curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

สาระดีดีของแม่และเด็ก

สร้างพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก
img-over-post

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก ขวบปีแรกของลูกถือเป็นโอกาสทองที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมให้เจ้าตัวเล็กมี IQ ที่ก้าวไกล ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยของเล่นใกล้ตัวและกิจกรรมที่แค่เล่นด้วยกันกับลูกก็ได้ผล ดังนี้ค่ะ ของเล่นบล็อกไม้ ฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา : การเล่นต่อบล็อกไม้ ต่อกับลูกน้อย นอกจากจะเชื่อมความสัมพันธ์ของแม่กับลูกในการทำกิจกรรมร่วมกันแล้วยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักคิด แก้ปัญหา ฝึกการยืดหยุ่นความคิด และวางแผน ที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่เล่นได้ไม่เบื่อ เล่นสนุกกันได้ทั้งครอบครัว หนังสือนิทาน กระตุ้นความจำ : หนังสือนิทานเป็นตัวช่วยที่ลงทุกครั้งเดียวแต่ได้ประโยชน์และฝึกทักษะให้ลูกได้ไม่รู้จบค่ะ ซึ่งวัยนี้เริ่มรู้จักการนับจำนวนตัวเลข หรือจำนวนสิ่งของรอบตัวลูกได้ คุณแม่ลองใช้หนังสือนิทานที่มีเรื่องของการนับจำนวนนำมาประยุกต์เล่นได้ทุกที่ แถมเป็นตัวช่วยที่เพิ่มความสนุก ให้ลูกได้ฝึกคิด กระตุ้นความจำได้ดี เล่นจับคู่จากของใกล้ตัว ฝึกความเชื่อมโยง : ของใช้ที่อยู่ใกล้ตัวสามารถนำมาประยุกต์เล่นเกมจับคู่ได้ค่ะ เช่น ตุ๊กตาที่ลูกชอบ ของเล่นชิ้นโปรด หรือของใช้ต่างๆ ที่ลูกคุ้นเคย ซึ่งกิจกรรมนี้ฝึกการช่างสังเกตลักษณะรูปทรงสิ่งของสีสันต่างๆ ฝึกความคิดเชื่อมโยงและแยกแยะความแตกต่างของสิ่งของ นอกจากนี้ยังสามารถฝึกความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวของลูกได้ เพราะกิจกรรมนี้จะสนุกมากขึ้นหากคุณแม่ลองให้ลูกวิ่งหยิบสิ่งของที่เหมือนกันไปวางรวมกัน หรือเพิ่มเงื่อนไขให้ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เล่นบทบาทสมมติ เรียนรู้ทักษะชีวิต : เป็นการเล่นที่แทบไม่ต้องใช้ของเล่นหรืออุปกรณ์มากมายเลยค่ะ แต่ลูกจะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตต่างๆ ผ่านตัวละครและสถานการณ์ที่เขาจำลองขึ้นมา เพราะโลกของเด็กๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ การเล่นบทบาทสมมติของเด็กๆ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีส่วนช่วยฝึกจินตนาการและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างอิสระ ฝึกการคิดแก้ปัญหา การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญเมื่อลูกต้องเข้าสังคมจริงในวัยเรียน เขาก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ดี ขีดเขียนและระบายสี ริเริ่มสร้างสรรค์ : การขีดๆ เขียนๆ หรือระบายสีอย่างอิสระ ไม่มีรูปแบบกำหนด ไม่เพียงเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือของลูก แต่ยังต่อยอดให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกการแยกแยะสีสันที่ต่างกัน เปิดโอกาสให้ลูกใช้จินตนาการสร้างเรื่องราว หรือสีสันในแบบของเขาเอง ซึ่งหากทำสม่ำเสมอ ลูกจะรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ได้เรียนรู้ศักยภาพของตัวเอง และหากคุณแม่ทำกิจกรรมไปกับลูกก็จะได้สังเกตสิ่งที่พฤติกรรมอย่างใกล้ชิดและตอบสนองได้ตรงจุดตรงใจลูกได้มากขึ้น 3 เคล็ดลับ เพิ่มพลัง IQ นอนเพียงพอ ลูกน้อยควรได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสมองของลูกให้ดีขึ้น กินอาหารให้เหมาะสมตามวัย ควรกินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน โดยเฉพาะเมนูอาหารบำรุงสมอง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้อื่นๆ ลูกดื่มนมที่มีประโยชน์สูง เช่น นมแพะ เพราะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีความเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์สูง มีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อย อีกทั้งโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ
การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นเสริมพัฒนาการ, การเล่นของเด็ก, ของเล่นของเด็ก, พัฒนาการเด็ก
กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี)
img-over-post

กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี)

กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี) เด็กวัยแรกเกิด-1 ปีเป็นปีทองของการพัฒนาสมองของลูก และทุกๆ กิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกนั้น ล้วนแต่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของทักษะต่างๆ ในอนาคต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมกิจกรรมให้ที่ช่วยสร้างพัฒนาการให้กับลูกได้ค่ะ วัยแรกเกิด-3 เดือน : เล่นจ๊ะเอ๋ การเล่นจ๊ะเอ๋ พูดกับลูกทุกวัน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หรือยิ้มให้ลูกบ่อยๆ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสายตาและการได้ยินของลูก นอกจากนี้ลูกได้เรียนรู้เรื่องปฏิสัมพันธ์ จดจำคุณพ่อคุณแม่ได้จากเสียงและใบหน้า Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : คุณพ่อคุณแม่อาจจะหาโมบายหรือตุ๊กตาแขวนที่มีเสียงและหมุนได้มาแขวนให้ลูกดู เพื่อฝึกการใช้สายตาในการมองเห็น และกระตุ้นการได้ยินของเขาด้วย หรือจะหาตุ๊กตาหรือผ้านุ่มๆ มาให้เขาได้ใช้มือลองจับสัมผัสอยู่เรื่อยๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือทั้งสองข้าง วัย 4-6 เดือน : เล่นโยกเยก เมื่อลูกคอแข็งก็สามารถพลิกคว่ำได้แล้ว สามารถเคลื่อนไหวและหันคอไปรอบๆ ได้ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจจะอุ้มลูกออกไปชมนกชมไม้ได้ ให้เขาได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ หรือลองหากิจกรรมที่เล่นกันง่ายๆ เช่น เล่นโยกเยกโดยจับน้องวางบนขาแล้วยกขาขึ้นสูงให้เข้าเหมือนลอยขึ้นในอากาศ เขาจะรู้สึกมีอิสระ ได้ใช้สายตามองภาพในมุมที่ต่างออกไป แถมคุณพ่อคุณแม่ยังจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างๆ และได้ยินเสียงหัวเราะร่วนจากเขาด้วยค่ะ Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : ลูกวัยนี้มือเริ่มหยิบจับสิ่งของต่างๆ ได้ ดังนั้นการใช้ของเล่นที่มีเสียงกรุ๋งกริ๋ง ลูกบอลผ้านุ่มๆ หรือของเล่นที่มีสีสันสะดุดตาจะช่วยดึงความสนใจทำให้ลูกพยายามไขว่คว้าหรือคืบเข้าหาสิ่งของนั้น วัย 6 เดือน -1 ปี : เล่นปีนป่าย คลานบนพื้นผิวต่างๆ ในวัยนี้เริ่มคลานและเกาะปีนแล้วค่ะ ทั้งมือ สายตา และการได้ยินจะดีมากขึ้นด้วย นั่นทำให้เขามีความรู้สึกอยากสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้นด้วย อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจคือ พาลูกออกไปเล่นนอกบ้าน เช่น คลานบนสนามหญ้าบ้าง หรือจับพยุงลูกเดินบนผิวต่างๆ เช่น พื้นหญ้า พื้นดิน พื้นทราย รวมถึงมีพื้นที่ให้เขาได้คลานเกาะ บางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองอาจจะนอนลงแล้วให้เขาได้เกาะและปีนป่ายตัวเหมือนเขากำลังปีนภูเขา นอกจากเขาจะสนุกกับการเกาะการปีนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายแล้ว ยังช่วยให้เกิดความใกล้ชิดผูกพันระหว่างกันในครอบครัวด้วย Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : คุณพ่อคุณแม่เตรียมของเล่นใส่กล่องให้เขาได้รื้อค้นได้เลย โดยเฉพาะของเล่นที่มีสัมผัสที่แตกต่างกัน เช่น ของเล่นมีเสียง ตุ๊กตาหรือบอลนุ่มๆ ของเล่นที่เน้นรูปทรงต่างๆ เป็นยาง เป็นผ้า ไม้ หรือพลาสติก เพื่อให้ลูกได้รู้จักผิวสัมผัสของสิ่งของ แต่ต้องระวังของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่เด็กเอาเข้าปากได้ นอกจากกิจกรรมและการเลือกของเล่นที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีตามวัยแล้ว การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ก็สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองเช่นกัน คุณแม่จึงจำเป็นต้องให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน และในช่วงวันแรกเกิด- 1 ปี นมแม่คือนมที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับลูกน้อย แต่หากแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ นมแพะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมได้ เนื่องจากนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับคนตามธรรมชาติ เรียกว่า อะโพไครน์ ทำให้มีสารอาหารที่มีประโยนช์สูง เช่น นิวคลีโอไทด์ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 3, 6, 9 DHA และ ARA ที่ช่วยในการ พัฒนาสมอง ทำให้ลูกรักเติบโต แข็งแรง เฉลียวฉลาดและมีพัฒนาการที่ดีสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นเสริมพัฒนาการ, วิธีเลี้ยงลูก, ของเล่นของเด็ก, พัฒนาการเด็ก
เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี
img-over-post

เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี

เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักกังวลว่าลูกจะติดจอ จนลืมการเล่นที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เพราะหากปล่อยให้ลูกติด หรือจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ทำให้ขาดทักษะในการติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น และไม่รู้จักอดทนรอคอย การหากิจกรรมทดแทนหรือการส่งเสริมที่เหมาะสมตามวัย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ยุคนี้ไม่ควรมองข้าม เคล็ดลับเลือกกิจกรรม+ของเล่นลูกวัย 2-3 ปี เด็กวัย 2-3 ขวบเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ช่างสงสัย และเป็นนักสำรวจ ชอบเลียนแบบพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิด บางครั้งอาจดูเหมือนบ้าพลัง แต่จริงๆ แล้วเป็นพัฒนาการตามวัยของเขา ที่ควรจะได้วิ่งเล่นและเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากกว่าการเล่นแท็บเล็ตหรือนั่งนิ่งเป็นเด็กติดจอ และนี่คือเคล็ดลับช่วยให้คุณแม่หากิจกรรมหรือของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย รวมถึงสร้างจูงใจให้ลูกรู้สึกสนุกและสามารถจดจ่อกับสิ่งที่เล่นได้นานค่ะ เล่นบทบาทสมมติ+ของเล่นเสริมจินตนาการ : ช่วงวัย 2-3 ขวบ เป็นเวลาของการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกการคิด และจินตนาการ ของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ คือการวาดรูป ปั้นแป้ง ปั้นดินเหนียว ต่อตัวต่อ เล่นตุ๊กตา หรือเล่นของเล่นทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้จินตนาการ รวมถึงฝึกให้ลูกเรียนรู้ทักษะด้านสังคมรวมและการสื่อสารกับผู้อื่น เช่น หุ่นมือ บ้านตุ๊กตา บทบาทสมมติ กะบะทราย ของเล่นที่เลียนแบบธรรมชาติ ของใช้ในบ้านจำลองผลไม้ที่ทำจากพลาสติก สัตว์ที่ทำจากยาง เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้รวมทั้งยังช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของเด็กได้ด้วย เสริมด้วยสารอาหารจำเป็น พัฒนากล้ามเนื้อและสมอง : นอกจากการเล่นของเล่นตามวัยแล้ว เด็กวัย 2-3 ปีต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองด้วย นอกจากนี้การเสริมด้วยนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ และมีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่าย ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งในนมแพะยังมีโอเมกา 3, โอเมกา 6 และโอเมกา 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยในการพัฒนาสมอง เครือข่ายใยสมอง ช่วยในเรื่องความคิด ความจำ และบำรุงสายตาของเด็กๆ ทำให้เด็กๆมีการพัฒนาการที่ดี เจริญเติบโตสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
พัฒนาการด้านสมอง, การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นของเด็ก, การเล่นเสริมทักษะ, พัฒนาการเด็ก

โภชนาการและสารอาหารเพื่อลูกรัก

ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัว แตกต่างกันอย่างไร
img-over-post

ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัว แตกต่างกันอย่างไร

ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัว แตกต่างกันอย่างไร น้ำนมที่มีสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ เริ่มต้นจากระบบการสร้างที่ดี ซึ่งน้ำนมแม่ น้ำนมแพะ และน้ำนมวัว มีระบบการสร้างที่แตกต่างกัน หรือเหมือนกันอย่างไร เราจะพามารู้จักเลยกันค่ะ นมแม่ นมแม่ มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine Secretion) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างน้ำนมแบบหนึ่ง ที่ให้สารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง กระบวนการแบบอะโพไครน์นี้จะทำให้มีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับนมในปริมาณสูง เรียกกันว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์” ซึ่งเป็นสารอาหารธรรมชาติที่ดีกับร่างกายของลูกน้อย นมแพะ นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมเช่นเดียวกับนมแม่ คือ แบบอะโพไครน์ ซึ่งทำให้ในน้ำนมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติที่ เรียกกันว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์” ที่ได้จากเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนม ที่มีส่วนประกอบสำคัญ 4 ชนิดด้วยกัน คือ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โคลีน โพลิเอมีน นมวัว ระบบการสร้างน้ำนมของวัวเป็นแบบเมโรไคน์ (Merocrine Secretion) ซึ่งในกระบวนสร้างน้ำนมแบบเมโรไคน์นั้น จะปล่อยน้ำนมออกจากเซลล์โดยที่เยื่อหุ้มเซลล์ไม่หลุดออกมาด้วย ทำให้ไม่ได้รับสารอาหารจากธรรมชาติเช่นเดียวกับในนมแม่ หรือนมแพะที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ คุณแม่รู้ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัวแล้วใช่ไหมคะ สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาในการให้นมลูก หรือต้องการเสริมอาหารอย่างอื่นให้ลูก เพื่อให้ลูกมีภูมิคุ้มกันที่ดี นมแพะ ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจให้ลูกดื่มนะคะ เพราะนมแพะก็มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์เช่นเดียวกับคน
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, ภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG
นมแพะและนมวัว ดีแตกต่างกันอย่างไร นมประเภทไหนเหมาะกับลูกน้อย
img-over-post

นมแพะและนมวัว ดีแตกต่างกันอย่างไร นมประเภทไหนเหมาะกับลูกน้อย

นมแพะและนมวัว ดีแตกต่างกันอย่างไร นมประเภทไหนเหมาะกับลูกน้อย ก่อนจะเลือกนมให้ลูกดื่ม มีคุณแม่หลายคนสงสัยว่านมแพะกับนมวัว มีสารอาหารแตกต่างกันอย่างไร และมีระบบการสร้างน้ำนมอย่างแบบไหน เราจะพามาดูกันค่ะ เพื่อให้คุณแม่ได้ทราบข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกนมที่เหมาะกับลูก นมแพะ นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมเช่นเดียวกับคน คือ “อะโพไครน์” ซึ่งทำให้ในน้ำนมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติที่ เรียกกันว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ ที่ได้จากเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนม ที่มีส่วนประกอบสำคัญ 4 ชนิดด้วยกัน คือ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โคลีน โพลิเอมีน ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต ให้ลูกแข็งแรง พัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ ปริมาณสารอาหารในนมแพะ สูตร DG3 Advance Gold นมแพะ 65% มอลโตเด็กซ์ตริน 23% ฟรุคโตส 8.6% ใยอาหาร (อินูลินและโอลิโกฟรุคโตส) 4.2% แร่ธาตุรวม 0.6% น้ำมันปลาเอ็นแคปซูเลทที่ให้กรดดีเอชเอ 0.4% วิตามินรวม 0.1% นมแพะ สูตร DG3 Advance Gold ชง 1 แก้ว จะได้รับสารอาหารประกอบด้วย โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 โอเมก้า 9 กรดคอนจูเกต ไลโนเลอิก ดีเอชเอ เออาร์เอ โคลีน ทอรีน แอล-คาร์นิทีน ใยอาหาร (อินนูลินและโอลิโกฟรุคโตส) ปริมาณสารอาหารในนมแพะ สูตร DG3 Advance Gold เพียงพอต่อร่างกาย ที่เด็ก ๆ ควรได้รับในแต่ละวัน ช่วยให้ลูกน้อยเติบโตแข็งแรงสมวัยได้ นมวัว ระบบการสร้างน้ำนมของวัวเป็นแบบเมโรไคน์ (Merocrine Secretion) ซึ่งในกระบวนสร้างน้ำนมแบบเมโรไคน์นั้น จะปล่อยน้ำนมออกจากเซลล์โดยที่เยื่อหุ้มเซลล์ไม่หลุดออกมาด้วย ทำให้ไม่ได้รับสารอาหารจากธรรมชาติเช่นเดียวกับในนมแม่ หรือนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ นมวัวสดไม่ได้แยกไขมันออก 1 แก้ว มีโปรตีนประมาณ 8 กรัม ไขมันประมาณ 8 กรัม รวมพลังงานประมาณ 146 แคลอรี่ และยังประกอบไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ดังนี้ (www.pobpad.com) แคลเซียม ประมาณ 28 % ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน วิตามินบี 2 ประมาณ 26% ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน วิตามินดี ประมาณ 24 % ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน ฟอสฟอรัส ประมาณ 22% ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน วิตามินบี 12 ประมาณ 18 % ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน ซีลีเนียม ประมาณ 13% ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน โพแทสเซียม ประมาณ 10 % ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน ทั้งนี้ ปริมาณของสารอาหารในนมวัวนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดู อาหารที่วัวกิน และสารเติมแต่งในนมวัวด้วย เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสิ่งที่ดีที่สุด คุณแม่ควรเลือกนมที่เหมาะสมกับร่างกายของลูก ที่มีสารอาหารครบถ้วน และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ลูกแข็งแรง มีพัฒนาการสมวัย
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, นมแพะ ดีจี, ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
6 เหตุผลดีต่อใจ ทำไมคุณแม่ยุคใหม่เลือกนมแพะให้ลูกดื่ม
img-over-post

6 เหตุผลดีต่อใจ ทำไมคุณแม่ยุคใหม่เลือกนมแพะให้ลูกดื่ม

6 เหตุผลดีต่อใจ ทำไมคุณแม่ยุคใหม่เลือกนมแพะให้ลูกดื่ม นมแพะ กำลังเป็นที่นิยมที่คุณแม่ส่วนใหญ่เลือกให้ลูกน้อยดื่ม เพราะมีสารอาหารที่สมองและร่างกายเด็ก ๆ ควรได้รับ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้สมวัย รวมถึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อดีอีกมากมายที่มัดใจคุณแม่อยู่หมัด จะมีข้อดีอะไรอีกบ้าง ไปดูกันเลย 1. นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน เรียกว่า “อะโพไครน์” ซึ่งแตกต่างจากนมทั่วไป จึงทำให้นมแม่และนมแพะ มีสารอาหารจากธรรมชาติที่หลุดออกมาพร้อมกับน้ำนมในปริมาณสูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ทำให้ลูกแข็งแรง พัฒนาการดีสมวัย 2. โอกาสแพ้น้อยกว่าถึง 3 เท่า นมแพะ มีโปรตีนก่อแพ้น้อยกว่านมวัวถึง 23% ทำให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่านมวัว และยังมีแลคโตส (น้ำตาลในนม) น้อยกว่าด้วย 3. ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ นมแพะ ดื่มแล้วสบายท้อง ย่อยง่าย ไม่ทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เพราะมีปริมาณเบต้าเคซีนสูง ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยในการย่อยและมีโปรตีนชนิดที่ย่อยยากน้อยกว่านมวัวถึง 8 เท่า (เป็นสัดส่วนเคซีนที่ใกล้เคียงกับนมคน) เมื่อดื่มนมแพะเข้าไปร่างกายจะย่อยและดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้รวดเร็วกว่า 4. บำรุงสมองและสายตา นมแพะ ช่วยพัฒนาสมองและสายตาได้ดี เพราะในนมแพะมี DHA ARA ซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญต่อระบบส่วนกลาง มีโอเมก้า 3 และ 6 ที่ช่วยพัฒนาเซลล์สมองได้เป็นอย่างดี มีวิตามินเอ, วิตามินบี 12, ทอรีนและโคลีน ที่ช่วยในการเรียนรู้และจดจำ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสายตาได้ดี 5. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย นมแพะ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้ดี โดยมีวิตามิน บี 6 ช่วยเซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และมีวิตามินดีสูงกว่านมวัว ทำให้ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันได้ดี และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเกิดภูมิแพ้ในร่างกายได้ 6. ซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ นมแพะ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย เพราะในนมแพะมีปริมาณโปรตีนสูง และเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย เมื่อดื่มเข้าไปร่างกายสามารถย่อยและนำไปใช้ได้ทันที รู้ข้อดีของนมแพะแล้ว แต่อย่างไรก็ดี คุณแม่ควรเลือกนมที่เหมาะกับร่างกายของลูกน้อย เพื่อประโยชน์สูงสุดที่ลูกจะได้รับ
นมสำหรับเด็ก, ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG

โรคภัยและสุขภาพที่ดีของหนูน้อย

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?
img-over-post

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า? "โรค Perfectionism” หรือ “โรคสมบูรณ์แบบ” โรคที่ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ แต่เด็กก็เป็นได้ มาทำความรู้จักโรคนี้กันค่ะ Perfectionism หรือ โรคสมบูรณ์แบบ คือเด็กที่มีลักษณะนิยมความสมบูรณ์แบบ มักจะเป็นเด็กที่เข้มงวดและเคร่งครัดเกินไป ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ทำอะไรอยู่ในกรอบ แม้จะดูเป็นเด็กมีวินัย ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง แต่ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดได้ เมื่อมีอุปสรรคขัดขวาง ลูกจะรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ บางคนแสดงออกมาด้วยความก้าวร้าว สะสมเป็นความเครียดและกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว ลักษณะเด็ก Perfectionist คาดหวังสูงกับตัวเอง หวั่นไหวง่ายมาก เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ พยายามหลีกเลี้ยงสิ่งที่คิดแล้วว่า ทำได้ไม่ดี พยายามปกปิดความรู้สึกตัวเอง พูดน้อย ไม่เข้าสังคม ลังเลไปมา ตัดสินใจไม่ได้ ถ้าทำอะไรแล้วผลลัพธ์ออกมาแย่กว่าที่คิดไว้ อาจมีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง บ่อยๆ สาเหตุ เกิดจากสาเหตุหลักๆ คือ ติดสมองเด็กมาตั้งแต่เกิด และ จากการเลี้ยงดู เช่น ได้รับคำชม “มากเกิน” จากคนรอบตัว พ่อแม่ “เรียกร้อง” จากลูก “มากเกิน” คาดหวังสูงจากลูก จนลูกต้องพยายามไปให้ถึงจุดที่พ่อแม่คาดหวัง พ่อแม่คนใดคนหนึ่งมีลักษณะ perfectionist ต้นแบบอย่างนี้ทำให้เด็กเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่สามารถช่วยปรับลดอาการ Perfectionist ของลูกได้ พ่อและแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน เลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม ส่งเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้าน ให้ลูกรู้จักตัวเอง รู้ว่าถนัดอะไร ชอบอะไร ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในแบบของลูกเอง ไม่ยัดเยียดให้ต้องทำตามที่พ่อแม่ต้องการเท่านั้น ฝึกให้ลูกชนะได้ก็แพ้ได้ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าในทุกเรื่องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะก็ควรชื่นชมผู้แพ้ ในขณะเดียวกัน เมื่อแพ้ก็ควรยินดีกับผู้ชนะ ให้ลูกจะเข้าใจและไม่ยึดติดกับการต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น ลดความคาดหวังลง ทั้งเรื่องการเรียน และกิจกรรมต่างๆ ให้ลูกเดินตามความฝันได้เต็มที่แบบไม่ต้องเครียด อย่าเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกรณีพี่กับน้อง หรือเปรียบเทียบกรณีลูกของเรากับเด็กคนอื่นๆ เพราะเด็กแต่ละคน จะมีความถนัดไม่เหมือนกัน
ปัญหาเด็ก, โรค Perfectionism , นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร
img-over-post

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร อาการภูมิแพ้ในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเลยค่ะ และอาการที่แสดงออกมาก็มีหลายรูปแบบเช่นกัน แต่อาการที่ค่อนข้างชัดเจนและพบบ่อยที่สุดคือ การแพ้อาหาร ซึ่งถ้าลูกเกิดการแพ้อาหาร พ่อแม่จะยิ่งกังวล เพราะกลัวว่าลูกจะเผลอกินอาหารที่แพ้ไปโดยไม่รู้ตัว หรือกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แล้วส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยได้ สาเหตุของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง 1. ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น ถ้าพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้มากกว่าคนอื่นหลายเท่า 2. สิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง แมลงสาบ ควันบุหรี่ รวมถึงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เช่น นมวัว อาหารทะเล ไข่ แป้งสาลี ถั่วลิสง พ่อแม่ไม่ได้แพ้ แต่เด็กก็มีโอกาสแพ้ได้ ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเวลานานหรือตั้งแต่เกิด อาการแสดงของโรคภูมิแพ้ในเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ดังนี้ 1. ผิวหนัง ผิวของลูกจะมีผื่น ผิวแห้ง มีอาการคัน โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแก้ม ผื่นอาจกระจายไปบริเวณอื่นๆ ตามร่างกายได้ด้วย หรือเป็นผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ 2. ระบบทางเดินหายใจ ลูกจะเป็นหวัดบ่อยเรื้อรัง จาม น้ำมูกไหลในตอนเช้า หรือเป็นไซนัสอักเสบ มีอาการไอเฉพาะบางเวลา เช่น วิ่งเล่นแล้วไอ อากาศเปลี่ยนแล้วไอ ไอเวลากลางคืน 3. ระบบทางเดินอาหาร หากลูกแพ้อาหาร ริมฝีปากจะบวม มีผื่นคันรอบปาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ถ่ายเหลว มีมูกเลือดปนในอุจจาระ หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบไปหาคุณหมอ เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องนะคะ จะได้หายขาด และลดปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาด้วยค่ะ การรักษาโรคภูมิแพ้ มี 3 วิธี ด้วยกัน 1. ให้ลูกหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้หรือสงสัยว่าจะแพ้ เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว แป้งสาลี และไรฝุ่น ฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง ควันบุหรี่ เป็นต้น 2. ให้ลูกออกกำลังกายเป็นประจำ และใช้ยารักษาจากคำแนะนำของคุณหมอ 3. ป้องกันลูกจากพันธุกรรม แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราควบคุมสิ่งแวดล้อมและอาหารการกินได้ เช่น เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังอย่ากินอาหารซ้ำๆ ที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายมากเกินไป เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัว ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์จากนม แป้งสาลี และเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว ต้องเน้นให้ลูกได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรก และควรพยายามหลีกเลี่ยงนมวัวให้นานที่สุด ควรรักษาความสะอาดบ้าน ให้ลูกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไร้มีฝุ่น ไร้มลพิษด้วยนะคะ แม้โรคภูมิแพ้จะเป็นโรคที่พบบ่อยมากในเด็ก แต่ปัจจุบันเราได้รู้จักโรคนี้ดีขึ้น ระวังมากขึ้น และมียารักษาที่ดี ทำให้การรักษาโรคดีขึ้น หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องนะคะ DG Smart Tips : หากลูกถึงวัยหย่านมแม่ และต้องเลี่ยงนมวัว นมแพะคือแนวทางที่จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนได้ เพราะมีประโยชน์ดังนี้ 1. แพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคนที่เรียกว่าอะโพไครน์ ( Apocrine) ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ โกรทแฟคเตอร์ และสารอาหารที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท เซลส์สมอง สายตา และการเรียนรู้ของลูก เช่น ดีเอชเอ, เออาร์เอ, โอเมก้า 3 6 9, วิตามินบี 12, ทอรีน, โคลีน, วิตามินเอ จึงช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรงเติบโตสมวัย 2. นมแพะมีโปรตีน ที่ย่อยง่ายและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูงกว่านมวัวถึง 2 เท่า ลูกจึงสบายท้อง ห่างไกลจากอาการท้องอืด และนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายเพื่อการเจริญเติบโต และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. นมแพะ ทำให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่านมวัว เพราะนมแพะมีปริมาณก่อแพ้น้อยกว่านมวัวถึง 23% โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า
ลูกแพ้อาหาร, ภูมิแพ้ในเด็ก, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว
img-over-post

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว หน้าหนาวแบบนี้ผิวลูกแม่ต้องได้รับการดูแลนะคะ แต่จะดูแลผิวที่บอบบางยังไงให้ได้ผล สุขภาพดีทุกฤดู 5 เทคนิคนี้เอาอยู่ค่ะ 1. อาบน้ำอุณหภูมิที่พอเหมาะ คุณแม่สามารถอาบน้ำอุ่นให้ลูกได้ แต่ไม่ควรให้น้ำมีอุณหภูมิสูงเกินไปเพราะจะทำให้ผิวลูกแห้งมากขึ้น 2. ทาโลชั่นหรือเบบี้ออยส์หลังอาบน้ำ โดยทาหลังอาบน้ำทันทีตอนที่ผิวยังมีความชื้นอยู่ โดยบีบใส่ฝามือก่อนทาลงบนผิวลูกเพื่อป้องกันการเกิดผื่นจากต่อมผิวหนังอุดตันจากโลชั่นที่มีปริมาณมากเกินไป 3. เลือกเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด เพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็นมากระทบผิวลูก ควรเป็นเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เนื้อผ้านุ่มใส่สบาย เช่น ผ้าฝ้ายหรือผ้าสำลีเนื้อนุ่ม ที่ให้ความอบอุ่น ไม่เสียดสีกับผิวลูก และไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง 4. จิบน้ำอุ่น ในช่วงฤดูหนาวให้จิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวลูก 5. หมั่นตัดเล็บลูกให้สั้น เพราะอากาศเย็น ผิวแห้ง จะทำให้ลูกเกิดอาการคันได้ง่าย การตัดเล็บให้สั้นจะป้องกันไม่ให้ลูกเกาตัวเองจนถลอกเป็นแผล ไม่ยากใช่ไหมคะ เพียง 5 ข้อเท่านั้นผิวสวยๆ จะอยู่คู่ลูกแม่ตลอดกาล ใครเห็นเป็นต้องทักแน่นอน และอย่าลืมแชร์เคล็ดลับดีๆ แบบนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อลูกๆ จะได้มีสุขภาพผิวที่ดีน่ามองน่ากอดนะคะ
การป้องกัน, โรคยอดฮิตฤดูหนาว, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG

สาระดีดี อื่นๆ

รู้ไหม! ภูมิคุ้มกันเสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกจากน้ำนมหยดแรกของแม่
img-over-post

รู้ไหม! ภูมิคุ้มกันเสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกจากน้ำนมหยดแรกของแม่

รู้ไหม! ภูมิคุ้มกันเสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกจากน้ำนมหยดแรกของแม่ คุณแม่รู้ไหมคะ ว่าลูกน้อยมีภูมิคุ้มกันติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด ภูมิคุ้มที่ว่าก็มาจากการที่คุณแม่ให้ลูกน้อยกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดนั่นเอง เพราะในน้ำนมหยดแรกหรือน้ำนมเหลือง (โคลอสตรัม) จะมีสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายลูก นมแม่ มีระบบการสร้างน้ำนมอย่างไร นมแม่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine Secretion) ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมที่จะทำให้มีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับนมในปริมาณสูง เรียกว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)” ซึ่งเป็นสารอาหารธรรมชาติที่ดีกับร่างกายและสมองของลูกน้อย ได้แก่ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วย นมแม่ สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกได้อย่างไร นมแม่จะสร้างแอนติบอดี (Antibody) มาต่อต้านอาการเจ็บป่วยทั่วไปให้ลูกน้อยได้ อย่างเช่น ไข้หวัด การติดเชื้อจากแบคทีเรีย ไปจนถึงการป้องกันการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ (RSV) โรคงูสวัด ภูมิคุ้มกันเหล่านี้มาจากการที่แม่เคยเป็นโรคเหล่านี้มาก่อน และมีภูมิคุ้มกันโรคแล้ว แอนติบอดีก็จะส่งผ่านไปยังลูกน้อยผ่านทางน้ำนมแม่ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถช่วยป้องกันโรคที่จะเกิดกับลูกได้ 100% แต่ก็ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเหล่านี้กับลูกได้ นอกจากนี้นมแม่ยังช่วยลดการเกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กได้ รวมไปถึงโรคร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไหลตายในเด็กทารก (SIDS) เป็นต้น นมแม่หยดแรกเหมือนวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก และถือเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก องค์การอนามัยโลกแนะนำให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว อย่างน้อย 6 เดือนนะคะ
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, ภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG
ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ภัยร้ายที่มองไม่เห็น
img-over-post

ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ภัยร้ายที่มองไม่เห็น ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ที่สูดดมเข้าไปนะคะ เมื่อพบว่าค่าฝุ่นละอองเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้นจนมีอันตรายต่อสุขภาพ จำเป็นที่จะต้องป้องกันด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง และงดกิจกรรมที่อยู่กลางแจ้งค่ะ 4 สารเคมีอันตรายที่แฝงอยู่ในฝุ่นพิษ PM2.5 P-A-Hs เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของท่อไอเสียรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไปจนถึงควันบุหรี่ เจ้าสารพิษตัวนี้เป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ปรอท เกิดจากการเผาไหม้ของน้ำมันและถ่านหิน ระเหยเป็นไอ สารจะตกค้างยาวนานและฟุ้งกระจายได้ไกล ความรุนแรงของปรอทจะเข้าไปทำลายระบบประสาท ส่งผลให้เป็นอัมพาต มะเร็ง ไปจนถึงความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ สารหนู เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยาฆ่าแมลง ส่งผลให้เกิดโรคผิวหนัง มึนชา อยากอาเจียน และมีผลต่อระบบประสาท แคดเมียม เป็นโลหะหนักที่เกิดจากการทำอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เหมืองแร่สังกะสี สารเคมีตัวนี้จะเข้าไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ปอด ทางเดินอาหาร หรือกระดูก เลือกหน้ากากอนามัยให้ถูกต้อง ช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ หน้ากากอนามัยชนิด N95 หน้ากากอนามัยชนิด N95 มีความสามารถในการกรองฝุ่นละอองขนาด 0.1-0.3 ไมครอน ได้ 95% เป็นอย่างน้อย มีน้ำหนักเบา สวมใส่ง่าย มี 2 แบบคือ ชนิดมีวาล์วเปิด-ปิด เพื่อให้สะดวกในการหายใจ กับชนิดที่ไม่มีวาล์วปิด ชนิดนี้จะหายใจลำบากกว่าแต่จะมีราคาที่ถูกกว่า หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น (หน้ากากอนามัยปกติ) หากหน้ากากชนิด N95 ขาดตลาด สามารถสวมทับกัน 2 ชั้น แล้วใช้แม็กเย็บด้านข้างทั้ง 2 ข้างเพื่อกันเผยอ หรือซ้อนด้วยทิชชู่ 2 ชั้นด้านใน โดยกดขดลวดให้แนบกับใบหน้าแล้วดึงส่วนล่างของหน้ากากให้คลุมถึงใต้คาง ก็สามารถใช้ทดแทนหน้ากากอนามัยชนิด N95 ได้เช่นกัน แม้จะมีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองไม่เทียบเท่ากับหน้ากากอนามัยชนิด N95 แต่ก็ดีกว่าที่ไม่มีอะไรป้องกันเลย สิ่งสำคัญคือการใส่หน้าการอนามัยให้กระชับ ครอบจมูกและปาก และควรล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ หากเป็นหน้ากากอนามัยชนิด N95 สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ไม่เกิน 3 ครั้ง แต่หากมีฝุ่นละอองที่หนาเกินไป หรือมีรอยฉีกขาด ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ แต่สำหรับหน้ากากอนามัยปกติไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำเลยเพราะจะเป็นการสะสมของเชื้อโรคค่ะ ขอบคุณข้อมูล : Themomentum.co rakluke.com mgronline.com
หน้ากาก N95 , ป้องกัน PM 2.5 , อันตราย PM 2.5 , ฝุ่น PM 2.5 , ฝุ่นละออง
ทำอย่างไร เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอ ติดจมูกลูก
img-over-post

ทำอย่างไร เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอ ติดจมูกลูก

ทำอย่างไร เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอ ติดจมูกลูก เด็กเล็กๆ มักหยิบฉวยสิ่งของต่างๆ ใส่ปาก ใส่จมูก โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอันตรายกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นของเล่นชิ้นเล็กๆ กระดุม เหรียญ แบตเตอรี่ หรือแม้แต่อาหารที่ลูกรับประทาน หากเป็นการเอาเข้าปาก อาจทำให้เกิดการสำลัก สิ่งของเหล่านี้อาจไปติดอยู่ที่คอ อุดกลั้นหลอดลม หรือหากนำยัดเข้าไปในรูจมูก ก็จะทำให้หายใจไม่สะดวก ติดขัดได้ เพื่อไม่ให้ลูกคุณแม่ได้รับอันตราย นี่คือสัญญาณเตือนและวิธีป้องกันที่คุณแม่ต้องจำให้แม่น สัญญาณเตือน!! เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอุดจมูกลูก น้ำมูกไหลออกจากจมูกข้างเดียว น้ำมูกมีกลิ่น เป็นหวัดเรื้อรัง มีเสมหะไหลลงคอ ไอบ่อย ปวดจมูกข้างเดียว หายใจทางปากเหมือนคัดจมูกตลอดเวลา ลูกแคะ หรือเอามือแหย่จมูกอยู่เรื่อยๆ วิธีดูแล เมื่อคุณแม่พบว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในจมูกลูก ห้ามคีบ หรือดึงออกด้วยตนเอง ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะสิ่งแปลกปลอมอาจหลุดเข้าไปลึกมากขึ้น หรืออาจตกจากโพรงจมูกเข้าไปในหลอดลมได้ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายทำให้หายใจไม่ออกและอาจอันตรายถึงชีวิต สัญญาณเตือน!! เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอลูก มีอาการสำลัก ไอรุนแรง พูดไม่มีเสียง พูดลำบาก หายใจเร็ว หรือหายใจเสียงดัง มีอาการแปลกๆ ดูเจ็บปวดหรือหายใจไม่ออก วิธีดูแล ให้ลูกอ้าปากกว้าง แล้วลองส่องดูในปากและลำคอ เพราะบางทีเป็นวัตถุที่เหนียวหรือขนาดใหญ่อาจยังคาในช่องปากส่วนบน จะสามารถล้วงเอาออกมาได้ แต่หากมองไม่เห็นห้ามใช้มือล้วงควานหา เพราะบางครั้งอาจเป็นการดันให้สิ่งแปลกปลอมลงไปลึกกว่าเดิม หากคุณแม่ให้ลูกอ้าปากแล้วยังไม่เจอ และลูกยังมีสติ ให้ลูกนอนคว่ำลงบนท้องแขนคุณแม่ โดยใช้ฝ่ามืออีกข้างเคาะที่หลัง ระหว่างกระดูกสะบักทั้งสองข้างประมาณ 5 ครั้งติดต่อกัน แล้วตรวจดูในปากว่าสิ่งแปลกปลอมออกมาหรือยัง หากยังและน้องเริ่มไม่มีสติให้เรียกรถพยาบาล หรือรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะ วิธีป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายลูก สำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว เก็บอาหารหรือสิ่งของชิ้นเล็กๆให้ห่างไกลลูก เพื่อหลีกเลี่ยงการที่เด็กจะหยิบใส่ปาก ใส่จมูกโดยที่เราไม่ทันสังเกต อาหารที่มีลักษณะเหนียวๆ ชิ้นเล็ก มีลักษณะแข็ง หรือเป็นก้อนกลม เช่น เยลลี่ ลูกชิ้น ข้าวโพด หรือปลาที่มีก้าง ต้องระมัดระวังให้มาก ควรตัดให้พอดีคำ เอาเม็ด เอากระดูกหรือเอาก้างออกให้หมด พ่อแม่ควรสอนให้ลูกทราบว่าไม่ควรจะเอาสิ่งต่างๆ ใส่เข้าไปในจมูก อาจจะเป็นการพูดพร้อมแสดงท่าทางประกอบวเพื่อให้ลูกจดจำ ว่าจะเอาสิ่งนี้เข้าไปในจมูกไม่ได้นะ ถ้าเอาเข้าไปลูกจะเจ็บ และควรสอนให้ลูกเคี้ยวอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด ไม่พูดหรือหัวเราะ รวมทั้งวิ่งเล่นเวลารับประทานอาหาร เพื่อป้องกันการสำลัก เพราะเป็นธรรมชาติของเด็กในวัยกำลังเรียนรู้ สำหรับลูกสิ่งรอบตัวคือสิ่งใหม่ เขาจึงอยากสำรวจ อยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยไม่รู้ว่าการกระทำนั้นๆอาจเป็นอันตราย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลอย่างใกล้ชิด เตรียมวิธีการรับมือให้พร้อม เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นค่ะ
ช่วยลูกอาหารติดคอ, สิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก, สิ่งแปลกปลอมติดคอ, ลูกสำลัก, อาหารติดคอ