curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

10 เคล็ดลับ พัฒนาทักษะด้านภาษาให้ลูก
img-over-post

10 เคล็ดลับ พัฒนาทักษะด้านภาษาให้ลูก

10 เคล็ดลับ พัฒนาทักษะด้านภาษาให้ลูก ภาษาคือจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ เสียงแรกที่ลูกเปล่งออกมา นั่นหมายความว่าพัฒนาการภาษาขั้นแรกของลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว ช่วงเวลานี้เองจึงเป็นโอกาสที่จะส่งเสริมให้ลูกมีทักษะด้านภาษาให้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นการกระตุ้นให้สมองมีพัฒนาการที่ดีตามไปด้วย ซึ่งจะต่อยอดให้ลูกเป็นนักเรียนรู้ นักคิดในอนาคตได้ไม่ยาก ลำดับพัฒนาการภาษาของลูกรัก เริ่มจากใช้เสียงร้องไห้บอกความต้องการ เช่น หิว ไม่สบายตัว ต่อมาเริ่มจำเสียงแม่ได้ หันตามเสียง เริ่มส่งเสียงในลำคอ เช่น อู อา หรือส่งเสียงเอิ๊กอ๊ากเมื่อรู้สึกมีความสุข เริ่มออกเสียงได้หลากหลายมากขึ้น ส่งเสียงสูงต่ำ เป่าปาก เล่นน้ำลาย เข้าใจความหมายได้มากขึ้น เริ่มออกเสียงเป็นคำๆ บอกความต้องการ เช่น มาๆ ปาๆ หรือส่งเสียงเรียกคนรอบข้าง ออกเสียงพยางค์เดียวได้ เช่น พ่อ แม่ บอกชื่อตัวเองได้ ออกเสียงที่มีความหมายได้หลายคำ และเรียกชื่อสิ่งต่างๆ ที่คุ้นเคยได้ พูดเป็นประโยคสั้นๆ ได้ พูดตอบโต้ และร้องเพลงสั้นๆ ได้แล้ว 10 เคล็ดลับ พัฒนาทักษะด้านภาษาให้ลูก ช่วงที่ลูกกำลังเริ่มพูด มีความเข้าใจและสื่อสารได้มากขึ้นนี่เอง เป็นช่วงเหมาะที่คุณพ่อคุณแม่จะส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการด้านภาษาให้ดียิ่งขึ้น ด้วยเคล็ดลับดังนี้ ชวนลูกพูดคุย โดยใช้น้ำเสียงสูงต่ำและคำที่ชัดเจน พูดประโยคสั้นๆ เข้าใจง่าย เช่น นั่นแมว หิวข้าวไหม เล่นบอลไหม พูดคุยกับลูกบ่อยๆ ด้วยท่าทางที่ยิ้มแย้ม หยอกล้อให้ลูกหัวเราะ เป็นการกระตุ้นให้ลูกอยากคุยโต้ตอบ และยังช่วยกระตุ้นการจดจำ ทำให้สมองมีการพัฒนาได้ดีมากขึ้น ฟังลูกอย่างตั้งใจ ลูกจะรับรู้ว่าคุณแม่ตั้งใจฟังอยู่ จะยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ลูกอยากพูดคุย เปล่งคำศัพท์ใหม่ๆ มากขึ้นด้วย ชี้ให้ดูภาพ พูดคุยเกี่ยวกับภาพนั้นด้วยคำง่ายๆ เช่น นี่สีอะไร นี่ตัวอะไร เป็นต้น สอนลูกให้พูดคำทักทายง่ายๆ เช่น สวัสดี บ๊ายบาย จุ๊บๆ เล่านิทานให้ลูกฟัง หรือร้องเพลงให้ฟัง แล้วชวนให้ลูกพูดตาม กระตุ้นให้ลูกตั้งคำถามอยู่เสมอ และตอบคำถามของลูกทุกครั้งที่ลูกถาม เล่นทายอะไรเอ่ยกับลูก เช่น ทายสิ ลูกกลมๆ ที่อยู่ในกล่องสีอะไร ฝึกนับจำนวนสิ่งของใกล้ตัว ชวนลูกพูดคุยระหว่างเดินทาง ชี้ชวนให้ลูกดูรถ ดูป้ายต่างๆ เป็นการฝึกให้ลูกสังเกตและจดจำสิ่งรอบตัวได้ด้วย เผยเคล็ดลับอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้ คือการให้ลูกได้กินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายและสมองเจริญของลูกน้อยเติบโตสมวัย อย่างนมแพะที่อุดมไปด้วยโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) โปรตีนนุ่ม ที่ย่อยง่าย และยังดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพรีไบโอติก (Prebiotic) หรือใยอาหาร ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดี ทำให้จุลินทรีย์ชนิดดีเพิ่มจำนวนขึ้น ช่วยลดอาการท้องเสีย ท้องผูก และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกรักมีพลังพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไร้ขีดจำกัด Ref: 1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
3 สิ่งสำคัญ สร้าง “ความจำดี” ให้ลูก
img-over-post

3 สิ่งสำคัญ สร้าง “ความจำดี” ให้ลูก

3 สิ่งสำคัญ สร้าง “ความจำดี” ให้ลูก ใครว่าเด็กๆ จำไม่ได้ เวลาคุณพ่อคุณแม่พูดหรือทำอะไรให้ได้ยินได้เห็น เด็กจำไม่ได้หรอก...ขอบอกว่าไม่จริง ยิ่งช่วงวัยเด็กนี่แหละที่สมองด้านการจดจำจะทำงานได้ดีที่สุด และอาจทำให้เกิดเป็นความจำระยะยาวด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรกระตุ้นและส่งเสริมให้สมองเกิดการพัฒนาที่ดี เพื่อเป็นพื้นฐานให้เด็กๆ มีความสามารถในการจดจำที่ดีในอนาคต เด็กๆ จดจำสิ่งต่างๆ รอบตัวได้จาก... เสียงและการสัมผัส ในช่วงที่ลูกยังมองไม่ชัด ยังส่งเสียงเรียกแม่ไม่ได้ ยังเดินไปไหนเองไม่ได้ จะจดจำสิ่งต่างๆ รอบตัวจากเสียงและการสัมผัส โดยสังเกตได้จากเวลาที่ลูกร้องไห้เมื่อแม่มาอุ้ม สัมผัสเบาๆ ของแม่ น้ำเสียงของแม่ที่พูดกับลูก ลูกจะจำเสียงได้และหยุดร้องไห้ทันที กลิ่น ซึ่งกลิ่นแรกที่ลูกจำได้คือกลิ่นแม่ เวลาลูกร้องแล้วแม่อุ้ม ลูกจะได้กลิ่นตัวแม่ จำกลิ่นของแม่ได้ก็จะหยุดร้อง และจดจำสิ่งต่างๆ ได้จากประสบการณ์ที่เคยได้กลิ่นมาก่อน เช่น แม่เคยทำไข่เจียวให้กิน พอได้กลิ่นอีกก็จะจำได้ว่ากลิ่นนี้คือกลิ่นไข่เจียว เป็นต้น การมอง เริ่มจากลูกจำใบหน้าแม่ได้ จำคนรอบตัวได้ และจดจำท่าทางต่างๆ จากคนรอบข้าง เกิดการเรียนรู้และเลียนแบบทำตาม และจดจำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น จากการได้เห็น ได้มองบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะไปกระตุ้นสมองให้ลูกเกิดการจดจำได้นั่นเอง 3 สิ่งสำคัญ สร้าง “ความจำดี” ให้ลูก หมั่นกระตุ้นประสานสัมผัสทั้ง 5 เพราะการที่ลูกจะจดจำสิ่งต่างๆ ได้ ต้องเกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยผ่านประสาทสัมผัส หู ตา จมูก ปาก และสัมผัสกาย เมื่อข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบประสาทสัมผัสก็จะถูกส่งไปที่สมองแล้วเกิดการประมวลข้อมูลนำไปฝังไว้เป็นความทรงจำ อะ อะ ต้องไม่กดดันลูกนะ การที่ลูกจะเกิดการจดจำที่ดี และเป็นความทรงจำที่ดีนั้น ลูกต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่รู้สึกอึดอัดหรือกดดัน ทำแล้วมีความสุข ลูกก็ชอบ เกิดการทำสิ่งนั้นบ่อยๆ และจดจำเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าลูกถูกบังคับ ทำแล้วกดดัน ไม่อยากทำ สมองจะหลั่งสารความเครียดออกมา ส่งผลให้ลูกไม่อยากเรียนรู้และมีการจดจำที่ไม่ดีกับสิ่งนั้นไปเลย กินอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานอย่างเพียงพอ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างในนมแพะ มีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโต โปรตีนในนมแพะ เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยและดูดซึมง่าย ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้นมแพะยังมีสารอาหารที่สำคัญทั้งทอรีน โคลีน แคลเซียม วิตามินบี12 โอเมก้า 3 6 9, DHA, ARA ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง ให้มีพัฒนาการดีและเกิดการจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี เมื่อโตขึ้นเด็กๆ จะเป็นนักเรียนรู้ นักคิดได้ไม่ยากเลย Ref: 1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
พรีไบโอติก, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
3 Activity ลูกขยับแขนและมือ สมองได้พัฒนา
img-over-post

3 Activity ลูกขยับแขนและมือ สมองได้พัฒนา

3 Activity ลูกขยับแขนและมือ สมองได้พัฒนา แค่ขยับแขนและมือ แค่นี้เซลล์ประสาทน้อยๆ ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะการให้ลูกได้บริหารมือและแขนทั้งสองข้างอย่างสมดุล จะทำให้สมองได้ใช้งานทั้ง 2 ซีกพร้อมๆ กันอย่างเต็มศักยภาพ ทำให้เกิดการเชื่อมต่อและสร้างเครือข่ายใยประสาทได้มากขึ้น แล้วกิจกรรมไหนที่จะช่วยบริหารมือและแขนได้อย่างสมดุล ไปตามหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย แค่ขยับ สมองก็พัฒนา ในช่วงที่ลูกได้บริหารมือและแขนทั้งสองข้างนั้นจะไปกระตุ้นให้สมองทั้งสองซีกเกิดการทำงานพร้อมกัน และทำให้เซลล์ประสาทเกิดการเชื่อมต่อกันมากขึ้น และยังส่งผลให้พัฒนาการด้านการสังเกต ควบคุม เคลื่อนไหว รวมถึงความชำนาญในการใช้มือและแขนมีการพัฒนาได้ดี 3 Activity ลูกได้ขยับแขนและมือ โยนรับของด้วยมือทั้ง 2 ข้าง โดยพ่อแม่โยนให้ลูกรับ แล้วให้ลูกโยนกลับมา เช่น เล่นโยนลูกบอลลงตระกร้า โยนตุ๊กตาสลับไปมา เป็นต้น จะทำให้ลูกถนัดใช้มือทั้งสองข้างได้ดีพอๆ กัน และเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อมือและแขนแข็งแรงด้วย ก่อกองทราย ปั้นแป้งโดว์ ลูกได้ใช้นิ้วมือทั้ง 2 ข้างในการขยำ ปั้น บีบ และแขนยังได้ขยับยกขึ้นลงจากการที่ได้ตักทรายและนำมาปั้นเป็นรูปต่างๆ ด้วย ให้ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง เริ่มตั้งแต่การกินข้าวเอง อาบน้ำเอง ติดกระดุมเสื้อ ผูกเชือกรองเท้า เก็บของใช้ส่วนตัวของตัวเองใส่กระเป๋า กิจวัตรเหล่านี้ล้วนทำให้แขนและมือทั้ง 2 ข้างได้ใช้งานพร้อมกัน เข้าครัวทำกับข้าว ช่วยคุณแม่หยิบของ ล้างผัก หั่นไก่ ได้ขยับบริหารนิ้วมือและแขนทั้ง 2 ข้าง และยังได้เรียนรู้ทักษะอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น เรียนรู้ลำดับขั้นตอนการทำอาหาร เรียนรู้เรื่องสารอาหารที่มีประโยชน์ การสังเกต เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ล้วนทำให้ลูกได้เคลื่อนไหว บริหารนิ้วมือและแขนทั้ง 2 ข้างอย่างสมดุล ช่วยให้สมองเกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนี้คุณแม่ต้องไม่ลืมที่จะให้ลูกได้กินรับประทานอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วนด้วย เพราะสารอาหารที่สำคัญจะส่งผลให้ร่างกายและสมองเจริญเติบโตอย่างสมวัย อย่างนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ (Apocrine Secretion) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ที่เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Component) เช่น นิวคลีโอไทด์ สารอาหารสำคัญทั้งทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ อีกทั้งยังมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) โปรตีนนุ่ม ที่ย่อยง่าย ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายลูกแข็งแรง พร้อมที่จะทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเต็มที่ ทำให้ลูกรักเติบโตสมวัย อย่างเป็นธรรมชาติ
ภูมิคุ้มกัน, กิจกรรม, นมแพะ DG

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

11 ทริค แก้นิสัยลูก “กินยาก”
img-over-post

11 ทริค แก้นิสัยลูก “กินยาก”

11 ทริค แก้นิสัยลูก “กินยาก” ลูกไม่ยอมกินข้าว...เป็นปัญหาใหญ่ของคุณพ่อคุณแม่หลายๆ คน กว่าจะป้อนข้าวได้ 1 คำ ต้องหลอกล่อกันจนเหนื่อย แต่อย่าเพิ่งหงุดหงิดใจไป เพราะอาจเป็นช่วงที่ลูกมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการด้านการกิน ทำให้เกิดงอแงกันบ้าง ลองใช้เทคนิคง่ายๆ นี้ รับรองว่ามื้อต่อไปจะเป็นมื้อที่เด็กๆ รอคอยแน่นอน เริ่มป้อนจากคำเล็กๆ ไปคำโตๆ เพื่อให้ลูกได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อปากในการเคี้ยวอาหาร เมื่อลูกเริ่มเคี้ยวได้ดี กลืนได้ ก็ค่อยๆ เพิ่มข้าวให้คำใหญ่ขึ้น และเพิ่มครั้งในการป้อน จาก 5-6 ช้อน เป็น 10-12 ช้อน เคี้ยวให้ดูเป็นตัวอย่าง ในระหว่างที่ลูกกิน พ่อแม่อาจทำท่าเคี้ยวหรือกินไปพร้อมๆ ลูกเพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกฝึกเคี้ยว และทำให้เขากินข้าวได้ง่ายขึ้น สร้างบรรยากาศให้เป็นเรื่องสนุก จัดโต๊ะอาหารลูกในที่โล่ง อากาศเย็นสบาย อ่านหนังสือนิทานที่เกี่ยวกับเรื่องการกินข้าวให้ฟังไปด้วย และพ่อแม่พูดคุยชวนลูกกินข้าวอย่างอารมณ์ดี ไม่ควรมีทีวีหรือเกมอยู่ใกล้ๆ เพราะอาจเบี่ยงเบนความสนใจของลูกได้ ซ่อนผักใบเขียว ถ้าเริ่มให้ลูกกินอาหารใหม่ๆ ที่ไม่เคยกินมาก่อน เช่น ผักใบเขียว อาจต้องใช้วิธีซ่อนผักเข้าไปในเนื้อสัตว์ก่อน หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตกแต่งให้ดูน่ารัก เพื่อให้ลูกคุ้นเคยและค่อยๆ เพิ่มปริมาณ ในที่สุดลูกก็จะกินเองได้ ใช้ถ้วยจานลายการ์ตูนที่ลูกชอบ หรือให้เขาได้เลือกภาชนะใส่ข้าวเอง จะช่วยดึงดูดให้ลูกสนใจการกินมากขึ้น เปลี่ยนถ้วยพลาสติก มาเป็นใช้ขนมปังแทน หรือฟักทอง มะเขือเทศ สามารถกินภาชนะได้ ทำให้ลูกสนใจมากขึ้น อาหารแปลงร่าง ลองเปลี่ยนอาหารให้เป็นรูปต่างๆ โดยใช้แม่พิมพ์เป็นรูปหมี รูปดาว รูปแมว พร้อมกับเล่าเรื่องราวประกอบอาหาร เช่น ให้กินหูสิ กินดาวเลย ลูกจะสนุกกับการกินมากขึ้น ให้ช่วยทำอาหาร ช่วยหยิบผัก เครื่องปรุงต่างๆ ใส่กระทะ แล้วเล่าวิธีการทำให้ลูกฟังไปด้วย จะกระตุ้นให้ลูกอยากกินฝีมือตัวเอง และภูมิใจที่สามารถทำอาหารได้ ไม่บังคับให้ลูกกิน ถ้าลูกไม่ชอบอาหารที่กินอย่าตำหนิ หรือคะยั้นคะยอให้กินจนหมด เพราะจะกลายเป็นสร้างความทรงจำที่เลวร้ายให้ลูกไม่ชอบกินอาหารนั้นไปเลย และจะยิ่งทำให้เรื่องกินเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก ให้ลูกเลือกส่วนผสมที่ชอบ หรือเป็นส่วนผสมที่ลูกบอกว่าอร่อยใส่เข้าไปในอาหารด้วย จะทำให้ถูกใจ และอยากกินในมื้อต่อๆ ไป แต่คุณแม่ก็ควรคัดสรรให้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ด้วย อย่างการใช้นมแพะเป็นส่วนผสมในอาหาร ช่วยเพิ่มคุณค่าในอาหาร เพราะนมแพะมีทั้งโปรตีน CPP เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ช่วยในการดูดซึมสารอาหารที่สำคัญเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีพรีไบโอติก ซึ่งก็คือใยอาหารที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายลูกก็พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างมั่นใจ
ใยอาหาร, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
เคล็ดลับดูแลสุขภาพลูกด้วยอาหารจากธรรมชาติ
img-over-post

เคล็ดลับดูแลสุขภาพลูกด้วยอาหารจากธรรมชาติ

เคล็ดลับดูแลสุขภาพลูกด้วยอาหารจากธรรมชาติ อาหารเป็นส่วนสำคัญที่มีผลกับสุขภาพ และพัฒนาการที่ดีของเด็ก ดังนั้นการการเลือกอาหารโภชนาการจากธรรมชาติจะช่วยให้ลูกรักมีพัฒนาการที่ดี และร่างกายที่แข็งแรง แต่จะมีแนวทางการดูแลลูกด้วยอาหารจากธรรมชาติอย่างไรมาดูกัน ส่วนหนึ่งที่ทำให้สุขภาพเด็กๆ ในปัจจุบันไม่ค่อยแข็งแรง อากาศเปลี่ยน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน ก็ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย แพ้ง่าย เป็นเพราะอาหารและโภชนาการที่ได้รับทำให้เด็กๆ ไม่แข็งแรง อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ใช้สารเคมี หรือการเพิ่มส่วนประกอบที่เป็นอันตรายกับร่างกายในระยะยาวเข้าไป ปัจจุบันจึงเห็นหลายครอบครัวตระหนักถึงความสำคัญของอาหาร และหันกลับมาดูแลเลือกอาหารที่มีกระบวนการผลิต หรือสารอาหารใกล้เคียงกับธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น เพื่อสุขภาพและพัฒนาการที่ดีรอบด้านของลูกๆ วันนี้เรามีเคล็ดลับสำหรับครอบครัวที่กำลังดูแลเรื่องโภชนาการ อาหารสุขภาพจากธรรมชาติให้กับลูกๆ ที่บ้านมาฝากกันค่ะ ให้ลูกกินอาหารเหมือนกับพ่อแม่เมื่ออายุ 2 ขวบขึ้นไป : เมื่อลูกโตพอ ฟันขึ้นพร้อมที่จะเคี้ยวอาหารได้แล้วไม่ควรแยกอาหารเด็ก อาหารผู้ใหญ่ แต่ควรให้ลูกกินร่วมโต๊ะกันกับพ่อแม่และกินอาหารแบบเดียวกันไม่มีสิทธิพิเศษ ซึ่งอาหารก็ควรเป็นอาหารสุขภาพ ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ สามารถกินด้วยกันทั้งครอบครัว เพื่อช่วยฝึกลูกๆ ไม่ให้เลือกกิน ค่อยๆ ใส่ผักลงไปในทุกเมนู : ไม่ว่าจะเลือกทำเมนูอะไรขึ้นโต๊ะ คุณแม่อย่าลืมใส่ผักลงไปให้ลูกกินด้วย โดยอาจจะตกแต่ง ดัดแปลงให้หน้าตาอาหารแปลกใหม่ หรือดึงดูดความสนใจของลูกๆ ซึ่งทั้งนี้การใช้ผักเป็นส่วนประกอบในอาหาร ควรเริ่มมาตั้งแต่ลูกเริ่มกินอาหารเสริมแล้วเพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับ กลิ่น รส มาตั้งแต่เล็กๆ เลือกอาหารธรรมชาติผ่านการปรุงแต่งน้อย ควรเลือกอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยสารเคมีต่าง ๆ หรือผ่านการแปรรูปน้อยที่สุดนั่นเอง เป็นไปได้คุณแม่ควรเลือกวัตถุดิบมาประกอบอาหารเอง เช่น ข้าวควรเลือกใช้ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ผักสด ผลไม้ ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไม่ปรุงรสใด ๆ มากจนเกินไป เช่น เค็มจัดหรือหวานจัด น้ำและนมเท่านั้น สำหรับวัยนี้น้ำหวาน น้ำอัดลมควรเป็นสิ่งต้องห้าม น้ำและนมเท่านั้นที่มีประโยชน์สำหรับร่างกาย หรืออาจจะอนุโลมเป็นน้ำผลไม้บ้าง ซึ่งควรเป็นน้ำผลไม้สด 100% หรือคั้นจากผลไม้เอง การดื่มน้ำสะอาดช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น สร้างสมดุลให้ร่างกาย สำหรับนมนั้นควรเลือกนมแม่จะดีที่สุด แต่ถ้าหากหย่านมแม่แล้ว ควรเลือกนมที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับนมแม่ เพราะนมแม่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไคร์น ที่มีสารอาหารจากธรรมชาติหลุดออกมาพร้อมกับน้ำนมในปริมาณสูง และควรมีสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โปรตีน แคลเซียม โอเมก้า 3, 6, 9 และวิตามิน B2, B6, B12 ฯลฯ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกทั้งด้านร่างกายและสมอง เพื่อพัฒนาการที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติของลูก
ใยอาหาร, นมแพะ DG
7 เทคนิคหยุดพฤติกรรมการเลือกกินของลูก
img-over-post

7 เทคนิคหยุดพฤติกรรมการเลือกกินของลูก

7 เทคนิคหยุดพฤติกรรมการเลือกกินของลูก หลายๆ ครอบครัวที่มีลูกอยู่ในช่วงวัย 2-3 ขวบ ต้องเจอปัญหาลูกกินยาก เลือกกิน เป็นเพราะในช่วงวัยนี้เด็กๆ เริ่มคิดด้วยตัวเองมากขึ้น รู้จักปฎิเสธ หรือต่อต้าน ถ้าเกิดเจ้าตัวดีเป็นเด็กเลือกกิน อันนั้นไม่กิน อันนี้ไม่ชอบ เรามีเทคนิคมาแนะนำกันค่ะ หลายๆ ครอบครัวที่มีลูกอยู่ในช่วงวัย 2-3 ขวบ ต้องเจอปัญหาลูกกินยาก เลือกกิน เป็นเพราะในช่วงวัยนี้เด็กๆ เริ่มคิดด้วยตัวเองมากขึ้น รู้จักปฎิเสธ หรือต่อต้าน ประกอบกับอาหารเมื่อโตขึ้นกินไม่ง่ายเหมือนนมหรืออาหารเสริมตอนขวบปีแรก บ้านไหนมีลูกกินง่ายก็สบายใจไป แต่ถ้าเกิดเจ้าตัวดีเป็นเด็กเลือกกิน ร้องงอแง กินยาก อันนั้นไม่กิน อันนี้ไม่ชอบ เรามีเทคนิคมาแนะนำกันค่ะ 7 เทคนิคหยุดพฤติกรรมการเลือกกินของลูก กินตามแม่ เทคนิคแรกต้องเริ่มตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์เลยค่ะ ว่ากันว่าถึงลูกจะไม่ได้รับรสชาติอาหารโดยตรงจากแม่เมื่ออยู่ในท้อง แต่แม่ที่กินอาหารหลากหลายเมื่อตั้งครรภ์จะมีแนวโน้มให้ลูกที่เกิดมากินหลากหลายไปด้วย ดังนั้นพฤติกรรมการกินของแม่ตั้งแต่ในครรภ์สำคัญมากค่ะ และเมื่อถึงเวลาลูกโตขึ้นคุณแม่และครอบครัวควรเป็นต้นแบบการกินในแต่ละมื้อ อยากให้เด็กกินอะไร คนในครอบครัวก็ต้องเป็นแบบอย่างค่ะ ไม่ให้ขนมหรือของว่างพร่ำเพรื่อ สำหรับลูกน้อยที่เริ่มโตพอขบเคี้ยวได้แล้ว คุณแม่อย่าให้กินขนมหวาน หรือของว่างที่ไม่มีประโยชน์ก่อนมื้ออาหารหลักเพราะจะทำให้ลูกอิ่มและไม่อยากกินข้าว ควรให้ลูกกินอาหารหลัก และเสริมด้วยผลไม้ และนมระหว่างมื้อดีกว่าค่ะ ถ้าเป็นนมควรเป็นนมแม่หรือนมที่มีกระบวนการผลิตน้ำนมใกล้เคียงกับนมแม่ เช่นนมแพะ เพราะจะเป็นนมที่มีโปรตีนขนาดเล็ก ย่อยง่าย ไม่ทำให้ลูกอิ่มแน่นท้องจนเกินไป ทำให้สามารถกินข้าว หรืออาหารหลักได้พอดีเมื่อถึงมื้ออาหาร ให้ลูกเลือกอาหารเอง ลองให้ลูกเป็นคนเลือกวัตถุดิบมาปรุงอาหารเอง อาจจะหาหนังสือนิทานเกี่ยวกับผัก ผลไม้ หรืออาหารมาให้ลูกดูและคุยกับเขา กระตุ้นให้ลูกสนใจ จากนั้นถ้าได้ผลลองพาเขาไปตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเลือกซื้อและมาช่วยกันทำ จะทำให้รู้สึกว่าเขามีส่วนร่วมกับมื้ออาหารนั้นๆ และอยากกินเพิ่มมากขึ้น อาหารหลากหลาย ดูดีน่ากิน เลือกภาชนะ และจัดตกแต่งอาหารให้ดูน่ากิน อันนี้ไม่ใช่เทคนิคแปลกใหม่ แต่ก็ได้ผลค่อนข้างดี ซึ่งต้องอาศัยฝีมือคุณแม่พอสมควรในการจัดมื้ออาหารลูกให้ดูน่ากิน กระตุ้นด้วยเรื่องราวในจานอาหาร เพื่อให้ลูกสนใจและอยากกินมากขึ้น ค่อยๆ เพิ่มอาหารแปลกใหม่ พอเห็นว่าลูกชอบกินอะไร คุณแม่ก็ไม่ควรให้ลูกกินแต่ของเดิมๆ ซ้ำๆ ที่ลูกชอบ ควรค่อยๆ เพิ่มอาหารที่มีประโยชน์แปลกใหม่เข้าไปทีละนิด แต่ค่อยๆ ทำด้วยความแนบเนียนไปกับอาหารเดิมๆ ที่ลูกชอบ ไม่ต้องแนะนำว่าวันนี้มีอะไรใหม่เพราะลูกอาจจะเกิดอาการต่อต้านขึ้นได้ รอจนลูกเริ่มคุ้นก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้น และทำกับอย่างอื่นๆ ไปเรื่อยๆ >> คลิกดูสูตรอาหาร ไอเดียเมนูแปลกใหม่เพื่อลูกรัก เอาเมนูนมที่คุ้นเคยมาดัดแปลง ตัวอย่างปัญหาที่คุณแม่หลายบ้านเจอคือลูกกินนมและไม่ยอมกินข้าว ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่ลูกไม่คุ้นเคยกับการบดเคี้ยวอาหาร หรือยังคุ้นเคยกับกลิ่น กับรสชาติของนมมากกว่า คุณแม่ลองนำนมแม่ หรือนมที่ลูกกินมาดัดแปลงร่วมกับอาหารเพื่อให้ลูกยังได้รับรสและกลิ่นที่คุ้นเคย เช่น นำนมมาผสมในข้าวบด เนื้อสัตว์ผักบด เป็นต้น นอกจากจะช่วยให้ลูกกินง่ายขึ้นแล้ว ลูกยังได้สารอาหารที่ครบถ้วนจากน้ำนมอีกด้วยค่ะ ต้องทำใจแข็ง บางครั้งถ้าใช้ไม้อ่อนไม่สำเร็จอาจจะต้องยอมใจแข็งกันดูบ้าง ถ้าถึงมื้ออาหารแล้วลูกไม่ยอมกิน หรือเลือกกินไม่ควรใจอ่อน ไม่จำเป็นต้องอ้อนวอน หรือดุว่า แต่ควรให้ลูกหยุดกิน และรอเวลามื้อต่อไปเลย ถ้าลูกหิวจะยอมกินเอง ซึ่งเทคนิคนี้คุณแม่หลายคนมักจะทำได้ยากเพราะจะใจอ่อน และสงสารลูก แต่ถ้าลูกกินก็ควรกล่าวชื่นชม ให้กำลังใจค่ะ
ใยอาหาร, เมนูลูกรัก, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย
img-over-post

ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย

ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย โรคอีสุกอีใส แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง เป็นแล้วหาย แต่ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กๆ ก็ทำให้เขาทรมานไม่น้อย จนทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลใจ เวลาที่เห็นลูกแสบคัน ร้องไห้งอแงก็ทำเอาใจของพ่อแม่เกือบสลายได้เหมือนกัน แบบนี้มาหาวิธีรับมือ เพื่อจะช่วยบรรเทาอาการให้ลูกน้อยกันดีกว่า อีสุกอีใส โรคธรรมดาที่ไม่น่ารัก โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Varicella zoster virus) ซึ่งอาการจะมีผื่นและตุ่มใสๆ ขึ้นตามตัว ลักษณะของผื่นจะค่อยๆ ขึ้นที่ละระลอก ขึ้นเป็นกลุ่มๆ ไม่ขึ้นพร้อมกัน กระจัดกระจายตามร่างกาย บางทีจะออกเป็นผื่นแดงราบ บางทีเป็นตุ่มน้ำใสๆ บางทีเป็นตุ่มมีหนอง และจะค่อยๆ เริ่มตกสะเก็ด และหายไปภายใน 7-10 วัน ช่วงที่ผื่นและตุ่มใสๆ ขึ้น จะทำให้มีอาการคัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เด็กๆ ต้องเกา บางครั้งเผลอเกามากจนเป็นแผลอักเสบ ติดเชื้อ และร่องรอยที่เจ้าตุ่มใสทิ้งไว้ให้เด็กๆ ก็คือแผลเป็นที่ไม่น่ารักเอาซะเลย เจ้าโรคนี้จะพบมากในเด็กอายุระหว่าง 5 – 12 ปี รองลงมากลุ่มเด็กเล็กอายุ 1 – 4 ปี และกลุ่มวัยรุ่น วัยหนุ่มสาวตามลำดับ เป็นโรคที่ติดต่อผ่านทางการไอ จาม สัมผัสถูกตุ่มใสโดยตรง และสัมผัสของใช้ของผู้ที่เป็นโรคนี้ โดยจะมีระยะการฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์และช่วงที่แพร่ระบาดมากที่สุดคือช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ดังนั้นต้องป้องกันและเตรียมรับมือไว้ก่อนที่ลูกจะเป็น 6 วิธี ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย 1. ต้องแยกเด็กไปอยู่ห้องอื่น หากในบ้านมีคนป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส ต้องแยกเด็กไปอยู่ห้องอื่น ยิ่งบ้านไหนมีเด็กหลายคนต้องแยกคนละห้องก่อน เพื่อป้องกันลูกอีกคนติดเชื้อ 2. ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ ของเล่น หรือของกิน ช่วงนี้ควรแยกใช้ชั่วคราวก่อน 3. ควรให้ลูกหยุดโรงเรียนก่อนจนกว่าจะหาย ถ้าโรงเรียนมีการระบาด หรือถ้าลูกเป็นควรให้ลูกหยุด ก่อนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ 4. พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดมากๆ 5. ทายาแก้คัน และใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติค่อยๆ เช็ดตามตัว หากลูกมีอาการคันมาก ร้องไห้งอแง ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่เกาแผล ทายาช่วยบรรเทาอาการคันได้ 6. ฉีดวัคซีนป้องกัน เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดซ้ำอีกครั้งช่วงอายุ 4-6 ปี แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% ฉีดแล้วก็สามารถเป็นได้ แต่จะช่วยบรรเทาอาการจากหนักเป็นเบาได้ และสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ คือให้ลูกได้รับโภชนาการที่ครบถ้วน เพราะสารอาหารสำคัญจะช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันโรคภัยต่างๆ ได้ อย่าง “นมแพะ” นั่นเพราะ“นมแพะ” มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ (Apocrine Secretion) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ที่สำคัญยังมี “พรีไบโอติก” ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร เพราะทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และบิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ผลที่ตามมาคือ ห่างไกลจากโรคอีสุกอีใส
ภูมิคุ้มกัน, พรีไบโอติก, นมแพะ DG
ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่
img-over-post

ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่

ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่ ไวรัส RSV ทำให้เด็กๆ หลายคนต้องเข้าโรงพยาบาลมาแยะแล้วค่ะ ไวรัส RSV คืออะไร อาการของเด็กที่ติด RSV เป็นอย่างไร ดีจีมีข้อมูลมาบอก พร้อมวิธีป้องกันลูกจากไวรัส RS ไวรัส RSV คืออะไร RSV ย่อมาจาก Respiratory Syncytial virus คือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และเชื้อไวรัสจะเจริญเติบโตได้ดีในอากาศเย็นและชื้นในฤดูฝน แต่จริงๆ แล้วการพบเชื้อ RSV สามารถพบเชื้อได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน ซึ่งเด็กเล็กมีโอกาสติดเชื้อนี้ได้ง่าย จากการอยู่ใกล้ชิด สัมผัสกับสารคัดหลั่ง และทางลมหายใจของผู้ที่เป็นโรค RSV เพียงแค่การหอมแก้มก็สามารถติดได้แล้ว อาการของ RSV อาการคล้ายกับการเป็นหวัด แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือจะมีอาการเหนื่อยหอบร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้ใกล้เคียงกับโรคปอดบวม บางรายอาจจะหายใจแรงจนสังเกตได้จากการยุบบุ๋มลงไป และโป่งพองขึ้นมา เด็กบางคนอาจจะหายใจเข้าออกลำบาก มีเสียงวี้ดร่วมด้วย เด็กบางคนอาจจะไอมากจนอาเจียนได้ ซึมไม่ร่าเริง ไม่อยากอาหาร มีอาการตัวเขียว หรือสีที่ผิวหนังมีลักษณะออกม่วงหรือเขียว เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ (cyanosis) TIPS: อาการตัวเขียวหรือม่วงจากออกซิเจนไม่เพียงพอ เกิดจากเลือดจำนวนมากอยู่ในสภาพที่ขาดออกซิเจนจึงทำให้เห็นเป็นสีม่วง เมื่อเทียบกับเลือดที่ได้รับออกซิเจนเพียงพอที่มีสีแดง RSV ไม่มีทางรักษา เชื้อไวรัส RSV ไม่มีทั้งวัคซีนและยารักษา สิ่งที่จำเป็นต้องห่วงคือ ภาวการณ์ขาดน้ำในเด็กที่เป็นติดเชื้อไวรัส RSV เพราะเมื่อร่างกายของเด็กๆ ขาดน้ำ จะทำให้เสมหะเหนียวเชื้ออาจจะลงปอดได้ หากอาการเป็นหนัก อาจจะต้องใช้ยาพ่นร่วมกับการให้ออกซิเจนแก่เด็กๆ เพื่อช่วยขยายหลอดลมให้หายใจได้ดีขึ้น ลดอาการตัวเขียวได้ หากตัวร้อนมีไข้ก็สามารถเช็ดตัวลดความร้อน หรือกินยาลดไข้ตามอาการได้ด้วยเช่นกัน สิ่งที่ต้องทำคือนอนพักเยอะๆ ให้ร่างกายจัดการเชื้อไวรัสตัวนี้ ร่างกายจะฟื้นตัวในระยะเวลา 7-14 วันแต่แม้ว่าจะหายจากการเป็นโรค RSV แล้ว หลอดลมและถุงลมฝอยของเด็กๆ ก็จะมีการอักเสบได้ง่ายเมื่อมีการติดเชื้อใหม่อีกครั้ง ดีที่สุดคือการป้องกัน การล้างมือคือทางป้องกันที่ดีที่สุด โดยการล้างมือแต่ละครั้งต้องล้างด้วยสบู่หรือน้ำยาล้างมือให้นานเพียงพอ หรือนานเท่ากับการร้องเพลงช้าง ช้าง ช้าง จบ 1 รอบ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และกินอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ เมื่อลูกมีอาการผิดปกติ ให้รีบแยกลูกออกจากเด็กๆ ที่ปกติดี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ RSV คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้ามามีบทบาทสังเกตอาการของลูกให้ถี่ถ้วน เพราะหากทิ้งไว้นานอาการอาจแย่ลงจนร้ายแรงต่อชีวิตลูก และทำให้เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังได้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือดูแลสุขภาพลูกอยู่เสมอ กินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน ดื่มนมที่มีประโยชน์สูง เช่น นมแพะ เพราะนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ จึงมีสารอาหารที่มีประโยชน์ตามธรรมชาติสูง เช่น นิวคลีโอไทด์* ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย นอกจากนี้นมแพะยังมี CPP* โปรตีนและไขมันคุณภาพ ที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ มีแคลเซียมและวิตามินบี 12 สูง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและสุขภาพให้แข็งแรง เป็นเกราะป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างดี Ref:Neveu et al. Reprod Nutr Dev. 2002; 42:163-172 Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
ลูกน้อยท้องผูก อึไม่ออก ทำอย่างไรดี?
img-over-post

ลูกน้อยท้องผูก อึไม่ออก ทำอย่างไรดี?

ลูกน้อยท้องผูก อึไม่ออก ทำอย่างไรดี? วันไหนลูกถ่ายปกติ คุณแม่ก็พลอยโล่งใจ แต่วันไหนที่ลูกยังไม่ถ่ายนี่สิคะ ทำเอาคุณแม่เครียดได้เลยทีเดียว ทำอย่างไรจะให้ลูกถ่ายได้ดีทุกวัน มาลองดูคำแนะนำจากทฤษฎี และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ กันค่ะ ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ค่อยๆ ฝึกให้น้องจิบน้ำให้บ่อยขึ้น นอกจากจะช่วยเรื่องการขับถ่ายแล้วยังช่วยให้ผิวลูกชุ่มชื้นอีกด้วยนะคะ ดื่มน้ำผลไม้ อาทิ น้ำส้มคั้น น้ำลูกพรุน เป็นต้น เครื่องดื่มเหล่านี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงและมีไฟเบอร์ตามธรรมชาติช่วยเรื่องขับถ่ายด้วยค่ะ ดื่มนมแพะ ที่มี CPP* โปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่าย ดื่มแล้วสบายท้อง และมีใยอาหารถึง 2 ชนิด คือ โอลิโกฟรุคโตส และอินนูลิน ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย ถ่ายง่าย ลดปัญหาท้องผูก เน้นการรับประทานอาหารที่ให้ไฟเบอร์ เช่น เพิ่มผักและผลไม้ต่างๆ ในเมนูของน้องๆ ถึงจะเป็นเรื่องน่าหนักใจอยู่ไม่น้อยที่จะฝึกให้ลูกทานผัก แต่คุณแม่ต้องใช้เวลาและเทคนิคค่อยๆ ฝึกทำทีละนิดนะคะ และหากเพิ่มการรับประทานข้าวกล้องได้ก็จะดีมาก หากน้องไม่เคยทานมาก่อน คุณแม่อาจจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณทีละนิดก็ช่วยได้นะคะ ฝึกให้น้องเข้าห้องน้ำเป็นประจำทุกวัน ฝึกการออกกำลังกาย เช่นการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เป็นต้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะช่วยให้ลำไส้ใหญ่มีการเคลื่อนไหวช่วยระบบการขับถ่ายของน้องๆ ได้ดีเลยทีเดียว ทางเลือกสุดท้ายคือการเลือกใช้ยา ซึ่งควรใช้อย่างระมัดระวัง และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร ซึ่งยาส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ใช้นาน มียาอะไรบ้างที่เหมาะกับลูกมาดูกันค่ะยาเหน็บทวาร เช่น กลีเซอรีนแท่งที่ออกฤทธิ์ โดยทำให้เด็กมีความรู้สึกอยากถ่าย มักใช้ในเด็กเล็กๆ ยาสวนที่บรรจุน้ำ เช่น เกลือฟอสเฟต เกลือแกงเข้มข้น เป็นต้น อาศัยหลักการความเข้มข้น กระตุ้นลำไส้ให้รู้สึกอยากถ่ายอุจจาระโดยต้องสอดเข้าทางทวาร ซึ่งต้องใช้อย่างระมัดระวังและแนะนำไม่ให้ใช้บ่อยค่ะ ยาที่ออกฤทธิ์อุจจาระนิ่ม เช่น แลคตูโลส, เกลือแมกนีเซียม ข้อควรระวังคืออาจทำให้ท้องอืด แน่นท้องได้ ยาที่ออกฤทธิ์หล่อลื่นอุจจาระ เช่น พาราฟิน ข้อควรระวังว่าน้องอาจจะสำลักทำให้เกิดปอดอักเสบได้ ยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เป็นยาที่ห้ามใช้ติดต่อกันนานๆ เนื่องจากอาจทำให้กล้ามเนื้อและระบบประสาทในลำไส้ไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติถาวรได้ ยาที่ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ โดยการดึงน้ำเข้าอุจจาระทำให้นิ่มขึ้น น้องจะรู้สึกอยากถ่ายได้เองตามธรรมชาติ เช่น แมคโกรกอล 4000 ที่มีขายตามท้องตลาดมักเป็นผงบรรจุซองแล้วละลายน้ำดื่ม การฝึกขับถ่ายต่างๆ ให้ลูกตามวิธีข้างต้นนี้หากเราอธิบาย หรือฝึกฝนโดยใช้นิทานหรือการ์ตูนเข้าช่วย ลูกจะให้ความร่วมมือดีขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตาม คุณแม่ต้องค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของน้องๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ข้อมูลโดย : ภญ.สุชาดา มั่งสูงเนิน Ref:Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
ใยอาหาร, ท้องผูก, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

นอนหลับเพียงพอ กุญแจสู่การเรียนรู้
img-over-post

นอนหลับเพียงพอ กุญแจสู่การเรียนรู้

นอนหลับเพียงพอ กุญแจสู่การเรียนรู้ รู้หรือไม่ ว่าการที่เด็กๆ ได้นอนหลับเพียงพอจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ภายหลัง และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพราะช่วงเวลานอนหลับเซลล์สมองจะเกิดการเชื่อมโยงกัน การเรียนรู้ก่อนนอน ได้อ่านนิทานก่อนนอน จึงช่วยให้เพิ่มการจดจำได้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าเด็กๆ คนไหนนอนหลับยาก กล่อมยังไง๊ ยังไง ก็ไม่ยอมนอน ไม่ต้องกังวล เพราะมีกุญแจสำคัญที่จะมาช่วยแก้ไขให้เด็กๆ หลับง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ 4 วิธี ช่วยลูกนอนหลับสบาย สร้างวินัยการนอน ด้วยวิธีง่ายๆ คือ กินนม อ่านนิทาน นอน ทำให้เป็นกิจวัตรในทุกๆ วัน กำหนดเวลานอนเดิมทุกวัน หรือแตกต่างจากเดิมบวกลบไม่เกิน 30 นาที เพื่อให้เด็กๆ คุ้นเคยกับเวลานอน เมื่อถึงเวลาจะรู้หน้าที่และเข้านอนได้เอง ค่อยๆ ฝึกให้นอนเอง ช่วงแรกๆ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเป็นคนพาเข้านอนและนอนเป็นเพื่อนก่อน แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกล่อมให้นอน อ่านหนังสือนิทานให้ฟังก่อนนอน เมื่อลูกหลับแล้วค่อยออกจากห้อง ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกหลับได้ง่ายมากขึ้น และยังเป็นการฝึกให้ลูกหลับเองเมื่อถึงเวลา และฝึกการนอนคนเดียวได้ด้วย ดื่มนมอุ่นๆ ก่อนนอน อย่างนมแพะดื่มแล้วสบายท้อง ลูกนอนหลับสบาย เพราะนมแพะอุดมไปด้วยโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) โปรตีนนุ่ม ที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย และยังช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนไปเสริมสร้างการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแร่ธาตุที่สำคัญอย่างแคลเซียม, เหล็ก, สังกะสี และแมกนีเซียมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย นอกจากนี้นมแพะยังมีไขมันห่วงโซ่ขนาดกลาง (MCT Oil) ที่ย่อยง่าย ดื่มแล้วสบายท้อง ช่วยให้ลูกนอนหลับสบาย สมองมีพัฒนาการดี ตื่นเช้ามาอย่างสดใส พร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างเต็มที่ Ref: 1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
6 วิธี ฝึกลูกให้รู้จักช่วยเหลือตนเอง
img-over-post

6 วิธี ฝึกลูกให้รู้จักช่วยเหลือตนเอง

6 วิธี ฝึกลูกให้รู้จักช่วยเหลือตนเอง การช่วยเหลือตนเอง เป็นพื้นฐานสำคัญของเด็กๆ ที่จะช่วยเพิ่มทักษะความรับผิดชอบ การสังเกต การช่วยเหลือผู้อื่น การพึ่งพาตนเอง และอีกหลายๆ ทักษะล้วนเริ่มมาจากการที่เด็กๆ ช่วยเหลือตัวเองเป็น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อย่ามองข้าม และต้องฝึกให้เด็กๆ รู้จักช่วยเหลือตนเองตั้งแต่ววัยเยาว์กันค่ะ 6 วิธี ฝึกลูกให้รู้จักช่วยเหลือตนเอง ทำกิจวัตรส่วนตัวด้วยตนเอง เช่น เก็บที่นอน ใส่เสื้อผ้าเอง เป็นต้น โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นกองหนุน คอยบอกว่าทำอย่างไร ซึ่งจะเป็นการปลูกฝังความรับผิดชอบให้ลูกด้วย ไม่ควรคาดหวังว่าลูกจะทำได้ดีตลอด การฝึกให้ลูกช่วยเหลือตนเอง ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าบังคับ เพราะบางอย่างเด็กๆ ทำครั้งแรกยังไม่ได้ ต้องค่อยๆ ฝึก หรือบางวันลูกอาจจะงอแงไม่อยากทำ พ่อแม่ต้องคอยให้กำลังใจ และถ้าเขาทำได้ต้องให้คำชมเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ลูกทำต่อไป เริ่มจากกิจวัตรที่มีขั้นตอนง่ายๆ ก่อน เพราะลูกจะจดจำและทำตามได้ไว ลูกจะไม่งงกับขั้นตอนที่มีเพียง 2-3 ขั้นตอน แล้วค่อยๆ เพิ่มขั้นตอนเข้าไปเมื่อลูกทำได้คล่องแคล่วแล้ว ชมลูกเมื่อลูกทำได้ เพราะเป็นการจูงใจให้ลูกอยากทำอีกเรื่อยๆ แต่ควรชมแบบเป็นเหตุเป็นผล อย่าชมพร่ำเพรื่อเพราะอาจเป็นการปลูกฝังให้ลูกคาดหวังผลที่เกินพอดี อย่าให้ทำกิจวัตรที่เกินตัว เช่น ซักผ้า สระผมเอง เพราะอาจมีสารเคมีที่ทำให้ลูกเกิดอันตราย คือให้ลูกทำได้แต่ต้องระวัง คุณพ่อคุณแม่อาจจะทำให้ก่อนแล้วค่อยให้ลูกทำเองตอนท้ายๆ เมื่อลูกโตพอที่จะทำเองได้ค่อยปล่อยให้ทำเอง คอยคุมเวลา เวลาที่ลูกทำกิจวัตรส่วนตัวต้องมีขอบเขตเวลาไม่ปล่อยให้ลูกทำเองนานเกินไป เป็นการฝึกเรื่องการรักษาเวลาด้วย เช่น อาบน้ำต้องไม่เกิน 10 นาที เก็บที่นอนไม่เกิน 5 นาที เป็นต้น เพราะการปล่อยอิสระเกินไปนั้นลูกอาจจะเบื่อหรืออาจจะทำไม่เสร็จสักที นอกจากจะฝึกให้ลูกเป็นเด็กที่ช่วยเหลือตนเองได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ลูกได้กินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน เพื่อเสริมสร้างให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีมากยิ่งขึ้น อย่างการดื่มนมแพะที่มีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) โปรตีนนุ่ม ที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนไปช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และยังช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุที่สำคัญอย่างแคลเซียม, เหล็ก, สังกะสี และแมกนีเซียมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีพรีไบโอติก (Prebiotics) หรือใยอาหาร 2 ชนิด คือ อินนูลิน (Inulin) และ โอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร แก้ปัญหาอาการท้องผูกได้ดี รวมทั้งช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยให้ลูกน้อยสบายท้อง มีสุขภาพที่ดี เมื่อลูกแข็งแรงแล้วก็พร้อมที่จะเรียนรู้ ฝึกฝนการช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น และมีพัฒนาการดีครบทุกด้าน
พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
งานบ้านง่ายๆ เด็กๆ ทำได้ ช่วยพัฒนาการดี
img-over-post

งานบ้านง่ายๆ เด็กๆ ทำได้ ช่วยพัฒนาการดี

งานบ้านง่ายๆ เด็กๆ ทำได้ ช่วยพัฒนาการดี งานบ้านอย่าคิดว่าไม่สำคัญ เพราะถ้าเด็กๆ ได้ทำจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ ได้ดีมากทีเดียว ทั้งบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ การทำงานประสานกันระหว่างมือและตา เสริมสร้างทักษะด้านการวางแผน การคิดวิเคราะห์ มีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาต่างๆ ได้ ช่วยให้มีความจำดีขึ้น แล้วงานบ้านอะไรบ้างที่เด็กๆ ช่วยทำได้ ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ 5 งานบ้านง่ายๆ ที่เด็กๆ ทำได้ 1. ตื่นนอนแล้วต้องเก็บที่นอน ให้เด็กๆ ลองฝึกพับผ้าห่มเอง ช่วยเรียงหมอนเข้าที่ วางหมอนข้างให้ตรง วางผ้าห่มบนที่นอนให้เรียบร้อย ประโยชน์ที่ได้ = มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย รู้จักหน้าที่ของตนเอง 2. คัดแยกเสื้อผ้าก่อนซัก สอนการคัดแยกเสื้อผ้าของตนเอง แยกผ้าสี ผ้าขาว แยกประเภทของเสื้อผ้า ถุงเท้า ชุดชั้นใน เมื่อซักเสร็จแล้วช่วยกันตากผ้า และเพื่อให้สนุกมากขึ้นลองคิดเป็นเกม เช่น ให้เลือกเฉพาะผ้าสีขาว หรือเลือกเฉพาะถุงเท้าออกมา แล้วจับคู่ถุงเท้า เด็กๆ จะสนุกกับการเลือกสีและอยากช่วยตากผ้ามากขึ้น ประโยชน์ที่ได้ = เรียนรู้เรื่องการคัดแยกประเภท การจัดประเภท เรื่องสี และได้บริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก จากการหนีบผ้า หยิบไม้แขวน สะบัดเสื้อผ้า 3. เก็บของเข้าที่ ไม่ว่าจะเป็นของเล่นหรือของใช้ คอยสอนว่าหลังใช้แล้วต้องรู้จักเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย เช่น ของเล่นเก็บใส่กล่อง ดินสอเก็บใส่กระเป๋า รองเท้าเก็บใส่ตู้รองเท้า เด็กๆ จะได้เรียนรู้ว่าของอะไรต้องเก็บตรงไหนด้วย ประโยชน์ที่ได้ = เป็นการช่วยฝึกสมาธิและความจำที่ดี ทำให้จำได้ว่าของใช้ของเขามีอะไรบ้าง มีกี่ชิ้น มีของหายไปไหม รู้จักรักษาของและรับผิดชอบดูแลของใช้ของตัวเอง 4. ช่วยทำความสะอาดบ้าน ก่อนอื่นต้องประเมินดูว่าเด็กๆ ช่วยทำอะไรได้บ้าง เป็นงานบ้านเบาๆ ไม่อันตราย แล้วแบ่งให้ช่วยทำ เช่น ช่วยเก็บของ แยกขวดน้ำพลาสติก กวาดบ้านด้วยไม้กวาดอันเล็ก ช่วยเช็ดโต๊ะ รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น ประโยชน์ที่ได้ = ได้เรียนรู้เรื่องการแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เรื่องการจัดประเภทสิ่งของต่างๆ ในบ้าน ทำให้บ้านเป็นระเบียบ น่าอยู่ สร้างรอยยิ้มให้ทุกคนในครอบครัว 5. ลงมือทำอาหารเอง ลองให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการคิดเมนูอาหาร ว่าวันนี้อยากกินอะไร แล้วไปจ่ายตลาดด้วยกัน ให้เขาได้ลองเลือกผักเอง ช่วยคุณแม่ถือของ เมื่อถึงขั้นตอนการทำให้เขาได้ลองทำในสิ่งที่ทำได้ เช่น ล้างผัก ตีไข่ ช่วยใส่เครื่องปรุง หรือให้ลองหั่นผัก โดยคุณแม่ช่วยจับมือจะช่วยทำให้เด็กๆ สนุกกับการทำอาหาร ประโยชน์ที่ได้ = เด็กๆ ได้เรียนรู้กระบวนการทำอาหาร ตั้งแต่การไปจ่ายตลาด การเลือกวัตถุดิบ รู้จักผักชนิดต่างๆ เรียนรู้ขั้นตอนการทำ เรียนรู้ประเภทของอาหารต่างๆ และยังได้บริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก จากการช่วยคุณแม่หยิบจับผักต่างๆ เมื่อทำเสร็จแล้วเขาจะภูมิใจในตนเอง ที่สามารถทำอาหารเองได้ นอกจากนี้คุณแม่ยังสามารถสอดแทรกความรู้เรื่องสารอาหารที่สำคัญในอาหารชนิดต่างๆ ได้ด้วย และควรเลือกอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วนให้เด็กๆ หรือเลือกทานนมเสริม อย่างนมแพะ ที่มีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ดื่มแล้วสบายท้อง ช่วยดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และยังมีอีกทั้งนมแพะยังมีสารอาหารครบถ้วนอย่างโอเมก้า 3, 6 9, DHA, ARA แคลเซียมสูง และวิตามินบี12สูง เด็กๆ จึงมีร่างกายแข็งแรง สมองมีพัฒนาการที่ดีสมวัย มีพลังเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ เติบโตสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ เห็นไหมแค่การช่วยทำงานบ้าน แต่ได้ประโยชน์มากมายขนาดนี้ อย่าลืมมอบงานบ้านให้เป็นหน้าที่ของเด็กๆ นะคะ Ref: 1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG