curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

How to เรียนรู้วิธีเลี้ยงลูกแนว GRIT ให้ลูกเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และประสบความสำเร็จในอนาคต 
img-over-post

How to เรียนรู้วิธีเลี้ยงลูกแนว GRIT ให้ลูกเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และประสบความสำเร็จในอนาคต 

How to เรียนรู้วิธีเลี้ยงลูกแนว GRIT ให้ลูกเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และประสบความสำเร็จในอนาคต เด็กทุกคนล้วนแล้วแต่มีธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป แต่ละคนล้วนแต่มีลักษณะนิสัยที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการที่เขาจะเติบโตขึ้นมาในรูปแบบต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยพ่อแม่เป็นหลักในการบ่มเพาะ ส่งเสริม และปรับลักษณะนิสัยของลูกให้เหมาะสม GRIT คืออะไร สำคัญกับการเลี้ยงลูกอย่างไร เรามาทำความรู้จัก GRIT เพื่อเป็นแนวทางในการเลี้ยงลูกให้เติบโตสู่เป้าหมายที่ดีในอนาคตกันค่ะ GRIT คืออะไร GRIT คือ การที่คนเรามีความพยายามในการต่อสู้กับอุปสรรค มีความมุ่งมั่น และสนใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้จะเจอความยากลำบากหรือล้มเหลวระหว่างทางก็ตาม GRIT เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ มีความพยายามในการต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค มีความมุ่งมั่นและสนใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ย่อท้อ แม้ว่าเขาจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหนก็ตาม เด็กทุกคนเมื่อคลอดออกมาแล้ว ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่รู้จักโลกดีพอ ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกอะไรเป็นสิ่งที่ผิด การตอบสนองและการกระทำของพ่อแม่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดการรับรู้ของลูกที่มีต่อโลก ขณะเดียวกัน พ่อแม่ยังไม่รู้ว่าลูกที่เพิ่งเกิดมามีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไร จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ลูกก่อน เพื่อให้เขาเข้าใจและสามารถตอบสนองลูกได้อย่างเหมาะสม ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพ่อแม่สร้าง GRIT ให้ลูก คือ 1. ความสนใจ (Interest) มีแรงจูงใจและความสนใจในสิ่งที่ทำ สังเกตได้จากความชอบความถนัดของลูก ถ้าลูกจดจ่อใส่ใจ หรืออยู่กับสิ่งไหนได้นานๆ ก็สนับสนุนเขาได้เลย 2. การฝึกฝน (Practice) เป็นการใช้เวลากับการพัฒนาสิ่งนั้นๆ ให้ดีขึ้น ซึ่งพ่อแม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับลูกได้ เช่น เล่นกับลูก ถามต่อยอด เตรียมอุปกรณ์ เล่นกับลูก ฯลฯ 3. เป้าหมาย (Purpose) โดยเชื่อมั่นว่าทุกความพยายามและการลงมือทำส่งผลเสมอ และเข้าใจว่าทุกการกระทำของเรามีผลกับคนอื่นเสมอ มักเชื่อมโยงกับความฉลาดทางอารมณ์ รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักเกรงใจ พูดขอบคุณ ขอโทษเป็น 4. ความหวัง (Hope) ทัศนคติที่จะนาไปสู่ความมุ่งมั่นพยายาม ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ความหวัง ที่ลูกสื่อออกมาเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค การรับมือกับปัญหาหรือการควบคุมอารมณ์ต่างๆ ได้ดีมากน้อยแค่ไหน GRIT สำคัญลูกอย่างไร ช่วงปฐมวัยเป็นวัยทองแห่งการเรียนรู้ เป็นช่วงที่เด็กกำลังสร้างตัวตน การที่เด็กจะเติบโตเป็นตัวของตัวเองได้นั้นต้องได้รับการตอบสนองจากพ่อแม่ เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากประสบการณ์ที่พ่อแม่จัดให้ เช่น อ่าหนังสือให้ฟัง พาไปเที่ยว พูดคุย สอบถาม ปรับอารมณ์ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีพื้นฐานที่ดีในการสร้างแรงจูงใจ ความมุ่งมั่น และทัศนคติ ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้าง GRIT ของลูก ทำให้ GRIT ของลูกให้แข็งแรง นอกจากนี้การเตรียมพร้อมร่างกายและใจของลูกให้แข็งแรง ก็ช่วยให้ลูกสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองในแบบฉบับของตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะการให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มนมวันละ 2 แก้ว โดยเฉพาะนมแพะที่มีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติสูง ก็ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย พร้อมเติบโต เรียนรู้ และฝึกฝนทักษะต่างๆ รอบตัวแล้วค่ะ
ความพยายาม, GRIT, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
4 ปัจจัย เสริมสร้างทักษะและความพยายามสู่ความสำเร็จ ของลูกอย่างเป็นธรรมชาติ 
img-over-post

4 ปัจจัย เสริมสร้างทักษะและความพยายามสู่ความสำเร็จ ของลูกอย่างเป็นธรรมชาติ 

4 ปัจจัย เสริมสร้างทักษะและความพยายามสู่ความสำเร็จ ของลูกอย่างเป็นธรรมชาติ เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินว่า “ความพยายาม คือธรรมชาติสู่ความสำเร็จ” หากอยากให้ลูกประสบความสำเร็จ เฉลียวฉลาด และเติบโตตามธรรมชาติอย่างสมวัยในแบบที่เขาเป็น พ่อแม่ควรส่งเสริม GRIT ให้ลูก เพราะเมื่อ GRIT ของลูกเข้มแข็ง ก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ และสามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ได้สำเร็จ GRIT คือ การที่คนเรามีความพยายามในการต่อสู้กับอุปสรรค มีความมุ่งมั่น และสนใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้จะเจอความยากลำบากหรือล้มเหลวระหว่างทางก็ตาม GRIT เป็นเครื่องมือในการพาลูกไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และ GRIT จะมีความแข็งแรงก็ต่อเมื่อเด็กๆ ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเด็กที่ได้รับการฝึกฝนจะมีความมุมานะพยายาม จนสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ค่ะ ซึ่งการสร้าง GRIT ให้ลูกมีปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 4 ปัจจัยหลักที่ช่วยสร้าง GRIT ให้ลูก 1. ความสนใจ (Interest) มีแรงจูงใจและความสนใจในสิ่งที่ทำ โดยลูกจะแสดงออกมาให้เห็นชัดเจน เล่น จ้องมองนานๆ เล่นนานๆ เมื่อเห็นดังนั้นพ่อแม่ต้องรีบเข้าไปชวนทำทันที เพื่อไม่ให้หลุดโอกาสในการพัฒนาทักษะของลูกค่ะ 2. การฝึกฝน (Practice) ใช้เวลากับการพัฒนาสิ่งนั้นๆ ให้ดีขึ้น ลูกจะมีความตั้งใจ หรืออยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มากน้อยแค่ไหน พ่อแม่สามารถสังเกตได้ว่าลูกทำกิจกรรมนั้นๆ ได้นานและบ่อยแค่ไหน สนใจเรื่องอะไรบ้าง ถ้าลูกชอบและทำได้นาน ก็จะเป็นการฝึกฝนและสร้างพื้นฐาน GRIT ให้ลูกพัฒนาไปสู่การเรียนรู้ในอนาคตได้ 3. เป้าหมาย (Purpose) เชื่อมั่นว่าทุกความพยายามและการลงมือทำส่งผลเสมอ และเข้าใจว่าทุกการกระทำของเรามีผลกับคนอื่นเสมอ เชื่อมโยงกับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ทำให้ลูกเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตว่าลูกสนใจความรู้สึกคนอื่นหรือไม่ ตอบสนองความรู้สึกของคนอื่นอย่างไร รู้จักความเกรงใจ ขอโทษ ขอบคุณแค่ไหน และเมื่อทำผิดแล้วรู้สึกผิดจริงๆ รึเปล่า 4. ความหวัง (Hope) ทัศนคติที่จะนาไปสู่ความมุ่งมั่นพยายาม เด็กจะแสดงความเชื่อ ความหวัง และความพยายามออกมาเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค ลองสังเกตว่าลูกมีความเข้าใจตัวเองหรือไม่ และจัดการกับปัญหาที่เจออย่างไร เช่น รู้ว่าตัวเองโกรธ เสียใจ ผิดหวัง สามารถจัดการหรือควบคุมอารมณ์ได้มากน้อยแค่ไหน และมีวิธีการในการจัดการปัญหาอย่างไร เป็นต้น สร้าง GRIT ให้เป็นนิสัยติดตัวลูก วิธีสร้าง GRIT สำหรับลูกวัย 1ปี พ่อแม่ควรสังเกตสิ่งที่ลูกสนใจ ย้ำคิดย้ำทำหรือทำกิจกรรมที่ลูกชอบซ้ำบ่อยๆ จากนั้นกระตุ้นให้เขาทำสิ่งที่ชอบได้นานขึ้น อาจจะเล่นกับลูก ให้ความช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำเมื่อลูกค้นพบปัญหา อาจจะเริ่มทดสอบ หรือให้ลูกเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ ส่วนลูกวัย 2 ปีนั้นสามารถสร้าง GRIT ได้โดย เมื่อลูกเริ่มเข้าสังคมพ่อแม่อาจจะเพิ่มทักษะการมีส่วนร่วมกับผู้อื่นโดยการพาลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ให้ลูกได้เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น รู้ว่าต้องแสดงออกทางอารมณ์ และความรู้กอย่างไร หากลูกร้องงอแง พ่อแม่ต้องรีบเขาไปรับมือและปรับอารมณ์ลูกโดยด่วน ขณะที่ลูกวัย 3 ปี จะสามารถทำกิจกรรมได้หลากหลายมากขึ้นและมีสมาธิทำกิจกรรมต่างๆ ได้นานขึ้น พ่อแม่สามารถสร้าง GRIT ให้ลูกได้โดยการสังเกตว่าลูกชอบและสนใจอะไร พ่อแม่สามารถเข้าไปเล่นกับลูก ฝึกลูกคิด และตั้งคำถาม หาวิธีให้ลูกแก้บ่อยๆ เขาก็จะชินกับการแก้ปัญหา รู้จักมุมานะพยายาม และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง ทำให้ GRIT มีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น นอกจากการปลูกฝังให้ลูกมีความุมานะพยายาม มี GRIT ที่แข็งแรงแล้ว อีกสิ่งที่จะช่วยสนับสนุนให้ลูกบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ก็คือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มนมวันละ 2 แก้ว โดยเฉพาะนมแพะมีสารอาหารธรรมชาติสูง มีโปรตีนย่อยง่าย มีพรีไบโอติกสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยให้ลูกเติบโตขึ้นมามีสุขภาพแข็งแรงดี มีพัฒนาการสมวัย พร้อมเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ความพยายาม, GRIT, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
สอนลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้ทันความผิดหวัง สร้างทักษะชีวิตให้ลูกสตรอง 
img-over-post

สอนลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้ทันความผิดหวัง สร้างทักษะชีวิตให้ลูกสตรอง 

สอนลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้ทันความผิดหวัง สร้างทักษะชีวิตให้ลูกสตรอง แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอ แม้ว่าความพ่ายแพ้และความผิดหวังจะไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ แต่บางครั้งความพ่ายแพ้ก็ก่อให้เกิดความมุมานะพยายาม และการยอมรับความแพ้พ่ายก็ถือเป็นชัยชนะอย่างหนึ่ง เป็นทักษะชีวิตที่พ่อแม่ต้องสอนลูกให้รู้จักยอมรับตั้งแต่เล็กๆ แม้จะสอนให้ลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ทว่าในทางปฏิบัตินั้นก็ทำได้ยากเช่นกัน นอกจากเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นแล้ว พ่อแม่ก็ต้องปลูกฝังทักษะนี้ให้ลูกด้วย 5 วิธีสอนลูกให้รู้จักความพ่ายแพ้ 1. เล่นเกมกับลูก ไม่จำเป็นต้องแกล้งแพ้ให้ลูกเสมอไป แต่ควรผลัดให้ลูกได้ทั้งเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ ระวังตัวไม่ใช้วิธีกดดันลูกให้ลูกมุ่งมั่นเอาชนะอย่างเดียว เพราะจะกลายเป็นความคาดหวังของพ่อแม่เองทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่แพ้ไม่ได้ 2. ไม่ตำหนิเมื่อลูกแพ้ ลูกแพ้ก็เสียใจจะแย่อยู่แล้ว ยิ่งมาเจอคำพูดเชิงลบยิ่งเสียใจกันไปใหญ่ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนคำพูดลบๆ ให้เป็นคำพูดเชิงบวกกันค่ะ เช่น ไม่เป็นไรนะ เรามาพยายามกันใหม่ ครั้งหน้าเราจะพยายามด้วยกันนะ ถึงจะแพ้ก็ไม่เป็นไรลูกยังไงวันนี้ก็สนุกมาก 3. ให้ลูกได้พูดระบายความในใจ เพราะเด็กอนุบาลยังขาดทักษะการควบคุมอารมณ์ตนเอง บางคนแพ้แล้วอาจมีการงอแง ร้องไห้ เนื่องจากควบคุมความเสียใจไม่ได้ แต่ถ้าลองปล่อยโอกาสให้ลูกได้พูด เช่น จับมือมือลูกสองข้าง สบตา แล้วคุยกับลูก หนูไม่สบายใจใช่มั้ย ไม่ชอบที่แพ้ใช่มั้ย หนูร้องไห้ได้นะ แต่ร้องแล้วจบนะ จบแล้วเราค่อยไปเริ่มต้นทำกันใหม่ แม่จะอยู่กับหนูเอง โอเคมั้ย 4. ใช้นิทานเป็นตัวอย่างในการสอนลูก นิทานเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้ลูกเห็นภาพการสอนเรื่องนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ทั้งยังสร้างประสบการณ์ให้ลูกนำไปใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง พ่อแม่อาจจะเลือกนิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแข่งขันและความพ่ายแพ้ไปเล่าให้ลูกฟังก่อนนอน หรือจะแต่งนิทานขึ้นเองใช้ชื่อลูกแทนตัวละครในนิทานก็ดีไม่น้อย 5. เปลี่ยนความพ่ายแพ้ให้เป็นชัยชนะ เพราะความพ่ายแพ้เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของลูก เมื่อลูกเผชิญกับความพ่ายแพ้ แน่นอนว่าลูกย่อมรู้สึกผิดหวัง เสียใจ แต่สิ่งที่พ่อแม่ควรทำอย่างแรกคือการปลอบลูก ให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ยังอยู่เคียงข้าง หากลูกรู้สึกโกรธ โมโห ให้รีบกอดลูกทันที เมื่อลูกอารมณ์ดีแล้วค่อยคุยกับลูกว่าทำผิดพลาดตรงไหน และเราจะนำข้อผิดพลาดนั้นมาแก้ไขอย่างไร เช่น ซ้อมบ่อยๆ ให้เกิดทักษะและความเคยชิน เป็นต้น สิ่งสำคัญที่สุด นอกจากสอนให้ลูกยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว พ่อแม่เองก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ของลูกให้ได้เช่นกัน และการเริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง อย่าลืมเสริมสร้างร่างกายลูกให้แข็งแรงด้วยอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งให้ลูกดื่มนมแพะทุกวัน วันละ 2 แก้ว เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วนพัฒนาการที่ดีสมวัยของลูกด้วยค่ะ
พัฒนาการเด็กวัยอนุบาล, เลี้ยงลูกให้สตรอง, สอนลูกให้รู้จักความพ่ายแพ้, การเลี้ยงลูก, พัฒนาการเด็ก

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

วิตามิน อาหารเสริม จำเป็นกับแม่ท้องมากแค่ไหน
img-over-post

วิตามิน อาหารเสริม จำเป็นกับแม่ท้องมากแค่ไหน

วิตามิน อาหารเสริม จำเป็นกับแม่ท้องมากแค่ไหน ถึงจะท้องก็ต้องสวยเสมอ แต่วิตามินและอาหารเสริมที่เคยรับประทานนั้น ช่วงตั้งท้องควรหามารับประทานดีมั้ย หรืออย่าหาทำดี ช่วงตั้งท้องฮอร์โมนร่างกายคุณแม่จะเปลี่ยน ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย แม่ท้องบางคนมีปัญหาเรื่องสิว ฝ้า กระ ผิวแห้ง หรือแม้แต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมา การรับประทานอาหารเสริมจะช่วยควบคุมอาหารได้มั้ย แล้วจะมีผลกับลูกในท้องหรือเปล่า สำหรับคุณแม่ที่รู้ตัวว่าท้อง หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ คุณหมอแนะนำว่าควรหยุดยาต่างๆ ที่เคยรับประทานทันที แล้วนำยาเหล่านั้นไปปรึกษาคุณหมอว่าสามารถรับประทานต่อได้หรือไม่ เนื่องจากมียาบางชนิดที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานเด็ดขาด เนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อลูกในท้องได้ ส่วนวิตามินหรืออาหารเสริมนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบเม็ด แบบน้ำ แบบผงชงกับน้ำ คุณแม่ควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงไปก่อนดีกว่าค่ะ เพราะหากรับประทานเข้าไปแล้วอาจส่งผลกระทบต่อลูกในท้องได้ อาหารเสริมที่แม่ท้องควรหลีกเลี่ยง กลูตาไธโอน อาหารเสริมที่ชูสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยใส ซึ่งตั้งครรภ์คุณแม่ควรงดเด็ดขาด เนื่องจากกลูต้าไธโอนมีค่าวิตามินซีและวิตามินเอที่สูงเกินไป อาจผลกระทบต่อทารกในครรภ์ทำให้ลูกเกิดมามีความผิดปกติทางผิวหนังได้ คอลลาเจน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผ่านการสังเคราะห์ อาจมีการปนเปื้อนสารอันตรายต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ แม้ว่าจะมีการอ้างสรรพคุณว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยบำรุงผิวพรรณ มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามหากไม่มีความจำเป็นใดๆ คุณแม่ควรงดก่อนค่ะ อาจจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 เน้นผัก ผลไม้ ซึ่งมีวิตามินจากธรรมชาติ และดื่มนมทุกวัน และรับประทานวิตามินของคนท้องตามที่คุณหมอแนะนำ ดูแลสุขภาพให้มากขึ้น บำรุงผิวพรรณด้วยโลชั่นหรือผลิตภัณฑ์สำหรับแม่ท้องโดยเฉพาะ เท่านี้ก็เพียงพอต่อความต้องการของคุณแม่และทารกตัวน้อยในครรภ์แล้ว
การดูแลครรภ์, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, คู่มือแม่ท้อง, แม่ท้อง, อาหารบำรุงครรภ์
ลูกอายุเท่านี้ ให้นมเท่าไหร่ดี
img-over-post

ลูกอายุเท่านี้ ให้นมเท่าไหร่ดี

ลูกอายุเท่านี้ ให้นมเท่าไหร่ดี ในการป้อนนมลูก เรื่องหนึ่งที่แม่ๆ หลายคนสงสัย คือ ควรให้ลูกดื่มนมเท่าไหร่ดีลูกถึงจะอิ่ม และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น แม่จะต้องเพิ่มปริมาณน้ำนมเป็นเท่าไหร่จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของเด็กๆ หลักการง่ายๆ คือ เด็กแรกเกิด – 1 เดือน จะดื่มนมแม่วันละ 100 - 150 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เวลาคำนวณจะใช้สูตร (น้ำหนักตัวลูก (กิโลกรัม) x 150 ) / 30 (1 ออนซ์เท่ากับ 30 ซีซี) = ปริมาณนมใน 1 วัน (ออนซ์) ดังนั้นถ้าลูกน้ำหนักตัว 3 กิโลกรัม คุณแม่จะคำนวณปริมาณนมที่ลูกดื่มใน 1 วันได้ (3 x 150) / 30 = ปริมาณนม 15 ออนซ์ ต่อวัน (เพิ่มลดได้ไม่เกิน 4 ออนซ์) ซึ่งในแต่ละวันเด็กทารกจะดื่มนมแม่ประมาณ 8 - 12 มื้อ หากใน 1 วันลูกดูดนมแม่ 8 มื้อ แต่ละมื้อ ลูกจะดื่มนมเท่ากับ 1.8 ออนซ์ (หรือประมาณ 2 ออนซ์) และเมื่อลูกอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ปริมาณนมที่ต้องการแต่ละวันจะลดลง เช่น วัย 1 – 2 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1 กิโลกรัม และดื่มนมแม่วันละ 8 - 10 มื้อ แต่สูตรคำนวณจะเปลี่ยนเป็น (น้ำหนักตัวลูก (กิโลกรัม) x 120 ) / 30 / 8 = ปริมาณนมใน 1 มื้อ เช่น ลูกน้ำหนัก 4 กิโลกรัม x 120 / 30 / 8 จะดื่มนมวันละ 16 ออนซ์หรือมื้อละ 2 ออนซ์ วัย 3 – 4 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1 กิโลกรัม ดื่มนมแม่วันละ 6 - 8 มื้อ หมายความว่าถ้าลูกหนัก 5 กิโลกรัม x 120 / 30 ลูกจะดื่มนมวันละ 20 ออนซ์หรือมื้อละประมาณ 2 ออนซ์ วัย 5 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัวของแรกเกิด หรือประมาณ 6 กิโลกรัม ความต้องการดื่มนมแม่จะตกวันละ 6 - 8 มื้อ คำนวณออกมาได้เป็น 6 x 120 / 30 ลูกจะดื่มนมวันละ 24 ออนซ์หรือมื้อละประมาณ 4 ออนซ์ วัย 6 – 7 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตัวของแรกเกิด (ประมาณ 9 - 10 กิโลกรัม) ลูกสามารถรับประทานอาหารเสริมได้แล้ว 1 มื้อ ความต้องการน้ำนมต่อวันลดลง เป็น 5 - 6 มื้อ คุณแม่สามารถคำนวณได้เป็น 9 x 120 / 30 ลูกจะดื่มนมวันละ 36 ออนซ์ วัย 8 – 9 เดือน น้ำหนักตัวลูกยังคงเป็น 3 เท่าตัวของแรกเกิด แต่ลูกจะรับประทานอาหารเสริมได้เป็น 2 มื้อ ขณะที่ความต้องการน้ำนมต่อวันยังเท่าเดิมคือ 5-6 มื้อ ลูกจะดื่มนมวันละ 36 ออนซ์ วัย 10 – 12 เดือน น้ำหนักตัวลูกเป็น 3 เท่าตัวของแรกเกิด แต่เนื่องจากลูกสามารถรับประทานอาหารได้ครบ 3 มื้อแล้ว การดื่มนมแม่จึงเป็นเป็นเพียงอาหารเสริม ที่ลดลงเหลือเพียงวันละ 4 - 6 มื้อ เท่านั้น ลูกจะดื่มนมวันละ 36 ออนซ์ สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาให้นมลูกไม่ได้ น้ำนมน้อย หรืออยู่ระหว่างกู้น้ำนมจำเป็นต้องให้นมผสม สามารถใช้สูตรคำนวณเบื้องต้นมาปรับใช้ได้กับการชงนมให้ลูกได้เช่นกัน
เลือกนมแบบไหนให้ลูก, นมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG
10 สารอาหารที่สร้างลูกแข็งแรงพัฒนาการดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์
img-over-post

10 สารอาหารที่สร้างลูกแข็งแรงพัฒนาการดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์

10 สารอาหารที่สร้างลูกแข็งแรงพัฒนาการดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เป็นความจริงที่ว่าแม่รับประทานอาหารอะไรแล้วลูกมักจะได้รับสารอาหารต่างๆ เหล่านั้น ยิ่งแม่รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์มากเท่าไหร่ ลูกน้อยในครรภ์ก็ย่อมจะได้รับสารอาหารที่ดีมากเท่านั้น มาดูกันค่ะว่า 10 สุดยอดสารอาหารที่แม่รับประทานแล้วช่วยให้ลูกในท้องเติบโตแข็งแรง มีอะไรบ้าง แม่ๆ จะได้ซื้อหามาติดบ้านไว้ประจำ 1. โฟลิคหรือ กรดโฟลิคเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อการเติบโตของลูกน้อย ช่วยสังเคราะห์และซ่อมแซม DNA มีความสัมพันธ์กับการเกิดความพิการแต่กำเนิดของเด็กทารก เช่น ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ โรคหัวใจแต่กำเนิด เป็นต้น นอกจากนี้โฟลิคยังมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง และป้องกันโรคโลหิตจางของแม่ท้องด้วย โดยแต่ละวันคุณแม่ควรได้รับการเสริมโฟลิค 0.4 – 0.8 mg ต่อวัน และสำหรับใครที่วางแผนการมีลูก ควรรับประทานโฟลิคล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ หรือในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสเกิดความพิการแต่กำเนิด 2. โปรตีนสารอาหารที่สำคัญต่อการสร้างเซลล์ตัวอ่อน สร้างเนื้อเยื่อ สร้างอวัยวะต่างๆ รวมถึงสมองของลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งแต่ละวันแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานโปรตีนเฉลี่ยวันละ 1 g/kg โดยอาหารที่มีโปรตีนนั้น ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด เต้าหู้ นม ไข่ ถั่ว ธัญพืชต่างๆ เป็นต้น 3. แคลเซียมช่วยส่งเสริมพัฒนาโครงสร้างกระดูกของทารกในครรภ์ รักษาความหนาแน่นของกระดูก และป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกของแม่เอง ทำให้กระดูกแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ถ้าแม่ท้องได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ จะช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง ลดการเกิดตะคริวด้วย ซึ่งแม่ท้องควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม โดยอาหารที่มีแคลเซียมได้แก่ นมแพะ โยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็ก กุ้งฝอย ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง เต้าหู้ และผักใบเขียว เป็นต้น 4. คาร์โบไฮเดรตนอกจากเป็นพลังงานให้แม่แล้ว ยังจำเป็นต่อการสร้างสมองของลูกในท้องอีกด้วย โดยร่างกายจะย่อยแป้งแล้วเปลี่ยนเป็นกลูโคส หรือน้ำตาลที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งแต่ละวันแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับพลังงานมากกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 300 - 500 กิโลแคลอรี และพลังงานส่วนใหญ่ก็มาจากแป้ง ข้าว น้ำตาล และผลไม้ต่างๆ 5. ธาตุเหล็กนอกจากจะทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจางของแม่แล้ว ธาตุเหล็กยังมีส่วนช่วยในการสร้างสมองของลูก ลดโอกาสเกิดภาวะบกพร่องทางสติปัญญาด้วย ซึ่งธาตุเหล็กมีมากใน งา ตับสัตว์ เนื้อแดง ไข่แดง ผักสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักโขม ฯลฯ 6. วิตามินซีมีส่วนช่วยสร้างเนื้อเยื่อ กระดูก และอวัยวะต่างๆ ของลูก ช่วยให้ร่างกายลูกทำงานได้ดี เสริมสร้างการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในไตรมาสแรกจะช่วยให้รกแข็งแรงทำให้ดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้นด้วย อาหารที่มีวิตามินซีสูงได้แก่ บรอกโคลี ผักโขม คะน้า ส้ม ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ เป็นต้น 7. ไอโอดีนช่วยพัฒนาการทางสมอง ระบบประสาท และความจำของลูก หากแม่ท้องได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอจะทำให้ลูกในท้องแคระแกรน สมองเจริญเติบโตช้า พิการแต่กำเนิด และมีภาวะปัญญาอ่อนได้ แหล่งไอโอดีนที่สำคัญได้แก่ เกลือเสริมไอโอดีน อาหารทะเลต่างๆ เป็นต้น 8. ไขมันไม่ว่าจะเป็น โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 DHA ARA ต่างก็เป็นไขมันที่ที่ช่วยบำรุงสมองของทารกในครรภ์ ช่วยสร้างเซลล์สมองและจอประสาทตา เมื่อลูกคลอดออกมาก็ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ อาหารที่แม่ควรกินได้แก่ ไข่ อโวคาโด ปลาทะเลน้ำลึก ปลาน้ำจืด เช่น ปลาช่อน ปลาสวาย น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันรำข้าว และธัญพืชต่างๆ เช่นเมล็ดทานตะวัน วอลนัท อัลมอนด์ เป็นต้น 9. สังกะสีมีความสำคัญในการเจริญของทารก หากขาดสังกะสีไปจะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า อาหารที่มีธาตุสังกะสี ได้แก่ เนื้อแดง เนื้อสัตว์ปีก ปลา ปลาหมึก และอาหารทะเล เป็นต้น 10. วิตามินบี12ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม ความจำเสื่อม และช่วยให้การทำงานของสมองและประสาทให้เป็นปกติ ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันการขาดธาตุเหล็ก ช่วยให้การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์เป็นไปตามปกติ แหล่งวิตามินบี 12 พบมากในอาหารประเภท ตับ เนื้อสัตว์ ไข่ นม และหอยนางรม นอกจากสารอาหารทั้ง 10 ชนิดแล้ว คุณแม่ท้องควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ทั้งคุณแม่ และเด็กทารกในครรภ์เจริญเติบโตแข็งแรงจนถึงวันคลอด และเมื่อต้องให้นมลูกก็จะได้มีน้ำนมในปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากนมแม่เป็นนมที่มีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์เมื่อลูกดูดเข้าไปจะได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างครบถ้วนนั่นเอง
สารอาหารสำหรับแม่ท้อง, อาหารแม่ท้อง, อะโพไครน์, อาหารบำรุงครรภ์, คนท้องต้องกินอะไร

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19”
img-over-post

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19”

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19” เพราะโควิด-19 คือ โรคอุบัติใหม่ทำให้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือแม้กระทั้งยารักษา ทำให้ทุกคนเกิดความวิตกกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอ่อนไหวต่อโรคต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหญิงตั้งครรภ์ นักวิจัยกำลังเร่งศึกษาถึงผลกระทบ และการให้ความช่วยเหลือรวมถึงการป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัยให้แม่ท้องตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ และนี่คือวิธีดูแลเพื่อช่วยคุณแม่รับมือ และปลอดภัยจากเชื้อไวรัสนี้ค่ะ คนท้องเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า? ข่าวดี คือ ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ผิดกันกับโรค SARS (โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง) ในปี 2003 พบว่าหญิงตั้งครรภ์มีอัตราการเสียชีวิตสูง (ประมาณ 25%) มากกว่าประชากรทั่วไป (ประมาณ 10%) สอดคล้องกับในประเทศจีนที่พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 เหมือนกับในผู้ใหญ่ทั่วไปที่ติดเชื้อ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานจากหญิงตั้งครรภ์มากนัก โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในช่วง1-2 ไตรมาสแรก แม่ท้องควรระวังเรื่องอะไรเป็นพิเศษในช่วงนี้? ในระหว่างตั้งครรภ์ระบบภูมิคุ้มกันของแม่ท้องจะลดลง ทำให้แม่ท้องมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินอาหาร หรือระบบทางเดินหายใจสูง แม่ท้องจึงควรจัดอยู่หนึ่งในกลุ่มเสี่ยง ที่ควรจะต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษโดยเฉพาะในเรื่อง... หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วย (ไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม) ล้างมือให้สะอาด และถูกหลักอนามัยอยู่เสมอ ไม่สัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุก สดใหม่อยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะรับประทานอาหารและของใช้ส่วนตัว ร่วมกับผู้อื่น สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน รักษาระยะห่าง social distancing ในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น ด้วยการอยู่ห่างกัน 1 – 2 เมตร ปรึกษาแพทย์ผู้ฝากครรภ์ รับวิตามินให้เพียงพอ และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น (ถ้าอยู่ในระหว่างไตรมาสที่ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ทุกสัปดาห์ หรือการตั้งครรภ์ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถปรึกษาแพทย์ผู้ฝากครรภ์เพื่อรับวิตามินให้เพียงพอ เลี่ยงการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น) สำหรับแม่ท้องในไตรมาสที่ 3 ควรวางแผนการคลอด การเดินทาง ประเมินสถานการณ์ และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอด บางโรงพยาบาลในสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ จะจำกัดผู้เยี่ยม และผู้เฝ้าหลังคลอด คุณแม่อาจจะต้องวางแผนเรื่องนี้เผื่อเอาไว้ด้วยเช่นกันค่ะ แม่ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากมีอาการป่วยเล็กน้อย ควรพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ถ้ามีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่วิตกกังวลเป็นเกินเหตุ เพราะความเครียดคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คลอดก่อนกำหนดได้เช่นกันค่ะ สำหรับแม่ท้อง และแม่หลังคลอดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ที่มีประวัติการเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย COVID-19 คุณแม่ควรดูแลตัวเองตามหลักกระทรวงสาธารณะสุขดังนี้ค่ะ แยกตนเองออกจากครอบครัว และสังเกตอาการจนครบ 14 วัน งดการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น งดการออกไปในที่ชุมชนสาธารณะโดยไม่จำเป็น และงดการพูดคุย หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในระยะใกล้กว่า 2 เมตร กรณีครบกำหนดนัดฝากครรภ์ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าตนเองอยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง 14 วัน เพื่อพิจารณาเลื่อนการฝากครรภ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ กรณีเจ็บครรภ์คลอด ต้องไปโรงพยาบาลทันที และแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าตนเองอยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง 14 วัน วางแผนการให้นมหลังคลอด สำหรับคุณแม่กลุ่มเสี่ยง กลุ่มปกติ หรือกลุ่มที่ติดเชื้อ ทุกคนสามารถให้นมแม่ได้ เพราะเนื่องจากยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันว่าเชื้อโควิด-19 ติดต่อผ่านทางน้ำนม แต่! ยังคงต้องรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการให้นมแม่โดยตรง หรือการปั๊มนมค่ะ ข้อควรปฎิบัติเมื่อต้องให้นมแม่ สวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการให้นม ปั๊มนม งดการหอม จูบ ทารก อาบน้ำ เช็ดทำความสะอาดเต้านม หัวนมด้วยน้ำ และสบู่ ล้างมือด้วยน้ำสบู่นานอย่างน้อย 20 วินาที อย่างทั่วถึง หลังการปั๊มนมอย่าลืมทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกอย่าง ล้าง นึ่ง อบฆ่าเชื้อ และเก็บในสถานที่ภาชนะที่สะอาด และมิดชิด หมายเหตุ: แต่ถ้าคุณแม่มีอาการป่วยหนักเช่น ไอ หายใจติดขัด หอบเหนื่อยควรหยุดพัก และรับปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงกว่าเดิมได้ สำหรับแม่ท้องถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ก็ยังคงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และวิตามินที่แพทย์สั่ง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้คุณแม่ และลูกน้อยในท้องปลอดภัยตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ค่ะ อ้างอิงเนื้อหา: https://www.anamai.moph.go.th/ewt_news.php?nid=16777&filename=index https://www.npr.org/sections/health-shots/2020/03/22/817801475/pregnant-and-worried-about-coronavirus-how-to-stay-safe-and-make-a-game-plan
สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, ป้องกันโควิด, รับมือโควิด, โควิด19 , แม่ท้องกับโควิด
ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?
img-over-post

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า? "โรค Perfectionism” หรือ “โรคสมบูรณ์แบบ” โรคที่ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ แต่เด็กก็เป็นได้ มาทำความรู้จักโรคนี้กันค่ะ Perfectionism หรือ โรคสมบูรณ์แบบ คือเด็กที่มีลักษณะนิยมความสมบูรณ์แบบ มักจะเป็นเด็กที่เข้มงวดและเคร่งครัดเกินไป ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ทำอะไรอยู่ในกรอบ แม้จะดูเป็นเด็กมีวินัย ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง แต่ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดได้ เมื่อมีอุปสรรคขัดขวาง ลูกจะรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ บางคนแสดงออกมาด้วยความก้าวร้าว สะสมเป็นความเครียดและกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว ลักษณะเด็ก Perfectionist คาดหวังสูงกับตัวเอง หวั่นไหวง่ายมาก เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ พยายามหลีกเลี้ยงสิ่งที่คิดแล้วว่า ทำได้ไม่ดี พยายามปกปิดความรู้สึกตัวเอง พูดน้อย ไม่เข้าสังคม ลังเลไปมา ตัดสินใจไม่ได้ ถ้าทำอะไรแล้วผลลัพธ์ออกมาแย่กว่าที่คิดไว้ อาจมีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง บ่อยๆ สาเหตุ เกิดจากสาเหตุหลักๆ คือ ติดสมองเด็กมาตั้งแต่เกิด และ จากการเลี้ยงดู เช่น ได้รับคำชม “มากเกิน” จากคนรอบตัว พ่อแม่ “เรียกร้อง” จากลูก “มากเกิน” คาดหวังสูงจากลูก จนลูกต้องพยายามไปให้ถึงจุดที่พ่อแม่คาดหวัง พ่อแม่คนใดคนหนึ่งมีลักษณะ perfectionist ต้นแบบอย่างนี้ทำให้เด็กเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่สามารถช่วยปรับลดอาการ Perfectionist ของลูกได้ พ่อและแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน เลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม ส่งเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้าน ให้ลูกรู้จักตัวเอง รู้ว่าถนัดอะไร ชอบอะไร ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในแบบของลูกเอง ไม่ยัดเยียดให้ต้องทำตามที่พ่อแม่ต้องการเท่านั้น ฝึกให้ลูกชนะได้ก็แพ้ได้ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าในทุกเรื่องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะก็ควรชื่นชมผู้แพ้ ในขณะเดียวกัน เมื่อแพ้ก็ควรยินดีกับผู้ชนะ ให้ลูกจะเข้าใจและไม่ยึดติดกับการต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น ลดความคาดหวังลง ทั้งเรื่องการเรียน และกิจกรรมต่างๆ ให้ลูกเดินตามความฝันได้เต็มที่แบบไม่ต้องเครียด อย่าเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกรณีพี่กับน้อง หรือเปรียบเทียบกรณีลูกของเรากับเด็กคนอื่นๆ เพราะเด็กแต่ละคน จะมีความถนัดไม่เหมือนกัน
ปัญหาเด็ก, โรค Perfectionism , นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร
img-over-post

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร อาการภูมิแพ้ในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเลยค่ะ และอาการที่แสดงออกมาก็มีหลายรูปแบบเช่นกัน แต่อาการที่ค่อนข้างชัดเจนและพบบ่อยที่สุดคือ การแพ้อาหาร ซึ่งถ้าลูกเกิดการแพ้อาหาร พ่อแม่จะยิ่งกังวล เพราะกลัวว่าลูกจะเผลอกินอาหารที่แพ้ไปโดยไม่รู้ตัว หรือกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แล้วส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยได้ สาเหตุของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง 1. ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น ถ้าพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้มากกว่าคนอื่นหลายเท่า 2. สิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง แมลงสาบ ควันบุหรี่ รวมถึงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เช่น นมวัว อาหารทะเล ไข่ แป้งสาลี ถั่วลิสง พ่อแม่ไม่ได้แพ้ แต่เด็กก็มีโอกาสแพ้ได้ ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเวลานานหรือตั้งแต่เกิด อาการแสดงของโรคภูมิแพ้ในเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ดังนี้ 1. ผิวหนัง ผิวของลูกจะมีผื่น ผิวแห้ง มีอาการคัน โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแก้ม ผื่นอาจกระจายไปบริเวณอื่นๆ ตามร่างกายได้ด้วย หรือเป็นผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ 2. ระบบทางเดินหายใจ ลูกจะเป็นหวัดบ่อยเรื้อรัง จาม น้ำมูกไหลในตอนเช้า หรือเป็นไซนัสอักเสบ มีอาการไอเฉพาะบางเวลา เช่น วิ่งเล่นแล้วไอ อากาศเปลี่ยนแล้วไอ ไอเวลากลางคืน 3. ระบบทางเดินอาหาร หากลูกแพ้อาหาร ริมฝีปากจะบวม มีผื่นคันรอบปาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ถ่ายเหลว มีมูกเลือดปนในอุจจาระ หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบไปหาคุณหมอ เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องนะคะ จะได้หายขาด และลดปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาด้วยค่ะ การรักษาโรคภูมิแพ้ มี 3 วิธี ด้วยกัน 1. ให้ลูกหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้หรือสงสัยว่าจะแพ้ เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว แป้งสาลี และไรฝุ่น ฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง ควันบุหรี่ เป็นต้น 2. ให้ลูกออกกำลังกายเป็นประจำ และใช้ยารักษาจากคำแนะนำของคุณหมอ 3. ป้องกันลูกจากพันธุกรรม แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราควบคุมสิ่งแวดล้อมและอาหารการกินได้ เช่น เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังอย่ากินอาหารซ้ำๆ ที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายมากเกินไป เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัว ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์จากนม แป้งสาลี และเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว ต้องเน้นให้ลูกได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรก และควรพยายามหลีกเลี่ยงนมวัวให้นานที่สุด ควรรักษาความสะอาดบ้าน ให้ลูกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไร้มีฝุ่น ไร้มลพิษด้วยนะคะ แม้โรคภูมิแพ้จะเป็นโรคที่พบบ่อยมากในเด็ก แต่ปัจจุบันเราได้รู้จักโรคนี้ดีขึ้น ระวังมากขึ้น และมียารักษาที่ดี ทำให้การรักษาโรคดีขึ้น หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องนะคะ DG Smart Tips : หากลูกถึงวัยหย่านมแม่ และต้องเลี่ยงนมวัว นมแพะคือแนวทางที่จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนได้ เพราะมีประโยชน์ดังนี้ 1. แพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคนที่เรียกว่าอะโพไครน์ ( Apocrine) ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ โกรทแฟคเตอร์ และสารอาหารที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท เซลส์สมอง สายตา และการเรียนรู้ของลูก เช่น ดีเอชเอ, เออาร์เอ, โอเมก้า 3 6 9, วิตามินบี 12, ทอรีน, โคลีน, วิตามินเอ จึงช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรงเติบโตสมวัย 2. นมแพะมีโปรตีน ที่ย่อยง่ายและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูงกว่านมวัวถึง 2 เท่า ลูกจึงสบายท้อง ห่างไกลจากอาการท้องอืด และนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายเพื่อการเจริญเติบโต และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. นมแพะ ทำให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่านมวัว เพราะนมแพะมีปริมาณก่อแพ้น้อยกว่านมวัวถึง 23% โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า
ลูกแพ้อาหาร, ภูมิแพ้ในเด็ก, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

9 วิธีกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ ให้แข็งแรง อารมณ์ดีตั้งแต่ในท้อง
img-over-post

9 วิธีกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ ให้แข็งแรง อารมณ์ดีตั้งแต่ในท้อง

9 วิธีกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ ให้แข็งแรง อารมณ์ดีตั้งแต่ในท้อง อยากให้ลูกเกิดมาแข็งแรงดี สมองดี อารมณ์ดี ต้องสร้างต้นทุนให้ลูกตั้งแต่ตั้งครรภ์ค่ะ โดยการกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยนั้นคุณแม่สามารถทำได้หลายวิธีเลยค่ะ 1. พูดคุยกับลูกทุกวัน คุยกับลูกในท้องทุกวัน ช่วยให้ลูกเป็นเด็กอารมณ์ดีหลังคลอดได้ค่ะ เพราะเสียงของพ่อแม่ในโทนที่อารมณ์ดี สดใส นุ่มนวลและอ่อนโดย จะกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดี เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอดนั่นเอง 2. นวดเบาๆ สร้างความผ่อนคลาย การนวดนอกจากช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายแล้ว ยังส่งผลให้ลูกในท้องรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย และอารมณ์ดีอีกด้วยค่ะ แต่ต้องระวังจุดสำคัญอย่างเท้า หรือเส้นประสาทนะคะ และไม่ควรลงน้ำหนักมือขณะนวดมากเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายกับคุณแม่ได้ 3. ฟังเพลง ไม่ต้องเปิดเพลงโมสาร์ทหรือลันลาบายกล่อมลูกหรอกค่ะ แค่เป็นเสียงร้องของคุณพ่อคุณแม่ หรือเปิดเพลงที่คุณแม่ชอบ ในระดับเสียงที่ไม่ดังเกินไปก็ใช้ได้แล้ว เพราะเสียงเพลงจะกระตุ้นให้เครือข่ายใยประสาทในสมองของลูกทำงานได้ดีขึ้น เมื่อคลอดออกมาสมองของลูกก็จะมีการพัฒนาลำดับความคิด เกิดการจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี มีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็วขึ้น 4. รักษาอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ อารมณ์ของแม่ท้องมีผลต่อลูกค่ะ โดยแม่ท้องที่อารมณ์ดีอยู่เสมอจะสามารถส่งผ่านสารแห่งความสุขไปสู่ลูก หรือที่เรียกว่าสาร Endorphins ผ่านทางสายสะดือ ทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีทั้งอารมณ์ และสมอง 5. เล่นกับลูกทุกวัน ช่วงที่คุณแม่อายุครรภ์มากขึ้น เริ่มรู้สึกถึงการดิ้น ลองเอานิ้วจิ้มไปเบาๆ บนพุงคุณกระตุ้นให้ลูกเตะ หรือเปิดไฟฉายส่องท้องคุณแม่ ก็ทำให้เจ้าตัวเล็กกะพริบตาตอบสนองต่อแสงไฟ ทำให้เซลล์สมองและเส้นประสาทส่วนรับภาพและการมองเห็นมีการพัฒนาที่ดีขึ้น เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการมองเห็นหลังคลอดด้วยค่ะ 6. ออกกำลังกายเบาๆ การเคลื่อนไหวร่างกายของคุณแม่ทำให้ผิวกายของลูกกระแทกกับผนังด้านในของมดลูก เป็นการกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสของลูกให้พัฒนาดีขึ้น ไม่ว่าจะออกไปว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เล่นโยคะ หรือเดินรอบบ้าน ก็ช่วยให้เจ้าตัวเล็กก็เป็นผลดีต่อคุณแม่และเจ้าตัวเล็กทั้งนั้นค่ะ 7. ลูบหน้าท้องบ่อยๆ การลูบหน้าท้องบ่อยๆ โดยลูบเป็นวงกลมจากบนลงล่าง หรือจากล่างขึ้นบน จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกให้มีพัฒนาการดีขึ้นได้ค่ะ 8. อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป ลูกน้อยในท้องเริ่มมีพัฒนาการการได้ยินที่ดีขึ้น ช้วงนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถหยิบหนังสือเล่มโปรด หรือจะเป็นนิทานสำหรับเด็กที่เตรียมไว้ เอาออกมาอ่านให้ลูกฟัง ช่วยกระตุ้นการได้ยินของลูก ลูกจะสามารถจดจำเสียงของคุณแม่ได้ ทั้งยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วยค่ะ 9. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะช่วยเสริมสร้างร่างกายของลูกให้แข็งแรง มีพัฒนาการสมวัย ที่สำคัญ คุณแม่อย่าลืมดื่มนมวันละ 2 แก้ว โดยเฉพาะนมแพะ ซึ่งเป็นนมที่มีระบบการสร้างน้ำนม ที่ชื่อ “อะโพไครน์ (Apocrine)” ให้สารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน เพื่อความแข็งแรงของร่างกายคุณแม่ด้วยค่ะ
กิจกรรมผ่อนคลายของแม่ท้อง, การดูแลครรภ์, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, คู่มือแม่ท้อง, เพลงสำหรับแม่ตั้งครรภ์
5 กิจกรรมผ่อนคลายแบบ New Normal สำหรับแม่ท้อง 
img-over-post

5 กิจกรรมผ่อนคลายแบบ New Normal สำหรับแม่ท้อง 

5 กิจกรรมผ่อนคลายแบบ New Normal สำหรับแม่ท้อง เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายๆ คนมีแนวทางการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่กันมากขึ้น คุณแม่ท้องเองก็เช่นกัน มีภาวะความเสี่ยงโรคติดต่อต่าง ๆ ง่ายมาก ดังนั้นการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ จึงเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยให้คุณแม่หลีกเลี่ยงจากการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะการทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจากความเครียด เมื่อก่อนคุณแม่อาจคลายเครียดด้วยการออกไปเที่ยว ไปดูหนัง นั่งคาเฟ่ ชอปปิง ฯลฯ แม้ตอนนี้จะทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังมีวิธีผ่อนคลายแบบ New Normal ให้คุณแม่ได้ทำอยู่นะคะ 1. เตรียมของต้อนรับลูก ช้อปปิ้งออนไลน์เตรียมของให้เบบี๋ตัวน้อย คือความสุขของมนุษย์แม่ ไม่ต้องออกไปเดินร้อน เสี่ยงฝุ่น เสี่ยงไวรัสให้เหนื่อย ปัจจุบันมีหลายแอพฯ หลายเพจ หรือแม้แต่กลุ่มแม่ลูกให้คุณแม่เลือกช้อปสินค้า เตรียมพร้อม และเลือกได้จุใจเลยค่ะ 2. อ่านหนังสือ ติดตามคลิป และเพจผ่านโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันความบันเทิงจากหน้ากระดาษได้ย้ายมาลงกระดานสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตแล้ว จะเป็นหนังสือ หรือนิตยสารออนไลน์เกี่ยวกับแม่และเด็ก เรียนรู้ เตรียมพร้อมก่อนลูกคลอด หรือในโซเชี่ยลมีเดีย เช่น YouTube, TikTok, Facebook, Twitter จะมีช่องหรือแอคเค้าท์ที่ผลิตคลิปวิดีโอดี ๆ ออกมามากมาย เช่น คลิปเด็กน่ารัก คลิปทำอาหารเด็ก คลิปการเลี้ยงลูก การอาบน้ำเด็กอ่อน วิธีการดูแลเด็ก คลิปรีวิวสินค้าแม่และลูก ฯลฯ เหล่านี้นอกจากช่วยสร้างความบันเทิงให้คุณแม่แล้วยังเป็นการเตรียมพร้อมเมื่อเจ้าตัวเล็กคลอดออกมาอีกด้วยค่ะ 3. DIY ของสำหรับลูกน้อย ใน Pinterest มีไอเดียประดิษฐ์​ของเล่น ของใช้ ไอเดียตกแต่งห้องสำหรับเบบี๋รอคุณแม่เข้าไปดูมากมาย ในช่วงนี้ลองหาไอเดียประดิษฐ์​ของน่ารักๆ ที่สามารถสร้างความทรงจำให้ลูกน้อยเมื่อคลอดออกมาแล้วได้นะคะ เช่น การประดิษฐ์​โมบายเสริมพัฒนาการ หรือถักเสื้อ หมวกใบจิ๋วเป็นพร็อบต้อนรับให้ลูกน้อยหลังคลอด 4. เข้าครัวลองเมนูใหม่ๆ การทำอาหารเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง แม้คุณแม่จะบอกว่าตนเองไม่มีฝีมือในการทำกับข้าว แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องครัวน่ารัก ๆ มากมาย ช่วยทุ่นแรง และกระตุ้นความอยากทำอาหาร มีเพจมากมายที่บอกสูตรวิธีทำช่วยให้คุณแม่ได้ฝึกปรือฝีมือ แถมยังได้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ต่อยอดไปจนเจ้าตัวเล็กถึงวัยที่ทานอาหารเสริมได้ ก็สามารถทำให้ลูกได้ค่ะ 5. โยคะสำหรับแม่ท้อง หรือการออกกำลังกายเบาๆ ในกรณีที่คุณแม่ไม่ได้มีภาวะเสี่ยงใดๆ เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ ครรภ์เป็นพิษ หรือเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การออกกำลังกายเบา ๆ ที่บ้าน เช่น ยืด เหยียดแขนขา เดินช้า ๆ รอบบ้าน หรือโยคะสำหรับแม่ท้อง ฝึกกำหนดลมหายใจ เพื่อช่วยในการคลอด ก็ช่วยคุณแม่ผ่อนคลาย แถมยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงก่อนคลอดอีกด้วยค่ะ นอกจากทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายแล้ว อย่าลืมดูแลร่างกายด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มนมแพะอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว ด้วยนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง และช่วยให้ลูกในท้องมีพัฒนาการที่ดีควบคู่กันไปด้วยค่ะ
กิจกรรมผ่อนคลายของแม่ท้อง, การดูแลครรภ์, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, คู่มือแม่ท้อง, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์
ความพยายาม กุญแจแห่งความสำเร็จ ลูกจะมีได้ต้องเริ่มที่แม่
img-over-post

ความพยายาม กุญแจแห่งความสำเร็จ ลูกจะมีได้ต้องเริ่มที่แม่

ความพยายาม กุญแจแห่งความสำเร็จ ลูกจะมีได้ต้องเริ่มที่แม่ นอกจากปัจจัยด้านการเลี้ยงดูที่ดี โภชนาการ​ที่สมบูรณ์แล้ว คุณแม่ทราบไหมคะว่า อะไร คือ กุญแจสำคัญของความสำเร็จของลูก? ลูกจะประสบความสําเร็จ​ได้ห้ามขาด "ความพยายาม" และความพยายามแรกของลูกต้องเริ่มที่ "แม่" 1.ทำให้เป็นแบบอย่าง คุณแม่สามารถทำสิ่งดีๆ ให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เพื่อลูกน้อยจะได้ค่อยๆ ซึมซับไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ เช่น การรักษากฎกติกา เคารพระเบียบวินัย หรือรู้จักให้เกียรติ ผู้อื่น ฯลฯ 2.สอนให้เป็น ด้วยเรื่องง่ายๆ เช่น การเข้าคิวซื้อของ การนั่งรอ เพื่อฝึกความอดทน และรู้จักการรอคอย ความพยายามง่ายๆ ที่ไม่ใช่การต่อรอง เช่น ใส่รองเท้า ถอดกางเกง ติดกระดุมเสื้อ ฯลฯ 3.เริ่มตั้งแต่เนินๆ คุณแม่เริ่มได้ตั้งแต่ช่วงชีวิตแรกของลูก ลูกต้องการแรงสนับสนุนจากแม่ ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ลูกรู้จักพยายามชันคอ พยายามทรงตัวนั่ง พยายามลุกขึ้น พยายามเกาะยืน เดิน ย่างก้าว และฝึกพูด ล้วนแต่เป็นความพยายามที่จะติดตัวลูกต่อไป 4.ทัศนคติที่ดีจากแม่ ไม่ใช่แค่พฤติกรรมที่ลูกจะซึมซับ แต่ทัศนคติความอดทน และความพยายามลูกก็จะได้จากแม่ด้วยค่ะ สร้างบรรยากาศที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อเป็นพลังใจให้ลูกพร้อมที่จะเรียนรู้ สู่ความพยายาม และความสำเร็จในชีวิตต่อไป นอกจากนี้คุณแม่อย่าลืมพยายามชงนมแพะให้ลูกดื่มอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ เพราะในนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า อะโพไครน์ (apocrine) ซึ่งระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ จะพบในนมแม่และนมแพะเท่านั้น จึงทำให้นมแพะมีความใกล้เคียงนมของคนมากกว่านมผงทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นคุณแม่อุ่นใจได้เลยว่าเลือกนมไม่ผิด และเริ่มขยันชงนมแพะดีจีนมแพะชั้นดีมีอะโพไครน์ให้ลูกดื่มทุกวันกันนะคะ คุณแม่ทราบแบบนี้แล้ว อย่าลืมเสริมสร้างความพยายามให้ลูกรักเห็น และซึมซับนะคะ คุณแม่ คือ บุคคลสำคัญที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตต่อไปได้ค่ะ
การเลี้ยงลูก, การดูแลเด็ก, เทคนิคการเลี้ยงลูก, โภชนาการเด็ก, พัฒนาการเด็ก