curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

7 กิจกรรมเด็กวิ่งเล่นนอกบ้านที่แม่คอนเฟิร์มแล้วว่าดี ต้องทำ!
img-over-post

7 กิจกรรมเด็กวิ่งเล่นนอกบ้านที่แม่คอนเฟิร์มแล้วว่าดี ต้องทำ!

7 กิจกรรมเด็กวิ่งเล่นนอกบ้านที่แม่คอนเฟิร์มแล้วว่าดี ต้องทำ! คิดออกไหมคะว่าเราจะพาลูกไปเล่นอะไรนอกบ้านดี ทั้งเล่นในสนามหน้าบ้านเราเองหรือในสวนสาธารณะ ถ้าใครยังไม่มีไอเดีย DG มี 7 กิจกรรมพาลูกวิ่งเล่นนอกบ้านมาฝากค่ะ แถมยังเป็นกิจกรรมที่คุณแม่หลายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สนุก เล่นได้ไม่มีเบื่อ และลูกมีพัฒนาการดีมาก 1. ก่อกองทราย ลองหาซื้อทรายและอุปกรณ์ก่อกองทรายสำหรับเด็กมาสร้างบ่อทรายไว้หน้าบ้าน แล้วชวนลูกมาเล่นก่อกองทรายเป็นรูปต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการ หรือให้โจทย์ลูกเพื่อลองสร้างอะไรสักอย่างจากกองทราย ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ : กล้ามเนื้อมัดเล็ก จินตนาการ ศิลปะ และความมุ่งมั่นใจการทำให้สำเร็จ 2. โยนรับบอล กิจกรรมนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเล่นกับลูก หรือชวนเพื่อนของลูกมาเล่นด้วยกันเป็นกลุ่ม แบ่งทีมหรือล้อมวงโยนรับบอลกัน บางวันอาจจะเปลี่ยนเป็นเตะบอล โยนบอลใส่ตะกร้า หรือกระเด้งบอลลงพื้นไปให้เพื่อน ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: การวิ่งเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ฝึกการเข้าสังคม น้ำใจนักกีฬา และการช่วยเหลือกัน 3. หาสมบัติ เช่น ทำรายการของที่ลูกต้องไปหามารวมกันให้ได้จากสนามรอบบ้าน หรือนำของใส่กล่องแล้วนำไปซ่อนตามมุมต่างๆ บนต้นไม้ หรือฝังดิน แล้วให้คำใบ้เพื่อให้ลูกออกไปค้นหา ซึ่งของที่นำไปซ่อนอาจจะกลายเป็นรางวัลประจำวันที่จะทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจ เช่น การหาดาวสะสมทุกวัน หาจิ๊กซอว์ให้ได้วันละตัวเพื่อต่อเป็นภาพซึ่งจะกลายเป็นสถานที่ที่พ่อแม่จะพาลูกไปเที่ยวถ้าต่อจิ๊กซอว์ได้ครบ ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ : การสังเกต การคิดเพื่อแก้ปัญหา การลงมือทำ ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ และเรียนรู้ธรรมชาติ 4. จานร่อน เล่นโยนรับจานร่อนพลาสติกแล้วนับแต้มว่าใครรับได้เยอะที่สุด และถ้าใครชนะก็จะได้เลือกอาหารที่จะกิน เลือกการ์ตูนที่อยากดู ซึ่งการเล่นจานร่อนควรเล่นในสวนสาธารณะที่มีพื้นที่กว้าง และจะสนุกมากขึ้นไปอีกถ้าได้ชวนเพื่อนๆ ลูกมาเล่นด้วยกัน ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ฝึกสายตาในการมองและคำนวณระยะทาง ฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกาย ฝึกเรื่องทิศทาง และสมาธิ 5. นักสำรวจ คุณแม่ต้องมีเครื่องมือสำคัญคือ สมุดเล็กๆและ ดินสอ ให้ลูกใส่ในกระเป๋าของตัวเองแล้วพากันไปสำรวจนอกบ้าน ด้วยโจทย์ง่ายๆ คือการวาดรูปสิ่งที่ลูกเห็นแล้วชอบ เพื่อเก็บเป็นสมุดสะสมเอามาโชว์และเล่าให้เพื่อนฟัง ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: กล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือ ฝึกการสังเกต การเรียนรู้เรื่องรูปทรง และจินตนาการ 6. ขี่จักรยาน หาพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ลูกได้ขี่จักรยานในหลายๆ รูปแบบ เช่น ขี่จักรยาน 4 ล้อเพื่อฝึกสมาธิในการกำหนดทิศทาง ขี่จักรยาน 2 ล้อเพื่อฝึกการทรงตัว หรือการให้ลองขี่จักรยานขึ้นทางชันเพื่อฝึกพลังขา ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: ฝึกการทำงานผสานกันระหว่างสายตา การทรงตัว การเคลื่อนไหว และการกำหนดทิศทาง 7. Free Play คุณแม่ต้องมีบางวันที่ปล่อยให้ลูกออกไปวิ่งเล่นแบบไหนก็ได้ในพื้นที่กว้าง ซึ่งลูกอาจจะปีนต้นไม้ ตีลังกา กลิ้งตัวไปตามพื้น กระโดดลงไปในแอ่งน้ำ ถ้าไม่ใช่กิจกรรมที่อันตราย คุณแม่ควรทำหน้าที่สังเกตและดูแลเรื่องความปลอดภัยก็พอ ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จินตนาการ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นอกจากจะปล่อยลูกเล่นกับธรรมชาติอย่างอิสระแล้ว คุณแม่ควรส่งเสริมสุขภาพลูกให้แข็งแรงพร้อมในทุกๆ วันด้วยอาหารตามช่วงวัยที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต เช่น การเลือกนมที่มีประโยชน์อย่างนมแพะที่มีโปรตีนย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ และมีพรีไบโอติกส์สูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี สบายท้อง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อยอีกด้วยค่ะ
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
ชวนลูกอ่านหนังสือถูกเวลา สร้างนิสัยรักการอ่าน
img-over-post

ชวนลูกอ่านหนังสือถูกเวลา สร้างนิสัยรักการอ่าน

ชวนลูกอ่านหนังสือถูกเวลา สร้างนิสัยรักการอ่าน การอ่านเป็นพื้นฐานที่สำคัญของชีวิต ถ้าอยากให้ลูกรักการอ่านคุณพ่อคุณแม่ต้องอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เล็กๆ และเมื่อลูกโตพอที่จะหนังสือได้เองแล้ว ก็ควรให้เขามีโอกาสเลือกหนังสือที่อยากอ่านเอง และการจัดตารางการอ่านหนังสือให้ถูกเวลาก็ช่วยให้ลูกเข้าใจเนื้อหา หรือสนุกกับหนังสือนั้นๆ ได้ไม่เบื่อค่ะ ตารางอ่านหนังสือ 3 เวลา ตอนเช้า เนื่องจากเด็กๆ ได้นอนหลับพักผ่อนมาแล้วทั้งคืน เพราะฉะนั้นช่วงนี้สมองจะตื่นตัวพร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ ทำให้เด็กมีสมาธิและเกิดการจดจำที่แม่นยำและว่องไว หนังสือที่ควรอ่านจึงเป็นหนังสือเรียน ตำรา ประวัติศาสตร์ ช่วงกลางวัน หรือช่วงที่มีแสงธรรมชาติ เด็กๆ ควรอ่านวรรณกรรม เรื่องสั้น หรือนิยายสำหรับเด็กๆ เนื่องจากตอนกลางวันแสงธรรมชาติเหมาะสำหรับดวงตามากกว่าแสงจากหลอดไฟ ช่วยให้การอ่านลื่นไหล กลางคืนก่อนนอน เป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง เหมาะที่จะให้ลูกหยิบหนังสือนิทาน หรือการ์ตูนเนื้อหาเบาสมองมาอ่าน แต่ก็ต้องกำหนดเวลาให้ชัดเจน เช่น ให้อ่านได้แค่ 1 เล่ม หรือ 30 นาทีแล้วนอน เพราะไม่เช่นนั้นถ้าการ์ตูนสนุกเกินไปลูกอาจจะไม่ยอมนอน ทำให้กระทบการพักผ่อนและสุขภาพของลูกได้ ระหว่างที่ลูกอ่านหนังสือ คุณแม่อาจหาของว่างที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตควบคู่ไปด้วยเช่น นมแพะที่มีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่ายรับประทานคู่กับแซนด์วิชทูน่า เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย และกระตุ้นสมองให้ทำงานกระฉับกระเฉง ช่วยให้การอ่านหนังสือมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดเรื่องการอ่านหนังสือกับลูกมากเกินไปนะคะ เพราะเด็กๆ จะเบื่อเอา อาจกำหนดให้ลูกอ่านหนังสือวันละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง หรือแบ่งเป็น 2-3 ครั้งต่อวัน ตามช่วงเวลาที่เหมาะสมก็ได้ค่ะ
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
4 วิธีเพิ่มความสูงให้ลูกรัก
img-over-post

4 วิธีเพิ่มความสูงให้ลูกรัก

4 วิธีเพิ่มความสูงให้ลูกรัก ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสูงเป็นสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ต่างให้ความสนใจ เพราะนอกจากคนตัวสูงจะมีบุคลิกภาพที่ดีแล้ว ความสูงยังเป็นโอกาสหลายๆ อย่างในอนาคตของลูกด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาชีพในฝัน อย่าง ทหาร ตำรวจ แอร์โฮสเตส นักบิน นักกีฬา นายแบบ นางแบบ ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงพยายามส่งเสริมความสูงของลูกกันอยู่ แต่ความสูงของลูกนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ เช่น เรื่องกรรมพันธุ์ ภาวะโภชนาการ การออกกำลังกาย หรือฮอร์โมน ในส่วนของพันธุกรรมและฮอร์โมนนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องอาศัยวิทยาการทางการแพทย์ร่วมด้วย แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกได้ด้วยเคล็ดลับดังต่อไปนี้ค่ะ 1. ชวนลูกออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย ยิ่งเป็นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกจากการกระโดดยิ่งดี เพราะจะช่วยกระตุ้นข้อต่อกระดูกให้มีการยืดตัวขึ้น เพิ่มความยาวของกระดูกสันหลัง ทั้งยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องได้อีกด้วย โดยการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเด็กควรอยู่ที่ 45 - 60 นาทีต่อวัน ตัวอย่างของการออกกำลังกายที่ช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโต เช่น การวิ่ง การกระโดด กระโดดเชือก ว่ายน้ำ โหนบาร์ เป็นต้น 2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และครบทั้ง 3 มื้อ อย่างสมดุล เนื่องจากร่างกายของลูกต้องการสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารหลัก 5 หมู่ที่ประกอบไปด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ บำรุงกระดูก ให้พลังงานแก่ร่างกาย รวมทั้งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ด้วย 3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายของเด็กต้องการนอนอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวัน ไม่นอนดึกตื่นสาย แม้จะมีจำนวนชั่วโมงการนอนครบแต่ร่างกายก็อาจไม่โตได้ เนื่องจากการนอนดึกมากๆ จะเลยช่วงเวลาการหลั่งโกรทฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ นอกจากนี้เด็กๆ ควรนอนหลับให้สนิทด้วยค่ะ โกรทฮอร์โมนถึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกเจริญเติบโตสูงสมวัย 4. ดื่มนมวันละ 2 แก้ว ในนม 1 แก้วจะมีสารอาหารต่างๆ ที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะนมแพะที่นอกจากมีแคลเซียมสูง ที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรงของเด็กๆ แล้วยังมีสารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีนในนมแพะที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง และมีโปรตีนแอลฟ่า เอสวัน เคซีน ซึ่งย่อยยาก ในปริมาณต่ำ ยิ่งกว่านั้น ในนมแพะยังมี CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ที่มากกว่านมวัวถึง 50% ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ต้องบอกว่าเคล็ดลับทั้ง 4 ข้อนี้จะแยกทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสนับสนุนส่งเสริมลูกพร้อมๆ กันทั้ง 4 ข้อเลยจึงจะได้ผล และก็ต้องทำทุกวันให้ลูกติดเป็นนิสัยด้วยค่ะ เพราะนอกจากเขาจะเป็นเด็กตัวสูงแล้วยังเติบโตไปอย่างสุขภาพดีด้วย
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

4 สารอาหาร Bioactive Components ในนมแพะ เสริมภูมิคุ้มกันเพื่อลูกน้อยแข็งแรงสมวัย
img-over-post

4 สารอาหาร Bioactive Components ในนมแพะ เสริมภูมิคุ้มกันเพื่อลูกน้อยแข็งแรงสมวัย

4 สารอาหาร Bioactive Components ในนมแพะ เสริมภูมิคุ้มกันเพื่อลูกน้อยแข็งแรงสมวัย คุณแม่ช่างหาความรู้ ช่างเลือกคงทราบกันดีว่า นมแพะมีสารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับลูกมาก เพราะโปรตีนนมแพะย่อยง่าย ไม่ทำให้ท้องผูก ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้อาหาร แพ้นมวัว แต่คุณแม่อาจจะยังไม่รู้ว่าสารอาหารตัวไหน สารอาหารชื่ออะไรในนมแพะที่ส่งผลดีกับลูก มารู้และจำไปพร้อมๆ กันค่ะ ครั้งต่อไปเวลาเลือกอาหารหรือนมสำหรับลูกจะได้ยึดสารอาหารเหล่านี้ไว้เป็นหลักค่ะ นิวคลีโอไทด์ โพลีเอมีนส์ ทอรีน และ โกรทแฟคเตอร์ คือ 4 สารอาหารสำคัญที่เรียกว่า Bioactive Components ซึ่งพบมากในนมแพะ Bioactive Components คือ สารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และสารอาหารแต่ละตัวก็จะออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจง ดังนั้นถ้าลูกดื่มนมแพะที่มีสารอาหาร Bioactive Components ก็จะช่วยส่งเสริม พัฒนาการด้านต่างๆ 4 สารอาหาร Bioactive Components ในนมแพะ เน้นเสริม 4 พัฒนาการเด็ก นิวคลีโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันสำหรับลูกน้อย ทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาของลูกน้อยดีขึ้น โพลีเอมีนส์ ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหารของลูกน้อยให้สมบูรณ์ โกรทแฟคเตอร์ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย จริงๆ แล้ว 4 สารอาหาร Bioactive Components พบมากที่สุดในนมแม่ เพราะนมแม่มีระบบการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า เรียกว่า “อะโพไครน์” (Aprocrine) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติหลุดออกมาพร้อมกับน้ำนม ที่เรียกว่า Bioactive Components นั่นเอง เราจึงสนับสนุนและรณรงค์ให้คุณแม่ให้นมลูกตั้งแต่แรกเกิดให้นานที่สุด หรืออย่างน้อยต้องให้นมแม่นาน 6 เดือน เพื่อลูกจะได้รับสารอาหารสำคัญจากนมแม่ รวมถึงภูมิคุ้มกันต่างๆ จากนมแม่ จากการศึกษาพบว่า นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน จึงทำให้มี Bioactive Components ในปริมาณสูงเช่นกัน นอกจากนี้นมแพะยังมี โปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ทำให้ลูกสบายท้อง เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีน ซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง โดยเฉพาะในขวบปีแรกที่ระบบการย่อย และการดูดซึมสารอาหารของลูกยังพัฒนาไม่เต็มที่ ยิ่งกว่านั้น ในนมแพะยังมี CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรงเต็มที่ และนมแพะยังมีพรีไบโอติก หรือใยอาหาร ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ จึงทำให้ลูกน้อยขับถ่ายง่าย สบายท้อง ช่วยลดปัญหาท้องผูก และช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย (Ref. Neveu et al. Reprod Nutr Dev. 2002; 42:163-172.) ต่อไปนี้เวลาเลือกอาหารหรือนมให้ลูกดื่ม จำ 4 ชื่อสารอาหารสำคัญ Bioactive Components ไว้ให้ดีแล้วเลือกให้ลูกได้ดื่มนะคะ เพราะสุขภาพที่ดี ส่งผลต่อพัฒนาทางร่างกายและการเรียนรู้อย่างสมวัยค่ะ
ภูมิคุ้มกัน, ใยอาหาร, นมแพะ DG
เช็คให้ชัวร์! สารอาหารในนมแพะช่วยให้ลูกไม่ป่วยง่าย ภูมิคุ้มกันดีจริงหรือ
img-over-post

เช็คให้ชัวร์! สารอาหารในนมแพะช่วยให้ลูกไม่ป่วยง่าย ภูมิคุ้มกันดีจริงหรือ

เช็คให้ชัวร์! สารอาหารในนมแพะช่วยให้ลูกไม่ป่วยง่าย ภูมิคุ้มกันดีจริงหรือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถสร้างได้ตั้งแต่แรกเกิดผ่านนมแม่ เราจึงมักพบว่าเด็กนมแม่จะแข็งแรง พัฒนาการสมวัย และไม่ป่วยง่าย หนึ่งในกว่า 200 สารอาหารในนมแม่ที่ช่วยส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกคือ พรีไบโอติก (Prebiotics) ชนิด “โอลิโกแซ็กคาไรด์ (Oligosaccharide) เช่น Inulin และ Oligofructose” ซึ่งเป็นใยอาหาร ที่ไม่ถูกย่อยและดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร เป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ดี และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยอีกด้วย จากการศึกษาวิจัยพบว่า มพรีไบโอติก ชนิดโอลิโกแซ็กคาไรด์ ก็พบได้มากในนมแพะ เช่น อินูลิน และ โอลิโกฟรุกโตส ซึ่งพรีไบโอติก เป็นใยอาหาร ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ โดยในนมแพะมีพรีไบโอติกโอลิโกแซคคาไรต์ อยู่ประมาณ 250 – 300 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งมีมากกว่านมชนิดอื่น 4 – 5 เท่า เมื่อมีจุลินทรีย์สุขภาพในร่างกายมาก ก็ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกให้แข็งแรง ช่วยป้องกันการติดเชื้อ การอักเสบ ในทางเดินอาหาร และช่วยลดความเสี่ยงเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ (Ref. Martinez-Ferez et al., 2015) พรีไบโอติก ในนมแพะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก ไม่ป่วยบ่อย พรีไบโอติก ช่วยไม่ให้จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค เช่น เชื้อโรต้าไวรัส (Rotavirus), โนโรไวรัส (Norovirus), Clostridium difficile4 เกาะที่ผนังลำไส้ได้ เนื่องจากมีโครงสร้างที่สามารถรวมตัวบนผิวเซลล์ของเยื่อบุทางเดินอาหาร หรือที่เรียกกันว่า “กลีโคคอนจูเกส (Glycoconjugates)” มีหน้าที่ดักจับเชื้อโรคต่าง ๆ แล้วสลายเชื้อเหล่านั้นไปพร้อมกับอุจจาระ พรีไบโอติก สามารถลดการเกาะของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบ (Streptococcus pneumonia), โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Haemophilus influenza) และเชื้อ E. Coli บนเยื่อบุทางเดินปัสสาวะได้ พรีไบโอติก ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว ฟื้นระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ใหญ่ พรีไบโอติก ข่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็ง พรีไบโอติก ช่วยให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้เพิ่มจำนวนมากขึ้น ช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียสาเหตุโรคท้องร่วง พรีไบโอติก ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยลดปัญหาท้องผูก พรีไบโอติกส์ในนมแพะมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเด็กเล็กอย่างมาก เพราะพรีไบโอติกส์ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพพร้อมกับลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และยังช่วยให้การขีบถ่ายดีขึ้น ท้องไม่ผูก ที่สำคัญนมแพะยังมีโปรตีนย่อยง่าย ทำให้ลูกสบายท้อง เพราะมีเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง ช่วยให้ลูกรักเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัย นมแพะ จึงเป็นแหล่งอาหารที่มีทั้ง โปรตีนที่ดี ที่ย่อยง่ายช่วยให้ลูกสบายท้อง และมีพรีไบโอติกอย่าง Inulin & Oligofructose ที่เป็นตัวกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยให้ลูกน้อยขับถ่ายดี ท้องไม่ผูก สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ดังนั้นควรให้ลูกรักดื่มนมแพะ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง และพัฒนาการเติบโตสมวัย ไม่ป่วยง่าย
ภูมิคุ้มกัน, พรีไบโอติก, นมแพะ DG
โปรตีนนมแพะมาแรง! 4 ข้อดีของโปรตีนนมแพะที่ตอบโจทย์คุณแม่ที่มีลูกวัยคิดส์
img-over-post

โปรตีนนมแพะมาแรง! 4 ข้อดีของโปรตีนนมแพะที่ตอบโจทย์คุณแม่ที่มีลูกวัยคิดส์

โปรตีนนมแพะมาแรง! 4 ข้อดีของโปรตีนนมแพะที่ตอบโจทย์คุณแม่ที่มีลูกวัยคิดส์ โปรตีนในนมเป็นสารอาหารสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อย แต่ทราบไหมว่า โปรตีนในนมแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน อย่างโปรตีนในนมแพะมีคุณสมบัติที่เหนือชั้นกว่าโปรตีนในนมชนิดอื่น เพราะโปรตีนนมแพะเป็นโปรตีน ที่ย่อยและดูดซึมง่าย ซึ่งข้อดีของโปรตีนในนมแพะนั้นมี ดังนี้ โปรตีนในนมแพะ ย่อยง่าย สบายท้อง เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนแอลฟาเอสวันเคซีนซึ่งย่อยยากต่ำ และมีโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง ทำให้นมแพะถูกย่อยและดูดซึมได้ง่าย ทำให้ลูกสบายท้อง ท้องไม่อืด และช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต โปรตีนนมแพะ ช่วยดูดซึมสารอาหารสำคัญ เพราะนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งช่วยในการดูดซึมธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น เหล็ก สังกะสี แคลเซียม แมกนีเซียม เพื่อให้แร่ธาตุสำคัญเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปรตีนนมแพะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต และช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน นมแพะมีโปรตีนคุณภาพดีที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โปรตีนในนมแพะ ลดโอกาสเกิดการแพ้ เพราะมีปริมาณโปรตีนก่อแพ้ หรือเบต้า-แลคโตกลอบบูลิน (Beta Lactoglobulin) น้อยกว่านมวัว 3 เท่า โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า สำหรับลูกวัยคิดส์ การกินอาหารครบ 5 หมู่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะลูกต้องการสารอาหารและพลังงานมาใช้ในการเจริญเติบโตใช้ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน นมจึงเป็นอีกหนึ่งอาหารที่ลูกควรได้ดื่มทุกวัน เพื่อได้รับสารอาหารจำเป็นอย่างครบถ้วน ให้ลูกรักมีร่างกายแข็งแรง มีพัฒนาการดีสมวัย
ใยอาหาร, พรีไบโอติก, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

หน้าร้อน ระวังลูกป่วยเป็นหวัดแดด
img-over-post

หน้าร้อน ระวังลูกป่วยเป็นหวัดแดด

หน้าร้อน ระวังลูกป่วยเป็นหวัดแดด หวัดแดด หรือ Summer Flu คือไข้หวัดที่ทำให้คนเรามีอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ มีไข้สูง จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งสาเหตุเกิดจากเชื้อ Influenza virus เป็นตัวเดียวกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เราป่วยเป็นไข้หวัดนั่นละค่ะ ยิ่งถ้าช่วงไหนเด็กๆ ร่างกายอ่อนแอ บวกกับชอบวิ่งเล่นกลางแจ้งช่วงแดดจัดๆ ด้วยแล้ว โอกาสเป็นหวัดแดดมีสูงเลยละ ดังนั้นเรามาหาวิธีป้องกันหวัดแดดกันเถอะ 7 วิธีป้องกันหวัดแดด 1. หลีกเลี่ยงแดดจัดๆ โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-15.00 น.เพราะแดดร้อน ๆ จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลูกสูงกว่าปกติ จนทำให้ภูมิต้านทานของลูกอ่อนแอลง หากจำเป็นต้องออกแดดควรกางร่ม สวมหมวกมีปีก สวมเสื้อแขนยาว และทาครีมกันแดดให้เด็กๆ ทุกครั้ง 2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม มะเขือเทศ ฝรั่ง เพื่อป้องกันโรคหวัด และควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว เพื่อลดการสูญเสียน้ำจากเหงื่อ แต่หากไม่สามารถทำให้ลูกดื่มน้ำได้ในปริมาณที่กำหนด อาจลดปริมาณน้ำลง 2 แก้ว แล้วชดเชยด้วยนมแทนก็ได้ 3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เด็ก ๆ ต้องนอนอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันดี ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยไข้ได้ง่าย 4. ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยให้ลูกเป็นคนเลือกกีฬาที่เขาชอบด้วยตนเองแล้วพากันไปออกกำลังกาย อาจจะเป็นช่วงเช้าก่อน 10 โมง หรือเย็นๆ หลังแดดร่มลมตกไปแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนและป้องกันโรคลมแดด (Heat Stroke) 5. หลีกเลี่ยงไม่ใกล้ชิดคนที่เป็นหวัด ไอ จาม มีน้ำมูก เพื่อลดโอกาสการรับเชื้อจากผู้ป่วยต้องบอกลูกให้ระวัง ขณะเดียวกันไม่ควรพาลูกไปในสถานที่แออัดอากาศไม่ถ่ายเท เช่น ตลาดนัด โรงภาพยนตร์ เป็นต้น 6. ล้างมือเป็นประจำ ควรสอนลูกให้ติดเป็นนิสัย ทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร หลังเล่นของเล่น หรือหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อป้องกันป้องเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และเป็นการส่งเสริมสุขลักษณะที่ดี 7. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหวัดให้แก่เด็ก โดยเริ่มฉีดได้ตั้งแต่ลูกอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป และควรฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี เนื่องจากความรุนแรงของเชื้อที่ระบาดในแต่ละปีไม่เท่ากัน นอกจากหวัดแดดแล้ว ยังมีโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุภาพร่างกายของเด็กๆ อีก เพราะฉะนั้นนอกจากจะหาทางป้องกันให้กับลูกๆ แล้ว การสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
ภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG
ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย
img-over-post

ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย

ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย โรคอีสุกอีใส แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง เป็นแล้วหาย แต่ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กๆ ก็ทำให้เขาทรมานไม่น้อย จนทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลใจ เวลาที่เห็นลูกแสบคัน ร้องไห้งอแงก็ทำเอาใจของพ่อแม่เกือบสลายได้เหมือนกัน แบบนี้มาหาวิธีรับมือ เพื่อจะช่วยบรรเทาอาการให้ลูกน้อยกันดีกว่า อีสุกอีใส โรคธรรมดาที่ไม่น่ารัก โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Varicella zoster virus) ซึ่งอาการจะมีผื่นและตุ่มใสๆ ขึ้นตามตัว ลักษณะของผื่นจะค่อยๆ ขึ้นที่ละระลอก ขึ้นเป็นกลุ่มๆ ไม่ขึ้นพร้อมกัน กระจัดกระจายตามร่างกาย บางทีจะออกเป็นผื่นแดงราบ บางทีเป็นตุ่มน้ำใสๆ บางทีเป็นตุ่มมีหนอง และจะค่อยๆ เริ่มตกสะเก็ด และหายไปภายใน 7-10 วัน ช่วงที่ผื่นและตุ่มใสๆ ขึ้น จะทำให้มีอาการคัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เด็กๆ ต้องเกา บางครั้งเผลอเกามากจนเป็นแผลอักเสบ ติดเชื้อ และร่องรอยที่เจ้าตุ่มใสทิ้งไว้ให้เด็กๆ ก็คือแผลเป็นที่ไม่น่ารักเอาซะเลย เจ้าโรคนี้จะพบมากในเด็กอายุระหว่าง 5 – 12 ปี รองลงมากลุ่มเด็กเล็กอายุ 1 – 4 ปี และกลุ่มวัยรุ่น วัยหนุ่มสาวตามลำดับ เป็นโรคที่ติดต่อผ่านทางการไอ จาม สัมผัสถูกตุ่มใสโดยตรง และสัมผัสของใช้ของผู้ที่เป็นโรคนี้ โดยจะมีระยะการฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์และช่วงที่แพร่ระบาดมากที่สุดคือช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ดังนั้นต้องป้องกันและเตรียมรับมือไว้ก่อนที่ลูกจะเป็น 6 วิธี ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย 1. ต้องแยกเด็กไปอยู่ห้องอื่น หากในบ้านมีคนป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส ต้องแยกเด็กไปอยู่ห้องอื่น ยิ่งบ้านไหนมีเด็กหลายคนต้องแยกคนละห้องก่อน เพื่อป้องกันลูกอีกคนติดเชื้อ 2. ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ ของเล่น หรือของกิน ช่วงนี้ควรแยกใช้ชั่วคราวก่อน 3. ควรให้ลูกหยุดโรงเรียนก่อนจนกว่าจะหาย ถ้าโรงเรียนมีการระบาด หรือถ้าลูกเป็นควรให้ลูกหยุด ก่อนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ 4. พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดมากๆ 5. ทายาแก้คัน และใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติค่อยๆ เช็ดตามตัว หากลูกมีอาการคันมาก ร้องไห้งอแง ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่เกาแผล ทายาช่วยบรรเทาอาการคันได้ 6. ฉีดวัคซีนป้องกัน เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดซ้ำอีกครั้งช่วงอายุ 4-6 ปี แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% ฉีดแล้วก็สามารถเป็นได้ แต่จะช่วยบรรเทาอาการจากหนักเป็นเบาได้ และสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ คือให้ลูกได้รับโภชนาการที่ครบถ้วน เพราะสารอาหารสำคัญจะช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันโรคภัยต่างๆ ได้ อย่าง “นมแพะ” นั่นเพราะ“นมแพะ” มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ (Apocrine Secretion) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ที่สำคัญยังมี “พรีไบโอติก” ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร เพราะทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และบิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ผลที่ตามมาคือ ห่างไกลจากโรคอีสุกอีใส
ภูมิคุ้มกัน, พรีไบโอติก, นมแพะ DG
ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่
img-over-post

ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่

ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่ ไวรัส RSV ทำให้เด็กๆ หลายคนต้องเข้าโรงพยาบาลมาแยะแล้วค่ะ ไวรัส RSV คืออะไร อาการของเด็กที่ติด RSV เป็นอย่างไร ดีจีมีข้อมูลมาบอก พร้อมวิธีป้องกันลูกจากไวรัส RS ไวรัส RSV คืออะไร RSV ย่อมาจาก Respiratory Syncytial virus คือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และเชื้อไวรัสจะเจริญเติบโตได้ดีในอากาศเย็นและชื้นในฤดูฝน แต่จริงๆ แล้วการพบเชื้อ RSV สามารถพบเชื้อได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน ซึ่งเด็กเล็กมีโอกาสติดเชื้อนี้ได้ง่าย จากการอยู่ใกล้ชิด สัมผัสกับสารคัดหลั่ง และทางลมหายใจของผู้ที่เป็นโรค RSV เพียงแค่การหอมแก้มก็สามารถติดได้แล้ว อาการของ RSV อาการคล้ายกับการเป็นหวัด แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือจะมีอาการเหนื่อยหอบร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้ใกล้เคียงกับโรคปอดบวม บางรายอาจจะหายใจแรงจนสังเกตได้จากการยุบบุ๋มลงไป และโป่งพองขึ้นมา เด็กบางคนอาจจะหายใจเข้าออกลำบาก มีเสียงวี้ดร่วมด้วย เด็กบางคนอาจจะไอมากจนอาเจียนได้ ซึมไม่ร่าเริง ไม่อยากอาหาร มีอาการตัวเขียว หรือสีที่ผิวหนังมีลักษณะออกม่วงหรือเขียว เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ (cyanosis) TIPS: อาการตัวเขียวหรือม่วงจากออกซิเจนไม่เพียงพอ เกิดจากเลือดจำนวนมากอยู่ในสภาพที่ขาดออกซิเจนจึงทำให้เห็นเป็นสีม่วง เมื่อเทียบกับเลือดที่ได้รับออกซิเจนเพียงพอที่มีสีแดง RSV ไม่มีทางรักษา เชื้อไวรัส RSV ไม่มีทั้งวัคซีนและยารักษา สิ่งที่จำเป็นต้องห่วงคือ ภาวการณ์ขาดน้ำในเด็กที่เป็นติดเชื้อไวรัส RSV เพราะเมื่อร่างกายของเด็กๆ ขาดน้ำ จะทำให้เสมหะเหนียวเชื้ออาจจะลงปอดได้ หากอาการเป็นหนัก อาจจะต้องใช้ยาพ่นร่วมกับการให้ออกซิเจนแก่เด็กๆ เพื่อช่วยขยายหลอดลมให้หายใจได้ดีขึ้น ลดอาการตัวเขียวได้ หากตัวร้อนมีไข้ก็สามารถเช็ดตัวลดความร้อน หรือกินยาลดไข้ตามอาการได้ด้วยเช่นกัน สิ่งที่ต้องทำคือนอนพักเยอะๆ ให้ร่างกายจัดการเชื้อไวรัสตัวนี้ ร่างกายจะฟื้นตัวในระยะเวลา 7-14 วันแต่แม้ว่าจะหายจากการเป็นโรค RSV แล้ว หลอดลมและถุงลมฝอยของเด็กๆ ก็จะมีการอักเสบได้ง่ายเมื่อมีการติดเชื้อใหม่อีกครั้ง ดีที่สุดคือการป้องกัน การล้างมือคือทางป้องกันที่ดีที่สุด โดยการล้างมือแต่ละครั้งต้องล้างด้วยสบู่หรือน้ำยาล้างมือให้นานเพียงพอ หรือนานเท่ากับการร้องเพลงช้าง ช้าง ช้าง จบ 1 รอบ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และกินอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ เมื่อลูกมีอาการผิดปกติ ให้รีบแยกลูกออกจากเด็กๆ ที่ปกติดี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ RSV คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้ามามีบทบาทสังเกตอาการของลูกให้ถี่ถ้วน เพราะหากทิ้งไว้นานอาการอาจแย่ลงจนร้ายแรงต่อชีวิตลูก และทำให้เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังได้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือดูแลสุขภาพลูกอยู่เสมอ กินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน ดื่มนมที่มีประโยชน์สูง เช่น นมแพะ เพราะนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ จึงมีสารอาหารที่มีประโยชน์ตามธรรมชาติสูง เช่น นิวคลีโอไทด์* ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย นอกจากนี้นมแพะยังมี CPP* โปรตีนและไขมันคุณภาพ ที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ มีแคลเซียมและวิตามินบี 12 สูง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและสุขภาพให้แข็งแรง เป็นเกราะป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างดี Ref:Neveu et al. Reprod Nutr Dev. 2002; 42:163-172 Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

ปัญหา “ลูกท้องผูก” สยบจบได้ด้วยพรีไบโอติกในนมแพะ
img-over-post

ปัญหา “ลูกท้องผูก” สยบจบได้ด้วยพรีไบโอติกในนมแพะ

ปัญหา “ลูกท้องผูก” สยบจบได้ด้วยพรีไบโอติกในนมแพะ ลูกท้องผูกเป็นปัญหาของคุณแม่ทุกคนค่ะ วิธีจัดการปัญหาลูกท้องผูก มาทำความรู้จักกับพรีไบโอติกส์ในนมแพะที่นอกจากช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายที่ดี ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการช่วยป้องกัน และลดอัตราการติดเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในลำไส้ได้อีกด้วย พรีไบโอติกส์ ดีกับลำไส้ ช่วยดูแลระบบขับถ่ายอย่างไรบ้าง ในนมแพะมีพรีไบโอติก (Prebiotics)ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose พรีไบโอติก คือใยอาหารที่ร่างกายของเราไม่สามารถย่อยและดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารได้ พรีไบโอติกส์ เป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ พรีไบโอติกส์นั้นจะกระตุ้นการทำงาน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก ลดการอักเสบบริเวณลำไส้ และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้ลูกได้เป็นอย่างดี พรีไบโอติกดีกับลำไส้ ช่วยดูแลระบบขับถ่าย พรีไบโอติกช่วยลดปัญหาติดเชื้อในทางเดินอาหาร พรีไบโอติกซึ่งเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ช่วยรักษาสมดุลในระบบทางเดินอาหาร โดยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดร้ายส่งผลให้ระบบทางเดินอาหารแข็งแรง กระตุ้นการเจริญเติบโต ของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ เช่น ไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) แลคโตบาซิลไล (Lactobacilli) และช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคจากการติดเชื้อ ซึ่งทำให้มีอาการท้องเสีย ปวดท้อง พรีไบโอติกช่วยลดอาการท้องผูก พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) ซึ่งเป็นใยอาหาร ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ลดปัญหาอาการท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี พรีไบโอติก ช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ขับถ่ายได้มากขึ้น พรีไบโอติกส์ช่วยให้ลำไส้มีการบีบตัว และยังทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้น เพิ่มมวลอุจจาระทำให้มีการขับถ่ายดีขึ้น ทำให้ลูกขับถ่ายได้ง่าย พรีไบโอติกมีประโยชน์ต่อร่างกายของเด็กเล็กอย่างมาก ซึ่งนอกจากพรีไบโอติกจะมีอยู่ในนมแม่แล้ว ยังมีอยู่ในนมแพะ พรีไบโอติกส์ในนมแพะมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพราะพรีไบโอติกจะช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพพร้อมกับลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกน้อย ทำให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย นอกจากนี้ในนมแพะยังมีโปรตีนที่ดี ที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ทำให้ลูกสบายท้อง และนมแพะยังมีไขมันชนิดดี อย่าง MCT Oil ซึ่งเป็นไขมันที่ย่อยได้ง่าย ทำให้ลูกท้องไม่ผูก และมีน้ำหนักตัวดีสมวัย นมแพะ จึงเป็นแหล่งอาหารที่มีทั้ง โปรตีนที่ดี ที่ย่อยง่ายช่วยให้ลูกสบายท้อง ท้องไม่อืด และยังเสริมทัพด้วย Prebiotics จึงช่วยให้ลูกน้อยขับถ่ายดี หมดปัญหาอาการท้องผูก
ใยอาหาร, พรีไบโอติก, นมแพะ DG
9 เหตุผลที่คุณแม่เลือกและพูดถึงนมแพะมากที่สุดในโซเชียล
img-over-post

9 เหตุผลที่คุณแม่เลือกและพูดถึงนมแพะมากที่สุดในโซเชียล

9 เหตุผลที่คุณแม่เลือกและพูดถึงนมแพะมากที่สุดในโซเชียล เราอาจเคยสงสัยว่า นมแพะดีอย่างไร ทำไมต้องดื่มนมแพะ ถ้าได้รู้ประโยชน์ และข้อดีของนมแพะแล้ว อาจจะทำให้คุณแม่ต้องอึ้ง! ทำไมใคร ๆ ถึงบอกว่านมแพะช่วยให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย ท้องไม่ผูก ในนมแพะมีสารอาหารอะไรบ้าง และนมแพะดีต่อร่างกายอย่างไร มาดู 9 ประโยชน์น่าทึ่ง! ในนมแพะกัน 1. นมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติสูง แพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน เรียกว่า อะโพไคร์น ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติที่เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ลูกน้อยแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย ทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น โพลีเอมีนส์ ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ และโกรทแฟคเตอร์ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตให้ลูกรักมีร่างกายที่แข็งแรง มีพัฒนาการดีสมวัย 2. นมแพะช่วยให้ลูกรักมีร่างกายแข็งแรง มีพัฒนาการดีสมวัย เด็กหลายคนมีปัญหาดื่มนม แล้วงอแงไม่สบายตัว ไม่สบายท้อง ท้องอืด เพราะเด็กเล็กระบบย่อยอาหารยังทำงานไม่เต็มที่ ทำให้ย่อยโปรตีนในนมที่ย่อยยากไม่ได้ แต่โปรตีนในนมแพะ เป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง และมีสัดส่วนของโปรตีนแอลฟ่า เอสวัน เคซีน ซึ่งย่อยยากในปริมาณต่ำ จึงทำให้โปรตีนนมแพะย่อยและดูดซึมได้ง่าย ที่สำคัญนมแพะยังมีโปรตีน CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกรักมีร่างกายแข็งแรง มีพัฒนาการที่ดีสมวัย 3. นมแพะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภูมิแพ้ นมแพะมีโปรตีนก่อแพ้ หรือโปรตีนเบต้าแลคโตกลอบบูลิน ซึ่งเป็นโปรตีนก่อแพ้ที่มีขนาดใหญ่ น้อยกว่านมทั่วๆไปถึง 3 เท่า โอกาสเกิกการแพ้จึงน้อย 4. นมแพะช่วยให้ลูกน้อย นมแพะมีไขมัน MCT Oil ตามธรรมชาติ MCT Oil เป็นไขมันสายโซ่ปานกลาง (Medium Chain Triglycerides) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าไขมันในนมวัว จึงย่อยได้ง่าย ร่างกายลูกน้อยดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีน้ำหนักตัวเหมาะสมตามวัย 5. นมแพะช่วยให้ลูกขับถ่ายดี ท้องไม่ผูก นมแพะมีพรีไบโอติกส์ (Preboitics) ชนิดOligosaccharide (Inulin & Oligofrcutose) ที่ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายของลูกน้อย พรีไบโอติกส์ คือใยอาหารที่ละลายน้ำได้ และไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหารส่วนบน ทำให้ผ่านมาที่ลำไส้ใหญ่ จึงช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ดี ซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ ช่วยเพิ่มสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ดีกับระบบขับถ่าย ช่วยลดปัญหาการท้องผูก และเสริมภูมิคุ้มกันได้ 6. นมแพะช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ในนมแพะมีพรีไบโอติก (Prebiotics) ชนิดOligosaccharide (Inulin & Oligofrcutose) หรือใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในทางเดินอาหาร ซึ่งในนมแพะมีมากกว่าในนมวัว 4-5 เท่า และเป็นแบบเดียวกับนมแม่ จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อ การอักเสบในทางเดินอาหาร รวมถึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย 7. นมแพะช่วยให้กระดูกและฟันของลูกน้อยแข็งแรง นมแพะมีแคลเซียมสูง ซึ่งทราบกันอยู่แล้วว่าแคลเซียมมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง 8. นมแพะดีกับจอประสาทตา และการมองเห็น นมแพะอุดมไปด้วยวิตามินต่าง ๆ ได้แก่ วิตามิน A ที่ช่วยพัฒนาจอประสาทตาและการมองเห็น และ ทอรีนที่ช่วยพัฒนาการทำงานของจอประสาทตา ซึ่งเป็นพัฒนาการสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาตั้งแต่เล็ก ๆ นมแพะดีกับสมองและการเรียนรู้ นมแพะมีโอเมก้า 3, 6, 9 ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ DHA และ ARA ที่เป็นกรดไขมันจำเป็นสำคัญที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ดีต่อพัฒนาการของสมอง สติปัญญา ทำให้ลูกน้อยมีความพร้อมที่จะเรียนรู้สมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
ใยอาหาร, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
6 วิธีทำให้ลูกรู้จัก “ความสุข” แบบ Advance ท่ามกลางสังคมดราม่าจนแม่ต้องทึ่งว่าตัวแค่นี้ก็ทำได้
img-over-post

6 วิธีทำให้ลูกรู้จัก “ความสุข” แบบ Advance ท่ามกลางสังคมดราม่าจนแม่ต้องทึ่งว่าตัวแค่นี้ก็ทำได้

6 วิธีทำให้ลูกรู้จัก “ความสุข” แบบ Advance ท่ามกลางสังคมดราม่าจนแม่ต้องทึ่งว่าตัวแค่นี้ก็ทำได้ ใครบอกว่าลูกหรือเด็กๆ ยังไม่รู้หรอกว่าความสุขเป็นยังไง เราขอยืนยันค่ะว่าลูกเล็กของเรารู้แล้วนะว่าความสุขคือความรู้สึกแบบไหน แต่การจะสอนและทำให้ลูกมีความสุขในสังคมปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ เราจึงมี 6 วิธีทำให้ลูกรู้จัก “ความสุข” แบบ Advance ท่ามกลางสังคมดราม่ามาแนะนำ ถ้าคุณแม่ทำได้สัก 3 ข้อ เชื่อเถอะว่าลูกจะมีความสุข มองโลกในแง่ดี และรู้จักเอาตัวรอดได้ดีกว่าใครแน่นอน 1. อย่าพยายามทำให้ลูกมีความสุข ฟังดูอาจจะ เอ๊ะ!! แปลกๆ ก็อยากเลี้ยงลูกให้มีความสุข ทำไมถึงอย่าพยายามทำให้ลูกมีความสุข ในที่นี่คือ ถ้าอยากให้ลูกมีความสุขระยะยาว ก็อย่าหยิบยื่นความสุขแบบฉาบฉวยให้ลูก คือ อย่าตามใจลูกมากเกินไป ลูกอยากได้อะไร ลูกจะเอาอะไรก็ทำให้ หามาให้หมด หรือประคบประหงมลูกมากเกินไป เพราะกลัวลูกจะไม่มีความสุข ในโลกของความจริงที่ลูกต้องเผชิญ เขาไม่มีทางได้สิ่งที่สมหวังไปหมดทุกอย่าง ถ้าวันที่เขาเติบโตขึ้นแล้วต้องเจอกับความผิดหวัง ถ้าเขาไม่ได้รู้จักเตรียมพร้อมไว้ อาจทำให้ลูกเสียหลักได้ง่าย หรือรู้สึกว่าโลกพังทลายลง ดังนั้นพ่อแม่ต้องต้องให้ลูกได้เรียนรู้ เผชิญกับอารมณ์ต่าง ๆ และรับมืออย่างเหมาะสมตั้งแต่เล็กๆ เช่น ควรให้ลูกโกรธ ผิดหวัง เสียใจบ้าง ถ้าลูกผิดหวังจะร้องไห้ ก็ปล่อยให้ร้อง อย่าบังคับว่าเงียบได้แล้ว หยุดร้อง ให้เขาได้ระบายความเครียดออกมา แล้วคอยแนะนำเมื่อเขาสงบลงเพื่อให้ลูกเป็นเด็กที่ยืดหยุ่น ปรับตัวกับสังคมได้อย่างมีความสุข แล้วจะทึ่งว่าตัวแค่นี้ก็รู้จักรับมือกับอารมณ์ต่าง ๆ ได้ เพียงแต่ควรฝึกเขาตั้งแต่เล็ก ๆ 2. อวยลูกบ้าง ชื่นชมลูกหน่อย อย่าคิดว่าชมลูกแล้วลูกจะเหลิง ขนาดผู้ใหญ่ยังชอบให้คนชื่นชมเลย เด็กก็เช่นกันค่ะ ถ้าเขาทำเรื่องที่น่าชื่นชม หรือใช้ความพยายามควรรีบชื่นชมแม้เพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ คำชมจะทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง รู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเอง จะทำอะไรก็มีความมั่นใจขึ้น การชมลูกควรชมในความพยายามของลูกมากกว่าผลของความสำเร็จ เช่น ชมที่ลูกขยัน ตั้งใจ ทำข้อสอบ ไม่ใช่ชมเพราะลูกสอบได้ที่ 1 สอบได้เกรดดี ถึงชื่นชม เวลาชม ควรใช้ภาษากายร่วมด้วย เช่น สบตา สวมกอด ให้ลูกสัมผัสถึงความจริงใจและความชื่นชมจากพ่อแม่ 3. ร้องเพลง หาเกมมาเล่นกับลูกทุกวัน อยากให้ลูกเป็นเด็กที่เติบโตฉลาด มีความสุข พ่อแม่คือกุญแจสำคัญค่ะ แทนที่จะปล่อยให้ลูกอยู่กับจอทีวี ดู YouTube เวลาว่าง พ่อแม่ต้องให้เวลาเล่นกับลูกให้มากที่สุด การเล่นกับลูกเป็นการกระตุ้นพัฒนาการได้ดีที่สุด อย่าอายที่จะเต้น ร้องรำทำเพลง สนุกสนานไปกับลูก หรือหาเกมส์มาเล่นกับลูกทุก ๆ วัน เช่น เล่นขายของ เล่นซ่อนแอบ เล่นบอร์ดเกม เคล็ดลับง่าย ๆ คือทำตัวเป็นเด็กไปกับลูก ต้องกล้าปลดล็อกตัวเอง พ่อแม่บางคนไม่กล้าเล่นกับลูกเพราะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ ไม่กล้าทำท่าทางแปลก ๆ อยู่ในบ้านไม่ต้องอายใครเลยค่ะ ตะโกน ร้องเพลงกับลูกให้ เพราะการเล่นของลูกจะเป็นพื้นฐานของการพัฒนา ความฉลาดทางปัญญา อารมณ์ และสังคมไปพร้อมๆ กันค่ะ 4. อย่าเปรียบเทียบลูก พ่อแม่ก็ไม่ชอบให้ใครมาเปรียบเทียบตัวเราเอง หรือเปรียบเทียบวิธีเลี้ยงลูก เด็ก ๆ ก็เช่นกัน ลูกไม่ชอบให้พ่อแม่เปรียบเทียบกับคนอื่น การเปรียบเทียบไม่ได้มีประโยชน์อะไรนอกจากสร้างรอยโหว่ในจิตใจเด็ก ๆ ทำให้เด็กขาดความมั่นใจ กดดัน หรือมีปมด้อยได้ บางครั้งพ่อแม่อาจจะเผลอเปรียบเทียบไปโดยไม่รู้ตัว หรือหลงลืมไป ต้องระวังให้ดีค่ะ ถ้าหยุดเปรียบเทียบลูกได้ และหันมาชื่นชมลูกในแบบตัวเขาเอง จะทำให้เขาเป็นเด็กที่มั่นใจ และมีความสุขขึ้นได้มากเลยค่ะ 5. หยุดพูดว่า อย่า อย่า อย่า! อย่าทำโน่น อย่าทำนี่! คำพูดสุดฮิตที่แม่ชอบใช้กับลูก เวลาลูกขยับจะทำอะไร แต่การห้ามลูกทำโน่นนี่ ถ้าหากไม่ใช่เรื่องที่เป็นอันตราย คอขาดบาดตาย หรือรบกวนคนอื่น คุณแม่ควรเพลา ๆ ลงบ้าง เพราะการห้ามลูกมากเกินไปด้วยคำพูดเหล่านี้จะทำให้ลูกไม่กล้าทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ขาดความคิดสร้างสรรค์ เป็นเด็กขาดความมั่นใจ แม่ควรปล่อยให้ลูกได้คิดตัดสินใจ หรือได้วิ่งเล่น ทำอะไรได้อย่างอิสระบ้าง เพื่อให้ลูก ๆ ได้มีความสุขในแบบของเขา 6. ดูแลลูกให้แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันดี ไม่ป่วยบ่อย นอกจากดูแลลูกให้มีความสุขในทุก ๆ วันแล้ว การดูแลสุขภาพร่างกายลูกให้แข็งแรงก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าลูกมีความสุข แต่ร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บป่วยบ่อย ก็ทำให้ความสุขลดลงได้ ดังนั้นการเลือกนมที่ช่วยดูแลภูมิคุ้มกันลูกให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การเลี้ยงดู อยากให้ลูกมีความสุขแบบ Advance ต้องรู้จักเคล็ดลับเลือกนมแพะแบบ Advance เช่นกัน “นมแพะ” มีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ คือ อะโพไคน์ ทำให้ได้สารอาหารธรรมชาติ ที่เรียกว่า Bioactive Components นมแพะมีโปรตีน ที่ย่อยและดูดซึมง่าย ที่สำคัญยังมี CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี เข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรงเต็มที่ ที่สำคัญคือมีพรีไบโอติกส์ เช่น Inulin & Oligofructose ที่ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายของลูกน้อย และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน จึงทำให้คุณแม่สบายใจมากขึ้น เมื่อเพิ่อลูกรักเติบโตแข็งแรง ภุมิคุ้มกันดี ไม่ป่วยบ่อย
พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG