curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

10 เคล็ดลับทำให้ลูกอารมณ์ดี ง่ายนิดเดียว
img-over-post

10 เคล็ดลับทำให้ลูกอารมณ์ดี ง่ายนิดเดียว

10 เคล็ดลับทำให้ลูกอารมณ์ดี ง่ายนิดเดียว การทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดี จะส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดี พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การจะทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดีไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ มาเรียนรู้ 10 เคล็ดลับทำให้ลูกอารมณ์ดี ฉบับดีจี ง่ายนิดเดียว การทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดี ร่าเริงสดใส จะส่งผลไปสู่การพัฒนาการที่ดีของสมอง ลูกน้อยจะพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การจะทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดีไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงเริ่มจากตัวคุณพ่อคุณแม่ก่อน การที่สิ่งแวดล้อมทำให้ลูกมีความสุข ลูกก็จะมีความสุขตามไปด้วย 10 เคล็ดลับ สร้างหนูน้อยอารมณ์ดี พ่อแม่ต้องไม่แสดงอารมณ์หงุดหงิด ตวาดใส่ลูกอย่างไม่มีเหตุผล ไม่แหย่ให้ลูกโมโห บางคนชอบแหย่ให้เด็กร้อง และคิดว่าไม่เป็นไร โอ๋แป๊บเดียวก็หาย แต่จริงๆ การทำแบบนี้จะทำให้ลูกขาดความมั่นคงทางอารมณ์ และแสดงออกด้วยอาการหงุดหงิด กลายเป็นเด็กอารมณ์ไม่ดี เล่นกับลูกบ่อยๆ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ ปูไต่ เป็นต้น แสดงสีหน้าแบบต่างๆ หรือทำเสียงแปลก แค่การเล่นง่ายๆ แค่นี้ลูกก็สนุก หัวเราะชอบใจแล้ว สัมผัสที่อ่อนโยนของแม่มีผลต่อการพัฒนาสมอง กอดลูกบ่อยๆ ลูบหลัง ลูบท้องกล่อมนอน หรือลองใช้การนวดเบาๆ ไปบนตัวลูก จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และทำให้ลูกรู้สึกถึงสัมผัสที่อบอุ่นของแม่ และจะเป็นเด็กที่มีอารมณ์มั่นคง ใช้ดนตรีกล่อมลูก เพลงจังหวะสบายๆ จะช่วยให้ลูกอารมณ์ดี นอนง่าย หรือคุณแม่ลองชวนลูกร้องเพลงขณะอาบน้ำก็จะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ครื้นเครงอีกด้วย นอนหลับให้เพียงพอ ยิ่งลูกวัย 1-2 ปี ควรนอนให้ได้ 11-12 ชั่วโมง เพราะถ้านอนไม่อิ่มเขาจะหงุดหงิด ดังนั้นพ่อแม่ควรพาลูกเข้านอนให้เป็นเวลา ไม่ทำเสียงดังรบกวนการนอนของลูก และเวลาปลุก ควรปลุกเบาๆ อย่าใช้เสียงดัง เพราะอาจทำให้เขาร้องไห้ตกใจได้ พาไปท่องเที่ยวโลกกว้าง ลูกได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ รู้สึกตื่นตาตื่นใจ ระหว่างที่ไปเที่ยวพ่อแม่ก็อธิบายสิ่งที่พบเห็น ได้พูดคุยใกล้ชิดกัน หัวเราะไปด้วยกัน ลูกก็มีความสุขแล้ว ลูกต้องกินอิ่ม เพราะความหิวเป็นสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิดงอแง ดังนั้นพ่อแม่ต้องเตรียมอาหารให้พร้อม เมื่อถึงเวลาอาหารอย่าปล่อยให้หิว ถ้าต้องออกไปข้างนอก ควรเตรียมของว่างที่มีประโยชน์ไปด้วย ให้เขาได้กินรองท้อง ระวังอย่าให้ลูกกินของหวานเยอะ เพราะการที่เด็กกินของหวานมากเกินไปจะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูง สมองจะสั่งการให้หลั่งอินซูลินออกมาเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลง ตับอ่อนก็จะทำงานหนักขึ้น เมื่อมีอินซูลินในสมองมาก ก็จะทำให้เกิดอาการเครียด หงุดหงิดขึ้นได้ ดูแลเรื่องกินอาหารด้วยโภชนาการที่ครบถ้วน เพราะการมีโภชนาการดี ลูกก็จะมีสุขภาพที่ดี สบายตัว ไม่หงุดหงิดหรืออารมณ์บูดง่ายๆ
พัฒนาการรอบด้าน , การเรียนรู้, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
5 กิจกรรมเพิ่มIQ ลูกขวบปีแรก
img-over-post

5 กิจกรรมเพิ่มIQ ลูกขวบปีแรก

5 กิจกรรมเพิ่มIQ ลูกขวบปีแรก พัฒนาการสมองที่ดีของลูก ล้วนมาจากคุณพ่อคุณแม่เป็นคนสร้าง IQ ให้ลูกน้อย มาเริ่มต้นง่ายๆ กับ 5 กิจกรรมเพิ่ม IQ ลูกที่รับรองเลยว่าถ้าลูกน้อยได้ทำกิจกรรมที่มีการกระตุ้นกระบวนการคิด การลงมือทำ และแก้ปัญหา IQ ลูกจะกว้างไกลแน่นอน IQ ย่อมาจาก (Intelligence Quotient) หมายถึงความสามารถทางเชาวน์ปัญญา โดยจะแสดงออกให้เห็นผ่านพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งขวบปีแรกถือเป็นโอกาสทองที่คุณพ่อคุณแม่จะส่งเสริม IQ ลูกน้อย เริ่มต้นง่ายๆ กับ 5 กิจกรรมที่รับรองเลยว่าถ้าลูกน้อยได้ทำกิจกรรมที่มีการกระตุ้นกระบวนการคิด การลงมือทำ และท้าท้ายการแก้ปัญหา IQ จะกว้างไกลแน่นอน 5กิจกรรมเพิ่มIQ ได้ผล การต่อบล็อกไม้ฝึกการวางแผน ลูกจะได้รู้จักคิด การแก้ปัญหา ฝึกการยืดหยุ่นความคิดและวางแผนเป็น นอกจากนั้นยังเชื่อมความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกอีกด้วย คณิตคิดเร็ว การนับเลขหรือจำนวนสิ่งของรอบตัวลูก สามารถประยุกต์เล่นได้ทุกที่ จะช่วยฝึกความคิด กระตุ้นความจำ รวมถึงฝึกการช่างสังเกต เกมจับคู่ ฝึกความเชื่อมโยง กิจกรรมนี้ฝึกการสังเกตลักษณะ รูปทรงสิ่งของ สีสันต่างๆ และแยกแยะความแตกต่างของสิ่งของ ทั้งยังสามารถฝึกความคล่องตัวลูกน้อยได้อีกด้วย เพราะถ้าหากคุณแม่ลองให้ลูกวิ่งหยิบสิ่งของไปกองรวมกันหรือเพิ่มเงื่อนไขท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกน้อยจะรู้สึกสนุกมากขึ้น เล่นบทบาทสมมติ การเล่นบทบาทสมมติเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีส่วนช่วยฝึกจินตนาการและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างอิสระ ทั้งยังฝึกการแก้ปัญหา การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เขาจะได้อยู่กับคนอื่นในสังคมได้ ระบายสี การหัดให้ลูกวัยนี้ระบายสี นอกจากจะฝึกกล้ามเนื้อมือแล้ว ยังต่อยอดให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สีสันต่างๆ ที่ลูกระบายยังสะท้อนลักษณะนิสัยและพฤติกรรมการแสดงออกของเขาขณะนั้นด้วย
การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
ชวนลูกย้อนยุคสนุกกับ 3 การละเล่นไทย กระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน
img-over-post

ชวนลูกย้อนยุคสนุกกับ 3 การละเล่นไทย กระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน

ชวนลูกย้อนยุคสนุกกับ 3 การละเล่นไทย กระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน การละเล่นไทย ๆ ที่เล่นกันมาตั้งแต่โบราณ เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้อาจจะแทบไม่รู้จักกันแล้ว ลองชวนลูก ๆ มาเล่นสนุกย้อนยุคไปสมัยพ่อแม่ยังเด็กกับการละเล่นไทย ๆ ที่นอกจากจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีแล้ว ยังสามารถกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้แบบรอบด้านอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ 1. รีรีข้าวสาร ให้เด็ก 2 คนยืนหันหน้าเข้าหากันจับมือประสานมือกันเป็นรูปซุ้ม เด็กคนอื่น ๆ เกาะเอวต่อกันแล้วเดินพาลอดใต้ซุ้มมือพร้อมกับร้องเพลง "รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เด็กน้อยตาเหลือก เลือกท้องใบลาน คดข้าวใส่จาน คอยพานคนข้างหลังไว้" เมื่อร้องถึงประโยคที่ว่า “คอยพานคนข้างหลังไว้” เด็กที่ทำมือเป็นซุ้มจะลดมือลงกันคนสุดท้ายไว้ ซึ่งคนสุดท้ายจะถูกคัดออกไปจากแถว แล้วจึงเริ่มต้นเล่นใหม่ไปเรื่อย ๆ 2. มอญซ่อนผ้า หาคนเริ่มเล่นที่จะเริ่มถือผ้าเช็ดหน้าที่เตรียมไว้แล้วออกไปยืนข้างนอก ที่เหลือนอกนั้นนั่งกันเป็นวงกลม หันหน้าเข้าหากัน แล้วเริ่มร้องเพลง "มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ใครเผลอคอยระวัง ใครเผลอคอยระวัง ตุ๊กตาอยู่ข้างหลังระวังจะถูกตี” ให้คนถือผ้าเช็ดหน้าเดิน หรือวิ่งไปรอบ ๆ วง ระหว่างที่คนในวงกลมร้องเพลง แล้วหาจังหวะวางผ้าไว้ข้างหลังของคนที่นั่ง พอวางผ้าที่ด้านหลังใคร ถ้าคนนั้นรู้ตัวจะรีบหยิบผ้าแล้ววิ่งไล่เอาผ้าไล่ตีให้ทัน ถ้าตีไม่ทันก่อนที่คนวางผ้ากลับไปที่นั่ง ก็ต้องเป็นคนเริ่มเล่นแทน โดยเริ่มร้องเพลงใหม่ แล้วเดินวิ่งไปรอบ ๆ คอยหาจังหวะวางผ้าเหมือนเดิม งูกินหาง แบ่งเด็กเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายที่ 1 จะต้องเป็น “พ่องู” 1 คน ฝ่ายที่ 2 มี “แม่งู” 1 คน ที่เหลือเป็น “ลูกงู” ซึ่งผู้เล่นเป็นลูกงูจะต้องเกาะเอวผู้เล่นเป็นแม่งู จากนั้น พ่องูเริ่มถามว่า “แม่งูเอ๋ย” แม่งูและลูกงูก็ร้องตอบว่า “เอ๋ย” พ่องู “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน” แม่งู “กินน้ำบ่อโสกโยกไปโยกมา” พร้อมกับโยกตัวไปมาทั้งแถว พ่องู “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน” แม่งู “กินน้ำบ่อหินบินไปบินมา” พร้อมกับโยกตัวไปมาทั้งแถว พ่องู “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน” แม่งู “กินน้ำบ่อทรายย้ายไปย้ายมา” พร้อมกับโยกตัวไปมาทั้งแถว พ่องู “กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว”ช่วงท้ายพ่องูถามว่า “กินหัว กินหาง” แม่งูตอบว่า “กินกลางตลอดตัว” 3. พ่องูก็จะไล่จับลูกงูจากปลายแถว ฝ่ายแม่งูจะต้องกางมือเพื่อป้องกันลูก หากลูกงูตัวใดถูกพ่องูดึงจนหลุดออกจากแถวไป ก็จะต้องออกจากการเล่น ผู้เล่นที่เหลือก็เริ่มเล่นกันอีกจนกว่าลูกงูจะถูกจับจนหมด การละเล่นแบบไทยกระตุ้นพัฒนาการอะไรให้ลูกบ้าง กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ได้วิ่งเคลื่อนไหว เป็นการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั้งแขนและขา การเข้าสังคม การละเล่นที่ต้องเล่นด้วยกันหลายคนจึงเป็นการฝึกฝนให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การเล่นกับเด็ก ๆ คนอื่น การยอมรับกติกา การทำงานเป็นทีม ทักษะภาษา ได้ร้องเพลงที่เป็นเพลงโบราณ ได้รู้จักศัพท์ใหม่ ๆ แปลก ๆ พ่อแม่สามารถอธิบายคำศัพท์เพิ่มเติมให้ลูกได้ การกระตุ้นพัฒนาการของลูก นอกจากจะทำได้ผ่านเกม กิจกรรมการละเล่นแล้ว อาหารการกินในแต่ละวันก็ส่งผลต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกด้วย การให้ลูกได้ดื่มนมแพะเป็นประจำทุกวันดีกับลูกที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต เพราะนมแพะย่อยและดูดซึมได้ง่าย มีสารอาหารต่าง ๆ ครบถ้วนทั้ง ดีเอชเอ เออาร์เอ ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง และพรีไบโอติกดีต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบขับถ่าย
การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

เมื่อแม่ท้องติดกาแฟ ต้องปรับตัวและดื่มอะไรดีเพื่อสุขภาพครรภ์ที่ดี
img-over-post

เมื่อแม่ท้องติดกาแฟ ต้องปรับตัวและดื่มอะไรดีเพื่อสุขภาพครรภ์ที่ดี

เมื่อแม่ท้องติดกาแฟ ต้องปรับตัวและดื่มอะไรดีเพื่อสุขภาพครรภ์ที่ดี คุณแม่ตั้งครรภ์รู้ใช่ไหมเอ่ยว่า การดื่มกาแฟระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกในท้อง ในช่วงตั้งครรภ์คุณหมอจึงแนะนำให้งดการดื่มกาแฟ หรือแม้แต่ชาต่างไปก่อน และอาจจะต้องงดยาวไปจนถึงช่วงให้นมลูกเลย เพราะกาเฟอีนในกาแฟจะส่งผลต่อพัฒนาการของทารกนั่นเองค่ะ แม่ตั้งครรภ์อาจจะจำกัดปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่มอยู่ที่ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งถ้าคุณแม่อยากกินก็สามารถกินได้เล็กน้อยไม่ควรกินเป็นประจำทุกวัน แต่เพื่อความสบายใจของคุณแม่และพัฒนาการลูกในท้อง คุณแม่หลายคนอาจจะงดเว้นเครื่องดื่มคาเฟอีน หรือกาแฟไปในช่วงตั้งครรภ์และให้นมลูกก็ได้ค่ะ แล้วถ้าเป็นคนติดกาแฟมากล่ะ ตอนท้องจะดื่มอะไรดีเพื่อให้ลดความอยากดื่มกาแฟ แต่ยังได้ความสดชื่น กระฉับกระเฉงจากเครื่องดื่มนั้นแทนการดื่มกาแฟ เรามีคำแนะนำค่ะ แม่ท้องติดกาแฟ เลือกเครื่องดื่มอย่างไรดีช่วงตั้งครรภ์ 1. น้ำเปล่าของดีดื่มให้เพียงพอ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์น้ำเปล่าเป็นน้ำดื่มที่มีประโยชน์ที่สุดค่ะ ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อร่างกายได้รับความชุ่มชื้น และสดชื่นค่ะ Tips: ควรมีขวดน้ำติดตัวไว้เสมอ หรือวางไว้ในที่มองเห็นได้ตลอด เพื่อคุณแม่จะได้จิบน้ำได้ตลอดทั้งวัน 2. ดื่มน้ำผลไม้ 100% ไม่มีน้ำตาล แม่ตั้งครรภ์หลายคนเลือกดื่มน้ำผลไม้ แต่น้ำผลไม้ถ้าเป็นผลไม้คั้นสดๆ จะดีที่สุดค่ะ เพราะได้รับสารอาหารจากผลไม้โดยตรง แต่ควรคั้นสดใหม่ สะอาด และไม่ต้องเติมน้ำตาลนะคะ Tips: น้ำผลไม้ควรคั่นจากผลไม้ที่สดและสะอาด หรือคุณแม่อาจจะเลือกซื้อผลไม้มาคั่นเองเพื่อความปลอดภัย และเลือกผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ไม่ใส่น้ำตาล เพื่อป้องกันภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ 3. เลือกดื่มนมที่มีสารอาหารจากธรรมชาติ เช่น นมแพะ ที่มี Omega 3 6 9 DHA ARA และแคลเซียมสูงที่นอกจากไม่มีคาเฟอีนแล้วยังช่วยเสริมแคลเซียม และให้สารอาหาร บำรุงสมอง ระบบประสาท และเสริมสร้างพัฒนาการการเจริญเติบโตกับลูกในครรภ์ด้วย Tips: คุณแม่ควรเลือกนมที่ย่อยง่าย เพราะในช่วงตั้งครรภ์มักเกิดอาการท้องผูกบ่อย นมที่ย่อยง่ายจะช่วยลดปัญหาท้องผูก และช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนค่ะ อาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดในช่วงตั้งครรภ์ จำเป็นต้องคำนึงถึงสุขภาพครรภ์ที่ดีของทั้งแม่และทารกในครรภ์นะคะ ดังนั้นในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่จึงควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ งดและเลี่ยงอาหารเดิมๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ รวมถึงพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อสุขภาพครรภ์ที่ดีไปจนถึงวันคลอดค่ะ
อาหารคนท้อง, พัฒนาการทารกในครรภ์, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG
น้ำหนักตัวเมื่อตั้งครรภ์ แค่ไหนถึงพอดี
img-over-post

น้ำหนักตัวเมื่อตั้งครรภ์ แค่ไหนถึงพอดี

น้ำหนักตัวเมื่อตั้งครรภ์ แค่ไหนถึงพอดี คุณแม่หลายคนสงสัยว่าน้ำหนักตัวเท่าไหร่ถึงจะพอดีกับช่วงตั้งครรภ์ ก่อนอื่นเลย ว่าที่คุณแม่ทั้งหลายต้องรู้ก่อนว่า ตัวเองมีน้ำหนักมากน้อยกว่ามาตรฐานหรือไม่ โดยเฉลี่ยแล้วระหว่างตั้งครรภ์แม่ท้องควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 10-15 กิโลกรัม ซึ่งคุณแม่จะสังเกตได้จากน้ำหนักตัวที่แปรผันดังนี้ ไตรมาสที่ 1 น้ำหนักจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก บางคนอาจน้ำหนักตัวลดลงเนื่องจากมีอาการแพ้ท้อง ดังนั้นหากน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นก็มักไม่เกิน 2 กิโลกรัม ไตรมาสที่ 2 ร่างกายคุณแม่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง น้ำหนักค่อยๆ เพิ่มขึ้น เดือนละ 1-1.5 ไตรมาสที่ 3 ช่วงนี้ลูกจะเจริญเติบโตเร็วมาก รูปร่างคุณแม่ก็จะเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน โดยน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม หรือประมาณเดือนละ 2-2.5 กิโลกรัม แม่ท้องหนักเท่าไหร่ถึงพอดี คุณแม่แต่ละคนมีรูปร่างที่แตกต่างกัน ดังนั้นการคำนวณหาค่า BMI (Body Mass Index) จะช่วยให้คุณแม่ควบคุมน้ำหนักตัวเองไม่ให้มากเกินไปและน้อยเกินไป ดังสูตรตามนี้ น้ำหนัก(กิโลกรัม) ส่วนสูง(เมตร) ถ้าผล BMI ต่ำกว่า 19 ถือว่าน้ำหนักน้อยมาก ควรทำน้ำหนักตัวเพิ่มประมาณ 12-18 กิโลกรัม 19-25 ถือว่าปกติ ควรทำน้ำหนักตัวเพิ่มประมาณ 11-16 กิโลกรัม 25 ขึ้นไปถือว่าน้ำหนักเกิน ควรทำน้ำหนักตัวเพิ่มประมาณ 7-11 กิโลกรัม มากกว่า 30 ถือว่าอ้วนแล้ว ทั้งนี้เมื่อคำนวณได้ค่า BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไปแม่ท้องจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการกินมากขึ้น เพราะนอกจากจะเสี่ยงน้ำหนักตัวเกินแล้วอาจทำให้คลอดยากด้วย ถ้าผล BMI ต่ำกว่า 19 ถือว่าน้ำหนักน้อยมาก ควรทำน้ำหนักตัวเพิ่มประมาณ 12-18 กิโลกรัม 19-25 ถือว่าปกติ ควรทำน้ำหนักตัวเพิ่มประมาณ 11-16 กิโลกรัม 25 ขึ้นไปถือว่าน้ำหนักเกิน ควรทำน้ำหนักตัวเพิ่มประมาณ 7-11 กิโลกรัม มากกว่า 30 ถือว่าอ้วนแล้ว ทั้งนี้เมื่อคำนวณได้ค่า BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไปแม่ท้องจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการกินมากขึ้น เพราะนอกจากจะเสี่ยงน้ำหนักตัวเกินแล้วอาจทำให้คลอดยากด้วย กินอย่างไรให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์พอดี คุณแม่ท้องที่หิวบ่อย ควรแบ่งอาหารมื้อใหญ่เป็นมื้อเล็กๆ ประมาณ 4-6 มื้อต่อวัน และควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เลือกธัญพืชเป็นของว่าง โดยเฉพาะ ถั่ว เมล็ดทานตะวัน ข้าวโอ๊ต อาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินและไฟเบอร์ พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนดึกอาจทำให้คุณแม่อ่อนเพลียและไม่อยากรับประทานอาหาร ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอและน้ำหนักตัวไม่ขึ้น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและหัวใจสูบฉีด เพิ่มอัตราการเผาผลาญมากขึ้น ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว น้ำมีผลต่อการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ถ้าร่างกายขาดน้ำระบบเมตาบอลิซึมก็จะทำงานน้อยลงเช่นกัน ทำใจให้หายหิว หากคุณแม่รู้สึกหิวขึ้นมา ทั้งๆ ที่รับประทานอาหารครบทุกมื้อแล้ว อาจหากิจกรรมผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ เป็นต้น แต่ถ้าทำแล้วยังหิวอยู่ ขอให้เลือกกินผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้แทนการรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตค่ะ
อาหารคนท้อง, คนท้องต้องกินอะไร, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG
3 ช่วงภาวะโภชนาการ ที่แม่ตั้งครรภ์และแม่ลูกเล็กต้องจำและทำให้ได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูก
img-over-post

3 ช่วงภาวะโภชนาการ ที่แม่ตั้งครรภ์และแม่ลูกเล็กต้องจำและทำให้ได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูก

3 ช่วงภาวะโภชนาการ ที่แม่ตั้งครรภ์และแม่ลูกเล็กต้องจำและทำให้ได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูก ช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุณแม่จะต้องดูแลตัวเองและลูกในท้อง โดยเฉพาะเรื่องโภชนาการ ลูกจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดีก็มาจากการกินอาหารที่มีประโยชน์ของคุณแม่ ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งแม่และลูกการดูแลโภชนาการจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย การดูแลโภชนาการตอนตั้งครรภ์ แม้ว่าร่างกายของคุณแม่จะต้องการแคลอรีเพิ่มขึ้นแค่ 300 กิโลแคลอรีต่อวันในไตรมาสที่สองและที่สามเท่านั้น จาก 2,000 กิโลแคลอรีเป็น 2,300 กิโลแคลอรี แต่สารอาหารที่คุณแม่ได้รับต้องเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ มีโภชนาการครบถ้วน โดยสารอาหารสำคัญที่มีผลกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองทารก คือ โปรตีน โฟเลต ธาตุเหล็ก ไอโอดีน และแคลเซียม การดูแลโภชนาการในช่วงแพ้ท้อง ในช่วงที่มีอาการแพ้ท้อง จะทำให้คุณแม่กินอาหารไม่ได้หรือกินได้น้อยลง และอาจส่งผลให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ฉะนั้นต้องดูแลเรื่องการรับประทานของตัวเองดังนี้ แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อย่อยๆ แบ่งรับประทานครั้งละน้อยๆ ตลอดทั้งวัน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นฉุนและกลิ่นแรงที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด อาหารทอด อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูปและอาหารที่เก็บได้นาน หากหิวระหว่างมื้อ สามารถรับประทานผักและผลไม้ได้เรื่อยๆ หรือหากต้องการให้อยู่ท้องเพิ่มเป็นไข่ต้มหรือไข่ตุ๋นก็ได้เช่นกัน การดูแลโภชนาการลูกหลังคลอดด้วยนมแม่ นมแม่คือสุดยอดอาหารสำหรับลูกทุกคนค่ะ ทันทีที่คลอดลุกแล้ว คุณแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแค่วันแรกไปอย่างน้อย 6 เดือน หรือให้นมแม่ต่อเนื่องยาวนานได้ถึง 2 ปี เพราะในนมแม่มีสารอาหารสำคัญ รวมถึงภูมิคุ้มกันร่างกายที่จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของลูกแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยค่ะ
อาหารบำรุงครรภ์, โภชนาการดี, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

Top 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาวที่แม่ต้องระวัง
img-over-post

Top 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาวที่แม่ต้องระวัง

Top 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาวที่แม่ต้องระวัง ลมหนาวเริ่มมา นั่นเป็นหนึ่งสัญญาณเตือนภัยให้คุณแม่ต้องระวัง และป้องกันโรคภัยให้ลูกรักจากโรคต่างๆ ที่มากับอากาศหนาว เพราะถ้าหากคุณแม่เผลอ ลูกแม่เจอแน่! 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาว จะมีโรคไหนบ้างและคุณแม่จะต้องรับมืออย่างไรเรามีคำตอบค่ะ 1. ไข้หวัด สาเหตุและอาการ : ในช่วงที่อากาศเย็นมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่าย อาการสังเกตุได้จากการไอ จามและมีไข้สูงตามลำดับ วิธีการดูแล : ให้ลูกนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เช็ดตัวให้ลูกบ่อยๆ เพื่อลดไข้ งดของทอด ของมัน เพื่อลดอาการไอและแสบคอ ทำร่างกายลูกให้อบอุ่น หากลูกมีน้ำมูกลองใช้ผ้าขาวบางห่อหอมแดงวางไว้ข้างๆ จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น ป้องกันไว้ก่อน : ทำความสะอาดอุปกรณ์ ของเล่นของลูกทุกครั้งหลังใช้งาน ไม่ควรให้ลูกอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป หากคนในครอบครัวเป็นไข้หวัดก็ไม่ควรคลุกคลีกับลูกด้วย 2. ปอดบวม สาเหตุและอาการ : เกิดจากการติดเชื้อติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียที่ปอด โดยติดต่อผ่านทางการหายใจ น้ำมูก และน้ำลาย หรือเกิดจากอาการแทรกซ้อนของไข้หวัด สังเกตุได้จากลูกมีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบ หายใจแรงหรือหายใจลำบาก วิธีการดูแล : หากมีอาการดังกล่าวหรือสงสัยว่าจะเป็นปอดบวมต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที ป้องกันไว้ก่อน : ช่วงที่อากาศเย็น ต้องทำร่างกายให้อบอุ่นเสมอ และถ้าโรงเรียนมีการระบาดของไข้หวัด ควรให้ลูกหยุดเรียนทันที 3. หัด สาเหตุและอาการ : เกิดจากการติดเชื้อผ่านการไอ หรือจามของผู้เป็นโรค อาการช่วงแรกจะมีไข้สูงตลอดเวลา มีน้ำมูก ไอแห้ง และอาจมีอาการถ่ายเหลว หลังจากนั้นจะมีผื่นขึ้นกระจายและอาจมีอาการคัน วิธีการดูแล: โรคหัดส่วนใหญ่เป็นแล้วจะหายเองภายใน 14 วัน ดูแลเบื้องต้นด้วยการให้พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำเยอะ ๆ เช็ดตัวเพื่อลดไข้ ถ้ามีอาการไอ เสมหะข้น-เขียว ควรรีบพบแพทย์ทันที ป้องกันไว้ก่อน: ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด เด็กควรได้รับการฉีดวัคซีนหัด 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ตอนอายุ 9 – 12 เดือน และครั้งที่ 2 ตอนอายุ 6 – 7 ปี และอย่าให้ลูกอยู่ใกล้หรือคลุกคลีกับคนที่มีอาการป่วย 4. อีสุกอีใส สาเหตุและอาการ : เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านการหายใจ ไอ จาม หรือสัมผัสถูกตุ่มแผลใสๆ ของคนที่เป็นโรคนี้อยู่ อาการเริ่มต้นจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง เบื่ออาหาร จากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดง แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่ม มีน้ำใสและมีอาการคัน วิธีการดูแล: โรคนี้จะหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่ต้องระวังอย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อน ให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ และใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติค่อยๆ เช็ดตามตัว หากลูกมีอาการผิดปกติเช่น ตุ่มแผลติดเชื้อ หายใจขัด ควรพาลูกพบคุณหมอ ป้องกันไว้ก่อน: ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โดยเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 4 – 6 ปี รวมทั้งไม่ให้ลูกสัมผัส หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใส 5. ท้องร่วง สาเหตุและอาการ : เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัส ที่พบได้บ่อยคือ ไวรัสโรต้า อาการขั้นต้นสังเกตุได้จากลูกขับถ่ายเหลวเกิน 3 ครั้ง/วัน ถ่ายมีมูกเลือด มีกลิ่นเหม็นคาว และลูกมีอาการปวดท้อง อาเจียน ถ้าเป็นมากจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ จนเกิดอาการช็อคได้ ป้องกันไว้ก่อน: ฝึกให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาด ก่อนหยิบอาหารเข้าปาก ซึ่งคุณแม่สามารถเรียนรู้ 7 ขั้นตอนล้างมือให้สะอาดอย่างถูกวิธี เพียงคลิก http://bit.ly/2O69o6v และให้ลูกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่อยู่เสมอ วิธีการดูแล: คุณแม่ต้องรีบชดเชยน้ำที่ลูกสูญเสีย โดยการดื่มน้ำสะอาดมากๆหรือเกลือแร่ หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้ เพราะอาจทำให้ลูกท้องเสียมากขึ้นได้ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพาไปพบคุณหมอทันที คุณแม่อ่านแล้วอย่าตกใจหรือกังวลนะคะ เพราะหากคุณแม่มีสติและรู้ทันโรค ลูกรักของคุณแม่จะปลอดภัยสุขภาพดีแน่นอนค่ะ
การแพร่ระบาดโรค, โรคยอดฮิตฤดูหนาว, นมแพะ ดีจี, ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
6 คาถาเด็ดเลี้ยงลูกอย่างไรให้สุขภาพดี๊ดี
img-over-post

6 คาถาเด็ดเลี้ยงลูกอย่างไรให้สุขภาพดี๊ดี

6 คาถาเด็ดเลี้ยงลูกอย่างไรให้สุขภาพดี๊ดี คุณแม่ทุกคนย่อมอยากเห็นลูกสุขภาพดี สดใสแข็งแรง วันนี้เราจึงนำคาถาเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดี๊ดีมาฝากค่ะ 1. มีความสุข : ถ้าร่างกายพร้อมและอารมณ์ดี ลูกก็พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้อย่างมีความสุข 2. พักผ่อนเพียงพอ : สร้างนิสัยการนอนในเวลาเดิมให้เป็นกิจวัตรเพื่อให้ลูกคุ้นเคย และปล่อยให้ลูกนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม เมื่อลูกหลับสนิทดีจะส่งผลกับอารมณ์ของลูกค่ะ 3. ออกกำลังกาย : อย่าปล่อยให้ลูกเล่นแต่มือถือ หรือคอมพิวเตอร์นานๆ ควรให้ลูกออกมา เล่นกีฬา ออกกำลังกาย สัมผัสธรรมชาตินอกบ้านบ้าง เพื่อสุขภาพทีดี 4. ล้างมือบ่อยๆ : แน่นอนว่าเชื้อโรคมีอยู่ทุกๆที่ทั้งในและนอกบ้าน การล้างมือบ่อยๆทำให้ขจัดเชื้อโรคไปได้เยอะเลยทีเดียว 5. อาหารดี : ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อและฝึกให้รับประทานผัก ผลไม้ จนเป็นนิสัย หลีกเลี่ยงอาหารและขนมที่มีรสหวานจัด มันจัด เค็มจัด 6. อย่าลืมดื่มนมเสริม : เมื่อรับประทานอาหารหลักครบ 5 หมู่แล้ว การดื่มนมแพะก็สำคัญ เพื่อให้ลูกรักได้รับคุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอในแต่ละวัน เริ่มท่องและลงมือทำตั้งแต่วันนี้เลยนะคะ เพื่อลูกสุขภาพดี สดใส แข็งแรงสมวัย พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แบบไร้อุปสรรคทั้งร่างกายและจิตใจค่ะ
โภชนาการดี, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, ใยอาหาร, นมแพะ DG
ลูกท้องผูก คุณแม่มือใหม่ต้องรับมืออย่างไรให้ลูกสบายท้อง สุขภาพดี
img-over-post

ลูกท้องผูก คุณแม่มือใหม่ต้องรับมืออย่างไรให้ลูกสบายท้อง สุขภาพดี

ลูกท้องผูก คุณแม่มือใหม่ต้องรับมืออย่างไรให้ลูกสบายท้อง สุขภาพดี ลูกท้องผูกเป็นปัญหาที่คุณแม่มือใหม่หลายคนต้องเจอค่ะ เรามาสังเกตกันก่อนว่าแบบไหนที่เรียกว่าลูกท้องผูก และหากลูกท้องผูกจริงๆ จะต้องดูแลย่างไรให้ลูกอึง่าย สบายท้อง เชื่อเลยว่าคุณแม่มือใหม่แทบทุกคนต้องเจอปัญหาลูกท้องผูก แถมยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วอาการที่ลูกไม่อึหลายวันเรียกว่าท้องผูกจริงไหม ต้องรับมืออย่างไรเพื่อช่วยให้ลูกอึ และไม่ท้องผูกอีก วันนี้เรามีคำแนะนำที่จะมาช่วยให้คุณแม่รับมือกับปัญหาลูกท้องผูก ช่วยให้ลูกอึงาย สบายตัว สบายท้องค่ะ ความรู้เบื้องต้นเรื่องการขับถ่ายของลูก โดยปกติในช่วง 2-3 อาทิตย์แรกหลังลืมตาดูโลก ลูกน้อยที่ดื่มนมแม่มักจะถ่ายวันละหลายรอบต่อวัน เฉลี่ยวันละ 4 ครั้ง จากนั้นจะลดความถี่ลง จนเข้าสู่ช่วงอายุ 6 เดือน ถือเป็นช่วงวัยที่มีอาการท้องผูกมากที่สุดไปจนถึงอายุ 4 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่ลูกเริ่มกินรับประทานอาหารเสริมที่มีกากใยสูง รวมไปถึงในบางกรณีก็เป็นช่วงที่คุณแม่บางคนเริ่มให้ลูกดื่มนมเสริมแล้วค่ะ เด็กนมแม่ – ปกติแล้วลูกแรกเกิดเมื่อดื่มนมแม่แล้วจะขับถ่ายง่ายและไวมาก แต่เมื่อเริ่มเข้าเดือนที่ 2 เป็นต้นไป เด็กนมแม่บางคนจะเริ่มไม่ค่อยถ่าย โดยอาจจะใช้เวลา 3-4 วันถึงถ่ายครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่อาการท้องผูกค่ะ เพราะนมแม่ย่อยง่าย ร่างกายลูกดูดซึมได้หมด และแทบไม่มีกากใยเหลือเป็นเนื้ออุจจาระ ดังนั้นจึงใช้เวลาหลายวันจึงจะมีก้อนอุจจาระมากพอให้มีแรงเบ่งออกมันนั่นเอง อาการแบบไหนที่เรียกว่าลูกท้องผูก สังเกตง่ายๆ เวลาถ่ายอุจจาระ ลูกเบ่งจนหน้าแดง บิดตัว ร้องงอแง เมื่อก้อนอุจจาระออกมาแล้วจะมีลักษณะแข็งทำให้ลูกก้นแดง หรือบางครั้งอาจทำลำไส้หรือรูทวารฉีกขาดจนมีเลือดติดออกมาด้วย หากลูกเข้าข่ายอาการท้องผูก คุณแม่จะต้องรีบแก้ไขค่ะ เพราะหากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อลำไส้และระบบขับถ่ายของลูกในระยะยาว วิธีแก้ปัญหาลูกท้องผูก ให้ลูกดื่มนมแม่ให้นานและมากที่สุด เพราะนมแม่ย่อยง่าย และช่วยทำลำไส้ ระบบขับถ่ายทำงานได้ปกติค่ะ สำหรับเด็กที่กินรับประทานอาหารเสริม ควรเลือกอาหารที่ย่อยง่ายเป็นหลัก และให้ระหว่างป้อนอาจป้อนน้ำซุปสลับไปด้วย เพื่อช่วยให้ย่อยง่าย ควรให้ลูกได้กินรับประทานผักผลไม้ เพราะเป็นอาหารที่มีกากใยสูง ช่วยในระบบขับถ่ายได้ตั้งแต่เริ่มอาหารเสริมไปจนโตค่ะ กรณีที่มีความจำเป็นต้องให้ลูกดื่มนมเสริม คุณแม่ควรคำนึงถึงระบบย่อยของลูกเป็นหลัก เพราะลำไส้ ระบบย่อย และขับถ่ายของลุกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นนมเสริมจึงควรเป็นนมย่อยง่าย อย่างการเลือกนมแพะ ที่มีโปรตีนย่อยง่าย และยังเสริมทัพด้วย Prebiotics อย่าง Inulin & Oligofructose ที่เป็นตัวกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยให้ลูกน้อยขับถ่ายดี ท้องไม่ผูก สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี การสวนทวาร โดยปกติแล้วคุณหมอจะไม่ค่อยแนะนำให้สวนทวารเด็กๆ เพราะจะไปขัดขาวงกระบวนการขับถ่ายตามธรรมชาติของเด็ก ยิ่งสวนบ่อยๆ ลูกก็จะเคยชินกับการสวนและไม่มีเบ่งอึเอง ดังนั้นการสวนควรทำก็ต่อเมื่อลูกไม่อึหลายวันและมีอาการผิดปกติจนไม่สบายตัวจริงๆ เท่านั้น และวิธีการ รวมถึงยาสวนทวารควรอยู่ในการแนะนำของคุณหมอค่ะ
ลูกไม่อึ, การขับถ่าย, นมแพะ ดีจี, พรีไบโอติก, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

6 วิธีรับมือ...ลูก “เอาแต่ใจ”
img-over-post

6 วิธีรับมือ...ลูก “เอาแต่ใจ”

6 วิธีรับมือ...ลูก “เอาแต่ใจ” เด็กๆ เป็นวัยที่สนใจสิ่งรอบข้าง และอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบตัว เริ่มมีพฤติกรรมเลียนแบบคนใกล้ตัว และมีนิสัยชอบเอาแต่ใจตนเอง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการตามวัย จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องเข้าใจและส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม เมื่อโตขึ้นนิสัยเหล่านี้จะค่อยๆ หายไป และเป็นเด็กที่น่ารักของทุกคน “เอาแต่ใจ” พัฒนาการตามวัย แต่ต้องแก้ เมื่อลูกเริ่มเดินได้คล่องแคล่วมากขึ้น เขาจะชอบทดลองการใช้กำลังแขนของตัวเอง จึงชอบทุบ ตีสิ่งต่างๆ ทำเอาคุณแม่ปวดหัว บอกให้หยุดตีก็ไม่หยุด ถ้าเป็นแบบนี้อย่าเพิ่งดุลูกแต่ควรหาของเล่นที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น ของเล่นประเภททุบ ตอก ปั้นแป้งโดว์ ก่อกองทราย เป็นต้น เพื่อลูกจะได้เรียนรู้การใช้กำลังของกล้ามเนื้อมือด้วย นอกจากนี้ จะมีนิสัยเริ่มแสดงความก้าวร้าวกับผู้อื่น ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ชอบใช้อำนาจ ต่อต้านคำสั่งของแม่ ชอบเรียกร้องความสนใจ และแสดงออกด้วยการโวยวาย แกล้ง หรือทำอะไรตลกๆ จึงทำให้มองว่าเป็นเด็กที่ “เอาแต่ใจ” ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องมีวิธีแก้นิสัยแบบนี้อย่างเหมาะสม 6 วิธีรับมือลูก “เอาแต่ใจ” ต้องเข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูก ควรสอนและไม่ตามใจลูกมากเกินไป และลูกจะโตขึ้นโดยไม่ติดนิสัยเหล่านี้มา ควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ ถ้าลูกโวยวาย หรือแกล้งยั่วอารมณ์ให้โกรธ ต้องไม่โกรธตอบและค่อยๆ ถามว่าลูกต้องการอะไร พยายามสอนและอธิบายด้วยเหตุผล ถ้าลูกแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวกับผู้อื่น ว่าไม่ควรทำแบบนี้เพราะอะไร ควรปลอบด้วยการกอด เวลาที่ลูกโกรธ เสียใจ เพื่อให้ลูกสงบสติอารมณ์ แล้วค่อยๆ พูดอธิบายให้เข้าใจ ตั้งคำถามกับลูกบ่อยๆ ว่าลูกต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร ลูกคิดอย่างไรกับสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ทำไมถึงอยากได้สิ่งนั้น ได้มาแล้วทำอะไรได้บ้าง เพื่อฝึกให้ลูกเป็นคนมีเหตุผล พูดคุยกับลูกบ่อยๆ เพราะการที่พูดคุยกัยลูกเสมอ เล่นกับลูก ให้ความรักกับลูก ลูกก็จะไม่ใช้ความก้าวร้าวเป็นตัวต่อรองกับพ่อแม่ เป็นเด็กที่มีเหตุผล เชื่อฟังผู้อื่น และเติบโตมาเป็นที่รักของทุกๆ คน สิ่งที่ลืมไม่ได้ที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ได้อย่างดี คือการที่ลูกได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างการดื่มนมแพะ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ในน้ำนมแพะอุดมไปด้วยโปรตีนนุ่ม ที่ย่อยและดูดซึมง่าย อีกทั้งยังช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทฺภาพ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้นมแพะยังมีไขมันห่วงโซ่ขนาดกลาง (MCT Oil ที่ย่อยง่าย ช่วยให้ลูกรัก มีสุขภาพกายและใจที่ดี อารมณ์ดี ร่าเริง และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างเต็มศักยภาพ Ref: 1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
วิธีเลี้ยงลูก, เอาแต่ใจตนเอง, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
4 พฤติกรรมที่ต้องเลิก! ถ้าไม่อยากให้ลูกโตมาเป็นเด็กก้าวร้าว
img-over-post

4 พฤติกรรมที่ต้องเลิก! ถ้าไม่อยากให้ลูกโตมาเป็นเด็กก้าวร้าว

4 พฤติกรรมที่ต้องเลิก! ถ้าไม่อยากให้ลูกโตมาเป็นเด็กก้าวร้าว จริงอยู่ที่ว่าพ่อแม่เป็นคนที่รักและหวังดีกับลูกมากที่สุด แต่ในบางครั้งคุณแม่อาจพลาดทำบางสิ่งซึ่งเป็นการทำร้ายลูกแบบไม่รู้ตัว เราลองมาดูกันค่ะว่ามีพฤติกรรมไหนบ้าง ที่คุณแม่ควรหยุดถ้าอยากเห็นลูกเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ก้าวร้าว และน่ารักสำหรับทุกคน ทะเลาะกันต่อหน้าลูกเป็นกิจวัตร เด็กจะซึมซับจากพฤติกรรมที่พ่อแม่กระทำ ส่งผลให้เป็นเด็กก้าวร้าว สูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือของมึนเมาเป็นประจำ พฤติกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทะเลาะวิวาท และการดื่มของมึนเมาก็ทำให้เสียสุขภาพด้วยเช่นกัน ดังนั้นไม่ควรทำให้ลูกเห็นเด็ดขาด เห็นลูกเป็นที่ระบายอารมณ์ ลงโทษแบบไร้เหตุผล หากโกรธ หรือโมโหแล้วตี หรือใช้ความรุนแรง โดยไร้เหตุผล จะส่งผลให้ลูกเป็นเด็กเก็บกด ก้าวร้าว หากลูกทำผิดควรกล่าวตักเตือน อธิบายเหตุผล และลงโทษอย่างพอดี ตามใจลูกมากเกินไป เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมรักลูกทุกคน แต่การตามใจมากเกินไป จะทำให้เด็กขาดระเบียบวินัย เอาแต่ใจ เมื่อไม่ได้ตามต้องการก็จะเกรี้ยวกราด ก้าวร้าว หากคุณแม่ลองสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีพฤติกรรมดังกล่าว ก็ควรเลิกทำและปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกใหม่นะคะ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเขา เพื่อให้เขามีสภาพแวดล้อมที่ดี และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพนะคะ
วิธีเลี้ยงลูก, ลูกอาละวาด, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
เทคนิคสอนลูกให้น่ารัก ไม่ดื้อไม่งอแงยามออกนอกบ้าน
img-over-post

เทคนิคสอนลูกให้น่ารัก ไม่ดื้อไม่งอแงยามออกนอกบ้าน

เทคนิคสอนลูกให้น่ารัก ไม่ดื้อไม่งอแงยามออกนอกบ้าน เวลาจะพาลูกออกนอกบ้านคุณพ่อคุณแม่หลายคนคงกังวลใจใม่น้อย เพราะใครจะรู้ว่าลูกเราจะไปเผลอซนที่ไหนบ้าง และหากหลุดกริยาไม่น่ารักขึ้นจะทำอย่างไรดี แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance แล้ว ย่อมรับมือกับลูกไม้ต่างๆ ของลูกได้ จริงมั้ยคะ ดังนั้นก่อนพาลูกออกจากบ้านเราต้องเตรียมตัวจอมซนไว้ให้ดีค่ะ วางแผนก่อนออกจากบ้าน ก่อนพาลูกออกไปเที่ยว ไปทำธุระ ไปซื้อของ คุณพ่อคุณแม่ควรจะเลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับลูก คำนวณเวลาเดินทางไป-กลับ เวลาที่อยู่ระหว่างออกข้างนอก ของกินของเล่นเตรียมให้พร้อมเผื่อลูกเกิดงอแงหรือหิวขึ้นมากลางทางต้องมีนมหรือขนมรองท้องไว้ รวมถึงทำข้อตกลงกับลูกๆ ด้วยว่าออกนอกบ้านแล้วต้องทำตัวอย่างไร เช่น ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น ไม่วิ่งเล่นซนทั่วร้าน เป็นต้น ฝึกมารยาทก่อนออกจากบ้าน เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้มารยาททางสังคมก่อนออกจากบ้าน เช่นการพูด ขอบคุณ ขอโทษ รู้จักการเข้าคิวรอ ไม่กรี๊ด ตะโกน หรือส่งเสียงดังเวลาออกนอกบ้าน เป็นต้น มอบหมายความรับผิดชอบให้ลูก เพื่อเบี่ยงเบนลูกออกจากความซน การมอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ลูกจดจ่อกับภารกิจที่ได้รับ เช่น ให้ลูกช่วยคุณแม่เลือกสินค้า ช่วยคุณแม่ถือของ เป็นต้น พ่อแม่ต้องมีสติ เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ งอแงแล้วคุณพ่อคุณแม่จะอารมณ์เสีย แต่การเลี้ยงลูกแบบ Advance นั้น พ่อแม่ต้องความอารมณ์ของตนเองให้ได้ค่ะ เพราะถ้ายิ่งอารมณ์เสีย การเดินทางก็จะหมดสนุก แต่ถ้าลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจอารมณ์และพัฒนาการของลูก และค่อยๆ หาวิธีคลี่คลายสถานการณ์ไป จะทำให้ทริปนั้นเป็นทริปที่สนุกที่สุดของเด็กๆ เลย ห้ามลืมของเล่นชิ้นโปรดเด็ดขาด เด็กๆ มักจะมีของเล่นคู่กายเขา เมื่อต้องออกนอกบ้านสามารถให้ลูกพกติดตัวออกไปได้ 1 หรือ 2 ชิ้น (เพราะหากมากกว่านั้นจะกลายเป็นภาระของคุณพ่อคุณแม่เอง) เผื่อเวลาที่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากเด็กๆ เช่น เวลาอยู่ในร้านอาหาร แล้วกังวลเรื่องลูกส่งเสียงดังหรือเล่นซน การให้ลูกอ่านหนังสือที่ชอบ ระบายสี เล่นตุ๊กตาตัวโปรด หรือติดสติ๊กเกอร์ในสมุดก็ช่วยได้ค่ะ ที่สำคัญ หลังจากกลับเข้าบ้านแล้ว คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมชื่นชมเขาด้วยนะคะ ว่าวันนี้หนูน่ารักมากค่ะ ช่วยคุณแม่ถือของด้วย วันนี้หนูน่ารักมาก ไม่ดื้อไม่ซนเลย เพื่อให้ลูกรู้สึกดีกับตนเองและพร้อมเรียนรู้การเข้าสังคมและมารยาททางสังคม
สอนมารยาทให้ลูก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG