curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

เวิร์คจนต้องบอกต่อ! 6 เทคนิคกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี
img-over-post

เวิร์คจนต้องบอกต่อ! 6 เทคนิคกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี

เวิร์คจนต้องบอกต่อ! 6 เทคนิคกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี บ้านไหนมีลูกในวัย 1- 2 ปีบ้างคะ วัยนี้กำลังซน ซ่า และอยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกอย่างเลยจริงไหมคะ ช่วงนี้จึงเหมาะสมมาก สำหรับการกระตุ้นการทำงานของสมองลูกให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความสามารถในการจดจำค่ะ แต่ก่อนที่จะกระตุ้นสมองลูกดี เรามาดูกันก่อนว่าลูกอายุ 1-2 ปี ของเราเขาทำอะไรได้บ้าง ลูกวัย 1 – 2 ปี สามารถจดจำได้มากขึ้น ถ้าพ่อแม่เอาของไปซ่อนไว้ใต้ผ้าห่ม ลูกจะสามารถค้นเจอได้เพียงเห็นการซ่อนครั้งเดียว นอกจากนี้เขายังจำผลของการกระทำสิ่งต่างๆ ที่ง่ายๆ ได้ เช่น กดปุ่มนี้แล้วเดี๋ยวจะมีตุ๊กตาโผล่ออกมาจากกล่อง ลูกวัยนี้จำได้ว่าใครที่แสดงความรักกับเขา เช่น จำได้ว่าถ้าพ่อมาหาก็จะมาอุ้มและจะรู้สึกไม่พอใจถ้าต้องถูกอุ้มไปจากพ่อแม่ หรือคนที่แสดงความรักกับตัวเอง ลูกวัยนี้สามารถจดจำและเลียนแบบท่าทางของพ่อแม่ หรือคนรอบข้างได้ เช่น หยิบโทรศัพท์มากดปุ่มหรือแนบหูโทรศัพท์เหมือนกำลังคุยโทรศัพท์จริงๆ ลูกวัยนี้สามารถแสดงออกได้แล้วว่าถนัดซ้าย หรือถนัดขวา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สังเกตได้จากการจับของเล่น การจับช้อนรับประทานอาหารของเขา ลูกวัยนี้สามารถจดจำคำศัพท์ได้หลายคำ และพยายามสื่อสารออกมาเป็นคำพูดด้วยการพยายามเรียบเรียงขึ้นเองและการพูดเลียนแบบพ่อแม่ เช่น ปาปา มามา เป็นต้น วิธีกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี ให้ลูกได้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อที่ร่างกายจะได้นำไปใช้ในการเสริมสร้างเซลล์สมอง สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดโรค เช่น ฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน ดูแลเรื่องมลภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะสามารถส่งผลร้ายต่อการพัฒนาของสมองลูก สร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ลูกมีความสุข อบอุ่น ปลอดภัย เพราะลูกมีความสุข สมองจะพัฒนาดี พูดคุย เล่านิทาน และอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมช่วยพัฒนาสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการคิด ภาษา การสื่อสาร รวมทั้งนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศให้ลูกเกิดความอยากรู้ อยากหาคำตอบ เช่น ถามคำถามง่ายๆ ว่าของสิ่งนี้อยู่ตรงไหน ใช้ทำอะไร หรือเล่นเกมความจำให้ลูกจำว่าเห็นภาพอะไร แล้วหาให้พบ เพื่อกระตุ้นสมองของเขา เปิดโอกาสให้ลูกได้ "เล่น" เต็มที่อย่างไม่ปิดกั้น เพราะการเล่นคือการสำรวจ การทำความเข้าใจ และการเรียนรู้กับโลกที่อยู่รอบตัวเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์ภายนอกและคอยดูไม่ให้เขาได้รับอันตรายจากการเล่นที่อาจจะเกิดขึ้น
การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับลูก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน
img-over-post

5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน

5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน พ่อแม่หลายคนมีปัญหาเมื่ออยากจะเริ่มสอนลูกอ่าน เขียน หรือทำการบ้าน แต่ลูกไม่มีสมาธิ หรือไม่สนใจที่จะเรียนรู้ แตกต่างจากเวลาอยู่ที่โรงเรียน ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องทำความเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้แตกต่างจากผู้ใหญ่ เขามีความสนใจอยากรู้อยากเห็นเรื่องต่าง ๆ ตลอดเวลา เมื่อสิ่งที่ทำไม่น่าสนใจหรือมีอย่างอื่นให้ทำให้เล่น ลูกก็จะหันไปทำอย่างอื่นแทน ทำให้ดูเหมือนว่ามีสมาธิจดจ่อได้น้อย ซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่ แล้วจะมีเทคนิค เคล็ดลับสร้างสมาธิให้ลูกวัยนี้อย่างไรได้บ้าง 5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน 1. เล่นเกมฝึกสมาธิ เกมเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของลูกได้ดี การเลือกเกมที่เหมาะสมมาเล่นกับลูก จะช่วยฝึก หรือกระตุ้นให้ลูกมีสมาธิเพิ่มขึ้น เช่น เกมจับผิดภาพ หาภาพที่แตกต่าง เกมต่อจิ๊กซอว์ หรือการต่อเลโก้ อาจจะเริ่มจากเกมง่าย ๆ ที่ใช้เวลาในการเล่นไม่นาน แต่ควรเล่นให้จบเพื่อให้ลูกเรียนรู้ที่จะมีสมาธิจดจ่อจนสำเร็จลุล่วง 2. ทำบ้านให้สงบตัดสิ่งรบกวน สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญกับสมาธิ ลองทำบ้านให้เงียบลง ปิดทีวี ไม่เดินไปเดินมา ส่งเสียงดังรบกวน ปรับไฟ ปรับแสงในบ้านให้สว่างพอดี และเลือกเปิดเพลงคลอเบา ๆ ระหว่างลูกอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน จะช่วยให้ลูกมีสมาธิดีกว่าให้เงียบสนิทไปเลย 3. ลดหรืองดดูทีวีเล่นมือถือ การให้ลูกดูทีวี หรือเล่นมือถือ แท็บเล็ตนานเกินไป ก็ทำให้ลูกขาดสมาธิได้ เพราะภาพจากหน้าจอที่เปลี่ยนไปมาจะกระตุ้นให้จดจ่อมีสมาธิได้น้อยลง ถ้าให้ลูกงดดูทีวีไม่ได้ลองปรับเวลาให้ลูกดูทีวีหรือเล่นมือถือ แท็บเล็ตเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ต่อวัน ประมาณวันละ 30-45 นาทีต่อวันพอ และชวนลูกทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน 4. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารก็สำคัญกับสมาธิของลูก ควรหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูงซึ่งส่งผลต่อสมองและการเรียนรู้ของลูก ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ ถั่ว นม และผักผลไม้ 5. กำหนดเป้าหมายสั้นๆในผู้ใหญ่มีสมาธิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 42 นาที แต่สมาธิในเด็กจะสั้นกว่าผู้ใหญ่ อาจจะอยู่ที่ 15-20 นาที ดังนั้นถ้าจะให้ลูกมีสมาธิทำอะไรควรกำหนดเป้าหมาย หรืองานให้ลูกทำในระยะเวลาสั้น ๆ ที่คาดว่าลูกจะทำได้ เช่น ถ้าให้ทำการบ้านอาจจะให้ลูกทำแค่ 1 บทเรียนสั้น ๆ หรือให้วาดรูป ระบายสี 1 หน้า เพราะยิ่งพยายามบังคับให้ลูกทำเกินเวลาไป สมาธิจดจ่อของลูกก็ยิ่งน้อยลง และอาจทำให้รู้สึกไม่ชอบการเรียนได้
พัฒนาการลูก, การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
 3 กิจกรรมเล่นสนุกกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กฝึกใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน 
img-over-post

 3 กิจกรรมเล่นสนุกกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กฝึกใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน 

3 กิจกรรมเล่นสนุกกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กฝึกใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน กล้ามเนื้อมัดเล็ก คือกล้ามเนื้อมือ ซึ่งใช้ในการหยิบจับต่าง ๆ การกระตุ้นฝึกฝนให้กล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรง จะช่วยให้ลูกใช้นิ้ว ใช้มือหยิบจับได้ดี และหากเลือกกระตุ้นด้วยกิจกรรมที่เหมาะสม ยังเป็นการฝึกฝนการใช้มือและสายตาให้สัมพันธ์กันอีกด้วย ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีที่เด็กจะพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทั้งการเขียน การเรียน และการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน 1. กระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยคลิปหนีบกระดาษ อุปกรณ์ คลิปหนีบกระดาษสีต่าง ๆ กระดาษสีตามสีของไม้หนีบ ตัดเป็นวงกลม ฝึกอย่างไร ตัดกระดาษเป็นวงกลม หรือรูปทรงต่าง ๆ ให้ลูก ๆ ใช้คลิปหนีบกระดาษสีต่าง ๆมาหนีบที่กระดาษให้สีตรงกัน หรือแล้วแต่จะสร้างสรรค์ ลูกจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยการหนีบคลิปไปบนกระดาษ และยังได้เรียนรู้เรื่องสีต่าง ๆ พร้อมกับฝึกใช้สายตาและมือให้สัมพันธ์กันขณะที่หนีบ หรือจะนำคลิปมาให้ลูกร้อยต่อ ๆ กันก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เล่นกับลูกเพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กของนิ้วมือได้เช่นกัน 2. ปั้นดินปั้นแป้งฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก อุปกรณ์ แป้งโดว์ หรือ ดินน้ำมันสำหรับปั้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ฝึกอย่างไร การให้ลูกปั้นดิน ปั้นแป้งโดว์ เป็นกิจกรรมที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ถูกใจที่สุด การปั้นเป็นการฝึกและกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ง่ายที่สุด ขณะที่ปั้นหรือขยำดิน กล้ามเนื้อจะได้ออกแรงมากขึ้นเป็นการฝึกความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และการปั้นยังช่วยส่งเสริมจินตนาการของเด็ก ๆ ด้วย เมื่อลูก ๆ ปั้นเสร็จลองชวนคุยให้ลูกเล่าเรื่องราวของสิ่งที่ลูกปั้นด้วย 3. ฝึกคีบพัฒนาการกล้ามเนื้อและสายตา อุปกรณ์ ทีคีบอาหารขนาดพอดีมือลูก หรือ ตะเกียบฝึกคีบสำหรับเด็ก สิ่งของหรือขนม ผลไม้ชิ้นเล็กๆ ฝึกอย่างไร ฝึกลูกใช้มือคีบสิ่งของด้วยที่คีบอาหาร หรือตะเกียบฝึกคีบ อาจจะลองเอาขนมหรือผลไม้ใส่ในจานหลาย ๆ จาน แล้วให้ลูกใช้ที่คีบแยกสิ่งของหรือของกินในจานต่าง ๆ การฝึกคีบจะช่วยฝึกกล้ามเนื้อมือการบังคับกล้ามเนื้อและสายตาให้สัมพันธ์กัน และยังฝึกเรื่องสมาธิของลูกได้ด้วย เพราะขณะที่คีบต้องเกร็งกล้ามเนื้อและมีสมาธิไม่ให้ของตกหล่น
กิจกรรมเด็ก, พัฒนาการลูก, การกระตุ้นกล้ามเนื้อมือ, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

3 วิตามินสำคัญในนมแพะ ดีต่อร่างกายและสมองของลูกน้อย
img-over-post

3 วิตามินสำคัญในนมแพะ ดีต่อร่างกายและสมองของลูกน้อย

3 วิตามินสำคัญในนมแพะ ดีต่อร่างกายและสมองของลูกน้อย ในนมแพะมีวิตามินที่สำคัญคือ วิตามินเอ วิตามินดี และ วิตามินบี12 สูง ซึ่งเป็นวิตามินที่สำคัญกับร่างกาย สายตาและสมองของลูก วิตามินเหล่านี้ดีกับร่างกายอย่างไร และถ้าขาดไปจะส่งผลเสียอะไรบ้าง วิตามินเอ ในนมแพะมีวิตามินเอ ที่ช่วยในการมองเห็น เพราะวิตามินเอมีส่วนช่วยในการมองเห็น หากขาดวิตามินเอจะส่งผลต่อการมองเห็นในเวลากลางคืน และอาจทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผลได้ นอกจากนี้ วิตามินเอยังเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้เป็นปกติด้วย1 วิตามินดี นมแพะมีวิตามินดี ที่มีหน้าที่หลักคือช่วยการดูดซึมแคลเซียม ช่วยให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันโรคกระดูกบาง และกระดูกพรุนได้ นอกจากนี้วิตามินดี ยังมีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งโดยทั่วไปหากร่างกายได้รับแสงแดดเป็นประจำก็จะได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพออยู่แล้ว แต่สำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่อาจจะไม่ได้รับแสงแดดอาจจะมีโอกาสขาดวิตามินดีได้ ซึ่งส่งผลกับความแข็งแรงของกระดูกได้2 วิตามิน บี12 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง วิตามินบี 12 เป็นวิตามินละลายน้ำที่สำคัญในการทำงานอย่างเป็นปกติของสมองกับระบบประสาท3 ลดความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า ถ้าร่างกายขาดวิตามินบี 12 จะทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย สมองทำงานได้ช้าลง 4 นอกจากวิตามินต่าง ๆ ที่สำคัญ ในนมแพะยังมีสารอาหารจากธรรมชาติสูง เนื่องจากในนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน เรียกว่า อะโพไคร์น ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติที่เรียกว่าไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทอรีน ที่ให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น โพลีเอมีนส์ ที่ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารสมบูรณ์ และโกรธแฟคเตอร์ ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต จึงส่งผลให้ลูกน้อยแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย ที่สำคัญนมแพะมีพรีไบโอติกหรือใยอาหาร 2 ชนิดอย่าง Inulin และ Oligofructose จึงช่วยเพิ่มสมดุลของระบบทางเดินอาหารและมีประโยชน์ต่อการขับถ่ายอีกด้วย 5 Ref: J. Nutr. 134: 231S–236S, 2004. ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยกรุงเทพ, โรงพบาบาลกรุงเทพ Yamada, Kazuhiro (2013) http://ods.od.nih.gov/factsheets/vitaminb12 Neveu et al. Reprod Nutr Dev. 2002; 42:163-172.
พัฒนาการลูก, โภชนาการดี, นมแพะ ดีจี, ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
เช็คด่วน! ลูกขาดสารอาหารไหม กับ 4 อาการนี้
img-over-post

เช็คด่วน! ลูกขาดสารอาหารไหม กับ 4 อาการนี้

เช็คด่วน! ลูกขาดสารอาหารไหม กับ 4 อาการนี้ เจ้าตัวเล็กของคุณแม่จะเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงมีพัฒนาการดี นอกจากการดูแลเอาใจใส่ของคุณแม่แล้ว ส่วนหนึ่งมาจากสารอาหารที่มีประโยชน์ที่ลูกได้รับในแต่ละวันด้วยนะคะ เอ๊ะ... แล้วคุณแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกมีภาวะขาดสารอาหารหรือเปล่า แล้วจะทำอย่างไรให้ลูกรักห่างไกลจากภาวะนี้เรามี 4 สัญญาณเตือน พร้อมวิธีแก้ มาฝากค่ะ 1. อารมณ์ฉุนเฉียว เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ควรเพิ่มไขมันดีในมื้ออาหาร ไขมันที่จำเป็น และโอเมก้า3 มีส่วนช่วยในการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็กๆ พบมากในนม เนย และปลาแซลมอน จะช่วยรักษาระดับไขมันในสมองให้ทำงานได้อย่างปกติ หากขาดไขมันดีเหล่านี้ เด็กๆจะอารมณ์แปรปรวน คุณแม่ควรเพิ่มไขมันดีในมื้ออาหาร และเพิ่มแครอทด้วย เพื่อให้ร่างกายลูกดูดซึมวิตามิน และแร่ธาตุได้ดียิ่งขึ้น 2. ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ควรเพิ่มเมนูอาหารจำพวกโปรตีน อาการดังกล่าวเกิดจากการสั่งการของสมอง และมีผลกระทบจากการขาดโปรตีน หรือขาดกรดอะมิโนที่จำเป็นในการสร้างเซลล์ประสาทและฮอร์โมนต่างๆ ซึ่งฮอร์โมนมีส่วนในการสร้างความสุข ลดอาการเครียด คุณแม่ควรเพิ่มเมนูอาหารจำพวกโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว และถั่วต่างๆ 3. กระสับกระส่าย ไฮเปอร์ตลอดเวลา ควรหลีกเลี่ยงอาหารปรุงแต่งกลิ่น หรือสีต่างๆ ปัญหานี้เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร ซึ่งส่งผลให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้น้อย กระสับกระส่าย คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารปรุงแต่งกลิ่น หรือสีต่างๆกับลูก เพราะอาหารเหล่านี้ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร 4. ผิวหนังแห้ง และปัญหาเส้นผมต่างๆ ควรเสริมด้วยอาหารที่อุดมด้วยวิตามิน เนื่องจากร่างกายขาดสารอาหาร และวิตามินต่างๆเช่น วิตามินเอ ดี อี และเค ทำให้ผิวพรรณไม่สดใส เส้นผมขาดร่วง คุณแม่ควรเสริมวิตามินเหล่านี้ด้วยการให้รับประทานผักผลไม้ที่มีสีเหลือง ผักใบเขียว หรือน้ำมันตับปลา หากลูกของคุณแม่ส่ง 4 สัญญาณเตือนเหล่านี้ แล้วล่ะก็ คุณแม่ควรเริ่มปรับเปลี่ยนเมนูอาหารให้ลูกได้รับสารอาหารที่จำเป็น มีประโยชน์และได้รับอย่างเพียงพอนะคะ
พัฒนาการลูก, โภชนาการดี, สารอาหาร, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
3 เทคนิค กินอย่างไรให้ลูกฉลาดสมวัย
img-over-post

3 เทคนิค กินอย่างไรให้ลูกฉลาดสมวัย

3 เทคนิค กินอย่างไรให้ลูกฉลาดสมวัย คุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกฉลาดสมวัย เมื่อได้ยินว่ากินอะไรแล้วสมองดี ไม่ว่าจะแพงแค่ไหน คุณแม่ก็พร้อมจะสรรหามาให้ลูกกิน แต่คุณแม่รู้ไหมคะว่า อาหารบำรุงสมองจริงๆ แล้วอยู่รอบๆ ตัวเรา ไม่จำเป็นต้องไปซื้อมาในราคาที่แพง เพราะความสำคัญอยู่ที่ให้ลูกกินแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย และสมองลูกอย่างไร ดังนั้นคุณแม่ต้องรู้ ให้ลูกกินอย่างไรลูกถึงฉลาดสมวัย 1. กินวิตามินบีและวิตามินอีเพิ่มความจำ เพราะลูกต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา อาหารสมองจึงสำคัญ กลุ่มสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองจะเป็นพวกวิตามินบีและวิตามินอี เช่น นม เนื้อสัตว์ ไข่ นมถั่วเหลือง ธัญพืชต่าง ๆ เป็นต้น 2. กินโอเมก้า3 และ DHA เพิ่มไอคิว อาหารที่ดีต่อสมอง อาทิ ธัญพืชไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีท ข้าวกล้อง ผลไม้ต่างๆ รวมทั้งอาหารที่มีโอเมก้า3 และ DHA ไอโอดีนและธาตุเหล็ก เช่น ปลาทะเล ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว 3. กินวิตามินบีและวิตามินซีลดความเครียด แน่นอนว่าความเครียดไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย หากเด็กๆ มีความเครียดอาจส่งผลต่อการเรียนรู้ โดยอาหารในกลุ่มลดความเครียดได้แก่ อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีและวิตามินซี เช่น ปลาทู ผักผลไม้ต่างๆ เป็นต้น Tips: นอกจากจะรับประทานอาหารที่ส่งผลดีต่อสมองแล้ว การนอนหลับให้พียงพอและการออกกำลังกาย ก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองด้วยเช่นกันนะคะ สุขภาพลูกดีคุณแม่ทุกคนสร้างได้นะคะ ลองทำตาม 3 เทคนิคที่เรานำมาฝากดูนะคะ ไม่ยาก หากคุณแม่ทำได้ คุณฉลาดสมวัยแน่นอนค่ะ
บำรุงสมอง, อยากให้ลูกฉลาด, โภชนาการดี, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
img-over-post

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ ฟังดูอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ความแตกต่างของอาการก็คือ เมื่อเด็กเป็นแล้วความรุนแรงมักจะมากกว่าที่ผู้ใหญ่เป็น เนื่องจากเด็กๆ อาจทนภาวะขาดน้ำได้ไม่มากเท่า ดังนั้นเมื่อลูกเกิดอาการอาหารเป็นพิษ คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance ต้องรับมือกับเรื่องนี้ให้ได้ค่ะ สาเหตุและอาการ อาหารเป็นพิษ อาหารเป็นพิษ คือ อาการป่วยที่เกิดจากการทานอาหารที่มีสารพิษหรือเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนเข้าไป เช่น พิษของเชื้อ Staphylococcus aureus, E.coli, Clostridium botulism, Bacillus cereus เมื่อเด็กๆ ทานอาหารที่มีพิษของเชื้อเหล่านี้เข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ส่วนอาการที่เกิดขึ้นจะเกิดเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษของแบคทีเรียที่ร่างกายได้รับ เด็กบางคนอาจเกิดเร็วใน 1-2 ชั่วโมง แต่เมื่อร่างกายขับพิษออกมาเป็นการถ่ายหรืออาเจียนหลังจากนั้นก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่บางคนก็อาจมีอาการ 1-2 วันได้เช่นกัน อาหารเป็นพิษส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากกรรมวิธีการปรุงอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ อาหารไม่สด หรือเก็บไว้นานจนเกิดแบคทีเรียเมื่อเด็กๆ ทานเข้าไปจึงทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้นั่นเอง การดูแลลูกเมื่ออาหารเป็นพิษ ควรให้ลูกกินยาแก้อาเจียนและดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ และไม่ควรให้ลูกกินยาระงับการขับถ่ายหรือยาแก้ท้องเสีย เพราะจะยิ่งทำให้สารพิษอยู่ในร่างกายนานขึ้น หากลูกอายุต่ำกว่า 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ต้องให้น้ำเกลือแร่กับลูกเร็วขึ้น เพราะเด็กเล็กไม่อาจทนภาวะขาดน้ำได้ดีเท่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่อย่างเราๆ นอกจากนี้อาการอาหารเป็นพิษจะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่ทานเข้าไป ถ้าทานมากจะมีอาการรุนแรงกว่าคนที่ทานน้อย และคนที่ร่างกายแข็งแรงจะทนต่อการขาดน้ำได้ดีกว่าค่ะ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรสังเกตลูกด้วยว่ามีอาการขาดน้ำหรือไม่ ลักษณะของอาการ ได้แก่ ปากแห้ง กระบอกตาลึก กระหม่อมบุ๋ม ชีพจรเต้นเร็วและปัสสาวะน้อยลง ถ้าพบสัญญาณเหล่านี้ให้รีบพาลูกไปหาหมอทันทีค่ะ ถ้าอาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เราควรให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ต่อไป พยายามให้ลูกดื่มนมทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อาเจียน ส่วนอาหารการกินของลูกควรเป็นอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊กหรือข้าวต้ม เพราะย่อยง่าย อาหารที่ต้องระวังเป็นพิเศษ สลัดที่ราดมายองเนสมากๆ ผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด รวมทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค ไข่ดิบ สัตว์มีเปลือกเช่น กุ้ง หอย หอยแครง หอยแมลงภู่ น้ำผลไม้สดไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ถั่วงอก และผักลวกที่ลวกทิ้งไว้นาน นมสดที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ และเนยแข็ง อาหารกระป๋องที่หมดอายุ พริกดองสำหรับปรุงรส วิธีป้องกันอาหารเป็นพิษ 1. ล้างมือด้วยน้ำสบู่ทั้งก่อนและหลังทำกับข้าว 2. ควรแยกอาหารสด อาหารแห้ง ผักผลไม้ ไข่ไก่ออกจาก เพราะเชื้อโรคจากเปลือกไข่ หรือจากเนื้อสัตว์อาจหลุดเข้ามาปะปนในอาหารอื่นๆ ได้ 3. อย่าทิ้งเนื้อสดไว้นอกตู้เย็น เพราะอุณหภูมิที่ร้อนจะเร่งให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว 4. ควรมีกล่องหรือภาชนะที่ปิดสนิทใส่เนื้อหมู เนื้อไก่ เพื่อป้องกันกลิ่นและเชื้อโรคปนเปื้อนอาหารอื่นๆ 5. ล้างผักและผลไม้ด้วยน้ำจากก๊อก แช่ด่างทับทิมหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต และควรแช่ไว้ประมาณ 15 นาทีก่อนล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง 6. ควรแยกเขียงสำหรับเนื้อสัตว์ไว้ต่างหาก และเมื่อใช้เสร็จควรขัดให้สะอาดแล้วล้างด้วยน้ำอุ่น อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวลูกเรามาก คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามปรุงอาหารให้สะอาด และสุกอยู่เสมอ รวมทั้งล้างมือก่อนและหลังทานข้าว รวมถึงเลือกอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาอย่างดี เพราะนอกจากจะปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษแล้ว ยังถือเป็นการเลี้ยงลูกแบบ Advance ด้วย
การดูแลลูกป่วยอาหารเป็นพิษ, อาหารเป็นพิษ, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง
img-over-post

มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง

มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง เรามักได้ยินข่าวเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปากอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเด็กวัยอนุบาลจะพบบ่อยมาก ยิ่งเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปียิ่งต้องระวัง เพราะจะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าเด็กโตค่ะ รู้จักโรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปาก (Hand-Foot-and-Mouth Disease: HFMD) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดย กลุ่มเสี่ยงที่พบบ่อยคือเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี และความร้ายแรงของเจ้ามือเท้าปากก็คือ ไวรัสตัวนี้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองได้ค่อนข้างรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การติดต่อของโรคมือเท้าปาก ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการสัมผัสกันเป็นหลัก เด็กบางคนไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ยังไปโรงเรียน ยังเล่นของเล่นทั่วไปได้ เชื้อที่อยู่ในน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มและแผลโดนเครื่องเล่น ของเล่นต่างๆ เมื่อเด็กคนอื่นมาเล่นต่อก็มีโอกาสรับเชื้อไวรัสด้วย หรือแม้แต่การไอจามรดกันก็เป็นการแพร่เชื้อมือเท้าปากสู่คนอื่นได้เช่นกัน การรักษาโรคมือเท้าปาก ปัจจุบันนี้ยังไม่มียารักษาโดยตรง คุณหมอทำได้แค่เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น เช่น ถ้าลูกตัวร้อน ให้กินยาลดไข้ หรือหากเจ็บแผลในปากจนทานอะไรไม่ได้ คุณหมอก็จะใช้ยาป้ายปากเพื่อลดความเจ็บปวดเวลารับประทานอาหารค่ะ ข้อสังเกตโรคมือเท้าปาก มีไข้เฉียบพลัน ปวดหัว ปวดท้อง เมื่อยตัว เจ็บคอ เบื่ออาหาร เด็กจะไม่ยอมทานอะไรเลยเพราะเจ็บแผลในปาก เด็กจะมีน้ำลายเหนียว ไหลยืดมากผิดปกติอยู่ตลอดเวลา มีตุ่มใสขึ้นตามมือ เท้า ลำตัวและก้นเด็ก ในเบื้องต้น ถ้าสังเกตอาการลูกแล้วคิดว่าลูกเป็นโรคมือเท้าปากจริงๆ ควรให้ลูกหยุดเรียนก่อนเพื่อดูอาการ เพราะถ้าลูกยังไปโรงเรียนอาจเป็นการไปแพร่เชื้อได้ การดูแลเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก หากลูกมีไข้ให้เช็ดตัวหรือกินยาลดไข้ และเนื่องจากอาการเจ็บแผลในปากทำให้เด็กๆ ไม่ยอมกินอะไร เพราะฉะนั้นก่อนให้ลูกกินข้าว คุณแม่ควรใช้ยาชาที่คุณหมอให้มาทาบริเวณแผลในปากของลูกก่อน หรือเน้นอาหารที่เป็นของเหลวที่มีความเย็น เช่น นมแช่เย็น น้ำหวาน ไอศครีม เจลลี่ผลไม้ เต้าหวยนมสด เกลือแร่ ควรให้ลูกดื่มน้ำหรืออาหารที่มีน้ำมากๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการขาดน้ำของลูก แต่หากลูกไม่สามารถกินอะไรได้เลยต้องรีบพาไปหาหมอเพื่อให้น้ำเกลือค่ะ คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance จะรู้ว่าถ้าลูกป่วยเป็นโรคมือเท้าปากต้องให้ลูกหยุดเรียน เพราะความรุนแรงของโรคส่วนหนึ่งมักเกิดจากความไม่รู้ของพ่อแม่หลายๆ คน ที่ไม่ทราบว่าลูกป่วยเป็นโรคมือเท้าปากแล้วยังให้ลูกไปโรงเรียน หรือแม้แต่เด็กบางคนที่เพิ่งหายป่วย และโรงเรียนไม่มีการหยุดเรียน หรือไม่มีมาตรการรักษาความสะอาดที่ดีพอ เมื่อเด็กไปโรงเรียนก็จะมีการแพร่เชื้อหรือติดเชื้อวนเวียนซ้ำๆ ไปมา และเด็กที่เป็นซ้ำๆ ก็มีแนวโน้มที่ความรุนแรงของโรคจะสูงขึ้น มีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีกค่ะ
วิธีดูแลเด็กป่วยมือเท้าปาก, โรคมือเท้าปาก, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
เช็กอึ เช็กสุขภาพลูก
img-over-post

เช็กอึ เช็กสุขภาพลูก

เช็กอึ เช็กสุขภาพลูก เมื่อพูดถึงอึ ใครหลายคนอาจร้องอี๋ แต่สำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance แล้วย่อมรู้ดีว่าอุจจาระของลูกนั้นเป็นตัวชี้วัดสุขภาพกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นคุณแม่จึงต้องหมั่นสังเกตสีและลักษณะอุจจาระของลูก เพราะหากอุจจาระมีความผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าเด็กๆ กำลังป่วยอยู่ก็ได้ ลักษณะของอุจจาระ ชี้วัดสุขภาพของลูก อุจจาระสีน้ำตาล แสดงว่าลูกเราสุขภาพแข็งแรง เพราะอุจจาระสีน้ำตาลเป็นสีปกติของอุจจาระ เกิดจากการทำงานของน้ำดีในตับที่ทำหน้าที่ย่อยไขมัน ทำให้อุจจาระออกมาเป็นสีน้ำตาล อุจจาระสีเหลือง ถ้าเป็นสีเหลืองทั่วไปถือว่าปกติ แต่หากมีความมันและกลิ่นเหม็นอาจเป็นสัญญาณบอกว่าร่างกายกำลังขาดน้ำดีอยู่ นอกจากนี้อุจจาระสีเหลืองยังเป็นสัญญาณบอกถึงโรคในช่องท้องที่เกิดจากการย่อยโปรตีนจำพวกกลูเตนที่อยู่ใน ขนมปัง ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ด้วยเช่นกัน อุจจาระสีเขียว เกิดจากโรคท้องร่วง เพราะอาหารที่ลูกกินเข้าไปไหลผ่านช่วงลำไส้เร็วเกินไปจนร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำดีได้ ทำให้อุจจาระออกมาเป็นสีเขียวนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีอาหารและยาบางอย่างที่ทำให้อุจจาระเป็นสีเขียวได้ เช่น อาหารเสริมธาตุเหล็ก ผักใบเขียว หรืออาหารที่ใส่สีสังเคราะห์ เช่น ชาเขียว อุจจาระสีแดง อย่าเพิ่งตกใจว่าสีแดงนั้นมาจากเลือด เพราะจริงๆ แล้วอาจเป็นสีที่มาจากอาหารที่ลูกกินเข้าไปก็ได้ เช่น บีทรูท แครนเบอร์รี่ แก้วมังกรสีแดง เป็นต้น อุจจาระสีดำ เป็นไปได้ว่าคุณแม่ให้ลูกกินอาหารที่มีธาตุเหล็กมากเกินไป หรือลูกอาจมีปัญหาเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งหากแน่ใจว่าไม่ได้ให้ลูกกินอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะเกินไป ควรรีบพาไปพบคุณหมอเพื่อตรวจดูอาการค่ะ อุจจาระเป็นสีขาวซีด หรือสีเหมือนขี้เถ้า เกิดจากการอุดตันของทางเดินท่อน้ำดี ทำให้น้ำดีไม่สามารถเข้าสู่ลำไส้ได้ มักพบในคนที่เป็นนิ่ว หรือเนื้องอกในท่อน้ำดี หรือเด็กที่มีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดเมื่อพบอุจจาระสีนี้ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที อุจจาระมีกลิ่นเหม็น ถ้าลูกมีอุจจาระเหลวพร้อมกับมีกลิ่นเหม็นมาก สาเหตุมักมาจากโรคท้องเดิน แต่ถ้าเป็นกลิ่นปกติหรือกลิ่นคล้ายกับอาหารที่กินเข้าไปก็เป็นภาวะปกติค่ะ อุจจาระเหลวมีน้ำปน สาเหตุมาจากระบบการย่อยไม่ดี ทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือมีโรคติดเชื้อ ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบคุณหมอทันที เพราะถ้าลูกถ่ายบ่อยเกินไปอาจเกิดภาวะขาดน้ำก็เป็นได้ อุจจาระคล้ายดินร่วน เหลว เกิดจากการใช้ยาระบายหรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวเร็ว ถ้าท้องเสียมากๆ จะมีสีเขียวด้วย อุจจาระมีเลือดปน โดยเป็นการปนปื้อนด้านนอกไม่ได้ปนในเนื้ออุจจาระ แสดงว่าเป็นเลือดจากภายนอก อาจเกิดจากแผลบริเวณทวารหนัก สาเหตุเนื่องมาจากอาการท้องผูก ทำให้อุจจาระเป็นก้อนแข็งเมื่อเบ่งออกมาจึงครูดบริเวณทวารหนักของลูกจนเลือดออก อุจจาระมีมูกปนเลือด เกิดจากความผิดปกติของลำไส้หรือท้องเดินชนิดรุนแรง ซึ่งก่อนที่ลูกจะอุจจาระออกมาเป็นเช่นนี้จะมีอาการปวดบิด เพราะฉะนั้นต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วน อุจจาระเป็นก้อนแข็งๆ ในกรณีที่ลูกอุจจาระเป็นปกติมาตลอด แล้วคุณแม่กลับพบว่าลักษณะของอุจจาระเปลี่ยนไปเป็นก้อนแข็ง อาจเป็นเพราะลูกกำลังไม่สบายหรือป่วยเป็นหวัดอยู่ เนื่องจากเชื้อโรคที่อยู่ในร่างกายอาจทำให้ลูกเบื่ออาหาร และลำไส้ทำงานน้อยลง นอกจากนี้ถ้าอุจจาระของลูกมีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆ แข็ง และแห้ง บอกได้เลยว่าลูกคุณแม่กำลังมีอาการท้องผูกอยู่ค่ะ อ้างอิง https://www.pobpad.com/สีอุจจาระบอกอะไรได้บ้า-2
เช็กสีอึ, การขับถ่าย, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

5 วิธีอุ้มลูกเรอนม ไล่ลม หลับสบาย ป้องกันอาการแหวะนม
img-over-post

5 วิธีอุ้มลูกเรอนม ไล่ลม หลับสบาย ป้องกันอาการแหวะนม

5 วิธีอุ้มลูกเรอนม ไล่ลม หลับสบาย ป้องกันอาการแหวะนม ลูกแหวะนมตลอดเลยทำยังไงดี? คุณแม่มือใหม่คนไหนกำลังมีปัญหานี้บ้างคะ ลูกแหวะนมมีสาเหตุหลักจากมีลมในท้องมากเกินไป ซึ่งอาจมาจากการเข้าเต้าไม่ถูกวิธี การดื่มนมจากขวดที่ปิดขวดแน่นหรือหลวมไป หรือคุณแม่จับลูกเรอนมไล่ลมไม่ถูกวิธี ลมจึงออกไม่หมด ยังมีลมอยู่ในท้องทำให้เกิดอาการแหวะนมตามมาค่ะ ถ้าเจอปัญหาลูกแหวะนมต้องรีบแก้ไขโดยด่วนเลยค่ะ เพราะอาจส่งผลต่อพัฒนาการในระยะยาวค่ะ เรามี 5 วิธีอุ้มลูกเรอนมไล่ลมมาแนะนำ คุณแม่ลองปรับทำตามดูนะคะ 5 วิธีอุ้มลูกเรอนม ไล่ลม วิธีอุ้มลูกเรอนม ไล่ลม 1 อุ้มลูกพาดบ่า โดยอุ้มลูกหันหน้าเข้าหาตัว วางศีรษะลูกบนบ่าหันหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง ใช้มือข้างที่ถนัดประคองต้นคอลูก ส่วนมืออีกข้างประคองก้นลูกไว้ การอุ้มลูกท่านี้ไหล่ของคุณแม่จะช่วยนวดลิ้นปี่ของลูกเบาๆ ทำให้ลูกเรอได้ วิธีอุ้มลูกเรอนม ไล่ลม 2 อุ้มลูกนั่งบนตัก ให้ใช้มือข้างที่ถนัดประคองช่วงคางของลูก จากนั้นโน้มตัวลูกมาข้างหน้าเล็กน้อย หลังตรง อุ้งมือคุณแม่จะอยู่บริเวณลิ้นปี่ลูก ให้ทิ้งน้ำหนักตัวลูกมากดทับที่มือคุณแม่ เป็นการช่วยคลึงท้องเพื่อไล่ลมออก ส่วนมืออีกข้างก็ลูบหลังลูกเบาๆ วิธีอุ้มลูกเรอนม ไล่ลม 3 อุ้มลูกวางพาดบนขา ให้คุณแม่นั่งบนเก้าอี้แล้วอุ้มลูกนอนคว่ำโดยช่วงหน้าอก (ลิ้นปี่) ของลูกอยู่บนหน้าขา จากนั้นใช้มือข้างที่ถนัดประคองช่วงไหล่ลูก และใช้มืออีกข้างหนึ่งลูบหลังลูกเบาๆ หน้าขาคุณแม่จะช่วยนวดเบาๆ ที่ท้องลูก ขับลมได้เช่นกัน วิธีอุ้มลูกเรอนม ไล่ลม 4 คล้ายกับวิธีที่ 3 แต่เป็นการจับลูกนอนคว่ำบนพื้น เพื่อให้น้ำหนักตัวของลูกกดท้องเพื่อขับลม วิธีอุ้มลูกเรอนม ไล่ลม 5 คุณแม่ลองใช้มหาหิงค์ขับลม ทาที่ฝ่าเท้าหรือหน้าท้องลูก เพื่อให้กลิ่นระเหยช่วยทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวและบีบตัว ไล่ลมในท้องของลูกได้ แต่ระวังอย่าทามากเกินไป เพราะความร้อนจะทำให้ผิวของลูกไหม้ได้ นอกจากวิธีอุ้มลูกเรอนมไล่ลมข้างต้นแล้ว คุณแม่ควรลองปรับเปลี่ยนวิธีให้นมลูกด้วยค่ะ เช่น อาจให้กินนมครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยขึ้นเคยให้ลูกกินนม 3-4 ออนซ์ ทุก 3 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนมาให้ลูกกินนม 1.5-2.5 ออนซ์ ทุก 1 หรือ 2 ชั่วโมงแทน เป็นต้น
ป้องกันอาการแหวะนม, ลูกแหวะนม, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
แม่ตั้งครรภ์ท้องอืด จัดการด้วย 6 วิธีให้สบายท้อง สบายตัว
img-over-post

แม่ตั้งครรภ์ท้องอืด จัดการด้วย 6 วิธีให้สบายท้อง สบายตัว

แม่ตั้งครรภ์ท้องอืด จัดการด้วย 6 วิธีให้สบายท้อง สบายตัว แม่ตั้งครรภ์อย่างเราแค่น้ำหนักตัวมากขึ้นก็อึดอัดแล้วนะคะ ถ้าเจออาการท้องอืดเข้าไปอีกจะยิ่งแย่ พาลนอนไม่หลับทั้งคืนได้เหมือนกันค่ะ ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้คุณแม่ท้องอืด ท้องเฟ้อ คือ กระเพาะและลำไส้ทำงานลดลงเพราะมดลูกที่ขยายใหญ่เบียดมากขึ้น จึงทำให้ย่อยอาหารได้ยากกว่าปกติ มีอาหารตกค้างในกระเพาะและลำไส้มาก สะสมจนกลายเป็นแก๊สที่ทำให้ท้องอืดนั่นเองค่ะ แม่ตั้งครรภ์ท้องอืด แก้อาการและป้องกันได้ด้วย 6 วิธีนี้ รับประทานอาหารให้ตรงต่อเวลา เพราะถ้าปล่อยให้ท้องว่างจะเกิดการหลั่งกรดในกระเพาะ จะทำให้เกิดแก๊สได้ ควรรับประทานอาหารให้พอดี หรือเลือกเป็นการรับประทานมื้อละน้อยๆ แต่หลายมื้อจะทำให้ระบบย่อยทำงานได้ง่ายขึ้น ควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใย เพราะจะช่วยขับกากอาหารออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น ลดการสะสมของอาหารในลำไส้ ช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ด้วย โดยใยอาหารที่ดีชนิดหนึ่ง คือ ฟรุกโตโอลิโกแซ็คคาไรค์ พบได้ในธรรมชาติ เช่น หัวหอมใหญ่ กระเทียม มะเขือเทศ กล้วยหอม แก้วมังกร เป็นต้น คุณแม่ควรเคี้ยวอาหารประเภทเนื้อสัตว์ให้ละเอียด เพื่อให้ย่อยได้ง่ายขึ้น อาหารตกค้างจะน้อยลง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ น้ำอัดลม โซดา เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มนมเป็นประจำก่อนนอนเพื่อให้อยู่ท้องตอนกลางคืน เช่น นมแพะ เพราะย่อยง่าย ลดปัญหาท้องผูก และมีสารอาหารจากธรรมชาติที่มีประโยชน์สูงด้วย อาการท้องอืดในคุณแม่ตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่เราก็ต้องรู้วิธีแก้อาการและป้องกันไว้ด้วย เพื่อทำให้การกินของคุณแม่รู้สึกสบายท้อง สบายตัว ส่งผลดีต่อใจแม่ และดีกับพัฒนาการลูกในท้องด้วยค่ะ
แม่ท้องดื่มนมอะไรดี, คนท้องต้องกินอะไร, อาการตอนตั้งครรภ์, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
แม่ท้องดื่มนมแบบไหนถึงดีกับสุขภาพ
img-over-post

แม่ท้องดื่มนมแบบไหนถึงดีกับสุขภาพ

แม่ท้องดื่มนมแบบไหนถึงดีกับสุขภาพ แคลเซียมคือ หนึ่งในแร่ธาตุสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะแคลเซียมจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกคุณแม่ที่ต้องแบกรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น และแคลเซียมยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการอย่างสมบูรณ์ของทารกในครรภ์ด้วย แต่นมสำหรับคนท้องแบบไหนที่แม่ท้องควรเลือกดื่ม และแต่ละวันควรดื่มนมมากน้อย แค่ไหน เรามีคำแนะนำค่ะ นมสำหรับคนท้องควรเลือกอย่างไร แม่ท้องควรเลือกดื่มนมรสจืด หรือ นมที่มีความหวานน้อย เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แม่ท้องควรเลือกดื่มนมที่หลากหลาย เช่น นมแพะ นมถั่วเหลือง เป็นต้น เพื่อให้ได้รับสารอาหารเหมาะสมกับช่วงตั้งครรภ์ เช่น นมแพะเป็นนมที่โปรตีนย่อยง่ายและทำให้ไม่ท้องอืด ทำให้คุณแม่รู้สึกสบายท้อง แม่ท้องควรเลือกนมที่มีแคลเซียมสูง รวมถึงสาราหารสำคัญอื่นๆ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามิน เป็นต้น ซึ่งสารอาหารเหล่านี้สำคัญกับการดูแลร่างกายในช่วงตั้งครรภ์ด้วย แม่ท้องควรดื่มนมมากน้อยแค่ไหน ใครที่ดื่มนมเป็นประจำตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์อยู่แล้ว ช่วงตั้งครรภ์อาจเพิ่มการดื่มนมเป็นวันละ 2-3 แก้ว คุณแม่ที่ดื่มนมน้อย หรือ ไม่ชอบดื่มนมมากนัก อาจเปลี่ยนเป็นการกินผลิตภัณฑ์จากนมหรือนำนมมาดัดแปลงให้กินง่ายขึ้น เช่น ไอศกรีมนมแพะ โยเกิร์ตรสจืดใส่ผลไม้ เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และหลากหลายเพื่อร่างกายจะได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสมและเพียงพอนะคะ และควรเน้นอาหารสด ใหม่ สะอาด เพื่อให้ได้รับสารอาหารจากธรรมชาติที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพค่ะ
อาหารบำรุงครรภ์, แม่ท้องดื่มนมอะไรดี, เครื่องดื่มสำหรับคนท้อง, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG