่นคู่กายเขา เมื่อต้องออกนอกบ้านสามารถให้ลูกพกติดตัวออกไปได้ 1 หรือ 2 ชิ้น (เพราะหากมากกว่านั้นจะกลายเป็นภาระของคุณพ่อคุณแม่เอง) เผื่อเวลาที่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากเด็กๆ เช่น เวลาอยู่ในร้านอาหาร แล้วกังวลเรื่องลูกส่งเสียงดังหรือเล่นซน การให้ลูกอ่านหนังสือที่ชอบ ระบายสี เล่นตุ๊กตาตัวโปรด หรือติดสติ๊กเกอร์ในสมุดก็ช่วยได้ค่ะ ที่สำคัญ หลังจากกลับเข้าบ้านแล้ว คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมชื่นชมเขาด้วยนะคะ ว่าวันนี้หนูน่ารักมากค่ะ ช่วยคุณแม่ถือของด้วย วันนี้หนูน่ารักมาก ไม่ดื้อไม่ซนเลย เพื่อให้ลูกรู้สึกดีกับตนเองและพร้อมเรียนรู้การเข้าสังคมและมารยาททางสังคม
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
5 วิธี เปลี่ยนเด็กไม่ชอบไปโรงเรียน ให้รักการไปโรงเรียน
img-over-post

5 วิธี เปลี่ยนเด็กไม่ชอบไปโรงเรียน ให้รักการไปโรงเรียน

5 วิธี เปลี่ยนเด็กไม่ชอบไปโรงเรียน ให้รักการไปโรงเรียน เมื่อถึงเวลาเปิดเทอมคุณแม่กังวลใช่ไหมคะ เพราะกว่าจะกล่อมกว่าจะโอ๋ให้ลูกยอมไปโรงเรียนแต่โดยดีก็เสียเวลาหลายชั่วโมง คุณแม่เลิกกังวลใจแถมมีเวลาแต่งสวยได้เลยค่ะ เพราะคุณแม่สามารถเปลี่ยนเด็กที่ไม่ชอบไปโรงเรียน ให้รักการไปโรงเรียนแบบเต็มใจ ด้วย 5 วิธีแสนง่าย ที่เรานำมาฝากค่ะ 5 วิธี เปลี่ยนเด็กไม่ชอบไปโรงเรียน ให้รักการไปโรงเรียน ส่งลูกด้วยรอยยิ้ม ในระยะแรกควรไปส่งลูกด้วยตัวเอง เพื่อให้ลูกเกิดความเชื่อมั่นและไม่กังวล รับลูกตรงเวลา คุณแม่ต้องสร้างความไว้วางใจให้ลูกรู้ว่าแม่ไม่ได้หายไปไหน และไม่ควรผิดเวลา ห้ามขู่ หรือบังคับ หรือสร้างทัศนคติที่ไม่ดี เช่น ถ้าไม่ไปโรงเรียนครูจะดุ เพราะจะทำให้ลูกกลัวและ ไม่ไว้ใจคุณครู ชวนพูดคุยถามไถ่ถึงเรื่องที่โรงเรียน เพื่อให้ลูกได้เล่าสิ่งที่พบเจอในแต่ละวัน สอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองแต่เด็ก เพราะเมื่ออยู่โรงเรียนลูกต้องทำสิ่งต่างๆเอง จะได้ชินแล้วรู้จักช่วยเหลือตัวเองได้ค่ะ เทคนิคเตรียมความพร้อมลูกรักก่อนเข้า คลิก http://bit.ly/2HxAkbM หากคุณแม่ไม่อยากเหนื่อยรบกับลูกก่อนออกไปส่งที่โรงเรียนในทุกเช้า คุณแม่ลองทำตาม 5 วิธีที่เรานำมาฝากดูนะคะ รับลองว่าสยบเด็กที่ไม่ชอบไปโรงเรียนได้อยู่หมัด ทำให้ทุกเช้าของคุณแม่และคุณลูกกลายเป็นวันที่สดใสไม่มีดราม่าลูกงอแงอย่างแน่นอนค่ะ
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG