curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก
img-over-post

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก ขวบปีแรกของลูกถือเป็นโอกาสทองที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมให้เจ้าตัวเล็กมี IQ ที่ก้าวไกล ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยของเล่นใกล้ตัวและกิจกรรมที่แค่เล่นด้วยกันกับลูกก็ได้ผล ดังนี้ค่ะ ของเล่นบล็อกไม้ ฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา : การเล่นต่อบล็อกไม้ ต่อกับลูกน้อย นอกจากจะเชื่อมความสัมพันธ์ของแม่กับลูกในการทำกิจกรรมร่วมกันแล้วยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักคิด แก้ปัญหา ฝึกการยืดหยุ่นความคิด และวางแผน ที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่เล่นได้ไม่เบื่อ เล่นสนุกกันได้ทั้งครอบครัว หนังสือนิทาน กระตุ้นความจำ : หนังสือนิทานเป็นตัวช่วยที่ลงทุกครั้งเดียวแต่ได้ประโยชน์และฝึกทักษะให้ลูกได้ไม่รู้จบค่ะ ซึ่งวัยนี้เริ่มรู้จักการนับจำนวนตัวเลข หรือจำนวนสิ่งของรอบตัวลูกได้ คุณแม่ลองใช้หนังสือนิทานที่มีเรื่องของการนับจำนวนนำมาประยุกต์เล่นได้ทุกที่ แถมเป็นตัวช่วยที่เพิ่มความสนุก ให้ลูกได้ฝึกคิด กระตุ้นความจำได้ดี เล่นจับคู่จากของใกล้ตัว ฝึกความเชื่อมโยง : ของใช้ที่อยู่ใกล้ตัวสามารถนำมาประยุกต์เล่นเกมจับคู่ได้ค่ะ เช่น ตุ๊กตาที่ลูกชอบ ของเล่นชิ้นโปรด หรือของใช้ต่างๆ ที่ลูกคุ้นเคย ซึ่งกิจกรรมนี้ฝึกการช่างสังเกตลักษณะรูปทรงสิ่งของสีสันต่างๆ ฝึกความคิดเชื่อมโยงและแยกแยะความแตกต่างของสิ่งของ นอกจากนี้ยังสามารถฝึกความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวของลูกได้ เพราะกิจกรรมนี้จะสนุกมากขึ้นหากคุณแม่ลองให้ลูกวิ่งหยิบสิ่งของที่เหมือนกันไปวางรวมกัน หรือเพิ่มเงื่อนไขให้ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เล่นบทบาทสมมติ เรียนรู้ทักษะชีวิต : เป็นการเล่นที่แทบไม่ต้องใช้ของเล่นหรืออุปกรณ์มากมายเลยค่ะ แต่ลูกจะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตต่างๆ ผ่านตัวละครและสถานการณ์ที่เขาจำลองขึ้นมา เพราะโลกของเด็กๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ การเล่นบทบาทสมมติของเด็กๆ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีส่วนช่วยฝึกจินตนาการและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างอิสระ ฝึกการคิดแก้ปัญหา การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญเมื่อลูกต้องเข้าสังคมจริงในวัยเรียน เขาก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ดี ขีดเขียนและระบายสี ริเริ่มสร้างสรรค์ : การขีดๆ เขียนๆ หรือระบายสีอย่างอิสระ ไม่มีรูปแบบกำหนด ไม่เพียงเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือของลูก แต่ยังต่อยอดให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกการแยกแยะสีสันที่ต่างกัน เปิดโอกาสให้ลูกใช้จินตนาการสร้างเรื่องราว หรือสีสันในแบบของเขาเอง ซึ่งหากทำสม่ำเสมอ ลูกจะรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ได้เรียนรู้ศักยภาพของตัวเอง และหากคุณแม่ทำกิจกรรมไปกับลูกก็จะได้สังเกตสิ่งที่พฤติกรรมอย่างใกล้ชิดและตอบสนองได้ตรงจุดตรงใจลูกได้มากขึ้น 3 เคล็ดลับ เพิ่มพลัง IQ นอนเพียงพอ ลูกน้อยควรได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสมองของลูกให้ดีขึ้น กินอาหารให้เหมาะสมตามวัย ควรกินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน โดยเฉพาะเมนูอาหารบำรุงสมอง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้อื่นๆ ลูกดื่มนมที่มีประโยชน์สูง เช่น นมแพะ เพราะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีความเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์สูง มีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อย อีกทั้งโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ
ของเล่นเสริมพัฒนาการ, การเล่นของเด็ก, ของเล่นของเด็ก, กิจกรรมพัฒนาสมอง , พัฒนาการเด็ก
กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี)
img-over-post

กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี)

กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี) เด็กวัยแรกเกิด-1 ปีเป็นปีทองของการพัฒนาสมองของลูก และทุกๆ กิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกนั้น ล้วนแต่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของทักษะต่างๆ ในอนาคต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมกิจกรรมให้ที่ช่วยสร้างพัฒนาการให้กับลูกได้ค่ะ วัยแรกเกิด-3 เดือน : เล่นจ๊ะเอ๋ การเล่นจ๊ะเอ๋ พูดกับลูกทุกวัน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หรือยิ้มให้ลูกบ่อยๆ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสายตาและการได้ยินของลูก นอกจากนี้ลูกได้เรียนรู้เรื่องปฏิสัมพันธ์ จดจำคุณพ่อคุณแม่ได้จากเสียงและใบหน้า Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : คุณพ่อคุณแม่อาจจะหาโมบายหรือตุ๊กตาแขวนที่มีเสียงและหมุนได้มาแขวนให้ลูกดู เพื่อฝึกการใช้สายตาในการมองเห็น และกระตุ้นการได้ยินของเขาด้วย หรือจะหาตุ๊กตาหรือผ้านุ่มๆ มาให้เขาได้ใช้มือลองจับสัมผัสอยู่เรื่อยๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือทั้งสองข้าง วัย 4-6 เดือน : เล่นโยกเยก เมื่อลูกคอแข็งก็สามารถพลิกคว่ำได้แล้ว สามารถเคลื่อนไหวและหันคอไปรอบๆ ได้ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจจะอุ้มลูกออกไปชมนกชมไม้ได้ ให้เขาได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ หรือลองหากิจกรรมที่เล่นกันง่ายๆ เช่น เล่นโยกเยกโดยจับน้องวางบนขาแล้วยกขาขึ้นสูงให้เข้าเหมือนลอยขึ้นในอากาศ เขาจะรู้สึกมีอิสระ ได้ใช้สายตามองภาพในมุมที่ต่างออกไป แถมคุณพ่อคุณแม่ยังจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างๆ และได้ยินเสียงหัวเราะร่วนจากเขาด้วยค่ะ Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : ลูกวัยนี้มือเริ่มหยิบจับสิ่งของต่างๆ ได้ ดังนั้นการใช้ของเล่นที่มีเสียงกรุ๋งกริ๋ง ลูกบอลผ้านุ่มๆ หรือของเล่นที่มีสีสันสะดุดตาจะช่วยดึงความสนใจทำให้ลูกพยายามไขว่คว้าหรือคืบเข้าหาสิ่งของนั้น วัย 6 เดือน -1 ปี : เล่นปีนป่าย คลานบนพื้นผิวต่างๆ ในวัยนี้เริ่มคลานและเกาะปีนแล้วค่ะ ทั้งมือ สายตา และการได้ยินจะดีมากขึ้นด้วย นั่นทำให้เขามีความรู้สึกอยากสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้นด้วย อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจคือ พาลูกออกไปเล่นนอกบ้าน เช่น คลานบนสนามหญ้าบ้าง หรือจับพยุงลูกเดินบนผิวต่างๆ เช่น พื้นหญ้า พื้นดิน พื้นทราย รวมถึงมีพื้นที่ให้เขาได้คลานเกาะ บางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองอาจจะนอนลงแล้วให้เขาได้เกาะและปีนป่ายตัวเหมือนเขากำลังปีนภูเขา นอกจากเขาจะสนุกกับการเกาะการปีนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายแล้ว ยังช่วยให้เกิดความใกล้ชิดผูกพันระหว่างกันในครอบครัวด้วย Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : คุณพ่อคุณแม่เตรียมของเล่นใส่กล่องให้เขาได้รื้อค้นได้เลย โดยเฉพาะของเล่นที่มีสัมผัสที่แตกต่างกัน เช่น ของเล่นมีเสียง ตุ๊กตาหรือบอลนุ่มๆ ของเล่นที่เน้นรูปทรงต่างๆ เป็นยาง เป็นผ้า ไม้ หรือพลาสติก เพื่อให้ลูกได้รู้จักผิวสัมผัสของสิ่งของ แต่ต้องระวังของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่เด็กเอาเข้าปากได้ นอกจากกิจกรรมและการเลือกของเล่นที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีตามวัยแล้ว การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ก็สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองเช่นกัน คุณแม่จึงจำเป็นต้องให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน และในช่วงวันแรกเกิด- 1 ปี นมแม่คือนมที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับลูกน้อย แต่หากแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ นมแพะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมได้ เนื่องจากนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับคนตามธรรมชาติ เรียกว่า อะโพไครน์ ทำให้มีสารอาหารที่มีประโยนช์สูง เช่น นิวคลีโอไทด์ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 3, 6, 9 DHA และ ARA ที่ช่วยในการ พัฒนาสมอง ทำให้ลูกรักเติบโต แข็งแรง เฉลียวฉลาดและมีพัฒนาการที่ดีสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
ของเล่นเสริมพัฒนาการ, การเล่นของเด็ก, ของเล่นของเด็ก, กิจกรรมพัฒนาสมอง , พัฒนาการเด็ก
เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี
img-over-post

เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี

เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักกังวลว่าลูกจะติดจอ จนลืมการเล่นที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เพราะหากปล่อยให้ลูกติด หรือจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ทำให้ขาดทักษะในการติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น และไม่รู้จักอดทนรอคอย การหากิจกรรมทดแทนหรือการส่งเสริมที่เหมาะสมตามวัย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ยุคนี้ไม่ควรมองข้าม เคล็ดลับเลือกกิจกรรม+ของเล่นลูกวัย 2-3 ปี เด็กวัย 2-3 ขวบเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ช่างสงสัย และเป็นนักสำรวจ ชอบเลียนแบบพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิด บางครั้งอาจดูเหมือนบ้าพลัง แต่จริงๆ แล้วเป็นพัฒนาการตามวัยของเขา ที่ควรจะได้วิ่งเล่นและเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากกว่าการเล่นแท็บเล็ตหรือนั่งนิ่งเป็นเด็กติดจอ และนี่คือเคล็ดลับช่วยให้คุณแม่หากิจกรรมหรือของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย รวมถึงสร้างจูงใจให้ลูกรู้สึกสนุกและสามารถจดจ่อกับสิ่งที่เล่นได้นานค่ะ เล่นบทบาทสมมติ+ของเล่นเสริมจินตนาการ : ช่วงวัย 2-3 ขวบ เป็นเวลาของการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกการคิด และจินตนาการ ของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ คือการวาดรูป ปั้นแป้ง ปั้นดินเหนียว ต่อตัวต่อ เล่นตุ๊กตา หรือเล่นของเล่นทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้จินตนาการ รวมถึงฝึกให้ลูกเรียนรู้ทักษะด้านสังคมรวมและการสื่อสารกับผู้อื่น เช่น หุ่นมือ บ้านตุ๊กตา บทบาทสมมติ กะบะทราย ของเล่นที่เลียนแบบธรรมชาติ ของใช้ในบ้านจำลองผลไม้ที่ทำจากพลาสติก สัตว์ที่ทำจากยาง เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้รวมทั้งยังช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของเด็กได้ด้วย เสริมด้วยสารอาหารจำเป็น พัฒนากล้ามเนื้อและสมอง : นอกจากการเล่นของเล่นตามวัยแล้ว เด็กวัย 2-3 ปีต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองด้วย นอกจากนี้การเสริมด้วยนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ และมีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่าย ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งในนมแพะยังมีโอเมกา 3, โอเมกา 6 และโอเมกา 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยในการพัฒนาสมอง เครือข่ายใยสมอง ช่วยในเรื่องความคิด ความจำ และบำรุงสายตาของเด็กๆ ทำให้เด็กๆมีการพัฒนาการที่ดี เจริญเติบโตสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
ของเล่นเสริมพัฒนาการ, การเล่นของเด็ก, ของเล่นของเด็ก, กิจกรรมพัฒนาสมอง , พัฒนาการเด็ก

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

นมแพะ DG 3 Advance Gold สูตรพัฒนาไปอีกขั้น เพิ่มใยอาหารมากถึง 2 ชนิด หมดปัญหาอาการท้องผูก 
img-over-post

นมแพะ DG 3 Advance Gold สูตรพัฒนาไปอีกขั้น เพิ่มใยอาหารมากถึง 2 ชนิด หมดปัญหาอาการท้องผูก 

นมแพะ DG 3 Advance Gold สูตรพัฒนาไปอีกขั้น เพิ่มใยอาหารมากถึง 2 ชนิด หมดปัญหาอาการท้องผูก นมแพะ DG 3 Advance GOld สูตรสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป และทุกคนในครอบครัว สูตรพัฒนาไปอีกขึ้น เพิ่มใยอาหารมากถึง 2 ชนิด คือ อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตส ช่วยลดปัญหาอาการท้องผูก และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมเพิ่มปริมาณ DHA และ ARA อย่างที่ทราบกันดีว่านมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ แบบเดียวกับคน ซึ่งดีต่อสุขภาพลูกมาก เพราะจะทำให้ได้สารอาหารธรรมชาติในปริมาณสูง ได้แก่ นิวคลีโอไทด์ ช่วยในเรื่องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย และการตอบสนอง ต่อสารแปลกปลอม ช่วยลดปฏิกิริยาภูมิแพ้ ทอรีน ช่วยในเรื่องการทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น โพลีเอมีนส์ ช่วยในเรื่องส่งเสริมระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดปฏิกิริยาจาการแพ้อาหาร โดยจะส่งเสริม การทำงานของ ลำไส้ ช่วยลดหรือป้องกันการอักเสบ รวมทั้งซ่อมแซมส่วนของลำไส้ ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น โกรทแฟคเตอร์ ช่วยในเรื่องการเสริมสร้างการเจริญเติบโต โปรตีนจากนมแพะ ซึ่งมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีน ซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง จึงย่อยง่าย สบายท้อง ไขมัน MCT Oil ที่ย่อยง่าย ให้ลูกน้อยมีน้ำหนักตัวดี นมแพะ DG3 Advance Gold แตกต่างจากสูตรเดิม (DG3) อย่างไร? นมแพะ DG3 สูตรสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป เเละทุกคนในครอบครัว สูตรเดิมมีประโยชน์และสารอาหารจากธรรมชาติสูงที่ดีต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่สำหรับสูตร DG3 Advance Gold ได้พัฒนาไปอีกขั้นให้ดีมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มใยอาหารมากถึง 2 ชนิดนั่นคือ อินนูลิน และ โอลิโกฟรุคโตส ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบการขับถ่ายของร่างกายดีขึ้น และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังเพิ่มปริมาณสารอาหารสำคัญอย่าง DHA และ ARA เข้าไปด้วยค่ะ คุณแม่ทราบถึงข้อแตกต่างของนมแพะDG 3 ทั้งสองสูตรแล้วนะคะ เราเชื่อว่าคุณแม่ทุกคนย่อมอยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกน้อย และเพราะนมคือสิ่งที่ลูกน้อยบริโภคเยอะที่สุดในวัยกำลังโต คุณแม่จึงควรเลือกนมแพะDG 3 ให้ลูกดื่ม เพราะมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้นกันให้ลูกได้เป็นอย่างดีทั้งสองสูตรค่ะ
อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, นมแพะ ดีจี, ท้องผูก, นมแพะ DG
ดื่มนมแพะ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกรัก
img-over-post

ดื่มนมแพะ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกรัก

ดื่มนมแพะ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกรัก คงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากให้ลูกป่วยบ่อยๆ เพราะแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อพัฒนาการตามวัยของลูก การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกตั้งแต่ยังเด็ก ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ดังนี้เลย ระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อย สำคัญอย่างไร เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็ก ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ จึงอ่อนแอกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า หากได้รับเชื้อโรคเข้าไป อย่างเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ รวมถึงสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ก็จะทำให้ป่วยง่าย ป่วยบ่อย ส่งผลกระทบพัฒนาการตามวัยได้ แต่ถ้าหากระบบภูมิคุ้มกันลูกน้อยแข็งแรง ก็จะทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ป่วยง่ายๆ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลูกให้แข็งแรง ได้ดังนี้ ให้ลูกดื่มนมแม่ เพราะนมแม่ถือเป็นวัคซีนหยดแรกที่ช่วยปกป้องลูกจากเชื้อไวรัสและการติดเชื้อต่างๆ ให้ลูกทานอาหารครบ 5 หมู่ อย่างเพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ เพราะน้ำถือเป็นอาหารหมู่ที่ 6 ซึ่งสำคัญมาก นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เด็กๆ ควรพักผ่อนวันละ 8-10 ชั่วโมง ต่อวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำกิจกรรมเล่นสนุกตามวัย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด รับวัคซีนตามเกณฑ์อายุให้ครบ เพื่อปกป้องลูกให้ปลอดภัยจากโรคอันตรายต่างๆ นอกจากนี้ หลังจากลูกหย่านมแม่แล้ว คุณแม่ยังสามารถให้ลูกได้รับสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันในนมได้ อย่างนมแพะ ซึ่งถือเป็นนมเสริมที่คุณแม่ไว้วางใจเลือกเป็นอันดับต้นๆ ให้เป็นนมที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายๆ เพราะนมแพะมีสารอาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ดังต่อไปนี้ นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” เป็นกระบวนการสร้างน้ำนมที่ให้สารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ ซึ่งมีสารอาหารที่ครบถ้วนต่อความต้องการของลูกน้อย จึงทำให้ลูกมีสุขภาพที่ดี ภูมิคุ้มกันแข็งแรง และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย นมแพะมีนิวคลีโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายลูก ดังนั้นจึงทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพดี และไม่ค่อยเจ็บป่วยง่าย นมแพะมีทอรีน ช่วยในการทำงานของจอประสาทตาของลูกให้ดีขึ้น นมแพะมีโพลีเอมีนส์ ช่วยลดอาการท้องอืด ช่วยให้ลูกสบายท้อง เพราะระบบทางเดินอาหารทำงานสมบูรณ์ เช่นเดียวกับระบบการย่อยที่ทำงานได้ดีเช่นกัน นมแพะมี โกรทแฟคเตอร์ ช่วยให้การเจริญเติบโตของลูกเป็นไปอย่างสมวัย นมแพะมีพรีไบโอติก หรือใยอาหาร 2 ชนิด คือ อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตส ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้ลูกมีระบบขับถ่ายที่ดี ลดปัญหาท้องผูก และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย รวมถึงช่วยป้องกันการติดเชื้อได้อีกด้วย นมแพะมีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่าย ทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ และช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีสมวัย นมแพะไม่มีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์ม ซึ่งขัดขวางต่อการดูดซึมของแคลเซียม ดังนั้นจึงช่วยให้กระดูกของลูกน้อยสมบูรณ์แข็งแรง นมแพะมี DHA กับ ARA ซึ่งช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองกับสายตา ช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมวัย
อะโพไครน์, พัฒนาการดี, สร้างภูมิคุ้มกัน, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
ระบบสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ พิเศษอย่างไร ทำไมถึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้
img-over-post

ระบบสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ พิเศษอย่างไร ทำไมถึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้

ระบบสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ พิเศษอย่างไร ทำไมถึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้ คุณแม่รู้ไหมคะ ว่าสิ่งพิเศษของนมแม่นั้นเริ่มต้นจากระบบการสร้างน้ำนมที่มีชื่อว่า อะโพไครน์ ซึ่งแตกต่างจากระบบสร้างน้ำนมแบบอื่น เพราะเป็นกระบวนการสร้างน้ำนมที่ให้สารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้ดี ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ จะพิเศษอย่างไรนั้น ตามมาดูกันค่ะ ระบบสร้างน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ อะโพไครน์ (Apocrine) ระบบการสร้างน้ำนมที่พบในคนและแพะ ให้สารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง เมโรไครน์ (Merocrine) ระบบการสร้างน้ำนมที่พบได้ในสัตว์ให้นมขนาดใหญ่ เช่น วัว ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์นั้น เป็นกระบวนการสร้างน้ำนมที่ให้สารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ ซึ่งมีสารอาหารที่ครบถ้วนต่อความต้องการของเด็กวัยกำลังโต จึงทำให้ลูกมีสุขภาพที่ดี ภูมิคุ้มกันแข็งแรง และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย สารอาหารจากธรรมชาติ อย่าง ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Component) ประกอบด้วยสารอาหาร 4 ชนิด ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายลูกน้อยอย่างไรบ้าง นิวคลิโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกน้อยไม่ป่วยง่าย และเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัย ทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โพลีเอมีนส์ ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ โกรทแฟคเตอร์ เสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย คุณแม่พอเข้าใจแล้วใช่ไหมคะ ว่าระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ นั้นคืออะไร นมแม่จึงพิเศษและเป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับลูกน้อยมากที่สุด แต่สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาในการให้นมลูก หรือต้องการเสริมอาหารอย่างอื่นให้ลูก เพื่อให้ลูกแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันที่ดี นมแพะ ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจให้ลูกดื่มนะคะ เพราะนมแพะก็มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์เช่นเดียวกับคนค่ะ สารอาหารในนมแพะที่ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง นมแพะมีนิวคลิโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย นมแพะมีพรีไบโอติก หรือใยอาหาร 2 ชนิด คือ อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตส ช่วยในการปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดอาการท้องผูก ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายลูกน้อยได้เป็นอย่างดี นมแพะอุดมไปด้วยโปรตีน จากนมแพะ ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเชียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี อีกทั้งมีสารอาหารสมองสำคัญครบถ้วน เช่น DHA, ARA, OMEGA 3 6 9, โคลีน, ทอรีน มีแคลเซียมสูง และวิตามิน B12 สูง จึงช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้ลูกเติบโตแข็งแรง รวมถึงมีพัฒนาการดีสมวัย นมแพะทำให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่านมวัว เพราะมีโปรตีนก่อแพ้ น้อยกว่านมวัวถึง 23% โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า นมแพะมีความเป็นธรรมชาติสูง เพราะผ่านกระบวนการดัดแปลงน้อยกว่า และมีการให้ความร้อนน้อยครั้งกว่า จึงทำให้นมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติคงอยู่มากกว่า
อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, พัฒนาการเด็ก, นมแม่, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?
img-over-post

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า? "โรค Perfectionism” หรือ “โรคสมบูรณ์แบบ” โรคที่ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ แต่เด็กก็เป็นได้ มาทำความรู้จักโรคนี้กันค่ะ Perfectionism หรือ โรคสมบูรณ์แบบ คือเด็กที่มีลักษณะนิยมความสมบูรณ์แบบ มักจะเป็นเด็กที่เข้มงวดและเคร่งครัดเกินไป ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ทำอะไรอยู่ในกรอบ แม้จะดูเป็นเด็กมีวินัย ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง แต่ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดได้ เมื่อมีอุปสรรคขัดขวาง ลูกจะรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ บางคนแสดงออกมาด้วยความก้าวร้าว สะสมเป็นความเครียดและกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว ลักษณะเด็ก Perfectionist คาดหวังสูงกับตัวเอง หวั่นไหวง่ายมาก เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ พยายามหลีกเลี้ยงสิ่งที่คิดแล้วว่า ทำได้ไม่ดี พยายามปกปิดความรู้สึกตัวเอง พูดน้อย ไม่เข้าสังคม ลังเลไปมา ตัดสินใจไม่ได้ ถ้าทำอะไรแล้วผลลัพธ์ออกมาแย่กว่าที่คิดไว้ อาจมีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง บ่อยๆ สาเหตุ เกิดจากสาเหตุหลักๆ คือ ติดสมองเด็กมาตั้งแต่เกิด และ จากการเลี้ยงดู เช่น ได้รับคำชม “มากเกิน” จากคนรอบตัว พ่อแม่ “เรียกร้อง” จากลูก “มากเกิน” คาดหวังสูงจากลูก จนลูกต้องพยายามไปให้ถึงจุดที่พ่อแม่คาดหวัง พ่อแม่คนใดคนหนึ่งมีลักษณะ perfectionist ต้นแบบอย่างนี้ทำให้เด็กเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่สามารถช่วยปรับลดอาการ Perfectionist ของลูกได้ พ่อและแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน เลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม ส่งเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้าน ให้ลูกรู้จักตัวเอง รู้ว่าถนัดอะไร ชอบอะไร ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในแบบของลูกเอง ไม่ยัดเยียดให้ต้องทำตามที่พ่อแม่ต้องการเท่านั้น ฝึกให้ลูกชนะได้ก็แพ้ได้ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าในทุกเรื่องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะก็ควรชื่นชมผู้แพ้ ในขณะเดียวกัน เมื่อแพ้ก็ควรยินดีกับผู้ชนะ ให้ลูกจะเข้าใจและไม่ยึดติดกับการต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น ลดความคาดหวังลง ทั้งเรื่องการเรียน และกิจกรรมต่างๆ ให้ลูกเดินตามความฝันได้เต็มที่แบบไม่ต้องเครียด อย่าเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกรณีพี่กับน้อง หรือเปรียบเทียบกรณีลูกของเรากับเด็กคนอื่นๆ เพราะเด็กแต่ละคน จะมีความถนัดไม่เหมือนกัน
ปัญหาเด็ก, โรค Perfectionism , นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร
img-over-post

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร อาการภูมิแพ้ในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเลยค่ะ และอาการที่แสดงออกมาก็มีหลายรูปแบบเช่นกัน แต่อาการที่ค่อนข้างชัดเจนและพบบ่อยที่สุดคือ การแพ้อาหาร ซึ่งถ้าลูกเกิดการแพ้อาหาร พ่อแม่จะยิ่งกังวล เพราะกลัวว่าลูกจะเผลอกินอาหารที่แพ้ไปโดยไม่รู้ตัว หรือกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แล้วส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยได้ สาเหตุของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง 1. ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น ถ้าพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้มากกว่าคนอื่นหลายเท่า 2. สิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง แมลงสาบ ควันบุหรี่ รวมถึงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เช่น นมวัว อาหารทะเล ไข่ แป้งสาลี ถั่วลิสง พ่อแม่ไม่ได้แพ้ แต่เด็กก็มีโอกาสแพ้ได้ ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเวลานานหรือตั้งแต่เกิด อาการแสดงของโรคภูมิแพ้ในเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ดังนี้ 1. ผิวหนัง ผิวของลูกจะมีผื่น ผิวแห้ง มีอาการคัน โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแก้ม ผื่นอาจกระจายไปบริเวณอื่นๆ ตามร่างกายได้ด้วย หรือเป็นผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ 2. ระบบทางเดินหายใจ ลูกจะเป็นหวัดบ่อยเรื้อรัง จาม น้ำมูกไหลในตอนเช้า หรือเป็นไซนัสอักเสบ มีอาการไอเฉพาะบางเวลา เช่น วิ่งเล่นแล้วไอ อากาศเปลี่ยนแล้วไอ ไอเวลากลางคืน 3. ระบบทางเดินอาหาร หากลูกแพ้อาหาร ริมฝีปากจะบวม มีผื่นคันรอบปาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ถ่ายเหลว มีมูกเลือดปนในอุจจาระ หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบไปหาคุณหมอ เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องนะคะ จะได้หายขาด และลดปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาด้วยค่ะ การรักษาโรคภูมิแพ้ มี 3 วิธี ด้วยกัน 1. ให้ลูกหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้หรือสงสัยว่าจะแพ้ เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว แป้งสาลี และไรฝุ่น ฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง ควันบุหรี่ เป็นต้น 2. ให้ลูกออกกำลังกายเป็นประจำ และใช้ยารักษาจากคำแนะนำของคุณหมอ 3. ป้องกันลูกจากพันธุกรรม แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราควบคุมสิ่งแวดล้อมและอาหารการกินได้ เช่น เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังอย่ากินอาหารซ้ำๆ ที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายมากเกินไป เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัว ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์จากนม แป้งสาลี และเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว ต้องเน้นให้ลูกได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรก และควรพยายามหลีกเลี่ยงนมวัวให้นานที่สุด ควรรักษาความสะอาดบ้าน ให้ลูกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไร้มีฝุ่น ไร้มลพิษด้วยนะคะ แม้โรคภูมิแพ้จะเป็นโรคที่พบบ่อยมากในเด็ก แต่ปัจจุบันเราได้รู้จักโรคนี้ดีขึ้น ระวังมากขึ้น และมียารักษาที่ดี ทำให้การรักษาโรคดีขึ้น หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องนะคะ DG Smart Tips : หากลูกถึงวัยหย่านมแม่ และต้องเลี่ยงนมวัว นมแพะคือแนวทางที่จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนได้ เพราะมีประโยชน์ดังนี้ 1. แพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคนที่เรียกว่าอะโพไครน์ ( Apocrine) ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ โกรทแฟคเตอร์ และสารอาหารที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท เซลส์สมอง สายตา และการเรียนรู้ของลูก เช่น ดีเอชเอ, เออาร์เอ, โอเมก้า 3 6 9, วิตามินบี 12, ทอรีน, โคลีน, วิตามินเอ จึงช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรงเติบโตสมวัย 2. นมแพะมีโปรตีน ที่ย่อยง่ายและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูงกว่านมวัวถึง 2 เท่า ลูกจึงสบายท้อง ห่างไกลจากอาการท้องอืด และนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายเพื่อการเจริญเติบโต และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. นมแพะ ทำให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่านมวัว เพราะนมแพะมีปริมาณก่อแพ้น้อยกว่านมวัวถึง 23% โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า
ลูกแพ้อาหาร, ภูมิแพ้ในเด็ก, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว
img-over-post

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว หน้าหนาวแบบนี้ผิวลูกแม่ต้องได้รับการดูแลนะคะ แต่จะดูแลผิวที่บอบบางยังไงให้ได้ผล สุขภาพดีทุกฤดู 5 เทคนิคนี้เอาอยู่ค่ะ 1. อาบน้ำอุณหภูมิที่พอเหมาะ คุณแม่สามารถอาบน้ำอุ่นให้ลูกได้ แต่ไม่ควรให้น้ำมีอุณหภูมิสูงเกินไปเพราะจะทำให้ผิวลูกแห้งมากขึ้น 2. ทาโลชั่นหรือเบบี้ออยส์หลังอาบน้ำ โดยทาหลังอาบน้ำทันทีตอนที่ผิวยังมีความชื้นอยู่ โดยบีบใส่ฝามือก่อนทาลงบนผิวลูกเพื่อป้องกันการเกิดผื่นจากต่อมผิวหนังอุดตันจากโลชั่นที่มีปริมาณมากเกินไป 3. เลือกเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด เพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็นมากระทบผิวลูก ควรเป็นเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เนื้อผ้านุ่มใส่สบาย เช่น ผ้าฝ้ายหรือผ้าสำลีเนื้อนุ่ม ที่ให้ความอบอุ่น ไม่เสียดสีกับผิวลูก และไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง 4. จิบน้ำอุ่น ในช่วงฤดูหนาวให้จิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวลูก 5. หมั่นตัดเล็บลูกให้สั้น เพราะอากาศเย็น ผิวแห้ง จะทำให้ลูกเกิดอาการคันได้ง่าย การตัดเล็บให้สั้นจะป้องกันไม่ให้ลูกเกาตัวเองจนถลอกเป็นแผล ไม่ยากใช่ไหมคะ เพียง 5 ข้อเท่านั้นผิวสวยๆ จะอยู่คู่ลูกแม่ตลอดกาล ใครเห็นเป็นต้องทักแน่นอน และอย่าลืมแชร์เคล็ดลับดีๆ แบบนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อลูกๆ จะได้มีสุขภาพผิวที่ดีน่ามองน่ากอดนะคะ
การป้องกัน, โรคยอดฮิตฤดูหนาว, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

8 เทคนิคดูแลเต้านมของแม่ ให้น้ำนมไหลได้ดีมากขึ้น
img-over-post

8 เทคนิคดูแลเต้านมของแม่ ให้น้ำนมไหลได้ดีมากขึ้น

8 เทคนิคดูแลเต้านมของแม่ ให้น้ำนมไหลได้ดีมากขึ้น การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ถือเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่เลยนะคะ เพราะนอกจากจะเป็นการส่งผ่านความรักที่มีไปให้ลูกโดยตรงแล้ว ยังนำส่งสารอาหารมีคุณค่าสูง และส่งผ่านภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรงไปด้วย การดูแลเต้านมจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่คุณแม่ควรใส่ใจตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์จนหลังคลอดเลยค่ะ ขั้นตอนการดูแลเต้านม ที่จะช่วยให้คุณแม่มีน้ำนมไหลดีมากขึ้น 1. ใช้ลูกประคบอุ่นๆ ประคบเต้านมและนวดท่อน้ำนมให้ทั่ว เพื่อช่วยให้ท่อน้ำนมขยายตัวได้ดี ป้องกันท่อน้ำนมอุดตัน 2. อาบน้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ควรอาบน้ำอุ่นหรือขัดถูบริเวณหัวนม เพราะจะทำให้หัวนมแตก หรือผิวถลอก สูญเสียความชุ่มชื้นของผิวหัวนม 3. ฝึกให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันหัวนมแตก โดยจัดให้ริมฝีปากลูกอ้ากว้างๆ งับถึงลานหัวนม เวลาดูดจะทำให้ลูกดูดน้ำนมได้เยอะ และยังช่วยไม่ให้ลูกกัดหัวนมแตกอีกด้วย 4. หลังให้นมทุกครั้ง คุณแม่ควรบีบน้ำนมสัก 2-3 หยดมาทาหัวนมและลานหัวนม เป็นการเคลือบหัวนม จะช่วยป้องกันหัวนมแตก หรือหากมีการแตกแล้ว การทาเคลือบด้วยน้ำนมแม่ก็จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น 5. บีบนมให้เกลี้ยงเต้าทุกครั้ง เพราะการที่น้ำนมค้าง ไม่ได้ระบายออกามา ไขมันที่อยู่ในน้ำนมจะจับตัวจนเป็นครีมข้น เกิดท่อน้ำนมอุดตัน 6. ดื่มน้ำเยอะๆ ช่วยให้น้ำนมไหลเยอะขึ้น ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร 7. กระตุ้นการทำงานของท่อน้ำนม ด้วยการให้ลูกดูดนมกระตุ้นจากเต้าเสมอ แม้ขณะลูกหลับก็สามารถใช้เครื่องปั๊มนมกระตุ้นบ่อยๆ ได้ ที่สำคัญควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด เพราะความเครียดก็ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมน้อยลงได้ 8. ใช้อุปกรณ์ช่วยกรณีหัวนมตื้น เช่น ตัวดูดหัวนม ลักษณะจะคล้ายแตร ให้คุณแม่ครอบไว้ที่ฐานหัวนมให้แนบสนิท และบีบตรงยางที่คล้ายแตร จะเสมือนเป็นการนวดให้หัวนมตั้งขึ้นมา แล้วค่อยเอาลูกเข้าเต้า เป็นเทคนิคดีๆ ที่ช่วยดูแลเต้านมของคุณแม่ เพื่อให้น้ำนมไหลดีมากขึ้นนะคะ และควรทานอาหารกระตุ้นน้ำนมควบคู่ไปกับการดูแลเต้านมด้วย เช่น ขิง หัวปลี ฟักทอง มะละกอ เป็นต้น สิ่งสำคัญที่สุดคือความตั้งใจที่จะให้นมลูกด้วยตัวเองค่ะ อย่างไรก็ตาม เราทราบกันดีว่านมแม่ คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก แต่ในคุณแม่บางท่านที่อาจจะมีน้ำนมไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาไม่สามารถให้นมลูกได้ การเลือกนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์แบบเดียวกับคน และมีสารอาหารบำรุงร่างกายและสมองครบถ้วน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับการดูแลลูกให้แข็งแรงเติบโตสมวัย DG Smart Tips : ให้ลูกดื่มนมแพะวันละ 8-10 ครั้ง ทุก 1-2 ชั่วโมง และเด็ก 6 เดือน ถึง 1 ปี ที่หย่านมแม่แล้ว ดื่มนมแพะได้วันละ 5-6 ครั้ง ทุก 2 ชั่วโมง หรือดื่มได้ตามที่ต้องการเลยค่ะ
นมแพะ ดีจี, ใยอาหาร, พรีไบโอติก, นมแม่, นมแพะ DG
ลูกท้องผูก ปัญหานี้แม่จัดการได้!!
img-over-post

ลูกท้องผูก ปัญหานี้แม่จัดการได้!!

ลูกท้องผูก ปัญหานี้แม่จัดการได้!! ลูกท้องผูก นอกจากทำให้ลูกไม่สบายตัว ไม่สบายท้อง ยังส่งผลเสียถึงพัฒนาการของลูกรักอีกด้วย เพื่อให้ลูกรักสุขภาพดี ถ่ายคล่อง พี่แพะจึงรวบรวม แนวทางการแก้ปัญหาให้ลูกรักขับถ่ายง่าย สบายท้องไม่ผูกมาให้ด้านล่างนี้ค่ะ ผลเสียเมื่อลูกรักท้องผูก ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักน้อย หงุดหงิดง่ายงอแง เสี่ยงเป็นริดสีดวง พัฒนาการแต่ละด้านหยุดชะงัก ป้องกันลูกท้องผูก ดื่มน้ำ 6-8 แก้ว / วัน รับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง ฝึกลูกให้ขับถ่ายเป็นเวลา ดื่มนมแพะ DG เพราะนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ทำให้โปรตีนในนมแพะเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ เห็นไหมคะปัญหาท้องผูกแก้ได้ หากคุณแม่นำแนวทางที่พี่แพะนำมาฝากไปปรับใช้ รับรองลูกรักสุขภาพดี ท้องไม่ผูกอย่างแน่นอน
ลูกท้องเสีย, การขับถ่าย, นมแพะ ดีจี, พรีไบโอติก, นมแพะ DG
รู้ก่อนจะได้ระวัง! 5 โรคที่มาพร้อมหน้าฝน
img-over-post

รู้ก่อนจะได้ระวัง! 5 โรคที่มาพร้อมหน้าฝน

รู้ก่อนจะได้ระวัง! 5 โรคที่มาพร้อมหน้าฝน ไม่อยากให้ลูกรักเป็นเหยื่อของเชื้อโรคที่มาพร้อมกับฤดูฝน คุณแม่ต้องรีบอ่าน เพราะต่อให้เชื้อโรคจะมีมากแค่ไหน หากคุณแม่รู้จักป้องกัน ลูกแม่ต้องผ่านหน้าฝนไปได้แบบสุขภาพดี ไม่ป่วยง่าย อย่างแน่นอน 5 โรคยอดฮิต ที่มาพร้อมกับหน้าฝน โรคฉี่หนู โรคฉี่หนูเป็นโรคที่พบว่าระบาดมากที่สุดในช่วงฤดูฝนน้ำฝนจะชะล้างเอาเชื้อโรคต่างๆไหลมารวมกันอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วมขัง วิธีป้องกัน หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีน้ำขัง ไม่เดินย่ำโดยเฉพาะเมื่อมีบาดแผล ตาแดง ความชื้นที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสทำให้โรคตาแดงระบาดและติดต่อกันได้ง่ายในหน้าฝนโดยสามารถติดต่อได้ทั้งทางการไอจามและการสัมผัสเชื้อจากตาสู่ตาผ่านทางมือแมลงหรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน วิธีป้องกัน หากมีน้ำสกปรกเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันทีไม่คลุกคลีหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วยห้ามใช้มือขยี้ตารวมถึงรักษาความสะอาดเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว ไข้หวัด แน่นอนว่าโรคหน้าฝนยอดฮิตคงหนีไม่พ้นโรคไข้หวัด สาเหตุของโรคเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนบวกกับเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ช่วงฤดูฝน วิธีป้องกัน หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยเนื่องจากเชื้อไวรัสติดต่อผ่านทางการหายใจหมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ หากต้องหยิบจับสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่นและไม่ควรใช้มือสัมผัสกับปากจมูกและตาโดยที่ไม่ได้ล้างมือก่อนเพราะอาจทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ โรคอุจจาระร่วง อยู่ในกลุ่มโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร สาเหตุของโรคเกิดได้ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียเชื้อไวรัสโปรโตซัวปรสิตหนอนพยาธิและเชื้อไวรัสโรต้าโดยเชื้อจะปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม วิธีป้องกัน ระมัดระวังเรื่องอาหารการกินโดยควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆใช้ช้อนกลางและล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารหรือยึดหลัก “กินร้อนช้อนกลางล้างมือ”นั่นเอง ไข้เลือดออก โรคร้ายที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคซึ่งยุงลายจะเพาะพันธุ์ได้ดีในหน้าฝนที่มีฝนตกลงมาท่วมขังอาการเริ่มต้นคือมีไข้สูงมากไข้ไม่ยอมลดเบื่ออาหารอ่อนเพลียเซื่องซึม วิธีป้องกัน ควรกำจัดยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคและการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดโรคด้วยการดูแลตัวเองโดยป้องกันไม่ให้ยุงกัดเช่นการนอนในมุ้งหรือทายากันยุง ทั้ง 5 โรคที่กล่าวมานี้ วิธีที่ดีที่สุดคือ การดูแลความสะอาด รักษาสุขภาพให้แข็งแรง กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และที่สำคัญคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของลูกรัก หากพบความผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์นะคะ นอกจากวิธีป้องกันที่กล่าวมาแล้ว การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน โดยเฉพาะสารอาหารที่ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกัน ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งนมแพะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมได้ เนื่องจากนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับคนตามธรรมชาติ ที่เรียกว่า อะโพไครน์ ทำให้มีสารอาหารครบถ้วนที่มีประโยนช์สูง เช่น นิวคลีโอไทด์ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย
ลูกป่วยง่าย, การแพร่ระบาดโรค, การป้องกัน, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG