curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

สอนลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้ทันความผิดหวัง สร้างทักษะชีวิตให้ลูกสตรอง 
img-over-post

สอนลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้ทันความผิดหวัง สร้างทักษะชีวิตให้ลูกสตรอง 

สอนลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้ทันความผิดหวัง สร้างทักษะชีวิตให้ลูกสตรอง แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอ แม้ว่าความพ่ายแพ้และความผิดหวังจะไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ แต่บางครั้งความพ่ายแพ้ก็ก่อให้เกิดความมุมานะพยายาม และการยอมรับความแพ้พ่ายก็ถือเป็นชัยชนะอย่างหนึ่ง เป็นทักษะชีวิตที่พ่อแม่ต้องสอนลูกให้รู้จักยอมรับตั้งแต่เล็กๆ แม้จะสอนให้ลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ทว่าในทางปฏิบัตินั้นก็ทำได้ยากเช่นกัน นอกจากเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นแล้ว พ่อแม่ก็ต้องปลูกฝังทักษะนี้ให้ลูกด้วย 5 วิธีสอนลูกให้รู้จักความพ่ายแพ้ 1. เล่นเกมกับลูก ไม่จำเป็นต้องแกล้งแพ้ให้ลูกเสมอไป แต่ควรผลัดให้ลูกได้ทั้งเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ ระวังตัวไม่ใช้วิธีกดดันลูกให้ลูกมุ่งมั่นเอาชนะอย่างเดียว เพราะจะกลายเป็นความคาดหวังของพ่อแม่เองทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่แพ้ไม่ได้ 2. ไม่ตำหนิเมื่อลูกแพ้ ลูกแพ้ก็เสียใจจะแย่อยู่แล้ว ยิ่งมาเจอคำพูดเชิงลบยิ่งเสียใจกันไปใหญ่ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนคำพูดลบๆ ให้เป็นคำพูดเชิงบวกกันค่ะ เช่น ไม่เป็นไรนะ เรามาพยายามกันใหม่ ครั้งหน้าเราจะพยายามด้วยกันนะ ถึงจะแพ้ก็ไม่เป็นไรลูกยังไงวันนี้ก็สนุกมาก 3. ให้ลูกได้พูดระบายความในใจ เพราะเด็กอนุบาลยังขาดทักษะการควบคุมอารมณ์ตนเอง บางคนแพ้แล้วอาจมีการงอแง ร้องไห้ เนื่องจากควบคุมความเสียใจไม่ได้ แต่ถ้าลองปล่อยโอกาสให้ลูกได้พูด เช่น จับมือมือลูกสองข้าง สบตา แล้วคุยกับลูก หนูไม่สบายใจใช่มั้ย ไม่ชอบที่แพ้ใช่มั้ย หนูร้องไห้ได้นะ แต่ร้องแล้วจบนะ จบแล้วเราค่อยไปเริ่มต้นทำกันใหม่ แม่จะอยู่กับหนูเอง โอเคมั้ย 4. ใช้นิทานเป็นตัวอย่างในการสอนลูก นิทานเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้ลูกเห็นภาพการสอนเรื่องนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ทั้งยังสร้างประสบการณ์ให้ลูกนำไปใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง พ่อแม่อาจจะเลือกนิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแข่งขันและความพ่ายแพ้ไปเล่าให้ลูกฟังก่อนนอน หรือจะแต่งนิทานขึ้นเองใช้ชื่อลูกแทนตัวละครในนิทานก็ดีไม่น้อย 5. เปลี่ยนความพ่ายแพ้ให้เป็นชัยชนะ เพราะความพ่ายแพ้เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของลูก เมื่อลูกเผชิญกับความพ่ายแพ้ แน่นอนว่าลูกย่อมรู้สึกผิดหวัง เสียใจ แต่สิ่งที่พ่อแม่ควรทำอย่างแรกคือการปลอบลูก ให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ยังอยู่เคียงข้าง หากลูกรู้สึกโกรธ โมโห ให้รีบกอดลูกทันที เมื่อลูกอารมณ์ดีแล้วค่อยคุยกับลูกว่าทำผิดพลาดตรงไหน และเราจะนำข้อผิดพลาดนั้นมาแก้ไขอย่างไร เช่น ซ้อมบ่อยๆ ให้เกิดทักษะและความเคยชิน เป็นต้น สิ่งสำคัญที่สุด นอกจากสอนให้ลูกยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว พ่อแม่เองก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ของลูกให้ได้เช่นกัน และการเริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง อย่าลืมเสริมสร้างร่างกายลูกให้แข็งแรงด้วยอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งให้ลูกดื่มนมแพะทุกวัน วันละ 2 แก้ว เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วนพัฒนาการที่ดีสมวัยของลูกด้วยค่ะ
พัฒนาการเด็กวัยอนุบาล, เลี้ยงลูกให้สตรอง, สอนลูกให้รู้จักความพ่ายแพ้, การเลี้ยงลูก, พัฒนาการเด็ก
Nurture by Nature ให้ธรรมชาติสร้างลูก
img-over-post

Nurture by Nature ให้ธรรมชาติสร้างลูก

Nurture by Nature ให้ธรรมชาติสร้างลูก “เพราะธรรมชาติกำหนดความเป็นตัวเรา และตัวเรานี่เองเป็นผู้กำหนดความสำเร็จของ เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติสร้างให้ลูกมีการเรียนรู้ และความพยายามไปสู่ความสำเร็จในแบบของเขา” การเลี้ยงลูกให้มีความเพียรพยายาม (grit) สำคัญยิ่งกว่าการค้นหาพรสวรรค์หรือความถนัด เพราะความพยายามไม่ใช่เรื่องพื้นฐานที่ทุกคนจะมี แต่ความมุ่งมั่น และเพียรพยายาม จะเป็นตัวทำให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต หลายคนมีความสามารถแต่ขาดความอดทน ความเพียรพยายาม ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมาย และ ห่างไกลความสำเร็จ ซึ่งการจะไปสู่ความสำเร็จได้ นอกจากความพยายามแล้ว ร่างกายจะต้องพร้อม เติมความแข็งแรงของร่างกายด้วยสารอาหารธรรมชาติจากนมแพะ DG ที่มีความใกล้นมแม่ จะทำให้ลูกมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ มีความแข็งแรงที่จะใช้ความพยายามนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อประสบความสำเร็จ ลูกจะมีความภูมิใจ พ่อแม่จะมีความสุข และเมื่อเขาทำมันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่ากี่ความสำเร็จ ลูกก็จะไปถึงได้ไม่ยาก สารอาหารธรรมชาติที่ได้มาจากระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ (Apocrine Secretion) ธรรมชาติคล้ายนมแม่ ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมที่จะทำให้มีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดหรือสารอาหารออกมากับน้ำนมในปริมาณสูง เรียกกันว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)” ซึ่งเป็นสารอาหารธรรมชาติที่ดีกับร่างกายและสมองของลูกน้อย ได้แก่ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยแข็งแรง พัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ Bioactive Components สารอาหารธรรมชาติจากระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ Bioactive Components (ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์) มีเฉพาะในนมที่มีการการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ (Apocrine) เท่านั้น ซึ่งนอกจากนมแม่แล้วก็มีในนมแพะ เนื่องจากแพะนั้นมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์แบบเดียวกับคน* จึงทำให้มี Bioactive Components (ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์) ในปริมาณที่สูงเช่นเดียวกัน “เพราะธรรมชาติสร้างให้ลูกมีการเรียนรู้ และความพยายามไปสู่ความสำเร็จในแบบของเค้า แม่เชื่อมั่นในคุณค่าจากธรรมชาติ จึงเลือก DG นมแพะชั้นดีจากนิวซีแลนด์ ที่มีสารอาหารครบถ้วน จากระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ธรรมชาติของนมแพะที่คล้ายนมแม่ ลูกเติบโตมีพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ #อะโพไครน์ ให้ธรรมชาติสร้างลูก
อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, สารอาหาร, นมแม่, นมแพะ DG
5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก
img-over-post

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก ขวบปีแรกของลูกถือเป็นโอกาสทองที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมให้เจ้าตัวเล็กมี IQ ที่ก้าวไกล ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยของเล่นใกล้ตัวและกิจกรรมที่แค่เล่นด้วยกันกับลูกก็ได้ผล ดังนี้ค่ะ ของเล่นบล็อกไม้ ฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา : การเล่นต่อบล็อกไม้ ต่อกับลูกน้อย นอกจากจะเชื่อมความสัมพันธ์ของแม่กับลูกในการทำกิจกรรมร่วมกันแล้วยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักคิด แก้ปัญหา ฝึกการยืดหยุ่นความคิด และวางแผน ที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่เล่นได้ไม่เบื่อ เล่นสนุกกันได้ทั้งครอบครัว หนังสือนิทาน กระตุ้นความจำ : หนังสือนิทานเป็นตัวช่วยที่ลงทุกครั้งเดียวแต่ได้ประโยชน์และฝึกทักษะให้ลูกได้ไม่รู้จบค่ะ ซึ่งวัยนี้เริ่มรู้จักการนับจำนวนตัวเลข หรือจำนวนสิ่งของรอบตัวลูกได้ คุณแม่ลองใช้หนังสือนิทานที่มีเรื่องของการนับจำนวนนำมาประยุกต์เล่นได้ทุกที่ แถมเป็นตัวช่วยที่เพิ่มความสนุก ให้ลูกได้ฝึกคิด กระตุ้นความจำได้ดี เล่นจับคู่จากของใกล้ตัว ฝึกความเชื่อมโยง : ของใช้ที่อยู่ใกล้ตัวสามารถนำมาประยุกต์เล่นเกมจับคู่ได้ค่ะ เช่น ตุ๊กตาที่ลูกชอบ ของเล่นชิ้นโปรด หรือของใช้ต่างๆ ที่ลูกคุ้นเคย ซึ่งกิจกรรมนี้ฝึกการช่างสังเกตลักษณะรูปทรงสิ่งของสีสันต่างๆ ฝึกความคิดเชื่อมโยงและแยกแยะความแตกต่างของสิ่งของ นอกจากนี้ยังสามารถฝึกความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวของลูกได้ เพราะกิจกรรมนี้จะสนุกมากขึ้นหากคุณแม่ลองให้ลูกวิ่งหยิบสิ่งของที่เหมือนกันไปวางรวมกัน หรือเพิ่มเงื่อนไขให้ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เล่นบทบาทสมมติ เรียนรู้ทักษะชีวิต : เป็นการเล่นที่แทบไม่ต้องใช้ของเล่นหรืออุปกรณ์มากมายเลยค่ะ แต่ลูกจะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตต่างๆ ผ่านตัวละครและสถานการณ์ที่เขาจำลองขึ้นมา เพราะโลกของเด็กๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ การเล่นบทบาทสมมติของเด็กๆ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีส่วนช่วยฝึกจินตนาการและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างอิสระ ฝึกการคิดแก้ปัญหา การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญเมื่อลูกต้องเข้าสังคมจริงในวัยเรียน เขาก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ดี ขีดเขียนและระบายสี ริเริ่มสร้างสรรค์ : การขีดๆ เขียนๆ หรือระบายสีอย่างอิสระ ไม่มีรูปแบบกำหนด ไม่เพียงเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือของลูก แต่ยังต่อยอดให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกการแยกแยะสีสันที่ต่างกัน เปิดโอกาสให้ลูกใช้จินตนาการสร้างเรื่องราว หรือสีสันในแบบของเขาเอง ซึ่งหากทำสม่ำเสมอ ลูกจะรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ได้เรียนรู้ศักยภาพของตัวเอง และหากคุณแม่ทำกิจกรรมไปกับลูกก็จะได้สังเกตสิ่งที่พฤติกรรมอย่างใกล้ชิดและตอบสนองได้ตรงจุดตรงใจลูกได้มากขึ้น 3 เคล็ดลับ เพิ่มพลัง IQ นอนเพียงพอ ลูกน้อยควรได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสมองของลูกให้ดีขึ้น กินอาหารให้เหมาะสมตามวัย ควรกินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน โดยเฉพาะเมนูอาหารบำรุงสมอง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้อื่นๆ ลูกดื่มนมที่มีประโยชน์สูง เช่น นมแพะ เพราะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีความเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์สูง มีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อย อีกทั้งโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ
การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นเสริมพัฒนาการ, การเล่นของเด็ก, ของเล่นของเด็ก, พัฒนาการเด็ก

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

ลูกอายุเท่านี้ ให้นมเท่าไหร่ดี
img-over-post

ลูกอายุเท่านี้ ให้นมเท่าไหร่ดี

ลูกอายุเท่านี้ ให้นมเท่าไหร่ดี ในการป้อนนมลูก เรื่องหนึ่งที่แม่ๆ หลายคนสงสัย คือ ควรให้ลูกดื่มนมเท่าไหร่ดีลูกถึงจะอิ่ม และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น แม่จะต้องเพิ่มปริมาณน้ำนมเป็นเท่าไหร่จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของเด็กๆ หลักการง่ายๆ คือ เด็กแรกเกิด – 1 เดือน จะดื่มนมแม่วันละ 100 - 150 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เวลาคำนวณจะใช้สูตร (น้ำหนักตัวลูก (กิโลกรัม) x 150 ) / 30 (1 ออนซ์เท่ากับ 30 ซีซี) = ปริมาณนมใน 1 วัน (ออนซ์) ดังนั้นถ้าลูกน้ำหนักตัว 3 กิโลกรัม คุณแม่จะคำนวณปริมาณนมที่ลูกดื่มใน 1 วันได้ (3 x 150) / 30 = ปริมาณนม 15 ออนซ์ ต่อวัน (เพิ่มลดได้ไม่เกิน 4 ออนซ์) ซึ่งในแต่ละวันเด็กทารกจะดื่มนมแม่ประมาณ 8 - 12 มื้อ หากใน 1 วันลูกดูดนมแม่ 8 มื้อ แต่ละมื้อ ลูกจะดื่มนมเท่ากับ 1.8 ออนซ์ (หรือประมาณ 2 ออนซ์) และเมื่อลูกอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ปริมาณนมที่ต้องการแต่ละวันจะลดลง เช่น วัย 1 – 2 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1 กิโลกรัม และดื่มนมแม่วันละ 8 - 10 มื้อ แต่สูตรคำนวณจะเปลี่ยนเป็น (น้ำหนักตัวลูก (กิโลกรัม) x 120 ) / 30 / 8 = ปริมาณนมใน 1 มื้อ เช่น ลูกน้ำหนัก 4 กิโลกรัม x 120 / 30 / 8 จะดื่มนมวันละ 16 ออนซ์หรือมื้อละ 2 ออนซ์ วัย 3 – 4 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1 กิโลกรัม ดื่มนมแม่วันละ 6 - 8 มื้อ หมายความว่าถ้าลูกหนัก 5 กิโลกรัม x 120 / 30 ลูกจะดื่มนมวันละ 20 ออนซ์หรือมื้อละประมาณ 2 ออนซ์ วัย 5 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัวของแรกเกิด หรือประมาณ 6 กิโลกรัม ความต้องการดื่มนมแม่จะตกวันละ 6 - 8 มื้อ คำนวณออกมาได้เป็น 6 x 120 / 30 ลูกจะดื่มนมวันละ 24 ออนซ์หรือมื้อละประมาณ 4 ออนซ์ วัย 6 – 7 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตัวของแรกเกิด (ประมาณ 9 - 10 กิโลกรัม) ลูกสามารถรับประทานอาหารเสริมได้แล้ว 1 มื้อ ความต้องการน้ำนมต่อวันลดลง เป็น 5 - 6 มื้อ คุณแม่สามารถคำนวณได้เป็น 9 x 120 / 30 ลูกจะดื่มนมวันละ 36 ออนซ์ วัย 8 – 9 เดือน น้ำหนักตัวลูกยังคงเป็น 3 เท่าตัวของแรกเกิด แต่ลูกจะรับประทานอาหารเสริมได้เป็น 2 มื้อ ขณะที่ความต้องการน้ำนมต่อวันยังเท่าเดิมคือ 5-6 มื้อ ลูกจะดื่มนมวันละ 36 ออนซ์ วัย 10 – 12 เดือน น้ำหนักตัวลูกเป็น 3 เท่าตัวของแรกเกิด แต่เนื่องจากลูกสามารถรับประทานอาหารได้ครบ 3 มื้อแล้ว การดื่มนมแม่จึงเป็นเป็นเพียงอาหารเสริม ที่ลดลงเหลือเพียงวันละ 4 - 6 มื้อ เท่านั้น ลูกจะดื่มนมวันละ 36 ออนซ์ สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาให้นมลูกไม่ได้ น้ำนมน้อย หรืออยู่ระหว่างกู้น้ำนมจำเป็นต้องให้นมผสม สามารถใช้สูตรคำนวณเบื้องต้นมาปรับใช้ได้กับการชงนมให้ลูกได้เช่นกัน
เลือกนมแบบไหนให้ลูก, นมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG
10 สารอาหารที่สร้างลูกแข็งแรงพัฒนาการดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์
img-over-post

10 สารอาหารที่สร้างลูกแข็งแรงพัฒนาการดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์

10 สารอาหารที่สร้างลูกแข็งแรงพัฒนาการดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เป็นความจริงที่ว่าแม่รับประทานอาหารอะไรแล้วลูกมักจะได้รับสารอาหารต่างๆ เหล่านั้น ยิ่งแม่รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์มากเท่าไหร่ ลูกน้อยในครรภ์ก็ย่อมจะได้รับสารอาหารที่ดีมากเท่านั้น มาดูกันค่ะว่า 10 สุดยอดสารอาหารที่แม่รับประทานแล้วช่วยให้ลูกในท้องเติบโตแข็งแรง มีอะไรบ้าง แม่ๆ จะได้ซื้อหามาติดบ้านไว้ประจำ 1. โฟลิคหรือ กรดโฟลิคเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อการเติบโตของลูกน้อย ช่วยสังเคราะห์และซ่อมแซม DNA มีความสัมพันธ์กับการเกิดความพิการแต่กำเนิดของเด็กทารก เช่น ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ โรคหัวใจแต่กำเนิด เป็นต้น นอกจากนี้โฟลิคยังมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง และป้องกันโรคโลหิตจางของแม่ท้องด้วย โดยแต่ละวันคุณแม่ควรได้รับการเสริมโฟลิค 0.4 – 0.8 mg ต่อวัน และสำหรับใครที่วางแผนการมีลูก ควรรับประทานโฟลิคล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ หรือในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสเกิดความพิการแต่กำเนิด 2. โปรตีนสารอาหารที่สำคัญต่อการสร้างเซลล์ตัวอ่อน สร้างเนื้อเยื่อ สร้างอวัยวะต่างๆ รวมถึงสมองของลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งแต่ละวันแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานโปรตีนเฉลี่ยวันละ 1 g/kg โดยอาหารที่มีโปรตีนนั้น ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด เต้าหู้ นม ไข่ ถั่ว ธัญพืชต่างๆ เป็นต้น 3. แคลเซียมช่วยส่งเสริมพัฒนาโครงสร้างกระดูกของทารกในครรภ์ รักษาความหนาแน่นของกระดูก และป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกของแม่เอง ทำให้กระดูกแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ถ้าแม่ท้องได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ จะช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง ลดการเกิดตะคริวด้วย ซึ่งแม่ท้องควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม โดยอาหารที่มีแคลเซียมได้แก่ นมแพะ โยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็ก กุ้งฝอย ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง เต้าหู้ และผักใบเขียว เป็นต้น 4. คาร์โบไฮเดรตนอกจากเป็นพลังงานให้แม่แล้ว ยังจำเป็นต่อการสร้างสมองของลูกในท้องอีกด้วย โดยร่างกายจะย่อยแป้งแล้วเปลี่ยนเป็นกลูโคส หรือน้ำตาลที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งแต่ละวันแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับพลังงานมากกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 300 - 500 กิโลแคลอรี และพลังงานส่วนใหญ่ก็มาจากแป้ง ข้าว น้ำตาล และผลไม้ต่างๆ 5. ธาตุเหล็กนอกจากจะทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจางของแม่แล้ว ธาตุเหล็กยังมีส่วนช่วยในการสร้างสมองของลูก ลดโอกาสเกิดภาวะบกพร่องทางสติปัญญาด้วย ซึ่งธาตุเหล็กมีมากใน งา ตับสัตว์ เนื้อแดง ไข่แดง ผักสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักโขม ฯลฯ 6. วิตามินซีมีส่วนช่วยสร้างเนื้อเยื่อ กระดูก และอวัยวะต่างๆ ของลูก ช่วยให้ร่างกายลูกทำงานได้ดี เสริมสร้างการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในไตรมาสแรกจะช่วยให้รกแข็งแรงทำให้ดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้นด้วย อาหารที่มีวิตามินซีสูงได้แก่ บรอกโคลี ผักโขม คะน้า ส้ม ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ เป็นต้น 7. ไอโอดีนช่วยพัฒนาการทางสมอง ระบบประสาท และความจำของลูก หากแม่ท้องได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอจะทำให้ลูกในท้องแคระแกรน สมองเจริญเติบโตช้า พิการแต่กำเนิด และมีภาวะปัญญาอ่อนได้ แหล่งไอโอดีนที่สำคัญได้แก่ เกลือเสริมไอโอดีน อาหารทะเลต่างๆ เป็นต้น 8. ไขมันไม่ว่าจะเป็น โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 DHA ARA ต่างก็เป็นไขมันที่ที่ช่วยบำรุงสมองของทารกในครรภ์ ช่วยสร้างเซลล์สมองและจอประสาทตา เมื่อลูกคลอดออกมาก็ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ อาหารที่แม่ควรกินได้แก่ ไข่ อโวคาโด ปลาทะเลน้ำลึก ปลาน้ำจืด เช่น ปลาช่อน ปลาสวาย น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันรำข้าว และธัญพืชต่างๆ เช่นเมล็ดทานตะวัน วอลนัท อัลมอนด์ เป็นต้น 9. สังกะสีมีความสำคัญในการเจริญของทารก หากขาดสังกะสีไปจะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า อาหารที่มีธาตุสังกะสี ได้แก่ เนื้อแดง เนื้อสัตว์ปีก ปลา ปลาหมึก และอาหารทะเล เป็นต้น 10. วิตามินบี12ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม ความจำเสื่อม และช่วยให้การทำงานของสมองและประสาทให้เป็นปกติ ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันการขาดธาตุเหล็ก ช่วยให้การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์เป็นไปตามปกติ แหล่งวิตามินบี 12 พบมากในอาหารประเภท ตับ เนื้อสัตว์ ไข่ นม และหอยนางรม นอกจากสารอาหารทั้ง 10 ชนิดแล้ว คุณแม่ท้องควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ทั้งคุณแม่ และเด็กทารกในครรภ์เจริญเติบโตแข็งแรงจนถึงวันคลอด และเมื่อต้องให้นมลูกก็จะได้มีน้ำนมในปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากนมแม่เป็นนมที่มีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์เมื่อลูกดูดเข้าไปจะได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างครบถ้วนนั่นเอง
สารอาหารสำหรับแม่ท้อง, อาหารแม่ท้อง, อะโพไครน์, อาหารบำรุงครรภ์, คนท้องต้องกินอะไร
นมแพะไม่ใช่นมทางเลือก แต่เป็นนมที่แม่เลือกต่อจากนมแม่
img-over-post

นมแพะไม่ใช่นมทางเลือก แต่เป็นนมที่แม่เลือกต่อจากนมแม่

นมแพะไม่ใช่นมทางเลือก แต่เป็นนมที่แม่เลือกต่อจากนมแม่ นมแม่เป็นนมที่ดีที่สุด และแม่ทุกคนต่างก็คงคาดหวังว่าลูกจะต้องได้กินนมแม่ ทว่าด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่าง บางครั้งน้ำนมจากอกแม่ก็ไม่ได้ไหลออกมาง่ายๆ เสียทีเดียว ดังนั้นเมื่อไม่สามารถให้ลูกกินนมแม่ได้ ระหว่างที่เร่งกู้น้ำนม หรือในภาวะที่มีเหตุจำเป็น เช่น นมแม่ไม่พอ การให้ลูกกินนมเสริมก็เป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยให้คุณแม่สามารถเลี้ยงดูลูก และส่งเสริมโภชนาการให้เจ้าตัวเล็กได้ ซึ่งนมที่แม่ๆ หลายคนต่างก็เทใจให้กับนมแพะ เนื่องจากนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine) คือ ให้คุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง นอกจากนี้ ในนมแพะยังมีสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ เช่น นิวคลีโอไทด์ (nucleotides) มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะส่วนต่าง ๆ โดยตรง ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน และการย่อยสลายสารอาหารเพื่อให้ได้พลังงาน ช่วยสังเคราะห์สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่สำคัญนิวคลีโอไทด์ยังมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค และลดโอกาสจากเจ็บป่วยโรคต่างๆ เช่น ไข้ หวัด โรคติดเชื้อในลำไส้ โรคกระเพาะอาหาร หรือลำไส้อักเสบ ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อต่างๆ ทั้งยังช่วยลดอาการท้องผูกท้องเสียของลูกด้วย ทอรีน (Taurine) ช่วยเรื่องการมองเห็น สร้างกระแสประสาท ควบคุมสารสื่อประสาทให้สมดุล และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองให้ดียิ่งขึ้น โพลีเอมีนส์ (polyamines) ช่วยในการส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ โกรทแฟคเตอร์ (Growth factor) ส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย ในขณะที่การผลิตน้ำนมของวัวที่เป็นระบบการสร้างน้ำนมแบบเมโรไครน์ (merocrine) จะมีปริมาณของโปรตีนย่อยยากสูงกว่าในนมแพะ จึงทำให้ลูกมีโอกาสเสี่ยงในการแพ้นมวัวมากกว่านมแพะ ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ (apocrine) จะพบในนมแม่และนมแพะเท่านั้น จึงทำให้นมแพะมีความใกล้เคียงนมของคนมากกว่านมผงทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นคุณแม่จึงอุ่นใจเมื่อเลือกนมแพะให้ลูก
สารอาหารในนม, นิวคลีโอไทด์, อะโพไครน์, นมแม่, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19”
img-over-post

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19”

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19” เพราะโควิด-19 คือ โรคอุบัติใหม่ทำให้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือแม้กระทั้งยารักษา ทำให้ทุกคนเกิดความวิตกกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอ่อนไหวต่อโรคต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหญิงตั้งครรภ์ นักวิจัยกำลังเร่งศึกษาถึงผลกระทบ และการให้ความช่วยเหลือรวมถึงการป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัยให้แม่ท้องตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ และนี่คือวิธีดูแลเพื่อช่วยคุณแม่รับมือ และปลอดภัยจากเชื้อไวรัสนี้ค่ะ คนท้องเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า? ข่าวดี คือ ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ผิดกันกับโรค SARS (โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง) ในปี 2003 พบว่าหญิงตั้งครรภ์มีอัตราการเสียชีวิตสูง (ประมาณ 25%) มากกว่าประชากรทั่วไป (ประมาณ 10%) สอดคล้องกับในประเทศจีนที่พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 เหมือนกับในผู้ใหญ่ทั่วไปที่ติดเชื้อ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานจากหญิงตั้งครรภ์มากนัก โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในช่วง1-2 ไตรมาสแรก แม่ท้องควรระวังเรื่องอะไรเป็นพิเศษในช่วงนี้? ในระหว่างตั้งครรภ์ระบบภูมิคุ้มกันของแม่ท้องจะลดลง ทำให้แม่ท้องมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินอาหาร หรือระบบทางเดินหายใจสูง แม่ท้องจึงควรจัดอยู่หนึ่งในกลุ่มเสี่ยง ที่ควรจะต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษโดยเฉพาะในเรื่อง... หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วย (ไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม) ล้างมือให้สะอาด และถูกหลักอนามัยอยู่เสมอ ไม่สัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุก สดใหม่อยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะรับประทานอาหารและของใช้ส่วนตัว ร่วมกับผู้อื่น สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน รักษาระยะห่าง social distancing ในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น ด้วยการอยู่ห่างกัน 1 – 2 เมตร ปรึกษาแพทย์ผู้ฝากครรภ์ รับวิตามินให้เพียงพอ และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น (ถ้าอยู่ในระหว่างไตรมาสที่ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ทุกสัปดาห์ หรือการตั้งครรภ์ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถปรึกษาแพทย์ผู้ฝากครรภ์เพื่อรับวิตามินให้เพียงพอ เลี่ยงการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น) สำหรับแม่ท้องในไตรมาสที่ 3 ควรวางแผนการคลอด การเดินทาง ประเมินสถานการณ์ และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอด บางโรงพยาบาลในสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ จะจำกัดผู้เยี่ยม และผู้เฝ้าหลังคลอด คุณแม่อาจจะต้องวางแผนเรื่องนี้เผื่อเอาไว้ด้วยเช่นกันค่ะ แม่ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากมีอาการป่วยเล็กน้อย ควรพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ถ้ามีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่วิตกกังวลเป็นเกินเหตุ เพราะความเครียดคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คลอดก่อนกำหนดได้เช่นกันค่ะ สำหรับแม่ท้อง และแม่หลังคลอดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ที่มีประวัติการเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย COVID-19 คุณแม่ควรดูแลตัวเองตามหลักกระทรวงสาธารณะสุขดังนี้ค่ะ แยกตนเองออกจากครอบครัว และสังเกตอาการจนครบ 14 วัน งดการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น งดการออกไปในที่ชุมชนสาธารณะโดยไม่จำเป็น และงดการพูดคุย หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในระยะใกล้กว่า 2 เมตร กรณีครบกำหนดนัดฝากครรภ์ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าตนเองอยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง 14 วัน เพื่อพิจารณาเลื่อนการฝากครรภ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ กรณีเจ็บครรภ์คลอด ต้องไปโรงพยาบาลทันที และแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าตนเองอยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง 14 วัน วางแผนการให้นมหลังคลอด สำหรับคุณแม่กลุ่มเสี่ยง กลุ่มปกติ หรือกลุ่มที่ติดเชื้อ ทุกคนสามารถให้นมแม่ได้ เพราะเนื่องจากยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันว่าเชื้อโควิด-19 ติดต่อผ่านทางน้ำนม แต่! ยังคงต้องรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการให้นมแม่โดยตรง หรือการปั๊มนมค่ะ ข้อควรปฎิบัติเมื่อต้องให้นมแม่ สวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการให้นม ปั๊มนม งดการหอม จูบ ทารก อาบน้ำ เช็ดทำความสะอาดเต้านม หัวนมด้วยน้ำ และสบู่ ล้างมือด้วยน้ำสบู่นานอย่างน้อย 20 วินาที อย่างทั่วถึง หลังการปั๊มนมอย่าลืมทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกอย่าง ล้าง นึ่ง อบฆ่าเชื้อ และเก็บในสถานที่ภาชนะที่สะอาด และมิดชิด หมายเหตุ: แต่ถ้าคุณแม่มีอาการป่วยหนักเช่น ไอ หายใจติดขัด หอบเหนื่อยควรหยุดพัก และรับปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงกว่าเดิมได้ สำหรับแม่ท้องถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ก็ยังคงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และวิตามินที่แพทย์สั่ง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้คุณแม่ และลูกน้อยในท้องปลอดภัยตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ค่ะ อ้างอิงเนื้อหา: https://www.anamai.moph.go.th/ewt_news.php?nid=16777&filename=index https://www.npr.org/sections/health-shots/2020/03/22/817801475/pregnant-and-worried-about-coronavirus-how-to-stay-safe-and-make-a-game-plan
สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, ป้องกันโควิด, รับมือโควิด, โควิด19 , แม่ท้องกับโควิด
ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?
img-over-post

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า? "โรค Perfectionism” หรือ “โรคสมบูรณ์แบบ” โรคที่ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ แต่เด็กก็เป็นได้ มาทำความรู้จักโรคนี้กันค่ะ Perfectionism หรือ โรคสมบูรณ์แบบ คือเด็กที่มีลักษณะนิยมความสมบูรณ์แบบ มักจะเป็นเด็กที่เข้มงวดและเคร่งครัดเกินไป ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ทำอะไรอยู่ในกรอบ แม้จะดูเป็นเด็กมีวินัย ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง แต่ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดได้ เมื่อมีอุปสรรคขัดขวาง ลูกจะรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ บางคนแสดงออกมาด้วยความก้าวร้าว สะสมเป็นความเครียดและกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว ลักษณะเด็ก Perfectionist คาดหวังสูงกับตัวเอง หวั่นไหวง่ายมาก เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ พยายามหลีกเลี้ยงสิ่งที่คิดแล้วว่า ทำได้ไม่ดี พยายามปกปิดความรู้สึกตัวเอง พูดน้อย ไม่เข้าสังคม ลังเลไปมา ตัดสินใจไม่ได้ ถ้าทำอะไรแล้วผลลัพธ์ออกมาแย่กว่าที่คิดไว้ อาจมีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง บ่อยๆ สาเหตุ เกิดจากสาเหตุหลักๆ คือ ติดสมองเด็กมาตั้งแต่เกิด และ จากการเลี้ยงดู เช่น ได้รับคำชม “มากเกิน” จากคนรอบตัว พ่อแม่ “เรียกร้อง” จากลูก “มากเกิน” คาดหวังสูงจากลูก จนลูกต้องพยายามไปให้ถึงจุดที่พ่อแม่คาดหวัง พ่อแม่คนใดคนหนึ่งมีลักษณะ perfectionist ต้นแบบอย่างนี้ทำให้เด็กเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่สามารถช่วยปรับลดอาการ Perfectionist ของลูกได้ พ่อและแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน เลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม ส่งเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้าน ให้ลูกรู้จักตัวเอง รู้ว่าถนัดอะไร ชอบอะไร ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในแบบของลูกเอง ไม่ยัดเยียดให้ต้องทำตามที่พ่อแม่ต้องการเท่านั้น ฝึกให้ลูกชนะได้ก็แพ้ได้ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าในทุกเรื่องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะก็ควรชื่นชมผู้แพ้ ในขณะเดียวกัน เมื่อแพ้ก็ควรยินดีกับผู้ชนะ ให้ลูกจะเข้าใจและไม่ยึดติดกับการต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น ลดความคาดหวังลง ทั้งเรื่องการเรียน และกิจกรรมต่างๆ ให้ลูกเดินตามความฝันได้เต็มที่แบบไม่ต้องเครียด อย่าเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกรณีพี่กับน้อง หรือเปรียบเทียบกรณีลูกของเรากับเด็กคนอื่นๆ เพราะเด็กแต่ละคน จะมีความถนัดไม่เหมือนกัน
ปัญหาเด็ก, โรค Perfectionism , นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร
img-over-post

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร อาการภูมิแพ้ในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเลยค่ะ และอาการที่แสดงออกมาก็มีหลายรูปแบบเช่นกัน แต่อาการที่ค่อนข้างชัดเจนและพบบ่อยที่สุดคือ การแพ้อาหาร ซึ่งถ้าลูกเกิดการแพ้อาหาร พ่อแม่จะยิ่งกังวล เพราะกลัวว่าลูกจะเผลอกินอาหารที่แพ้ไปโดยไม่รู้ตัว หรือกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แล้วส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยได้ สาเหตุของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง 1. ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น ถ้าพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้มากกว่าคนอื่นหลายเท่า 2. สิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง แมลงสาบ ควันบุหรี่ รวมถึงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เช่น นมวัว อาหารทะเล ไข่ แป้งสาลี ถั่วลิสง พ่อแม่ไม่ได้แพ้ แต่เด็กก็มีโอกาสแพ้ได้ ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเวลานานหรือตั้งแต่เกิด อาการแสดงของโรคภูมิแพ้ในเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ดังนี้ 1. ผิวหนัง ผิวของลูกจะมีผื่น ผิวแห้ง มีอาการคัน โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแก้ม ผื่นอาจกระจายไปบริเวณอื่นๆ ตามร่างกายได้ด้วย หรือเป็นผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ 2. ระบบทางเดินหายใจ ลูกจะเป็นหวัดบ่อยเรื้อรัง จาม น้ำมูกไหลในตอนเช้า หรือเป็นไซนัสอักเสบ มีอาการไอเฉพาะบางเวลา เช่น วิ่งเล่นแล้วไอ อากาศเปลี่ยนแล้วไอ ไอเวลากลางคืน 3. ระบบทางเดินอาหาร หากลูกแพ้อาหาร ริมฝีปากจะบวม มีผื่นคันรอบปาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ถ่ายเหลว มีมูกเลือดปนในอุจจาระ หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบไปหาคุณหมอ เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องนะคะ จะได้หายขาด และลดปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาด้วยค่ะ การรักษาโรคภูมิแพ้ มี 3 วิธี ด้วยกัน 1. ให้ลูกหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้หรือสงสัยว่าจะแพ้ เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว แป้งสาลี และไรฝุ่น ฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง ควันบุหรี่ เป็นต้น 2. ให้ลูกออกกำลังกายเป็นประจำ และใช้ยารักษาจากคำแนะนำของคุณหมอ 3. ป้องกันลูกจากพันธุกรรม แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราควบคุมสิ่งแวดล้อมและอาหารการกินได้ เช่น เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังอย่ากินอาหารซ้ำๆ ที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายมากเกินไป เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัว ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์จากนม แป้งสาลี และเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว ต้องเน้นให้ลูกได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรก และควรพยายามหลีกเลี่ยงนมวัวให้นานที่สุด ควรรักษาความสะอาดบ้าน ให้ลูกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไร้มีฝุ่น ไร้มลพิษด้วยนะคะ แม้โรคภูมิแพ้จะเป็นโรคที่พบบ่อยมากในเด็ก แต่ปัจจุบันเราได้รู้จักโรคนี้ดีขึ้น ระวังมากขึ้น และมียารักษาที่ดี ทำให้การรักษาโรคดีขึ้น หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องนะคะ DG Smart Tips : หากลูกถึงวัยหย่านมแม่ และต้องเลี่ยงนมวัว นมแพะคือแนวทางที่จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนได้ เพราะมีประโยชน์ดังนี้ 1. แพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคนที่เรียกว่าอะโพไครน์ ( Apocrine) ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ โกรทแฟคเตอร์ และสารอาหารที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท เซลส์สมอง สายตา และการเรียนรู้ของลูก เช่น ดีเอชเอ, เออาร์เอ, โอเมก้า 3 6 9, วิตามินบี 12, ทอรีน, โคลีน, วิตามินเอ จึงช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรงเติบโตสมวัย 2. นมแพะมีโปรตีน ที่ย่อยง่ายและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูงกว่านมวัวถึง 2 เท่า ลูกจึงสบายท้อง ห่างไกลจากอาการท้องอืด และนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายเพื่อการเจริญเติบโต และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. นมแพะ ทำให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่านมวัว เพราะนมแพะมีปริมาณก่อแพ้น้อยกว่านมวัวถึง 23% โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า
ลูกแพ้อาหาร, ภูมิแพ้ในเด็ก, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

5 กิจกรรมผ่อนคลายแบบ New Normal สำหรับแม่ท้อง 
img-over-post

5 กิจกรรมผ่อนคลายแบบ New Normal สำหรับแม่ท้อง 

5 กิจกรรมผ่อนคลายแบบ New Normal สำหรับแม่ท้อง เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายๆ คนมีแนวทางการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่กันมากขึ้น คุณแม่ท้องเองก็เช่นกัน มีภาวะความเสี่ยงโรคติดต่อต่าง ๆ ง่ายมาก ดังนั้นการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ จึงเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยให้คุณแม่หลีกเลี่ยงจากการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะการทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจากความเครียด เมื่อก่อนคุณแม่อาจคลายเครียดด้วยการออกไปเที่ยว ไปดูหนัง นั่งคาเฟ่ ชอปปิง ฯลฯ แม้ตอนนี้จะทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังมีวิธีผ่อนคลายแบบ New Normal ให้คุณแม่ได้ทำอยู่นะคะ 1. เตรียมของต้อนรับลูก ช้อปปิ้งออนไลน์เตรียมของให้เบบี๋ตัวน้อย คือความสุขของมนุษย์แม่ ไม่ต้องออกไปเดินร้อน เสี่ยงฝุ่น เสี่ยงไวรัสให้เหนื่อย ปัจจุบันมีหลายแอพฯ หลายเพจ หรือแม้แต่กลุ่มแม่ลูกให้คุณแม่เลือกช้อปสินค้า เตรียมพร้อม และเลือกได้จุใจเลยค่ะ 2. อ่านหนังสือ ติดตามคลิป และเพจผ่านโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันความบันเทิงจากหน้ากระดาษได้ย้ายมาลงกระดานสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตแล้ว จะเป็นหนังสือ หรือนิตยสารออนไลน์เกี่ยวกับแม่และเด็ก เรียนรู้ เตรียมพร้อมก่อนลูกคลอด หรือในโซเชี่ยลมีเดีย เช่น YouTube, TikTok, Facebook, Twitter จะมีช่องหรือแอคเค้าท์ที่ผลิตคลิปวิดีโอดี ๆ ออกมามากมาย เช่น คลิปเด็กน่ารัก คลิปทำอาหารเด็ก คลิปการเลี้ยงลูก การอาบน้ำเด็กอ่อน วิธีการดูแลเด็ก คลิปรีวิวสินค้าแม่และลูก ฯลฯ เหล่านี้นอกจากช่วยสร้างความบันเทิงให้คุณแม่แล้วยังเป็นการเตรียมพร้อมเมื่อเจ้าตัวเล็กคลอดออกมาอีกด้วยค่ะ 3. DIY ของสำหรับลูกน้อย ใน Pinterest มีไอเดียประดิษฐ์​ของเล่น ของใช้ ไอเดียตกแต่งห้องสำหรับเบบี๋รอคุณแม่เข้าไปดูมากมาย ในช่วงนี้ลองหาไอเดียประดิษฐ์​ของน่ารักๆ ที่สามารถสร้างความทรงจำให้ลูกน้อยเมื่อคลอดออกมาแล้วได้นะคะ เช่น การประดิษฐ์​โมบายเสริมพัฒนาการ หรือถักเสื้อ หมวกใบจิ๋วเป็นพร็อบต้อนรับให้ลูกน้อยหลังคลอด 4. เข้าครัวลองเมนูใหม่ๆ การทำอาหารเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง แม้คุณแม่จะบอกว่าตนเองไม่มีฝีมือในการทำกับข้าว แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องครัวน่ารัก ๆ มากมาย ช่วยทุ่นแรง และกระตุ้นความอยากทำอาหาร มีเพจมากมายที่บอกสูตรวิธีทำช่วยให้คุณแม่ได้ฝึกปรือฝีมือ แถมยังได้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ต่อยอดไปจนเจ้าตัวเล็กถึงวัยที่ทานอาหารเสริมได้ ก็สามารถทำให้ลูกได้ค่ะ 5. โยคะสำหรับแม่ท้อง หรือการออกกำลังกายเบาๆ ในกรณีที่คุณแม่ไม่ได้มีภาวะเสี่ยงใดๆ เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ ครรภ์เป็นพิษ หรือเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การออกกำลังกายเบา ๆ ที่บ้าน เช่น ยืด เหยียดแขนขา เดินช้า ๆ รอบบ้าน หรือโยคะสำหรับแม่ท้อง ฝึกกำหนดลมหายใจ เพื่อช่วยในการคลอด ก็ช่วยคุณแม่ผ่อนคลาย แถมยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงก่อนคลอดอีกด้วยค่ะ นอกจากทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายแล้ว อย่าลืมดูแลร่างกายด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มนมแพะอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว ด้วยนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง และช่วยให้ลูกในท้องมีพัฒนาการที่ดีควบคู่กันไปด้วยค่ะ
กิจกรรมผ่อนคลายของแม่ท้อง, การดูแลครรภ์, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, คู่มือแม่ท้อง, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์
ความพยายาม กุญแจแห่งความสำเร็จ ลูกจะมีได้ต้องเริ่มที่แม่
img-over-post

ความพยายาม กุญแจแห่งความสำเร็จ ลูกจะมีได้ต้องเริ่มที่แม่

ความพยายาม กุญแจแห่งความสำเร็จ ลูกจะมีได้ต้องเริ่มที่แม่ นอกจากปัจจัยด้านการเลี้ยงดูที่ดี โภชนาการ​ที่สมบูรณ์แล้ว คุณแม่ทราบไหมคะว่า อะไร คือ กุญแจสำคัญของความสำเร็จของลูก? ลูกจะประสบความสําเร็จ​ได้ห้ามขาด "ความพยายาม" และความพยายามแรกของลูกต้องเริ่มที่ "แม่" 1.ทำให้เป็นแบบอย่าง คุณแม่สามารถทำสิ่งดีๆ ให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เพื่อลูกน้อยจะได้ค่อยๆ ซึมซับไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ เช่น การรักษากฎกติกา เคารพระเบียบวินัย หรือรู้จักให้เกียรติ ผู้อื่น ฯลฯ 2.สอนให้เป็น ด้วยเรื่องง่ายๆ เช่น การเข้าคิวซื้อของ การนั่งรอ เพื่อฝึกความอดทน และรู้จักการรอคอย ความพยายามง่ายๆ ที่ไม่ใช่การต่อรอง เช่น ใส่รองเท้า ถอดกางเกง ติดกระดุมเสื้อ ฯลฯ 3.เริ่มตั้งแต่เนินๆ คุณแม่เริ่มได้ตั้งแต่ช่วงชีวิตแรกของลูก ลูกต้องการแรงสนับสนุนจากแม่ ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ลูกรู้จักพยายามชันคอ พยายามทรงตัวนั่ง พยายามลุกขึ้น พยายามเกาะยืน เดิน ย่างก้าว และฝึกพูด ล้วนแต่เป็นความพยายามที่จะติดตัวลูกต่อไป 4.ทัศนคติที่ดีจากแม่ ไม่ใช่แค่พฤติกรรมที่ลูกจะซึมซับ แต่ทัศนคติความอดทน และความพยายามลูกก็จะได้จากแม่ด้วยค่ะ สร้างบรรยากาศที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อเป็นพลังใจให้ลูกพร้อมที่จะเรียนรู้ สู่ความพยายาม และความสำเร็จในชีวิตต่อไป นอกจากนี้คุณแม่อย่าลืมพยายามชงนมแพะให้ลูกดื่มอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ เพราะในนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า อะโพไครน์ (apocrine) ซึ่งระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ จะพบในนมแม่และนมแพะเท่านั้น จึงทำให้นมแพะมีความใกล้เคียงนมของคนมากกว่านมผงทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นคุณแม่อุ่นใจได้เลยว่าเลือกนมไม่ผิด และเริ่มขยันชงนมแพะดีจีนมแพะชั้นดีมีอะโพไครน์ให้ลูกดื่มทุกวันกันนะคะ คุณแม่ทราบแบบนี้แล้ว อย่าลืมเสริมสร้างความพยายามให้ลูกรักเห็น และซึมซับนะคะ คุณแม่ คือ บุคคลสำคัญที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตต่อไปได้ค่ะ
การเลี้ยงลูก, การดูแลเด็ก, เทคนิคการเลี้ยงลูก, โภชนาการเด็ก, พัฒนาการเด็ก
“อะโพไครน์” ระบบสร้างน้ำนมแม่ และนมแพะ กุญแจสู่ภูมิคุ้มกันดี พัฒนาการสมวัย
img-over-post

“อะโพไครน์” ระบบสร้างน้ำนมแม่ และนมแพะ กุญแจสู่ภูมิคุ้มกันดี พัฒนาการสมวัย

“อะโพไครน์” ระบบสร้างน้ำนมแม่ และนมแพะ กุญแจสู่ภูมิคุ้มกันดี พัฒนาการสมวัย เพราะอะไรคุณแม่ยุคใหม่ถึงไว้วางใจนมแพะ…? หนึ่งในเหตุผลหลักก็คือ ในนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า อะโพไครน์ ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมเดียวกันกับนมแม่ แล้วคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติจะเหมือนกันหรือไม่? ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์พิเศษกว่าระบบอื่นอย่างไร? พี่แพะสาระดีๆ มาฝากค่ะ อะโพไครน์ คืออะไร “อะโพไครน์” คือระบบการสร้างน้ำนมที่พบในนมแม่ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีสองเต้า เช่น แพะ ความพิเศษของระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ คือ จะมีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนมในปริมาณสูง น้ำนมจึงคงคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติสูง ดีต่อระบบทางเดินอาหาร ย่อยง่าย ก่อให้เกิดการแพ้ที่น้อยกว่า ที่สำคัญ! เสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีเพราะมี “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์” 4 สุดยอดสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติ "ช่วยให้ลูกแข็งแรงพัฒนาการสมวัย ไม่มีป่วยง่าย" องค์การอนามัยโลกสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้รับนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน หรือนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และรับรองว่านมแม่คือแหล่งสุดยอดสารอาหาร เมื่อถึงเวลาต้องให้นมเสริม หรือในคุณแม่ที่มีความจำเป็นไม่สามารถให้นมลูกได้ การเลือกนมสำหรับเด็กจึงควรเลือกนมที่ให้สารอาหารสำคัญ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตทั้งร่างกาย และสมอง อีกทั้งยังควรคงคุณค่าความเป็นธรรมชาติสูงเช่นเดียวกับในนมแม่ ในนมแม่มีสารอาหารสำคัญกว่า 200 ชนิด รวมถึงนมแม่ช่วยกระตุ้น และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กที่ได้รับนมแม่มีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย ในขณะที่นมแพะที่ได้ชื่อว่ามีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ (อะโพไครน์) จะมีสารอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์อะไรบ้าง ลองไปดูกันค่ะ สุดยอดสารอาหารจากธรรมชาติ “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์” ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ร่างกาย ทอรีน ช่วยเสริมสร้างการทำงานของจอประสาทตาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โคลีน ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร โพลิเอมีน ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีอย่างสมวัย โปรตีน ที่ดีย่อย และดูดซึมง่ายช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อการแพ้ที่น้อย โดยสัดส่วนของโปรตีนเคซีนต่อโปรตีนเวย์เป็น 20:80 ทั้งนมแม่และนมแพะ กรดไขมัน โมเลกุลกรดไขมันขนาดเล็กมาก ทำให้ดูดซึมไปใช้ได้ง่าย และไม่สร้างความระคายเคืองต่อลำไส้ อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตส ใยอาหาร 2 ชนิด ที่ช่วยลดอาการท้องผูก ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ร่างกาย นมแม่และนมแพะมีหลายองค์ประกอบทางเคมีที่คล้ายกัน ดังนั้นร่างกายของเราจึงสามารถดูดซึมสารอาหารได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังอ่อนโยนต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วย ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ คือคำตอบ ว่าทำไมคุณแม่ยุคใหม่หลายคนถึงมั่นใจ และไว้ใจเลือกให้สิ่งที่ดีที่สุดอย่างเป็นธรรมชาติให้แก่ลูกรักด้วยการเลือกนมที่มาจากระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ เพราะสามารถคงคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติที่จำเป็นต่อร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันที่ดีให้แก่ร่างกายด้วยภูมิคุ้มกัน ทำให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย พัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
เลือกนมเสริม, อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG