curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

 5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก
img-over-post

 5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก ขวบปีแรกของลูกถือเป็นโอกาสทองที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมให้เจ้าตัวเล็กมี IQ ที่ก้าวไกล ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยของเล่นใกล้ตัวและกิจกรรมที่แค่เล่นด้วยกันกับลูกก็ได้ผล ดังนี้ค่ะ ของเล่นบล็อกไม้ ฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา : การเล่นต่อบล็อกไม้ ต่อกับลูกน้อย นอกจากจะเชื่อมความสัมพันธ์ของแม่กับลูกในการทำกิจกรรมร่วมกันแล้วยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักคิด แก้ปัญหา ฝึกการยืดหยุ่นความคิด และวางแผน ที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่เล่นได้ไม่เบื่อ เล่นสนุกกันได้ทั้งครอบครัว หนังสือนิทาน กระตุ้นความจำ : หนังสือนิทานเป็นตัวช่วยที่ลงทุกครั้งเดียวแต่ได้ประโยชน์และฝึกทักษะให้ลูกได้ไม่รู้จบค่ะ ซึ่งวัยนี้เริ่มรู้จักการนับจำนวนตัวเลข หรือจำนวนสิ่งของรอบตัวลูกได้ คุณแม่ลองใช้หนังสือนิทานที่มีเรื่องของการนับจำนวนนำมาประยุกต์เล่นได้ทุกที่ แถมเป็นตัวช่วยที่เพิ่มความสนุก ให้ลูกได้ฝึกคิด กระตุ้นความจำได้ดี เล่นจับคู่จากของใกล้ตัว ฝึกความเชื่อมโยง : ของใช้ที่อยู่ใกล้ตัวสามารถนำมาประยุกต์เล่นเกมจับคู่ได้ค่ะ เช่น ตุ๊กตาที่ลูกชอบ ของเล่นชิ้นโปรด หรือของใช้ต่างๆ ที่ลูกคุ้นเคย ซึ่งกิจกรรมนี้ฝึกการช่างสังเกตลักษณะรูปทรงสิ่งของสีสันต่างๆ ฝึกความคิดเชื่อมโยงและแยกแยะความแตกต่างของสิ่งของ นอกจากนี้ยังสามารถฝึกความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวของลูกได้ เพราะกิจกรรมนี้จะสนุกมากขึ้นหากคุณแม่ลองให้ลูกวิ่งหยิบสิ่งของที่เหมือนกันไปวางรวมกัน หรือเพิ่มเงื่อนไขให้ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เล่นบทบาทสมมติ เรียนรู้ทักษะชีวิต : เป็นการเล่นที่แทบไม่ต้องใช้ของเล่นหรืออุปกรณ์มากมายเลยค่ะ แต่ลูกจะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตต่างๆ ผ่านตัวละครและสถานการณ์ที่เขาจำลองขึ้นมา เพราะโลกของเด็กๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ การเล่นบทบาทสมมติของเด็กๆ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีส่วนช่วยฝึกจินตนาการและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างอิสระ ฝึกการคิดแก้ปัญหา การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญเมื่อลูกต้องเข้าสังคมจริงในวัยเรียน เขาก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ดี ขีดเขียนและระบายสี ริเริ่มสร้างสรรค์ : การขีดๆ เขียนๆ หรือระบายสีอย่างอิสระ ไม่มีรูปแบบกำหนด ไม่เพียงเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือของลูก แต่ยังต่อยอดให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกการแยกแยะสีสันที่ต่างกัน เปิดโอกาสให้ลูกใช้จินตนาการสร้างเรื่องราว หรือสีสันในแบบของเขาเอง ซึ่งหากทำสม่ำเสมอ ลูกจะรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ได้เรียนรู้ศักยภาพของตัวเอง และหากคุณแม่ทำกิจกรรมไปกับลูกก็จะได้สังเกตสิ่งที่พฤติกรรมอย่างใกล้ชิดและตอบสนองได้ตรงจุดตรงใจลูกได้มากขึ้น 3 เคล็ดลับ เพิ่มพลัง IQ นอนเพียงพอ ลูกน้อยควรได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสมองของลูกให้ดีขึ้น กินอาหารให้เหมาะสมตามวัย ควรกินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน โดยเฉพาะเมนูอาหารบำรุงสมอง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้อื่นๆ ลูกดื่มนมที่มีประโยชน์สูง เช่น นมแพะ เพราะมีโปรตีน CPP ที่ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญนมแพะมีกรดไขมันจำเป็น โอเมก้า 3 6 9 DHA และ ARA กรดไขมันคุณภาพเหล่านี้จะช่วยพัฒนาสมองและเครือข่ายใยสมองและยังมีวิตามิน B12 ที่ช่วยให้สมองมีการทำงานอย่างเต็มศักยภาพด้วย
กิจกรรมพัฒนาสมอง , สมองพัฒนา, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี)
img-over-post

กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี)

กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี) เด็กวัยแรกเกิด-1 ปีเป็นปีทองของการพัฒนาสมองของลูก และทุกๆ กิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกนั้น ล้วนแต่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของทักษะต่างๆ ในอนาคต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมกิจกรรมให้ที่ช่วยสร้างพัฒนาการให้กับลูกได้ค่ะ วัยแรกเกิด-3 เดือน : เล่นจ๊ะเอ๋ การเล่นจ๊ะเอ๋ พูดกับลูกทุกวัน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หรือยิ้มให้ลูกบ่อยๆ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสายตาและการได้ยินของลูก นอกจากนี้ลูกได้เรียนรู้เรื่องปฏิสัมพันธ์ จดจำคุณพ่อคุณแม่ได้จากเสียงและใบหน้า Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : คุณพ่อคุณแม่อาจจะหาโมบายหรือตุ๊กตาแขวนที่มีเสียงและหมุนได้มาแขวนให้ลูกดู เพื่อฝึกการใช้สายตาในการมองเห็น และกระตุ้นการได้ยินของเขาด้วย หรือจะหาตุ๊กตาหรือผ้านุ่มๆ มาให้เขาได้ใช้มือลองจับสัมผัสอยู่เรื่อยๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือทั้งสองข้าง วัย 4-6 เดือน : เล่นโยกเยก เมื่อลูกคอแข็งก็สามารถพลิกคว่ำได้แล้ว สามารถเคลื่อนไหวและหันคอไปรอบๆ ได้ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจจะอุ้มลูกออกไปชมนกชมไม้ได้ ให้เขาได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ หรือลองหากิจกรรมที่เล่นกันง่ายๆ เช่น เล่นโยกเยกโดยจับน้องวางบนขาแล้วยกขาขึ้นสูงให้เข้าเหมือนลอยขึ้นในอากาศ เขาจะรู้สึกมีอิสระ ได้ใช้สายตามองภาพในมุมที่ต่างออกไป แถมคุณพ่อคุณแม่ยังจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างๆ และได้ยินเสียงหัวเราะร่วนจากเขาด้วยค่ะ Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : ลูกวัยนี้มือเริ่มหยิบจับสิ่งของต่างๆ ได้ ดังนั้นการใช้ของเล่นที่มีเสียงกรุ๋งกริ๋ง ลูกบอลผ้านุ่มๆ หรือของเล่นที่มีสีสันสะดุดตาจะช่วยดึงความสนใจทำให้ลูกพยายามไขว่คว้าหรือคืบเข้าหาสิ่งของนั้น วัย 6 เดือน -1 ปี : เล่นปีนป่าย คลานบนพื้นผิวต่างๆ ในวัยนี้เริ่มคลานและเกาะปีนแล้วค่ะ ทั้งมือ สายตา และการได้ยินจะดีมากขึ้นด้วย นั่นทำให้เขามีความรู้สึกอยากสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้นด้วย อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจคือ พาลูกออกไปเล่นนอกบ้าน เช่น คลานบนสนามหญ้าบ้าง หรือจับพยุงลูกเดินบนผิวต่างๆ เช่น พื้นหญ้า พื้นดิน พื้นทราย รวมถึงมีพื้นที่ให้เขาได้คลานเกาะ บางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองอาจจะนอนลงแล้วให้เขาได้เกาะและปีนป่ายตัวเหมือนเขากำลังปีนภูเขา นอกจากเขาจะสนุกกับการเกาะการปีนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายแล้ว ยังช่วยให้เกิดความใกล้ชิดผูกพันระหว่างกันในครอบครัวด้วย Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : คุณพ่อคุณแม่เตรียมของเล่นใส่กล่องให้เขาได้รื้อค้นได้เลย โดยเฉพาะของเล่นที่มีสัมผัสที่แตกต่างกัน เช่น ของเล่นมีเสียง ตุ๊กตาหรือบอลนุ่มๆ ของเล่นที่เน้นรูปทรงต่างๆ เป็นยาง เป็นผ้า ไม้ หรือพลาสติก เพื่อให้ลูกได้รู้จักผิวสัมผัสของสิ่งของ แต่ต้องระวังของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่เด็กเอาเข้าปากได้ นอกจากกิจกรรมและการเลือกของเล่นที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีตามวัยแล้ว การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ก็สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองเช่นกัน คุณแม่จึงจำเป็นต้องให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน และในช่วงวันแรกเกิด- 1 ปี นมแม่คือนมที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับลูกน้อย แต่หากแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ นมแพะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมได้ เนื่องจากนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ตามธรรมชาติ เรียกว่า อะโพไครน์ ทำให้มีสารอาหารที่มีประโยนช์สูง เช่น นิวคลีโอไทด์ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีโปรตีน CPP ที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 3, 6, 9 DHA และ ARA ที่ช่วยในการ พัฒนาสมอง ทำให้ลูกรักเติบโต แข็งแรง เฉลียวฉลาดและมีพัฒนาการที่ดีสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
พัฒนาการรอบด้าน , กิจกรรมพัฒนาสมอง , นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี
img-over-post

เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี

เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักกังวลว่าลูกจะติดจอ จนลืมการเล่นที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เพราะหากปล่อยให้ลูกติด หรือจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ทำให้ขาดทักษะในการติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น และไม่รู้จักอดทนรอคอย การหากิจกรรมทดแทนหรือการส่งเสริมที่เหมาะสมตามวัย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ยุคนี้ไม่ควรมองข้าม เคล็ดลับเลือกกิจกรรม+ของเล่นลูกวัย 2-3 ปี เด็กวัย 2-3 ขวบเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ช่างสงสัย และเป็นนักสำรวจ ชอบเลียนแบบพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิด บางครั้งอาจดูเหมือนบ้าพลัง แต่จริงๆ แล้วเป็นพัฒนาการตามวัยของเขา ที่ควรจะได้วิ่งเล่นและเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากกว่าการเล่นแท็บเล็ตหรือนั่งนิ่งเป็นเด็กติดจอ และนี่คือเคล็ดลับช่วยให้คุณแม่หากิจกรรมหรือของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย รวมถึงสร้างจูงใจให้ลูกรู้สึกสนุกและสามารถจดจ่อกับสิ่งที่เล่นได้นานค่ะ เล่นบทบาทสมมติ+ของเล่นเสริมจินตนาการ : ช่วงวัย 2-3 ขวบ เป็นเวลาของการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกการคิด และจินตนาการ ของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ คือการวาดรูป ปั้นแป้ง ปั้นดินเหนียว ต่อตัวต่อ เล่นตุ๊กตา หรือเล่นของเล่นทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้จินตนาการ รวมถึงฝึกให้ลูกเรียนรู้ทักษะด้านสังคมรวมและการสื่อสารกับผู้อื่น เช่น หุ่นมือ บ้านตุ๊กตา บทบาทสมมติ กะบะทราย ของเล่นที่เลียนแบบธรรมชาติ ของใช้ในบ้านจำลองผลไม้ที่ทำจากพลาสติก สัตว์ที่ทำจากยาง เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้รวมทั้งยังช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของเด็กได้ด้วย เสริมด้วยสารอาหารจำเป็น พัฒนากล้ามเนื้อและสมอง : นอกจากการเล่นของเล่นตามวัยแล้ว เด็กวัย 2-3 ปีต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองด้วย นอกจากนี้การเสริมด้วยนมแพะ ที่มีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ที่ย่อยและดูดซึมง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่นอกจากนี้ยังช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งในนมแพะยังมีโอเมกา 3, โอเมกา 6 และโอเมกา 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยในการพัฒนาสมอง เครือข่ายใยสมอง ช่วยในเรื่องความคิด ความจำ และบำรุงสายตาของเด็กๆ ทำให้เด็กๆมีการพัฒนาการที่ดี เจริญเติบโตสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
พัฒนาการรอบด้าน , กิจกรรมพัฒนาสมอง , นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกรัก ไม่ป่วยง่าย ด้วยนมแพะ
img-over-post

เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกรัก ไม่ป่วยง่าย ด้วยนมแพะ

เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกรัก ไม่ป่วยง่าย ด้วยนมแพะ หลังจากลูกน้อยหย่านมแม่แล้ว “นมแพะ” ก็เป็นนมเสริมที่คุณแม่ไว้วางใจเลือกเป็นอันดับต้นๆ ให้ลูกดื่มเพราะนมแพะมีคุณค่าทางโภชนาการที่มาจากธรรมชาติสูงและครบถ้วน ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายๆ ทำไมนมแพะจึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ "อะโพไครน์" แบบเดียวกับคน ซึ่งให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ คือ ไบโอแอคทีฟคอมโพเนนท์ (Bioactive Components) ได้แก่นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยไม่เจ็บป่วยง่าย ลดปฏิกิริยาของการแพ้อาหาร และป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ในระบบทางเดินอาหาร นมแพะมีพรีไบโอติก หรือใยอาหาร 2 ชนิด คือ อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตส ช่วยในการปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดอาการท้องผูก ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายลูกน้อยได้เป็นอย่างดี นมแพะ อุดมไปด้วยโปรตีนจากนมแพะ ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเชียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี อีกทั้งมีสารอาหารสมองสำคัญครบถ้วน เช่น DHA, ARA, OMEGA 3 6 9, โคลีน, ทอรีน มีแคลเซียมสูง และวิตามิน B12 สูงจึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกเติบโตแข็งแรง รวมถึงมีพัฒนาการดีสมวัย นมแพะ ทำให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่านมวัว เพราะมีโปรตีนก่อแพ้ น้อยกว่านมวัวถึง 23% โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า นมแพะ มีความเป็นธรรมชาติสูง เพราะผ่านกระบวนการดัดแปลงน้อยกว่า และมีการให้ความร้อนน้อยครั้งกว่า จึงทำให้นมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติคงอยู่มากกว่า อย่างที่เราทราบกันดีว่านมแม่ คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ในคุณแม่บางคนที่อาจจะมีน้ำนมไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาไม่สามารถให้นมลูกน้อยได้ การเลือกนมแพะ ที่มีสารอาหารสร้าง ภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง เติบโตสมวัย จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับการดูแลลูกน้อยค่ะ DG Smart Tips วิธีชงนมแพะให้ลูกน้อยดื่ม รินน้ำต้มสุกอุ่นตามจำนวนออนซ์ที่ต้องการผสมลงในขวด ตักนมใส่ขวดโดยใช้ช้อนตวงนม ปาดนมให้เรียบ แล้วใส่ตามปริมาณที่ต้องการ (อัตราส่วน นมแพะดีจี 1 ช้อน ต่อ น้ำ 1 ออนซ์) ผสมให้เข้ากันจนผงนมละลายดี ทดสอบความร้อนของนม โดยการหยดนมลงบนหลังมือหรือท้องแขนด้านในก่อนให้ลูกดื่ม ดื่มนมแพะสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย ในเด็กแรกเกิดที่คุณแม่อาจจะมีปัญหาให้นมลูกไม่ได้ ให้ลูกดื่มนมแพะวันละ 8-10 ครั้ง ทุก 1-2 ชั่วโมง และเด็ก 6 เดือน ถึง 1 ปี ที่หย่านมแม่แล้ว ดื่มนมแพะได้วันละ 5-6 ครั้ง ทุก 2 ชั่วโมง หรือดื่มได้ตามที่ต้องการเลยค่ะ
อะโพไครน์, นมแพะ ดีจี, พรีไบโอติก, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
ทำไมนมแพะ จึงเป็นนมเสริมชั้นดี ให้เด็กเติบโตสมวัย
img-over-post

ทำไมนมแพะ จึงเป็นนมเสริมชั้นดี ให้เด็กเติบโตสมวัย

ทำไมนมแพะ จึงเป็นนมเสริมชั้นดี ให้เด็กเติบโตสมวัย คุณแม่หลายคนคงกำลังมองหานมเสริมที่มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อพัฒนาการที่ดีสมวัยของลูก แต่คุณแม่เคยสงสัยไหมคะ ว่านมแพะและนมวัว ที่คุณแม่สนใจเลือกให้ลูกดื่มนั้น มีระบบการสร้างน้ำนมแบบไหน มีสารอาหารธรรมชาติอะไรบ้าง เพื่อให้คุณแม่ได้ทราบข้อมูล เราจะพามาไขข้อสงสัยกันค่ะ ระบบการสร้างนมแพะ นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine Secretion) แบบเดียวกับนมแม่ จึงทำให้น้ำนมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติที่มีประโยชน์สูง เรียกกันว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components) ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components) คือ สารอาหารจากธรรมชาติที่หลุดออกมาพร้อมกับน้ำนม ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น โพลีเอมีนส์ ส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ โกรทแฟคเตอร์ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต ในนมแพะมีสัดส่วนของโปรตีนย่อยง่ายอย่างเบต้าเคซีนในปริมาณสูงกว่านมวัว 2 เท่า ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ในนมแพะยังมีสัดส่วนของแอลฟ่า เอสวันเคซีน ซึ่งย่อยยาก ในปริมาณที่ต่ำกว่ำนมวัวถึง 8 เท่า ทำให้โปรตีนในนมแพะย่อยง่ายกว่านมวัว นอกจากนี้นมแพะมีปริมาณโปรตีนก่อแพ้ หรือเบต้าแลคโตกลอบบูลิน น้อยกว่านมวัวถึง 3 เท่า โอกาสการเกิดการแพ้จึงน้อยกว่าเด็กที่ได้รับนมวัว นมแพะจะมีสารอาหารจากธรรมชาติคงอยู่มากกว่านมวัว เพราะมีขั้นตอนการผลิตที่น้อยกว่า มีสารเติมแต่งน้อยกว่า กระบวนการดัดแปลงน้อยกว่า มีการให้ความร้อนน้อยครั้งกว่านมวัว DG Smart Tips : วิธีชงนมแพะให้ลูกน้อยดื่ม รินน้ำต้มสุกอุ่นตามจำนวนออนซ์ที่ต้องการผสมลงในขวด ตักนมใส่ขวดโดยใช้ช้อนตวงนม ปาดนมให้เรียบ แล้วใส่ตามปริมาณที่ต้องการ (อัตราส่วน นมแพะดีจี 1 ช้อน ต่อ น้ำ 1 ออนซ์) ผสมให้เข้ากันจนผงนมละลายดี ทดสอบความร้อนของนม โดยการหยดนมลงบนหลังมือหรือท้องแขนด้านในก่อนให้ลูกดื่ม ดื่มนมแพะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย ในเด็กแรกเกิดที่คุณแม่อาจจะมีปัญหาให้นมลูกไม่ได้ ให้ลูกดื่มนมแพะวันละ 8-10 ครั้ง ทุก 1-2 ชั่วโมง และเด็ก 6 เดือน ถึง 1 ปี ที่หย่านมแม่แล้ว ดื่มนมแพะได้วันละ 5-6 ครั้ง ทุก 2 ชั่วโมง หรือดื่มได้ตามที่ต้องการเลยค่ะ
อะโพไครน์, นมแพะ ดีจี, พรีไบโอติก, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
ประโยชน์ของนมแพะ สำหรับเด็กวัยกำลังโต
img-over-post

ประโยชน์ของนมแพะ สำหรับเด็กวัยกำลังโต

ประโยชน์ของนมแพะ สำหรับเด็กวัยกำลังโต หากลูกถึงวัยที่หย่านมแม่และให้นมเสริมได้แล้ว หรือคุณแม่มีปัญหาไม่มีน้ำนมจริงๆ ขอบอกว่านมแพะคือทางเลือกสำหรับทารกและเด็กเล็กวัยกำลังโตเลยค่ะ 5 เหตุผล ที่นมแพะเหมาะสำหรับเด็กวัยกำลังโต 1. แพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ เรียกว่าอะโพไครน์ ( Apocrine) ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components) ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ โกรทแฟคเตอร์ และสารอาหารที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท เซลส์สมอง สายตา และการเรียนรู้ของลูก เช่น ดีเอชเอ, เออาร์เอ, โอเมก้า 3 6 9, วิตามินบี 12, ทอรีน, โคลีน, วิตามินเอ จึงช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรงเติบโตสมวัย 2. นมแพะมีใยอาหาร 2 ชนิดคือ อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตส ทำให้ระบบขับถ่ายสมดุล ลดปัญหาอาการท้องผูก และช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกัน 3. นมแพะมีโปรตีน ที่ย่อยง่ายและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูงกว่านมวัวถึง 2 เท่า ลูกจึงสบายท้อง ห่างไกลจากอาการท้องอืด และนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายเพื่อการเจริญเติบโต และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. นมแพะ ทำให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่านมวัว เพราะนมแพะมีปริมาณก่อแพ้น้อยกว่านมวัวถึง 23% โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า 5. นมแพะมีความเป็นธรรมชาติ และมีสารอาหารที่มีความเป็นธรรมชาติสูง เพราะนมแพะมีสารเติมแต่งน้อยกว่า มีกระบวนการดัดแปลงน้อยกว่านมวัว และมีการให้ความร้อน น้อยครั้งกว่านมวัว ทำให้นมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติคงอยู่มากกว่า รู้ข้อดีของนมแพะแล้วนะคะ หากคุณแม่จะเลือกนมแพะให้ลูกดื่มเพื่อให้ได้สารอาหารธรรมชาติสูง จึงควรเลือกนมแพะที่ผลิตจากบริษัทที่ได้มาตรฐาน เช่น นมแพะที่ผลิตจากประเทศนิวซีแลนด์ แพะได้รับการเลี้ยงดูในฟาร์มที่ได้มาตฐาน มีการควบคุมอาหารที่รับประทาน โดยเป็นอาหารที่ปลูกจากพันธุ์หญ้าที่มีความหลากหลาย ได้แก่ หญ้าสมุนไพร ต้นโคลเวอร์ พืชตระกูลถั่ว ที่จะทำให้น้ำนมแพะไร้กลิ่นและมีความอร่อยค่ะ
อะโพไครน์, นมแพะ ดีจี, ใยอาหาร, พรีไบโอติก, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว
img-over-post

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว หน้าหนาวแบบนี้ผิวลูกแม่ต้องได้รับการดูแลนะคะ แต่จะดูแลผิวที่บอบบางยังไงให้ได้ผล สุขภาพดีทุกฤดู 5 เทคนิคนี้เอาอยู่ค่ะ 1. อาบน้ำอุณหภูมิที่พอเหมาะ คุณแม่สามารถอาบน้ำอุ่นให้ลูกได้ แต่ไม่ควรให้น้ำมีอุณหภูมิสูงเกินไปเพราะจะทำให้ผิวลูกแห้งมากขึ้น 2. ทาโลชั่นหรือเบบี้ออยส์หลังอาบน้ำ โดยทาหลังอาบน้ำทันทีตอนที่ผิวยังมีความชื้นอยู่ โดยบีบใส่ฝามือก่อนทาลงบนผิวลูกเพื่อป้องกันการเกิดผื่นจากต่อมผิวหนังอุดตันจากโลชั่นที่มีปริมาณมากเกินไป 3. เลือกเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด เพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็นมากระทบผิวลูก ควรเป็นเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เนื้อผ้านุ่มใส่สบาย เช่น ผ้าฝ้ายหรือผ้าสำลีเนื้อนุ่ม ที่ให้ความอบอุ่น ไม่เสียดสีกับผิวลูก และไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง 4. จิบน้ำอุ่น ในช่วงฤดูหนาวให้จิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวลูก 5. หมั่นตัดเล็บลูกให้สั้น เพราะอากาศเย็น ผิวแห้ง จะทำให้ลูกเกิดอาการคันได้ง่าย การตัดเล็บให้สั้นจะป้องกันไม่ให้ลูกเกาตัวเองจนถลอกเป็นแผล ไม่ยากใช่ไหมคะ เพียง 5 ข้อเท่านั้นผิวสวยๆ จะอยู่คู่ลูกแม่ตลอดกาล ใครเห็นเป็นต้องทักแน่นอน และอย่าลืมแชร์เคล็ดลับดีๆ แบบนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อลูกๆ จะได้มีสุขภาพผิวที่ดีน่ามองน่ากอดนะคะ
การป้องกัน, โรคยอดฮิตฤดูหนาว, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG
Top 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาวที่แม่ต้องระวัง
img-over-post

Top 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาวที่แม่ต้องระวัง

Top 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาวที่แม่ต้องระวัง ลมหนาวเริ่มมา นั่นเป็นหนึ่งสัญญาณเตือนภัยให้คุณแม่ต้องระวัง และป้องกันโรคภัยให้ลูกรักจากโรคต่างๆ ที่มากับอากาศหนาว เพราะถ้าหากคุณแม่เผลอ ลูกแม่เจอแน่! 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาว จะมีโรคไหนบ้างและคุณแม่จะต้องรับมืออย่างไรเรามีคำตอบค่ะ 1. ไข้หวัด สาเหตุและอาการ : ในช่วงที่อากาศเย็นมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่าย อาการสังเกตุได้จากการไอ จามและมีไข้สูงตามลำดับ วิธีการดูแล : ให้ลูกนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เช็ดตัวให้ลูกบ่อยๆ เพื่อลดไข้ งดของทอด ของมัน เพื่อลดอาการไอและแสบคอ ทำร่างกายลูกให้อบอุ่น หากลูกมีน้ำมูกลองใช้ผ้าขาวบางห่อหอมแดงวางไว้ข้างๆ จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น ป้องกันไว้ก่อน : ทำความสะอาดอุปกรณ์ ของเล่นของลูกทุกครั้งหลังใช้งาน ไม่ควรให้ลูกอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป หากคนในครอบครัวเป็นไข้หวัดก็ไม่ควรคลุกคลีกับลูกด้วย 2. ปอดบวม สาเหตุและอาการ : เกิดจากการติดเชื้อติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียที่ปอด โดยติดต่อผ่านทางการหายใจ น้ำมูก และน้ำลาย หรือเกิดจากอาการแทรกซ้อนของไข้หวัด สังเกตุได้จากลูกมีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบ หายใจแรงหรือหายใจลำบาก วิธีการดูแล : หากมีอาการดังกล่าวหรือสงสัยว่าจะเป็นปอดบวมต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที ป้องกันไว้ก่อน : ช่วงที่อากาศเย็น ต้องทำร่างกายให้อบอุ่นเสมอ และถ้าโรงเรียนมีการระบาดของไข้หวัด ควรให้ลูกหยุดเรียนทันที 3. หัด สาเหตุและอาการ : เกิดจากการติดเชื้อผ่านการไอ หรือจามของผู้เป็นโรค อาการช่วงแรกจะมีไข้สูงตลอดเวลา มีน้ำมูก ไอแห้ง และอาจมีอาการถ่ายเหลว หลังจากนั้นจะมีผื่นขึ้นกระจายและอาจมีอาการคัน วิธีการดูแล: โรคหัดส่วนใหญ่เป็นแล้วจะหายเองภายใน 14 วัน ดูแลเบื้องต้นด้วยการให้พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำเยอะ ๆ เช็ดตัวเพื่อลดไข้ ถ้ามีอาการไอ เสมหะข้น-เขียว ควรรีบพบแพทย์ทันที ป้องกันไว้ก่อน: ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด เด็กควรได้รับการฉีดวัคซีนหัด 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ตอนอายุ 9 – 12 เดือน และครั้งที่ 2 ตอนอายุ 6 – 7 ปี และอย่าให้ลูกอยู่ใกล้หรือคลุกคลีกับคนที่มีอาการป่วย 4. อีสุกอีใส สาเหตุและอาการ : เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านการหายใจ ไอ จาม หรือสัมผัสถูกตุ่มแผลใสๆ ของคนที่เป็นโรคนี้อยู่ อาการเริ่มต้นจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง เบื่ออาหาร จากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดง แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่ม มีน้ำใสและมีอาการคัน วิธีการดูแล: โรคนี้จะหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่ต้องระวังอย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อน ให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ และใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติค่อยๆ เช็ดตามตัว หากลูกมีอาการผิดปกติเช่น ตุ่มแผลติดเชื้อ หายใจขัด ควรพาลูกพบคุณหมอ ป้องกันไว้ก่อน: ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โดยเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 4 – 6 ปี รวมทั้งไม่ให้ลูกสัมผัส หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใส 5. ท้องร่วง สาเหตุและอาการ : เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัส ที่พบได้บ่อยคือ ไวรัสโรต้า อาการขั้นต้นสังเกตุได้จากลูกขับถ่ายเหลวเกิน 3 ครั้ง/วัน ถ่ายมีมูกเลือด มีกลิ่นเหม็นคาว และลูกมีอาการปวดท้อง อาเจียน ถ้าเป็นมากจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ จนเกิดอาการช็อคได้ ป้องกันไว้ก่อน: ฝึกให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาด ก่อนหยิบอาหารเข้าปาก ซึ่งคุณแม่สามารถเรียนรู้ 7 ขั้นตอนล้างมือให้สะอาดอย่างถูกวิธี เพียงคลิก http://bit.ly/2O69o6v และให้ลูกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่อยู่เสมอ วิธีการดูแล: คุณแม่ต้องรีบชดเชยน้ำที่ลูกสูญเสีย โดยการดื่มน้ำสะอาดมากๆหรือเกลือแร่ หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้ เพราะอาจทำให้ลูกท้องเสียมากขึ้นได้ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพาไปพบคุณหมอทันที คุณแม่อ่านแล้วอย่าตกใจหรือกังวลนะคะ เพราะหากคุณแม่มีสติและรู้ทันโรค ลูกรักของคุณแม่จะปลอดภัยสุขภาพดีแน่นอนค่ะ
การแพร่ระบาดโรค, โรคยอดฮิตฤดูหนาว, นมแพะ ดีจี, ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
6 คาถาเด็ดเลี้ยงลูกอย่างไรให้สุขภาพดี๊ดี
img-over-post

6 คาถาเด็ดเลี้ยงลูกอย่างไรให้สุขภาพดี๊ดี

6 คาถาเด็ดเลี้ยงลูกอย่างไรให้สุขภาพดี๊ดี คุณแม่ทุกคนย่อมอยากเห็นลูกสุขภาพดี สดใสแข็งแรง วันนี้เราจึงนำคาถาเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดี๊ดีมาฝากค่ะ 1. มีความสุข : ถ้าร่างกายพร้อมและอารมณ์ดี ลูกก็พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้อย่างมีความสุข 2. พักผ่อนเพียงพอ : สร้างนิสัยการนอนในเวลาเดิมให้เป็นกิจวัตรเพื่อให้ลูกคุ้นเคย และปล่อยให้ลูกนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม เมื่อลูกหลับสนิทดีจะส่งผลกับอารมณ์ของลูกค่ะ 3. ออกกำลังกาย : อย่าปล่อยให้ลูกเล่นแต่มือถือ หรือคอมพิวเตอร์นานๆ ควรให้ลูกออกมา เล่นกีฬา ออกกำลังกาย สัมผัสธรรมชาตินอกบ้านบ้าง เพื่อสุขภาพทีดี 4. ล้างมือบ่อยๆ : แน่นอนว่าเชื้อโรคมีอยู่ทุกๆที่ทั้งในและนอกบ้าน การล้างมือบ่อยๆทำให้ขจัดเชื้อโรคไปได้เยอะเลยทีเดียว 5. อาหารดี : ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อและฝึกให้รับประทานผัก ผลไม้ จนเป็นนิสัย หลีกเลี่ยงอาหารและขนมที่มีรสหวานจัด มันจัด เค็มจัด 6. อย่าลืมดื่มนมเสริม : เมื่อรับประทานอาหารหลักครบ 5 หมู่แล้ว การดื่มนมแพะก็สำคัญ เพื่อให้ลูกรักได้รับคุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอในแต่ละวัน เริ่มท่องและลงมือทำตั้งแต่วันนี้เลยนะคะ เพื่อลูกสุขภาพดี สดใส แข็งแรงสมวัย พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แบบไร้อุปสรรคทั้งร่างกายและจิตใจค่ะ
โภชนาการดี, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, ใยอาหาร, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

ฟังเพลงตอนท้องแบบไหน แม่ไม่เครียดแถมลูกสมองดี
img-over-post

ฟังเพลงตอนท้องแบบไหน แม่ไม่เครียดแถมลูกสมองดี

ฟังเพลงตอนท้องแบบไหน แม่ไม่เครียดแถมลูกสมองดี ช่วงท้องฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง อารมณ์คุณแม่จึงแปรปรวนง่าย ทำให้เผลอปรี๊ดแตกอยู่บ่อยๆ และเมื่อคุณแม่เครียดยิ่งส่งผลต่อเจ้าตัวน้อยในท้องด้วย การฟังเพลงสบายๆ ช่วยผ่อนคลายในช่วงตั้งครรภ์ จึงดีทั้งกับคุณแม่และส่งผลให้เจ้าตัวเล็กมีอารมณ์ดีและส่งผลต่อพัฒนาการสมองตั้งแต่ในครรภ์ด้วย แม่ท้องฟังเพลงแบบไหน…แม่สบาย คลายกังวล ฟังเพลงจังหวะสบายๆ ที่ชอบ นอกจากเพลงโมสาร์ทที่คุณหมอแนะนำให้ฟังช่วงตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่เลือกเพลงที่ฟังสบายหรือเพลงที่ชอบส่วนตัวได้นะคะ เพราะการได้ฟังเพลงโปรด ที่มีจังหวะดนตรีที่ลื่นไหล ฟังสบาย แค่ได้นั่งหรือนอนฟังสบายๆ ทุกวัน ก็ช่วยคลายความเครียด ความกังวลต่างๆ ได้มากแล้วค่ะ ฟังเพลง + เปลี่ยนบรรยากาศ ลองเปลี่ยนจากสถานที่จำเจหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์เชิงลบ ออกไปนั่งกินข้าวเย็นกลางสวนหน้าบ้าน เปิดเพลงคลอเบาๆ จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกโล่ง มีสมาธิ และใจเย็นลงได้ค่ะ ฟังเพลง+คุยกับลูก ช่วงอายุครรภ์เข้า 20 สัปดาห์ เจ้าตัวเล็กในท้องเริ่มได้ยินเสียงแล้ว คุณแม่ใช้โอกาสนี้พูดคุยกับลูกระหว่างเปิดดนตรีคลาสสิกฟังผ่อนคลายไปพร้อมๆ กัน รับรองว่าความเหวี่ยงวีนของคุณแม่จะหายไป เหลือแต่น้ำเสียงที่นุ่มนวล อบอุ่นที่พูดคุยกับเจ้าตัวเล็กในท้องค่ะ ฟังเพลง + ฝึกหายใจคลายเครียด สามารถทำได้ตอนเช้าก่อนไปทำงาน และเย็นหลังเลิกงานหรือหลังจากเหนื่อยล้าจากภารกิจในแต่ละวันค่ะ แค่เปิดเพลงฟังสบายๆ นั่งสูดหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ให้หน้าท้องพองออก แล้วกลั้นไว้ จากนั้นหายใจออกให้สุดจนหน้าท้องยุบลง จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่น สมองปลอดโปร่ง และคลายความเครียดแต่ละวันได้ ฟังเพลงแบบไหน…ดีต่อสมองลูกน้อย ฟังตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด เพราะระบบประสาทการรับรู้ของทารกในครรภ์เริ่มพัฒนา เสียงเพลงที่ได้ยินจึงไปกระตุ้นประสาทการรับรู้และการได้ยินของลูกน้อย ซึ่งคุณแม่จะรู้สึกได้เลยค่ะว่าลูกในท้องดิ้นหลังจากได้ฟังเพลงที่คุณแม่เปิด ฟังผ่านผิวหน้าท้อง ควรให้เสียงเพลงอยู่ห่างจากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุต หรือใช้หูฟังชนิดครอบอันใหญ่ไว้ที่ท้อง และหากเปิดเพลงให้ลูกฟังในช่วงเย็นๆ เจ้าตัวน้อยในครรภ์จะตื่นตัวมากขึ้น และดิ้นจนคุณแม่รู้สึกได้ ที่สำคัญเพลงที่มีจังหวะและทำนองกลมกลืนกัน จะยิ่งส่งผลต่ออารมณ์และสมองในส่วนของการเรียนรู้ของลูกน้อยได้ในอนาคต ให้ลูกฟังเพลงวันละ10-15 นาที นับเป็นเวลาที่คุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์จะได้เชื่อมความรัก ความผูกพันผ่านเสียงเพลงที่ฟังด้วยกันได้ทุกวันค่ะ ระหว่างที่ฟังเพลงคุณแม่พูดคุยกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ และสัมผัสลูบท้องเบาๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับเสียงและสัมผัสของคุณแม่จนกว่าจะถึงวันคลอคค่ะ
พัฒนาการทารกในครรภ์, ทารกในครรภ์, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
List เพลงกล่อมเด็กภาษาอังกฤษ ที่คุณแม่ควรเปิดให้ลูกฟังหลับสบาย
img-over-post

List เพลงกล่อมเด็กภาษาอังกฤษ ที่คุณแม่ควรเปิดให้ลูกฟังหลับสบาย

List เพลงกล่อมเด็กภาษาอังกฤษ ที่คุณแม่ควรเปิดให้ลูกฟังหลับสบาย การเปิดเพลงกล่อมเด็กให้ลูกฟังก่อนนอนเป็นประจำ เป็นตัวช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับง่ายขึ้นค่ะ นอกจากเพลงไทยที่คุณแม่คุ้นเคยแล้ว เพลงกล่อมเด็กเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษคุณแม่ก็ต้องมีอยู่ ใน List ไว้นะคะ เพราะเพลงภาษาอังกฤษที่ให้ทั้งความเพลิดเพลิน มีจังหวะนุ่มนวล และใช้คำซ้ำๆ ช่วยกระตุ้นการจดจำ สร้างความอบอุ่น ผ่อนคลาย และหลับสบายค่ะ นี่คือ List เพลงภาษาอังกฤษ ที่มีจังหวะสบายๆ ฟังแล้วผ่อนคลาย และจังหวะสนุก แต่ให้ความเพลิน ดีต่อพัฒนาการและดีต่อการกล่อมลูกน้อยนอนค่ะ เพลงกล่อมเด็กฟังสบาย ลูกหลับง่าย ได้คำศัพท์ หลายๆ เพลง มีทั้งภาพและเสียงที่ฟังสบาย น่ารัก ให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจ ระหว่างฟังหากมีเสียงคุณแม่ร้องคลอเบาๆ ไปด้วย นอกจากจะทำให้ลูกน้อยหลับได้เร็วขึ้น ยังสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งระหว่างคุณแม่และเจ้าตัวเล็กด้วยค่ะ Hush, Little Baby https://www.youtube.com/watch?v=NOCx4D7KoGo Rock-a-bye Baby https://www.youtube.com/watch?v=08A9BmCnBh8 Sweet Dreams (Goodnight Song) https://www.youtube.com/watch?v=7jS9ObvOrZQ You Are My Sunshine Lullaby https://www.youtube.com/watch?v=vITgKNByoLY เพลงกล่อมเด็กจังหวะสนุก ฟังเพลิน ชวนเคลิ้มหลับ หากคุณแม่เลือกเพลงกล่อมเด็กที่มีจังหวะสนุกๆ ขึ้นมาหน่อย เน้นเพลงที่ใช้คำซ้ำๆ หรือสอดแทรกเรื่องนับจำนวนไปในตัว เมื่อฟังเป็นประจำลูกก็จะเรียนรู้ที่จะจดจำ แถมฟังเพลินๆ เจ้าตัวน้อยก็เคลิ้มหลับได้ง่ายๆ เลยค่ะ Sleep, Baby, Sleep https://www.youtube.com/watch?v=3zhJre6Q4AU&t=96s winkle, Twinkle, Little Star https://www.youtube.com/watch?v=yCjJyiqpAuU Five Little Ducks https://www.youtube.com/watch?v=pZw9veQ76fo
พัฒนาทักษะด้านภาษา, การจดจำ, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
กล่อมเบบี้หลับปุ๋ยด้วยเพลงกล่อมเด็กแบบไทยแสนคลาสสิก 
img-over-post

กล่อมเบบี้หลับปุ๋ยด้วยเพลงกล่อมเด็กแบบไทยแสนคลาสสิก 

กล่อมเบบี้หลับปุ๋ยด้วยเพลงกล่อมเด็กแบบไทยแสนคลาสสิก โกรทฮอร์โมน มีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตของลูกน้อยค่ะ ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะผลิตในเวลาที่ลูกน้อยหลับ ที่สำคัญหากเจ้าตัวน้อยได้นอนหลับอย่างเพียงพอ ยังช่วยสร้างภูมิต้านทานร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย แต่ปัญหาที่เจ้าตัวเล็กหลับยากนี่สิคะ คุณแม่ก็อดกังวลไม่ได้ ฉะนั้นต้องมีตัวช่วยและเทคนิคดีๆ พิชิตลูกหลับยากให้อยู่หมัดกันแล้วค่ะ เพลงกล่อมเด็กแบบไทยคลาสสิก กล่อมเบบี่หลับปุ๋ย เพลงกล่อมเด็กที่มีท่วงทำนองและเนื้อร้องที่คุ้นหูมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า ก็ใช้ได้ดีกับลูกน้อยของเราเช่นกันค่ะ โดยเฉพาะเพลงคลาสสิกต่อไปนี้ ที่ร้องง่าย ฟังเพลิน และกล่อมให้ลูกน้อยหลับปุ๋ยทุกคืนแน่นอน เพลงจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า เนื้อเพลง : จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอเเกง ขอเเหวนทองเเดงผูกมือน้องข้า ขอช้างขอม้าให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง ขอเตียงตั้งให้น้องข้านอน ขอละครให้น้องข้าดู ขอยายชูเลี้ยงน้องข้าเถิด ขอยายเกิดเลี้ยงตัวข้าเอง เพลงโยกเยก เนื้อเพลง : โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคลอง หมาหางงอ กอดคอโยกเยก เพลงแมงมุมลาย เนื้อเพลง : แมงมุมลายตัวนั้น ฉันเห็นมันซมซานซุกซน วันหนึ่งมันถูกฝน ไหลหล่นจากบนหลังคา พระอาทิตย์ส่องแสง น้ำแห้งเหือดไปลับตา และมันรีบไต่ขึ้นฝา หันหลังมาทำตาลุกวาว เพลงวัดเอ๋ยวัดโบสถ์ เนื้อเพลง : วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ ปลูกข้าวโพด สาลี ลูกเขยตกยาก แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี โอ้ ข้าวโพดสาลี ป่านฉะนี้จะโรยราเอย เพลงนกขมิ้น เนื้อเพลง : เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อนเอ๋ย ค่ำแล้วจะนอนที่ตรงไหน จะนอนไหนก็นอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ก็เคยนอน ลมพระพายชายพัดมาอ่อนๆ เจ้าเคยจรมานอนรังเอย เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อนเอ๋ย ค่ำแล้วจะนอนที่ตรงไหน จะนอนไหนก็นอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ก็เคยนอน ลมพระพายชายพัดมาอ่อนๆ เจ้าเคยจรมานอนรังเอย เทคนิคกล่อมเบบี้ หลับปุ๋ย ร้องเพลงและพูดคุยกับลูกเบาๆ จัดบรรยากาศห้องให้ลูกพร้อมนอน เช่น เปิดไฟสลัวๆ ร้องเพลงกล่อมที่คุณแม่ร้องได้ สลับพูดคุยกับเขาด้วยเสียงเบาๆ ลูกน้อยจะรู้สึกสงบ และหลับง่ายขึ้นค่ะ ปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม อากาศที่ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับสบายมากขึ้น และห้องควรมีอากาศที่ถ่ายเทสะดวก ปราศจากฝุ่น เพื่อป้องกันอาการป่วยและภูมแพ้ต่างๆ มอบสัมผัสที่นุ่มนวลให้ลูกน้อย ระหว่างที่ร้องเพลงกล่อม คุณแม่ลูบบริเวณศีรษะ แขน หรือกอดหอมเขาเบาๆ ก็ช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่น รู้สึกวางใจ เพิ่มความผ่อนคลายและหลับได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ระหว่างวันคุณแม่ควรให้ลูกน้อยทำกิจกรรมต่างๆ ให้ตรงเวลา เช่น กินนม อาบน้ำ หรือเวลานอนกลางวันที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกน้อยนอนหลับได้ง่ายและนานขึ้นตอนกลางคืนค่ะ
การจดจำ, การเรียนรู้, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG