curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก
img-over-post

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก ขวบปีแรกของลูกถือเป็นโอกาสทองที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมให้เจ้าตัวเล็กมี IQ ที่ก้าวไกล ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยของเล่นใกล้ตัวและกิจกรรมที่แค่เล่นด้วยกันกับลูกก็ได้ผล ดังนี้ค่ะ ของเล่นบล็อกไม้ ฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา : การเล่นต่อบล็อกไม้ ต่อกับลูกน้อย นอกจากจะเชื่อมความสัมพันธ์ของแม่กับลูกในการทำกิจกรรมร่วมกันแล้วยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักคิด แก้ปัญหา ฝึกการยืดหยุ่นความคิด และวางแผน ที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่เล่นได้ไม่เบื่อ เล่นสนุกกันได้ทั้งครอบครัว หนังสือนิทาน กระตุ้นความจำ : หนังสือนิทานเป็นตัวช่วยที่ลงทุกครั้งเดียวแต่ได้ประโยชน์และฝึกทักษะให้ลูกได้ไม่รู้จบค่ะ ซึ่งวัยนี้เริ่มรู้จักการนับจำนวนตัวเลข หรือจำนวนสิ่งของรอบตัวลูกได้ คุณแม่ลองใช้หนังสือนิทานที่มีเรื่องของการนับจำนวนนำมาประยุกต์เล่นได้ทุกที่ แถมเป็นตัวช่วยที่เพิ่มความสนุก ให้ลูกได้ฝึกคิด กระตุ้นความจำได้ดี เล่นจับคู่จากของใกล้ตัว ฝึกความเชื่อมโยง : ของใช้ที่อยู่ใกล้ตัวสามารถนำมาประยุกต์เล่นเกมจับคู่ได้ค่ะ เช่น ตุ๊กตาที่ลูกชอบ ของเล่นชิ้นโปรด หรือของใช้ต่างๆ ที่ลูกคุ้นเคย ซึ่งกิจกรรมนี้ฝึกการช่างสังเกตลักษณะรูปทรงสิ่งของสีสันต่างๆ ฝึกความคิดเชื่อมโยงและแยกแยะความแตกต่างของสิ่งของ นอกจากนี้ยังสามารถฝึกความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวของลูกได้ เพราะกิจกรรมนี้จะสนุกมากขึ้นหากคุณแม่ลองให้ลูกวิ่งหยิบสิ่งของที่เหมือนกันไปวางรวมกัน หรือเพิ่มเงื่อนไขให้ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เล่นบทบาทสมมติ เรียนรู้ทักษะชีวิต : เป็นการเล่นที่แทบไม่ต้องใช้ของเล่นหรืออุปกรณ์มากมายเลยค่ะ แต่ลูกจะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตต่างๆ ผ่านตัวละครและสถานการณ์ที่เขาจำลองขึ้นมา เพราะโลกของเด็กๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ การเล่นบทบาทสมมติของเด็กๆ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีส่วนช่วยฝึกจินตนาการและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างอิสระ ฝึกการคิดแก้ปัญหา การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญเมื่อลูกต้องเข้าสังคมจริงในวัยเรียน เขาก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ดี ขีดเขียนและระบายสี ริเริ่มสร้างสรรค์ : การขีดๆ เขียนๆ หรือระบายสีอย่างอิสระ ไม่มีรูปแบบกำหนด ไม่เพียงเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือของลูก แต่ยังต่อยอดให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกการแยกแยะสีสันที่ต่างกัน เปิดโอกาสให้ลูกใช้จินตนาการสร้างเรื่องราว หรือสีสันในแบบของเขาเอง ซึ่งหากทำสม่ำเสมอ ลูกจะรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ได้เรียนรู้ศักยภาพของตัวเอง และหากคุณแม่ทำกิจกรรมไปกับลูกก็จะได้สังเกตสิ่งที่พฤติกรรมอย่างใกล้ชิดและตอบสนองได้ตรงจุดตรงใจลูกได้มากขึ้น 3 เคล็ดลับ เพิ่มพลัง IQ นอนเพียงพอ ลูกน้อยควรได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสมองของลูกให้ดีขึ้น กินอาหารให้เหมาะสมตามวัย ควรกินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน โดยเฉพาะเมนูอาหารบำรุงสมอง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้อื่นๆ ลูกดื่มนมที่มีประโยชน์สูง เช่น นมแพะ เพราะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีความเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์สูง มีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อย อีกทั้งโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ
การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นเสริมพัฒนาการ, การเล่นของเด็ก, ของเล่นของเด็ก, พัฒนาการเด็ก
กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี)
img-over-post

กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี)

กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี) เด็กวัยแรกเกิด-1 ปีเป็นปีทองของการพัฒนาสมองของลูก และทุกๆ กิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกนั้น ล้วนแต่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของทักษะต่างๆ ในอนาคต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมกิจกรรมให้ที่ช่วยสร้างพัฒนาการให้กับลูกได้ค่ะ วัยแรกเกิด-3 เดือน : เล่นจ๊ะเอ๋ การเล่นจ๊ะเอ๋ พูดกับลูกทุกวัน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หรือยิ้มให้ลูกบ่อยๆ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสายตาและการได้ยินของลูก นอกจากนี้ลูกได้เรียนรู้เรื่องปฏิสัมพันธ์ จดจำคุณพ่อคุณแม่ได้จากเสียงและใบหน้า Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : คุณพ่อคุณแม่อาจจะหาโมบายหรือตุ๊กตาแขวนที่มีเสียงและหมุนได้มาแขวนให้ลูกดู เพื่อฝึกการใช้สายตาในการมองเห็น และกระตุ้นการได้ยินของเขาด้วย หรือจะหาตุ๊กตาหรือผ้านุ่มๆ มาให้เขาได้ใช้มือลองจับสัมผัสอยู่เรื่อยๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือทั้งสองข้าง วัย 4-6 เดือน : เล่นโยกเยก เมื่อลูกคอแข็งก็สามารถพลิกคว่ำได้แล้ว สามารถเคลื่อนไหวและหันคอไปรอบๆ ได้ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจจะอุ้มลูกออกไปชมนกชมไม้ได้ ให้เขาได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ หรือลองหากิจกรรมที่เล่นกันง่ายๆ เช่น เล่นโยกเยกโดยจับน้องวางบนขาแล้วยกขาขึ้นสูงให้เข้าเหมือนลอยขึ้นในอากาศ เขาจะรู้สึกมีอิสระ ได้ใช้สายตามองภาพในมุมที่ต่างออกไป แถมคุณพ่อคุณแม่ยังจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างๆ และได้ยินเสียงหัวเราะร่วนจากเขาด้วยค่ะ Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : ลูกวัยนี้มือเริ่มหยิบจับสิ่งของต่างๆ ได้ ดังนั้นการใช้ของเล่นที่มีเสียงกรุ๋งกริ๋ง ลูกบอลผ้านุ่มๆ หรือของเล่นที่มีสีสันสะดุดตาจะช่วยดึงความสนใจทำให้ลูกพยายามไขว่คว้าหรือคืบเข้าหาสิ่งของนั้น วัย 6 เดือน -1 ปี : เล่นปีนป่าย คลานบนพื้นผิวต่างๆ ในวัยนี้เริ่มคลานและเกาะปีนแล้วค่ะ ทั้งมือ สายตา และการได้ยินจะดีมากขึ้นด้วย นั่นทำให้เขามีความรู้สึกอยากสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้นด้วย อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจคือ พาลูกออกไปเล่นนอกบ้าน เช่น คลานบนสนามหญ้าบ้าง หรือจับพยุงลูกเดินบนผิวต่างๆ เช่น พื้นหญ้า พื้นดิน พื้นทราย รวมถึงมีพื้นที่ให้เขาได้คลานเกาะ บางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองอาจจะนอนลงแล้วให้เขาได้เกาะและปีนป่ายตัวเหมือนเขากำลังปีนภูเขา นอกจากเขาจะสนุกกับการเกาะการปีนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายแล้ว ยังช่วยให้เกิดความใกล้ชิดผูกพันระหว่างกันในครอบครัวด้วย Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : คุณพ่อคุณแม่เตรียมของเล่นใส่กล่องให้เขาได้รื้อค้นได้เลย โดยเฉพาะของเล่นที่มีสัมผัสที่แตกต่างกัน เช่น ของเล่นมีเสียง ตุ๊กตาหรือบอลนุ่มๆ ของเล่นที่เน้นรูปทรงต่างๆ เป็นยาง เป็นผ้า ไม้ หรือพลาสติก เพื่อให้ลูกได้รู้จักผิวสัมผัสของสิ่งของ แต่ต้องระวังของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่เด็กเอาเข้าปากได้ นอกจากกิจกรรมและการเลือกของเล่นที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีตามวัยแล้ว การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ก็สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองเช่นกัน คุณแม่จึงจำเป็นต้องให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน และในช่วงวันแรกเกิด- 1 ปี นมแม่คือนมที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับลูกน้อย แต่หากแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ นมแพะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมได้ เนื่องจากนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับคนตามธรรมชาติ เรียกว่า อะโพไครน์ ทำให้มีสารอาหารที่มีประโยนช์สูง เช่น นิวคลีโอไทด์ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 3, 6, 9 DHA และ ARA ที่ช่วยในการ พัฒนาสมอง ทำให้ลูกรักเติบโต แข็งแรง เฉลียวฉลาดและมีพัฒนาการที่ดีสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นเสริมพัฒนาการ, วิธีเลี้ยงลูก, ของเล่นของเด็ก, พัฒนาการเด็ก
เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี
img-over-post

เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี

เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักกังวลว่าลูกจะติดจอ จนลืมการเล่นที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เพราะหากปล่อยให้ลูกติด หรือจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ทำให้ขาดทักษะในการติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น และไม่รู้จักอดทนรอคอย การหากิจกรรมทดแทนหรือการส่งเสริมที่เหมาะสมตามวัย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ยุคนี้ไม่ควรมองข้าม เคล็ดลับเลือกกิจกรรม+ของเล่นลูกวัย 2-3 ปี เด็กวัย 2-3 ขวบเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ช่างสงสัย และเป็นนักสำรวจ ชอบเลียนแบบพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิด บางครั้งอาจดูเหมือนบ้าพลัง แต่จริงๆ แล้วเป็นพัฒนาการตามวัยของเขา ที่ควรจะได้วิ่งเล่นและเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากกว่าการเล่นแท็บเล็ตหรือนั่งนิ่งเป็นเด็กติดจอ และนี่คือเคล็ดลับช่วยให้คุณแม่หากิจกรรมหรือของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย รวมถึงสร้างจูงใจให้ลูกรู้สึกสนุกและสามารถจดจ่อกับสิ่งที่เล่นได้นานค่ะ เล่นบทบาทสมมติ+ของเล่นเสริมจินตนาการ : ช่วงวัย 2-3 ขวบ เป็นเวลาของการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกการคิด และจินตนาการ ของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ คือการวาดรูป ปั้นแป้ง ปั้นดินเหนียว ต่อตัวต่อ เล่นตุ๊กตา หรือเล่นของเล่นทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้จินตนาการ รวมถึงฝึกให้ลูกเรียนรู้ทักษะด้านสังคมรวมและการสื่อสารกับผู้อื่น เช่น หุ่นมือ บ้านตุ๊กตา บทบาทสมมติ กะบะทราย ของเล่นที่เลียนแบบธรรมชาติ ของใช้ในบ้านจำลองผลไม้ที่ทำจากพลาสติก สัตว์ที่ทำจากยาง เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้รวมทั้งยังช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของเด็กได้ด้วย เสริมด้วยสารอาหารจำเป็น พัฒนากล้ามเนื้อและสมอง : นอกจากการเล่นของเล่นตามวัยแล้ว เด็กวัย 2-3 ปีต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองด้วย นอกจากนี้การเสริมด้วยนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ และมีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่าย ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งในนมแพะยังมีโอเมกา 3, โอเมกา 6 และโอเมกา 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยในการพัฒนาสมอง เครือข่ายใยสมอง ช่วยในเรื่องความคิด ความจำ และบำรุงสายตาของเด็กๆ ทำให้เด็กๆมีการพัฒนาการที่ดี เจริญเติบโตสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
พัฒนาการด้านสมอง, การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นของเด็ก, การเล่นเสริมทักษะ, พัฒนาการเด็ก

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

นมแพะไม่ใช่นมทางเลือก แต่เป็นนมที่แม่เลือกต่อจากนมแม่
img-over-post

นมแพะไม่ใช่นมทางเลือก แต่เป็นนมที่แม่เลือกต่อจากนมแม่

นมแพะไม่ใช่นมทางเลือก แต่เป็นนมที่แม่เลือกต่อจากนมแม่ นมแม่เป็นนมที่ดีที่สุด และแม่ทุกคนต่างก็คงคาดหวังว่าลูกจะต้องได้กินนมแม่ ทว่าด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่าง บางครั้งน้ำนมจากอกแม่ก็ไม่ได้ไหลออกมาง่ายๆ เสียทีเดียว ดังนั้นเมื่อไม่สามารถให้ลูกกินนมแม่ได้ ระหว่างที่เร่งกู้น้ำนม หรือในภาวะที่มีเหตุจำเป็น เช่น นมแม่ไม่พอ การให้ลูกกินนมเสริมก็เป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยให้คุณแม่สามารถเลี้ยงดูลูก และส่งเสริมโภชนาการให้เจ้าตัวเล็กได้ ซึ่งนมที่แม่ๆ หลายคนต่างก็เทใจให้กับนมแพะ เนื่องจากนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine) คือ ให้คุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง นอกจากนี้ ในนมแพะยังมีสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ เช่น นิวคลีโอไทด์ (nucleotides) มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะส่วนต่าง ๆ โดยตรง ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน และการย่อยสลายสารอาหารเพื่อให้ได้พลังงาน ช่วยสังเคราะห์สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่สำคัญนิวคลีโอไทด์ยังมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค และลดโอกาสจากเจ็บป่วยโรคต่างๆ เช่น ไข้ หวัด โรคติดเชื้อในลำไส้ โรคกระเพาะอาหาร หรือลำไส้อักเสบ ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อต่างๆ ทั้งยังช่วยลดอาการท้องผูกท้องเสียของลูกด้วย ทอรีน (Taurine) ช่วยเรื่องการมองเห็น สร้างกระแสประสาท ควบคุมสารสื่อประสาทให้สมดุล และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองให้ดียิ่งขึ้น โพลีเอมีนส์ (polyamines) ช่วยในการส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ โกรทแฟคเตอร์ (Growth factor) ส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย ในขณะที่การผลิตน้ำนมของวัวที่เป็นระบบการสร้างน้ำนมแบบเมโรไครน์ (merocrine) จะมีปริมาณของโปรตีนย่อยยากสูงกว่าในนมแพะ จึงทำให้ลูกมีโอกาสเสี่ยงในการแพ้นมวัวมากกว่านมแพะ ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ (apocrine) จะพบในนมแม่และนมแพะเท่านั้น จึงทำให้นมแพะมีความใกล้เคียงนมของคนมากกว่านมผงทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นคุณแม่จึงอุ่นใจเมื่อเลือกนมแพะให้ลูก
สารอาหารในนม, นิวคลีโอไทด์, อะโพไครน์, นมแม่, นมแพะ DG
เช็กลิสต์พัฒนาการที่เด่นชัดของลูก เมื่อดื่มนมที่มีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์
img-over-post

เช็กลิสต์พัฒนาการที่เด่นชัดของลูก เมื่อดื่มนมที่มีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์

เช็กลิสต์พัฒนาการที่เด่นชัดของลูก เมื่อดื่มนมที่มีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ น้ำนมที่มีกระบวนการสร้างน้ำนมผลิตแบบ อะโพไครน์ จะให้คุณค่าอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติสูงสุด ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อยด้วย อะโพไครน์ (Apocrine) เป็นกระบวนการสร้างน้ำนมที่ทำให้ชิ้นส่วนของเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนมในปริมาณสูง ทำให้น้ำนมมีสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Component) ซึ่งมีสารอาหารสำคัญ เช่น นิวคลีโอไทด์ (nucleotides) ช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดี (Bifido Bacteria) ในลำไส้ลดอาการอาการท้องเสียของลูกลงได้ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการพัฒนาสมอง มีผลต่อการทำงานของสมองในด้านความจำ นอกจากนี้นิวคลีโอไทด์มีส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ลดโอกาสเจ็บป่วยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด ติดเชื้อในลำไส้ กระเพาะอาหาร หรือลำไส้อักเสบ เป็นต้น ทอรีน (Taurine) ช่วยสร้างกระแสประสาท ควบคุมสารสื่อประสาทให้สมดุล และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองให้ดียิ่งขึ้น โพลีเอมีนส์ (polyamines) ช่วยในการส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ โกรทแฟคเตอร์ (Growth factor) ส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย เช็กลิสต์พัฒนาการที่เด่นชัดของลูกวัย 1-2 ปี ช่วง 12-18 เดือน .....พยายามหัดยืนและเดิน จะยืนได้เองชั่วครู่ และทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ .....ปีนขึ้นบันไดได้แต่ต้องมีคนช่วย ลงบันไดโดยการคลานถอยหลัง ถ้าเดินลงต้องช่วยจับแขน กระโดดสองขาได้ ..... วางของซ้อนกันได้ 2 ชิ้น .....ชอบลาก ผลัก ดันสิ่งต่างๆ .....พยายามปีนป่ายหรือเอื้อมหยิบของเอง .....เรียกชื่อพ่อแม่ หรือพูดคำพยางค์เดียวที่มีความหมายได้ ......ใช้ช้อนตักอาหารเองได้ แต่ยังหกเลอะเทอะอยู่ ช่วง 18-24 เดือน .....ขึ้นบันไดได้แต่ต้องใช้มือหนึ่งจับราว .....ชอบวิ่ง ปีนป่าย กระโดดอยู่กับที่ .....เดินทีละก้าวบนกระดานไม้แผ่นเดียวได้ …..เดินถอยหลังได้ .....วางของซ้อนกันได้ 4-6 ชั้น .....แยกสีได้ 2 สี .....ขีดเขียนเส้นยุ่งๆ ขีดเส้นตรงในแนวดิ่งได้ .....ขี่จักรยาน 3 ล้อได้ .....เริ่มถนัดใช้มือข้างใดข้างหนึ่งแล้ว …..ชี้รูปภาพตามบอกได้ .....ร้อยลูกปัดเม็ดใหญ่ๆ ได้ …..ใช้ช้อนตักอาหารเองได้ …..เริ่มถอดเสื้อผ้าเองได้ นมที่มีกระบบการผลิตแบบ อะโพไครน์ (Apocrine) นั้นพบได้ในนมแม่และนมแพะ อย่างไรก็ดี ระดับพัฒนาการที่โดดเด่นของลูกไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการดื่มนมเพียงอย่างเดียว คุณแม่ควรให้ลูกกินอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่ ใส่ใจดูแลลูกด้วยความรักความอบอุ่น และให้ลูกทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการตามวัยของลูกอย่างเหมาะสม Ref : https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/daycare/admin/news_files/4_85_1.pdf
สารอาหารในนม, เช็กลิสต์พัฒนาการ, นิวคลีโอไทด์, อะโพไครน์, นมแม่
ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัว แตกต่างกันอย่างไร
img-over-post

ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัว แตกต่างกันอย่างไร

ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัว แตกต่างกันอย่างไร น้ำนมที่มีสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ เริ่มต้นจากระบบการสร้างที่ดี ซึ่งน้ำนมแม่ น้ำนมแพะ และน้ำนมวัว มีระบบการสร้างที่แตกต่างกัน หรือเหมือนกันอย่างไร เราจะพามารู้จักเลยกันค่ะ นมแม่ นมแม่ มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine Secretion) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างน้ำนมแบบหนึ่ง ที่ให้สารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง กระบวนการแบบอะโพไครน์นี้จะทำให้มีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับนมในปริมาณสูง เรียกกันว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์” ซึ่งเป็นสารอาหารธรรมชาติที่ดีกับร่างกายของลูกน้อย นมแพะ นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมเช่นเดียวกับนมแม่ คือ แบบอะโพไครน์ ซึ่งทำให้ในน้ำนมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติที่ เรียกกันว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์” ที่ได้จากเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนม ที่มีส่วนประกอบสำคัญ 4 ชนิดด้วยกัน คือ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โคลีน โพลิเอมีน นมวัว ระบบการสร้างน้ำนมของวัวเป็นแบบเมโรไคน์ (Merocrine Secretion) ซึ่งในกระบวนสร้างน้ำนมแบบเมโรไคน์นั้น จะปล่อยน้ำนมออกจากเซลล์โดยที่เยื่อหุ้มเซลล์ไม่หลุดออกมาด้วย ทำให้ไม่ได้รับสารอาหารจากธรรมชาติเช่นเดียวกับในนมแม่ หรือนมแพะที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ คุณแม่รู้ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัวแล้วใช่ไหมคะ สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาในการให้นมลูก หรือต้องการเสริมอาหารอย่างอื่นให้ลูก เพื่อให้ลูกมีภูมิคุ้มกันที่ดี นมแพะ ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจให้ลูกดื่มนะคะ เพราะนมแพะก็มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์เช่นเดียวกับคน
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, ภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?
img-over-post

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า? "โรค Perfectionism” หรือ “โรคสมบูรณ์แบบ” โรคที่ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ แต่เด็กก็เป็นได้ มาทำความรู้จักโรคนี้กันค่ะ Perfectionism หรือ โรคสมบูรณ์แบบ คือเด็กที่มีลักษณะนิยมความสมบูรณ์แบบ มักจะเป็นเด็กที่เข้มงวดและเคร่งครัดเกินไป ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ทำอะไรอยู่ในกรอบ แม้จะดูเป็นเด็กมีวินัย ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง แต่ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดได้ เมื่อมีอุปสรรคขัดขวาง ลูกจะรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ บางคนแสดงออกมาด้วยความก้าวร้าว สะสมเป็นความเครียดและกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว ลักษณะเด็ก Perfectionist คาดหวังสูงกับตัวเอง หวั่นไหวง่ายมาก เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ พยายามหลีกเลี้ยงสิ่งที่คิดแล้วว่า ทำได้ไม่ดี พยายามปกปิดความรู้สึกตัวเอง พูดน้อย ไม่เข้าสังคม ลังเลไปมา ตัดสินใจไม่ได้ ถ้าทำอะไรแล้วผลลัพธ์ออกมาแย่กว่าที่คิดไว้ อาจมีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง บ่อยๆ สาเหตุ เกิดจากสาเหตุหลักๆ คือ ติดสมองเด็กมาตั้งแต่เกิด และ จากการเลี้ยงดู เช่น ได้รับคำชม “มากเกิน” จากคนรอบตัว พ่อแม่ “เรียกร้อง” จากลูก “มากเกิน” คาดหวังสูงจากลูก จนลูกต้องพยายามไปให้ถึงจุดที่พ่อแม่คาดหวัง พ่อแม่คนใดคนหนึ่งมีลักษณะ perfectionist ต้นแบบอย่างนี้ทำให้เด็กเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่สามารถช่วยปรับลดอาการ Perfectionist ของลูกได้ พ่อและแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน เลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม ส่งเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้าน ให้ลูกรู้จักตัวเอง รู้ว่าถนัดอะไร ชอบอะไร ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในแบบของลูกเอง ไม่ยัดเยียดให้ต้องทำตามที่พ่อแม่ต้องการเท่านั้น ฝึกให้ลูกชนะได้ก็แพ้ได้ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าในทุกเรื่องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะก็ควรชื่นชมผู้แพ้ ในขณะเดียวกัน เมื่อแพ้ก็ควรยินดีกับผู้ชนะ ให้ลูกจะเข้าใจและไม่ยึดติดกับการต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น ลดความคาดหวังลง ทั้งเรื่องการเรียน และกิจกรรมต่างๆ ให้ลูกเดินตามความฝันได้เต็มที่แบบไม่ต้องเครียด อย่าเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกรณีพี่กับน้อง หรือเปรียบเทียบกรณีลูกของเรากับเด็กคนอื่นๆ เพราะเด็กแต่ละคน จะมีความถนัดไม่เหมือนกัน
ปัญหาเด็ก, โรค Perfectionism , นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร
img-over-post

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร อาการภูมิแพ้ในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเลยค่ะ และอาการที่แสดงออกมาก็มีหลายรูปแบบเช่นกัน แต่อาการที่ค่อนข้างชัดเจนและพบบ่อยที่สุดคือ การแพ้อาหาร ซึ่งถ้าลูกเกิดการแพ้อาหาร พ่อแม่จะยิ่งกังวล เพราะกลัวว่าลูกจะเผลอกินอาหารที่แพ้ไปโดยไม่รู้ตัว หรือกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แล้วส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยได้ สาเหตุของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง 1. ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น ถ้าพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้มากกว่าคนอื่นหลายเท่า 2. สิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง แมลงสาบ ควันบุหรี่ รวมถึงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เช่น นมวัว อาหารทะเล ไข่ แป้งสาลี ถั่วลิสง พ่อแม่ไม่ได้แพ้ แต่เด็กก็มีโอกาสแพ้ได้ ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเวลานานหรือตั้งแต่เกิด อาการแสดงของโรคภูมิแพ้ในเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ดังนี้ 1. ผิวหนัง ผิวของลูกจะมีผื่น ผิวแห้ง มีอาการคัน โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแก้ม ผื่นอาจกระจายไปบริเวณอื่นๆ ตามร่างกายได้ด้วย หรือเป็นผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ 2. ระบบทางเดินหายใจ ลูกจะเป็นหวัดบ่อยเรื้อรัง จาม น้ำมูกไหลในตอนเช้า หรือเป็นไซนัสอักเสบ มีอาการไอเฉพาะบางเวลา เช่น วิ่งเล่นแล้วไอ อากาศเปลี่ยนแล้วไอ ไอเวลากลางคืน 3. ระบบทางเดินอาหาร หากลูกแพ้อาหาร ริมฝีปากจะบวม มีผื่นคันรอบปาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ถ่ายเหลว มีมูกเลือดปนในอุจจาระ หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบไปหาคุณหมอ เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องนะคะ จะได้หายขาด และลดปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาด้วยค่ะ การรักษาโรคภูมิแพ้ มี 3 วิธี ด้วยกัน 1. ให้ลูกหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้หรือสงสัยว่าจะแพ้ เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว แป้งสาลี และไรฝุ่น ฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง ควันบุหรี่ เป็นต้น 2. ให้ลูกออกกำลังกายเป็นประจำ และใช้ยารักษาจากคำแนะนำของคุณหมอ 3. ป้องกันลูกจากพันธุกรรม แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราควบคุมสิ่งแวดล้อมและอาหารการกินได้ เช่น เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังอย่ากินอาหารซ้ำๆ ที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายมากเกินไป เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัว ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์จากนม แป้งสาลี และเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว ต้องเน้นให้ลูกได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรก และควรพยายามหลีกเลี่ยงนมวัวให้นานที่สุด ควรรักษาความสะอาดบ้าน ให้ลูกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไร้มีฝุ่น ไร้มลพิษด้วยนะคะ แม้โรคภูมิแพ้จะเป็นโรคที่พบบ่อยมากในเด็ก แต่ปัจจุบันเราได้รู้จักโรคนี้ดีขึ้น ระวังมากขึ้น และมียารักษาที่ดี ทำให้การรักษาโรคดีขึ้น หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องนะคะ DG Smart Tips : หากลูกถึงวัยหย่านมแม่ และต้องเลี่ยงนมวัว นมแพะคือแนวทางที่จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนได้ เพราะมีประโยชน์ดังนี้ 1. แพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคนที่เรียกว่าอะโพไครน์ ( Apocrine) ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ โกรทแฟคเตอร์ และสารอาหารที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท เซลส์สมอง สายตา และการเรียนรู้ของลูก เช่น ดีเอชเอ, เออาร์เอ, โอเมก้า 3 6 9, วิตามินบี 12, ทอรีน, โคลีน, วิตามินเอ จึงช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรงเติบโตสมวัย 2. นมแพะมีโปรตีน ที่ย่อยง่ายและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูงกว่านมวัวถึง 2 เท่า ลูกจึงสบายท้อง ห่างไกลจากอาการท้องอืด และนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายเพื่อการเจริญเติบโต และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. นมแพะ ทำให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่านมวัว เพราะนมแพะมีปริมาณก่อแพ้น้อยกว่านมวัวถึง 23% โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า
ลูกแพ้อาหาร, ภูมิแพ้ในเด็ก, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว
img-over-post

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว หน้าหนาวแบบนี้ผิวลูกแม่ต้องได้รับการดูแลนะคะ แต่จะดูแลผิวที่บอบบางยังไงให้ได้ผล สุขภาพดีทุกฤดู 5 เทคนิคนี้เอาอยู่ค่ะ 1. อาบน้ำอุณหภูมิที่พอเหมาะ คุณแม่สามารถอาบน้ำอุ่นให้ลูกได้ แต่ไม่ควรให้น้ำมีอุณหภูมิสูงเกินไปเพราะจะทำให้ผิวลูกแห้งมากขึ้น 2. ทาโลชั่นหรือเบบี้ออยส์หลังอาบน้ำ โดยทาหลังอาบน้ำทันทีตอนที่ผิวยังมีความชื้นอยู่ โดยบีบใส่ฝามือก่อนทาลงบนผิวลูกเพื่อป้องกันการเกิดผื่นจากต่อมผิวหนังอุดตันจากโลชั่นที่มีปริมาณมากเกินไป 3. เลือกเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด เพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็นมากระทบผิวลูก ควรเป็นเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เนื้อผ้านุ่มใส่สบาย เช่น ผ้าฝ้ายหรือผ้าสำลีเนื้อนุ่ม ที่ให้ความอบอุ่น ไม่เสียดสีกับผิวลูก และไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง 4. จิบน้ำอุ่น ในช่วงฤดูหนาวให้จิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวลูก 5. หมั่นตัดเล็บลูกให้สั้น เพราะอากาศเย็น ผิวแห้ง จะทำให้ลูกเกิดอาการคันได้ง่าย การตัดเล็บให้สั้นจะป้องกันไม่ให้ลูกเกาตัวเองจนถลอกเป็นแผล ไม่ยากใช่ไหมคะ เพียง 5 ข้อเท่านั้นผิวสวยๆ จะอยู่คู่ลูกแม่ตลอดกาล ใครเห็นเป็นต้องทักแน่นอน และอย่าลืมแชร์เคล็ดลับดีๆ แบบนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อลูกๆ จะได้มีสุขภาพผิวที่ดีน่ามองน่ากอดนะคะ
การป้องกัน, โรคยอดฮิตฤดูหนาว, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

เคล็ด(ไม่)ลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง
img-over-post

เคล็ด(ไม่)ลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง

เคล็ด(ไม่)ลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง หากลูกน้อยมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ก็สามารถปกป้องไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ที่สำคัญยังช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกน้อยจะเกิดภูมิแพ้ต่างๆ ได้ เคล็ดลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยก่อนใคร ภูมิคุ้มกันจากแม่ ลูกน้อยจะได้รับภูมิคุ้มกันร่างกายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกาย โดยได้รับมาจากแม่ผ่านทางรก นมแม่เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นมแม่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” ทำให้มีสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ ในน้ำนมแม่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิดที่ทำงามร่วมกัน ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต และเป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของลูก กินอาหารครบโภชนาการ ลูกน้อยควรกินอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะ โปรตีน และวิตามินจากผักต่างๆ ควรมีในทุกมื้ออาหารของลูก ซึ่งอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน คือ ปลา เนื้อไม่ติดมัน นม ส่วนผัก เช่น แคร์รอต บรอกโคลี มันเทศ ถั่ว อุดมด้วยสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินอี รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ ที่ดีต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อย นอนหลังเพียงพอ โดยฉพาะนอนตอนกลางคืน นอกจากจะมีผลต่อการหลั่งโกรทฮอร์โมนแล้ว หากลูกน้อยได้นอนหลับเพียงพอยังส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายด้วย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกน้อยได้นอนในห้องที่สะอาดและอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้น และลดปัจจัยเสี่ยงในการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ฉีดวัคซีน สามารถช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ได้ ซึ่งลูกน้อยควรได้รับวัคซีนขั้นพื้นฐานในเบื้องต้นตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ร่วมกับการดูแลสุขอนามัยในทุกวันให้สะอาด และปลอดจากเชื้อโรคให้มากที่สุดด้วย 5 สารอาหารสำคัญในนมแพะ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ สารอาหารธรรมชาติ ที่ได้จากระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น นิวคลีโอไทด ทอรีน โพลีเอมีนสื และโกรทแฟคเตอร์ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย โปรตีนย่อยง่าย นมแพะที่มีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีน ซึ่งเป็นโปรตีนย่อยง่ายสูง โปรตีนนมแพะจึงย่อยง่าย และที่สำคัญนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptide) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยดูดซึม แร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในนมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีพรีไบโอติก ซึ่งเป็นใยอาหาร ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดปัญหาอาการท้องผูก และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย มีโอเมก้า 3 6 9 DHA และ ARA นมแพะมีกรดไขมันจำเป็น โอเมก้า 3 6 9 , DHA และ ARA ซึ่งเป็นกรดไขมันคุณภาพ มีส่วนช่วยพัฒนาสมอง และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของลูกน้อย มีแคลเซียมสูง มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG
ถ้าแม่ท้องเจอปัญหาเหล่านี้ มาถูกทางแล้ว เพราะนมแพะช่วยได้
img-over-post

ถ้าแม่ท้องเจอปัญหาเหล่านี้ มาถูกทางแล้ว เพราะนมแพะช่วยได้

ถ้าแม่ท้องเจอปัญหาเหล่านี้ มาถูกทางแล้ว เพราะนมแพะช่วยได้ ช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ถ้าแม่ ๆ กำลังกังวลกับปัญหาเหล่านี้อยู่ นมแพะช่วยคุณแม่ได้ค่ะ 1. ภูมิแพ้ อาการแพ้ นมแพะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี เพราะมีสารเบต้าแลคโตกลอบูลินที่จะกระตุ้นการแพ้น้อยกว่านมชนิดอื่นๆ ทำให้คุณแม่หมดกังวลเรื่องการแพ้ได้ 2. ท้องอืด จุกเสียด แม่ท้องเจอได้ตั้งแต่ในไตรมาสแรกจนไตรมาสสุดท้าย เพราะฮอร์โมน และสรีระ​ที่เปลี่ยนไปส่งผลให้ร่างกายย่อยอาหารได้ไม่ดีเหมือนเดิม การดื่มนมแพะจะช่วยลดอาการท้องอืด จุกเสียด แน่น อาหารไม่ย่อย เพราะในนมแพะมีขนาดโปรตีนที่นุ่ม ไขมันขนาดเล็กย่อยง่ายสบายท้อง 3. ท้องผูก ระบบขับถ่ายไม่ดี กินผลไม้ก็แล้ว ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ ก็แล้วก็ยังไม่พอ ลองดื่มนมแพะควบคู่กับการกินอาหารที่มีกากใยสูงเป็นประจำจะช่วยให้ระบบขับถ่ายคุณแม่ดีขึ้น ร่างกายดูดซึมได้ดี ระบบทางเดินอาหารไม่มีปัญหา 4. ร่างกายขาดแคลเซียม แม่ท้อง และแม่หลังคลอดต้องการแคลเซียมเป็นจำนวนมาก เพราะร่างกายจำเป็นต้องใช้แคลเซียมเพื่อการเสริมสร้างลูกในครรภ์ และการให้นมอาจทำให้แม่ๆ ที่ได้รับแคลเซียมไม่พอเกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูกในระยะยาว ดื่มนมแพะควบคู่กับการกินอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมอย่าง งาดำ กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ผักใบเขียวต่างๆ ฯลฯ ช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ แม่ตั้งครรภ์สามารถเสริมนมแพะได้วันละ 2-3 แก้วต่อวัน และนอกเหนือจากการดื่มนมแล้ว ควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสม ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ รวมถึงการฝากครรภ์และตรวจครรภ์ตามที่คุณหมอนัดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดปัญหาที่มากวนตัวกวนใจให้แม่ท้องได้ค่ะ
อาหารบำรุงครรภ์, แม่ท้องดื่มนมอะไรดี, อาการตอนตั้งครรภ์, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
รู้ไหม! ภูมิคุ้มกันเสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกจากน้ำนมหยดแรกของแม่
img-over-post

รู้ไหม! ภูมิคุ้มกันเสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกจากน้ำนมหยดแรกของแม่

รู้ไหม! ภูมิคุ้มกันเสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกจากน้ำนมหยดแรกของแม่ คุณแม่รู้ไหมคะ ว่าลูกน้อยมีภูมิคุ้มกันติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด ภูมิคุ้มที่ว่าก็มาจากการที่คุณแม่ให้ลูกน้อยกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดนั่นเอง เพราะในน้ำนมหยดแรกหรือน้ำนมเหลือง (โคลอสตรัม) จะมีสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายลูก นมแม่ มีระบบการสร้างน้ำนมอย่างไร นมแม่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine Secretion) ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมที่จะทำให้มีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับนมในปริมาณสูง เรียกว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)” ซึ่งเป็นสารอาหารธรรมชาติที่ดีกับร่างกายและสมองของลูกน้อย ได้แก่ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วย นมแม่ สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกได้อย่างไร นมแม่จะสร้างแอนติบอดี (Antibody) มาต่อต้านอาการเจ็บป่วยทั่วไปให้ลูกน้อยได้ อย่างเช่น ไข้หวัด การติดเชื้อจากแบคทีเรีย ไปจนถึงการป้องกันการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ (RSV) โรคงูสวัด ภูมิคุ้มกันเหล่านี้มาจากการที่แม่เคยเป็นโรคเหล่านี้มาก่อน และมีภูมิคุ้มกันโรคแล้ว แอนติบอดีก็จะส่งผ่านไปยังลูกน้อยผ่านทางน้ำนมแม่ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถช่วยป้องกันโรคที่จะเกิดกับลูกได้ 100% แต่ก็ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเหล่านี้กับลูกได้ นอกจากนี้นมแม่ยังช่วยลดการเกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กได้ รวมไปถึงโรคร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไหลตายในเด็กทารก (SIDS) เป็นต้น นมแม่หยดแรกเหมือนวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก และถือเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก องค์การอนามัยโลกแนะนำให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว อย่างน้อย 6 เดือนนะคะ
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, ภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG