curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

บทความอัพเดทล่าสุด

9 วิธีกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ ให้แข็งแรง อารมณ์ดีตั้งแต่ในท้อง
img-over-post

9 วิธีกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ ให้แข็งแรง อารมณ์ดีตั้งแต่ในท้อง

9 วิธีกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ ให้แข็งแรง อารมณ์ดีตั้งแต่ในท้อง อยากให้ลูกเกิดมาแข็งแรงดี สมองดี อารมณ์ดี ต้องสร้างต้นทุนให้ลูกตั้งแต่ตั้งครรภ์ค่ะ โดยการกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยนั้นคุณแม่สามารถทำได้หลายวิธีเลยค่ะ 1. พูดคุยกับลูกทุกวัน คุยกับลูกในท้องทุกวัน ช่วยให้ลูกเป็นเด็กอารมณ์ดีหลังคลอดได้ค่ะ เพราะเสียงของพ่อแม่ในโทนที่อารมณ์ดี สดใส นุ่มนวลและอ่อนโดย จะกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดี เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอดนั่นเอง 2. นวดเบาๆ สร้างความผ่อนคลาย การนวดนอกจากช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายแล้ว ยังส่งผลให้ลูกในท้องรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย และอารมณ์ดีอีกด้วยค่ะ แต่ต้องระวังจุดสำคัญอย่างเท้า หรือเส้นประสาทนะคะ และไม่ควรลงน้ำหนักมือขณะนวดมากเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายกับคุณแม่ได้ 3. ฟังเพลง ไม่ต้องเปิดเพลงโมสาร์ทหรือลันลาบายกล่อมลูกหรอกค่ะ แค่เป็นเสียงร้องของคุณพ่อคุณแม่ หรือเปิดเพลงที่คุณแม่ชอบ ในระดับเสียงที่ไม่ดังเกินไปก็ใช้ได้แล้ว เพราะเสียงเพลงจะกระตุ้นให้เครือข่ายใยประสาทในสมองของลูกทำงานได้ดีขึ้น เมื่อคลอดออกมาสมองของลูกก็จะมีการพัฒนาลำดับความคิด เกิดการจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี มีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็วขึ้น 4. รักษาอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ อารมณ์ของแม่ท้องมีผลต่อลูกค่ะ โดยแม่ท้องที่อารมณ์ดีอยู่เสมอจะสามารถส่งผ่านสารแห่งความสุขไปสู่ลูก หรือที่เรียกว่าสาร Endorphins ผ่านทางสายสะดือ ทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีทั้งอารมณ์ และสมอง 5. เล่นกับลูกทุกวัน ช่วงที่คุณแม่อายุครรภ์มากขึ้น เริ่มรู้สึกถึงการดิ้น ลองเอานิ้วจิ้มไปเบาๆ บนพุงคุณกระตุ้นให้ลูกเตะ หรือเปิดไฟฉายส่องท้องคุณแม่ ก็ทำให้เจ้าตัวเล็กกะพริบตาตอบสนองต่อแสงไฟ ทำให้เซลล์สมองและเส้นประสาทส่วนรับภาพและการมองเห็นมีการพัฒนาที่ดีขึ้น เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการมองเห็นหลังคลอดด้วยค่ะ 6. ออกกำลังกายเบาๆ การเคลื่อนไหวร่างกายของคุณแม่ทำให้ผิวกายของลูกกระแทกกับผนังด้านในของมดลูก เป็นการกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสของลูกให้พัฒนาดีขึ้น ไม่ว่าจะออกไปว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เล่นโยคะ หรือเดินรอบบ้าน ก็ช่วยให้เจ้าตัวเล็กก็เป็นผลดีต่อคุณแม่และเจ้าตัวเล็กทั้งนั้นค่ะ 7. ลูบหน้าท้องบ่อยๆ การลูบหน้าท้องบ่อยๆ โดยลูบเป็นวงกลมจากบนลงล่าง หรือจากล่างขึ้นบน จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกให้มีพัฒนาการดีขึ้นได้ค่ะ 8. อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป ลูกน้อยในท้องเริ่มมีพัฒนาการการได้ยินที่ดีขึ้น ช้วงนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถหยิบหนังสือเล่มโปรด หรือจะเป็นนิทานสำหรับเด็กที่เตรียมไว้ เอาออกมาอ่านให้ลูกฟัง ช่วยกระตุ้นการได้ยินของลูก ลูกจะสามารถจดจำเสียงของคุณแม่ได้ ทั้งยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วยค่ะ 9. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะช่วยเสริมสร้างร่างกายของลูกให้แข็งแรง มีพัฒนาการสมวัย ที่สำคัญ คุณแม่อย่าลืมดื่มนมวันละ 2 แก้ว โดยเฉพาะนมแพะ ซึ่งเป็นนมที่มีระบบการสร้างน้ำนม ที่ชื่อ “อะโพไครน์ (Apocrine)” ให้สารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน เพื่อความแข็งแรงของร่างกายคุณแม่ด้วยค่ะ
กิจกรรมผ่อนคลายของแม่ท้อง, การดูแลครรภ์, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, คู่มือแม่ท้อง, เพลงสำหรับแม่ตั้งครรภ์
5 กิจกรรมผ่อนคลายแบบ New Normal สำหรับแม่ท้อง 
img-over-post

5 กิจกรรมผ่อนคลายแบบ New Normal สำหรับแม่ท้อง 

5 กิจกรรมผ่อนคลายแบบ New Normal สำหรับแม่ท้อง เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายๆ คนมีแนวทางการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่กันมากขึ้น คุณแม่ท้องเองก็เช่นกัน มีภาวะความเสี่ยงโรคติดต่อต่าง ๆ ง่ายมาก ดังนั้นการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ จึงเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยให้คุณแม่หลีกเลี่ยงจากการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะการทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจากความเครียด เมื่อก่อนคุณแม่อาจคลายเครียดด้วยการออกไปเที่ยว ไปดูหนัง นั่งคาเฟ่ ชอปปิง ฯลฯ แม้ตอนนี้จะทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังมีวิธีผ่อนคลายแบบ New Normal ให้คุณแม่ได้ทำอยู่นะคะ 1. เตรียมของต้อนรับลูก ช้อปปิ้งออนไลน์เตรียมของให้เบบี๋ตัวน้อย คือความสุขของมนุษย์แม่ ไม่ต้องออกไปเดินร้อน เสี่ยงฝุ่น เสี่ยงไวรัสให้เหนื่อย ปัจจุบันมีหลายแอพฯ หลายเพจ หรือแม้แต่กลุ่มแม่ลูกให้คุณแม่เลือกช้อปสินค้า เตรียมพร้อม และเลือกได้จุใจเลยค่ะ 2. อ่านหนังสือ ติดตามคลิป และเพจผ่านโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันความบันเทิงจากหน้ากระดาษได้ย้ายมาลงกระดานสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตแล้ว จะเป็นหนังสือ หรือนิตยสารออนไลน์เกี่ยวกับแม่และเด็ก เรียนรู้ เตรียมพร้อมก่อนลูกคลอด หรือในโซเชี่ยลมีเดีย เช่น YouTube, TikTok, Facebook, Twitter จะมีช่องหรือแอคเค้าท์ที่ผลิตคลิปวิดีโอดี ๆ ออกมามากมาย เช่น คลิปเด็กน่ารัก คลิปทำอาหารเด็ก คลิปการเลี้ยงลูก การอาบน้ำเด็กอ่อน วิธีการดูแลเด็ก คลิปรีวิวสินค้าแม่และลูก ฯลฯ เหล่านี้นอกจากช่วยสร้างความบันเทิงให้คุณแม่แล้วยังเป็นการเตรียมพร้อมเมื่อเจ้าตัวเล็กคลอดออกมาอีกด้วยค่ะ 3. DIY ของสำหรับลูกน้อย ใน Pinterest มีไอเดียประดิษฐ์​ของเล่น ของใช้ ไอเดียตกแต่งห้องสำหรับเบบี๋รอคุณแม่เข้าไปดูมากมาย ในช่วงนี้ลองหาไอเดียประดิษฐ์​ของน่ารักๆ ที่สามารถสร้างความทรงจำให้ลูกน้อยเมื่อคลอดออกมาแล้วได้นะคะ เช่น การประดิษฐ์​โมบายเสริมพัฒนาการ หรือถักเสื้อ หมวกใบจิ๋วเป็นพร็อบต้อนรับให้ลูกน้อยหลังคลอด 4. เข้าครัวลองเมนูใหม่ๆ การทำอาหารเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง แม้คุณแม่จะบอกว่าตนเองไม่มีฝีมือในการทำกับข้าว แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องครัวน่ารัก ๆ มากมาย ช่วยทุ่นแรง และกระตุ้นความอยากทำอาหาร มีเพจมากมายที่บอกสูตรวิธีทำช่วยให้คุณแม่ได้ฝึกปรือฝีมือ แถมยังได้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ต่อยอดไปจนเจ้าตัวเล็กถึงวัยที่ทานอาหารเสริมได้ ก็สามารถทำให้ลูกได้ค่ะ 5. โยคะสำหรับแม่ท้อง หรือการออกกำลังกายเบาๆ ในกรณีที่คุณแม่ไม่ได้มีภาวะเสี่ยงใดๆ เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ ครรภ์เป็นพิษ หรือเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การออกกำลังกายเบา ๆ ที่บ้าน เช่น ยืด เหยียดแขนขา เดินช้า ๆ รอบบ้าน หรือโยคะสำหรับแม่ท้อง ฝึกกำหนดลมหายใจ เพื่อช่วยในการคลอด ก็ช่วยคุณแม่ผ่อนคลาย แถมยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงก่อนคลอดอีกด้วยค่ะ นอกจากทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายแล้ว อย่าลืมดูแลร่างกายด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มนมแพะอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว ด้วยนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง และช่วยให้ลูกในท้องมีพัฒนาการที่ดีควบคู่กันไปด้วยค่ะ
กิจกรรมผ่อนคลายของแม่ท้อง, การดูแลครรภ์, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, คู่มือแม่ท้อง, สุขภาพแม่ตั้งครรภ์
ความพยายาม กุญแจแห่งความสำเร็จ ลูกจะมีได้ต้องเริ่มที่แม่
img-over-post

ความพยายาม กุญแจแห่งความสำเร็จ ลูกจะมีได้ต้องเริ่มที่แม่

ความพยายาม กุญแจแห่งความสำเร็จ ลูกจะมีได้ต้องเริ่มที่แม่ นอกจากปัจจัยด้านการเลี้ยงดูที่ดี โภชนาการ​ที่สมบูรณ์แล้ว คุณแม่ทราบไหมคะว่า อะไร คือ กุญแจสำคัญของความสำเร็จของลูก? ลูกจะประสบความสําเร็จ​ได้ห้ามขาด "ความพยายาม" และความพยายามแรกของลูกต้องเริ่มที่ "แม่" 1.ทำให้เป็นแบบอย่าง คุณแม่สามารถทำสิ่งดีๆ ให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เพื่อลูกน้อยจะได้ค่อยๆ ซึมซับไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ เช่น การรักษากฎกติกา เคารพระเบียบวินัย หรือรู้จักให้เกียรติ ผู้อื่น ฯลฯ 2.สอนให้เป็น ด้วยเรื่องง่ายๆ เช่น การเข้าคิวซื้อของ การนั่งรอ เพื่อฝึกความอดทน และรู้จักการรอคอย ความพยายามง่ายๆ ที่ไม่ใช่การต่อรอง เช่น ใส่รองเท้า ถอดกางเกง ติดกระดุมเสื้อ ฯลฯ 3.เริ่มตั้งแต่เนินๆ คุณแม่เริ่มได้ตั้งแต่ช่วงชีวิตแรกของลูก ลูกต้องการแรงสนับสนุนจากแม่ ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ลูกรู้จักพยายามชันคอ พยายามทรงตัวนั่ง พยายามลุกขึ้น พยายามเกาะยืน เดิน ย่างก้าว และฝึกพูด ล้วนแต่เป็นความพยายามที่จะติดตัวลูกต่อไป 4.ทัศนคติที่ดีจากแม่ ไม่ใช่แค่พฤติกรรมที่ลูกจะซึมซับ แต่ทัศนคติความอดทน และความพยายามลูกก็จะได้จากแม่ด้วยค่ะ สร้างบรรยากาศที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อเป็นพลังใจให้ลูกพร้อมที่จะเรียนรู้ สู่ความพยายาม และความสำเร็จในชีวิตต่อไป นอกจากนี้คุณแม่อย่าลืมพยายามชงนมแพะให้ลูกดื่มอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ เพราะในนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า อะโพไครน์ (apocrine) ซึ่งระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ จะพบในนมแม่และนมแพะเท่านั้น จึงทำให้นมแพะมีความใกล้เคียงนมของคนมากกว่านมผงทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นคุณแม่อุ่นใจได้เลยว่าเลือกนมไม่ผิด และเริ่มขยันชงนมแพะดีจีนมแพะชั้นดีมีอะโพไครน์ให้ลูกดื่มทุกวันกันนะคะ คุณแม่ทราบแบบนี้แล้ว อย่าลืมเสริมสร้างความพยายามให้ลูกรักเห็น และซึมซับนะคะ คุณแม่ คือ บุคคลสำคัญที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตต่อไปได้ค่ะ
การเลี้ยงลูก, การดูแลเด็ก, เทคนิคการเลี้ยงลูก, โภชนาการเด็ก, พัฒนาการเด็ก
“อะโพไครน์” ระบบสร้างน้ำนมแม่ และนมแพะ กุญแจสู่ภูมิคุ้มกันดี พัฒนาการสมวัย
img-over-post

“อะโพไครน์” ระบบสร้างน้ำนมแม่ และนมแพะ กุญแจสู่ภูมิคุ้มกันดี พัฒนาการสมวัย

“อะโพไครน์” ระบบสร้างน้ำนมแม่ และนมแพะ กุญแจสู่ภูมิคุ้มกันดี พัฒนาการสมวัย เพราะอะไรคุณแม่ยุคใหม่ถึงไว้วางใจนมแพะ…? หนึ่งในเหตุผลหลักก็คือ ในนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า อะโพไครน์ ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมเดียวกันกับนมแม่ แล้วคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติจะเหมือนกันหรือไม่? ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์พิเศษกว่าระบบอื่นอย่างไร? พี่แพะสาระดีๆ มาฝากค่ะ อะโพไครน์ คืออะไร “อะโพไครน์” คือระบบการสร้างน้ำนมที่พบในนมแม่ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีสองเต้า เช่น แพะ ความพิเศษของระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ คือ จะมีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนมในปริมาณสูง น้ำนมจึงคงคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติสูง ดีต่อระบบทางเดินอาหาร ย่อยง่าย ก่อให้เกิดการแพ้ที่น้อยกว่า ที่สำคัญ! เสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีเพราะมี “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์” 4 สุดยอดสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติ "ช่วยให้ลูกแข็งแรงพัฒนาการสมวัย ไม่มีป่วยง่าย" องค์การอนามัยโลกสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้รับนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน หรือนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และรับรองว่านมแม่คือแหล่งสุดยอดสารอาหาร เมื่อถึงเวลาต้องให้นมเสริม หรือในคุณแม่ที่มีความจำเป็นไม่สามารถให้นมลูกได้ การเลือกนมสำหรับเด็กจึงควรเลือกนมที่ให้สารอาหารสำคัญ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตทั้งร่างกาย และสมอง อีกทั้งยังควรคงคุณค่าความเป็นธรรมชาติสูงเช่นเดียวกับในนมแม่ ในนมแม่มีสารอาหารสำคัญกว่า 200 ชนิด รวมถึงนมแม่ช่วยกระตุ้น และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กที่ได้รับนมแม่มีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย ในขณะที่นมแพะที่ได้ชื่อว่ามีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ (อะโพไครน์) จะมีสารอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์อะไรบ้าง ลองไปดูกันค่ะ สุดยอดสารอาหารจากธรรมชาติ “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์” ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ร่างกาย ทอรีน ช่วยเสริมสร้างการทำงานของจอประสาทตาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โคลีน ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร โพลิเอมีน ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีอย่างสมวัย โปรตีน ที่ดีย่อย และดูดซึมง่ายช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อการแพ้ที่น้อย โดยสัดส่วนของโปรตีนเคซีนต่อโปรตีนเวย์เป็น 20:80 ทั้งนมแม่และนมแพะ กรดไขมัน โมเลกุลกรดไขมันขนาดเล็กมาก ทำให้ดูดซึมไปใช้ได้ง่าย และไม่สร้างความระคายเคืองต่อลำไส้ อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตส ใยอาหาร 2 ชนิด ที่ช่วยลดอาการท้องผูก ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ร่างกาย นมแม่และนมแพะมีหลายองค์ประกอบทางเคมีที่คล้ายกัน ดังนั้นร่างกายของเราจึงสามารถดูดซึมสารอาหารได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังอ่อนโยนต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วย ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ คือคำตอบ ว่าทำไมคุณแม่ยุคใหม่หลายคนถึงมั่นใจ และไว้ใจเลือกให้สิ่งที่ดีที่สุดอย่างเป็นธรรมชาติให้แก่ลูกรักด้วยการเลือกนมที่มาจากระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ เพราะสามารถคงคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติที่จำเป็นต่อร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันที่ดีให้แก่ร่างกายด้วยภูมิคุ้มกัน ทำให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย พัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
เลือกนมเสริม, อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG
ระบบสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ มีสารอาหารอะไรในนมที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก
img-over-post

ระบบสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ มีสารอาหารอะไรในนมที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก

ระบบสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ มีสารอาหารอะไรในนมที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก รู้ไหมว่าระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ของนมแม่คือส่วนสำคัญที่ทำให้นมแม่มีสารอาหารครบถ้วน เหมาะสำหรับเลี้ยงลูก เรามาดูกันว่าระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ทำให้น้ำนมมีประโยชน์อะไรบ้าง นมแม่ คือ อาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก และเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนที่สุดเช่นกัน กระบวนการผลิตนมแม่เราเรียกว่า ระบบอะโพไครน์ ซึ่งกระบวนการนี้มีอยู่ในมนุษย์และสัตว์บางชนิดเท่านั้น เช่น นมแพะ ระบบสร้างน่ำนมอะโพไครน์ทำให้น้ำนมเป็นอย่างไร มีสารอาหารอะไรบ้าง Love of Mom มีข้อมูลมาฝากค่ะ นมแม่ ระบบสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์คืออะไร กระบวนการสร้างน้ำนมที่เรียกว่าอะโพไครน์แบบนมแม่นั้น ในกระบวนการสร้างน้ำนมนั้นจะมีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมสลายผสมอยู่ในน้ำนม ทำให้น้ำนมมีคุณค่าทางโภชนาการสูงทั้งยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการทางร่างกายและสมองของลูกน้อย เช่น โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และภูมิคุ้มกันร่างกายที่ส่งผ่านนมแม่ไปยังลูกด้วย ด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนและดีที่สุดจึงทำให้องค์การอนามัยโลกระบุว่า เด็กควรได้รับนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนเพื่อได้รับสารอาหรอย่างเต็มที่ก่อนเริ่มอาหารเสริมหรือนมเสริมตามช่วงวัย ซึ่งนมแม่ย่อยง่าย ดูดซึมง่าย ป้องกันโคลิค และยังกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ลูกไม่ป่วยง่าย ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ดีอย่างไร จากการศึกษาพบว่าระบบสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine) ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับระบบสร้างน้ำนมของแพะ จึงทำให้มีสารอาหารธรรมชาติ Bioactive Components ในปริมาณสูง ได้แก่ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ (Ref. Neveu et al. Reprod Nutr Dev. 2002; 42:163-172.) นอกจากนี้ในนมแพะที่ผ่านระบบสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ยังเป็นแหล่งไขมันที่อุดมไปด้วยกรดไขมันสายโซ่ขนาดกลาง (MCFA) กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) โมเลกุลของกรดไขมันมีขนาดเล็ก ทำให้ย่อยง่ายและดูดซึมได้ทั้งหมด น้ำนมที่ผลิตด้วยระบบอะโพไครน์แบบคนและแพะจึงมีคุณค่าทางอาหารสูง มีแอนติบอดี้ ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการรอบด้านและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของลูกน้อยให้แข็งแรง เช่น ทอรีน โคลีน นิวคลีโอไทน์ โพลิเอมีน โอลิโกแซ็กคาไรด์ วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีแอนติบอดี้และธาตุที่เสริมสร้างการเจริญเติบโตที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โอลิโกแซ็กคาไรด์” ในนมแพะที่อยู่ในรูปแบบเชิงซ้อนแบบเดียวกับน้ำนมของคนอีกด้วย นอกจากนี้นมแพะอุดมไปด้วย”โปรตีน (CPP) จากงานวิจัยของ Attaie และคณะในปี 2000 พบว่านมแพะสามารถย่อยในกระเพาะอาหารของเด็กได้ใน 20 นาที ขณะที่นมวัวต้องใช้เวลา 2 ถึง 3 ชั่วโมง โปรตีนนมแพะมีลักษณะนุ่ม ย่อยและดูดซึมง่าย มีปริมาณเคซีน แอลฟ่า เอสวัน (Casein- αS1) ต่ำกว่านมวัว ลดความเสี่ยงต่อการแพ้ของลูกน้อย และเมื่อย่อยและดูดซึมได้ง่ายจะส่งผลดี คือ ไม่มีอาการแหวะนม ท้องอืด และยังทำให้อุจจาระนิ่ม ไม่ก่อให้เกิดการท้องผูก ช่วยให้ลูกน้อยหลับสบายขึ้นและเจริญเติบโตสมวัย
พัฒนาการด้านสมอง, อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, พัฒนาการเด็ก, นมแม่
เคล็ด(ไม่)ลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง
img-over-post

เคล็ด(ไม่)ลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง

เคล็ด(ไม่)ลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง หากลูกน้อยมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ก็สามารถปกป้องไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ที่สำคัญยังช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกน้อยจะเกิดภูมิแพ้ต่างๆ ได้ เคล็ดลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยก่อนใคร ภูมิคุ้มกันจากแม่ ลูกน้อยจะได้รับภูมิคุ้มกันร่างกายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกาย โดยได้รับมาจากแม่ผ่านทางรก นมแม่เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นมแม่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” ทำให้มีสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ ในน้ำนมแม่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิดที่ทำงามร่วมกัน ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต และเป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของลูก กินอาหารครบโภชนาการ ลูกน้อยควรกินอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะ โปรตีน และวิตามินจากผักต่างๆ ควรมีในทุกมื้ออาหารของลูก ซึ่งอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน คือ ปลา เนื้อไม่ติดมัน นม ส่วนผัก เช่น แคร์รอต บรอกโคลี มันเทศ ถั่ว อุดมด้วยสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินอี รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ ที่ดีต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อย นอนหลังเพียงพอ โดยฉพาะนอนตอนกลางคืน นอกจากจะมีผลต่อการหลั่งโกรทฮอร์โมนแล้ว หากลูกน้อยได้นอนหลับเพียงพอยังส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายด้วย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกน้อยได้นอนในห้องที่สะอาดและอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้น และลดปัจจัยเสี่ยงในการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ฉีดวัคซีน สามารถช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ได้ ซึ่งลูกน้อยควรได้รับวัคซีนขั้นพื้นฐานในเบื้องต้นตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ร่วมกับการดูแลสุขอนามัยในทุกวันให้สะอาด และปลอดจากเชื้อโรคให้มากที่สุดด้วย 5 สารอาหารสำคัญในนมแพะ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ สารอาหารธรรมชาติ ที่ได้จากระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น นิวคลีโอไทด ทอรีน โพลีเอมีนสื และโกรทแฟคเตอร์ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย โปรตีนย่อยง่าย นมแพะที่มีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีน ซึ่งเป็นโปรตีนย่อยง่ายสูง โปรตีนนมแพะจึงย่อยง่าย และที่สำคัญนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptide) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยดูดซึม แร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในนมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีพรีไบโอติก ซึ่งเป็นใยอาหาร ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดปัญหาอาการท้องผูก และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย มีโอเมก้า 3 6 9 DHA และ ARA นมแพะมีกรดไขมันจำเป็น โอเมก้า 3 6 9 , DHA และ ARA ซึ่งเป็นกรดไขมันคุณภาพ มีส่วนช่วยพัฒนาสมอง และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของลูกน้อย มีแคลเซียมสูง มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG
ถ้าแม่ท้องเจอปัญหาเหล่านี้ มาถูกทางแล้ว เพราะนมแพะช่วยได้
img-over-post

ถ้าแม่ท้องเจอปัญหาเหล่านี้ มาถูกทางแล้ว เพราะนมแพะช่วยได้

ถ้าแม่ท้องเจอปัญหาเหล่านี้ มาถูกทางแล้ว เพราะนมแพะช่วยได้ ช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ถ้าแม่ ๆ กำลังกังวลกับปัญหาเหล่านี้อยู่ นมแพะช่วยคุณแม่ได้ค่ะ 1. ภูมิแพ้ อาการแพ้ นมแพะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี เพราะมีสารเบต้าแลคโตกลอบูลินที่จะกระตุ้นการแพ้น้อยกว่านมชนิดอื่นๆ ทำให้คุณแม่หมดกังวลเรื่องการแพ้ได้ 2. ท้องอืด จุกเสียด แม่ท้องเจอได้ตั้งแต่ในไตรมาสแรกจนไตรมาสสุดท้าย เพราะฮอร์โมน และสรีระ​ที่เปลี่ยนไปส่งผลให้ร่างกายย่อยอาหารได้ไม่ดีเหมือนเดิม การดื่มนมแพะจะช่วยลดอาการท้องอืด จุกเสียด แน่น อาหารไม่ย่อย เพราะในนมแพะมีขนาดโปรตีนที่นุ่ม ไขมันขนาดเล็กย่อยง่ายสบายท้อง 3. ท้องผูก ระบบขับถ่ายไม่ดี กินผลไม้ก็แล้ว ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ ก็แล้วก็ยังไม่พอ ลองดื่มนมแพะควบคู่กับการกินอาหารที่มีกากใยสูงเป็นประจำจะช่วยให้ระบบขับถ่ายคุณแม่ดีขึ้น ร่างกายดูดซึมได้ดี ระบบทางเดินอาหารไม่มีปัญหา 4. ร่างกายขาดแคลเซียม แม่ท้อง และแม่หลังคลอดต้องการแคลเซียมเป็นจำนวนมาก เพราะร่างกายจำเป็นต้องใช้แคลเซียมเพื่อการเสริมสร้างลูกในครรภ์ และการให้นมอาจทำให้แม่ๆ ที่ได้รับแคลเซียมไม่พอเกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูกในระยะยาว ดื่มนมแพะควบคู่กับการกินอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมอย่าง งาดำ กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ผักใบเขียวต่างๆ ฯลฯ ช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ แม่ตั้งครรภ์สามารถเสริมนมแพะได้วันละ 2-3 แก้วต่อวัน และนอกเหนือจากการดื่มนมแล้ว ควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสม ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ รวมถึงการฝากครรภ์และตรวจครรภ์ตามที่คุณหมอนัดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดปัญหาที่มากวนตัวกวนใจให้แม่ท้องได้ค่ะ
อาหารบำรุงครรภ์, แม่ท้องดื่มนมอะไรดี, อาการตอนตั้งครรภ์, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
รู้ไหม! ภูมิคุ้มกันเสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกจากน้ำนมหยดแรกของแม่
img-over-post

รู้ไหม! ภูมิคุ้มกันเสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกจากน้ำนมหยดแรกของแม่

รู้ไหม! ภูมิคุ้มกันเสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกจากน้ำนมหยดแรกของแม่ คุณแม่รู้ไหมคะ ว่าลูกน้อยมีภูมิคุ้มกันติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด ภูมิคุ้มที่ว่าก็มาจากการที่คุณแม่ให้ลูกน้อยกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดนั่นเอง เพราะในน้ำนมหยดแรกหรือน้ำนมเหลือง (โคลอสตรัม) จะมีสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายลูก นมแม่ มีระบบการสร้างน้ำนมอย่างไร นมแม่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine Secretion) ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมที่จะทำให้มีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับนมในปริมาณสูง เรียกว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)” ซึ่งเป็นสารอาหารธรรมชาติที่ดีกับร่างกายและสมองของลูกน้อย ได้แก่ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วย นมแม่ สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกได้อย่างไร นมแม่จะสร้างแอนติบอดี (Antibody) มาต่อต้านอาการเจ็บป่วยทั่วไปให้ลูกน้อยได้ อย่างเช่น ไข้หวัด การติดเชื้อจากแบคทีเรีย ไปจนถึงการป้องกันการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ (RSV) โรคงูสวัด ภูมิคุ้มกันเหล่านี้มาจากการที่แม่เคยเป็นโรคเหล่านี้มาก่อน และมีภูมิคุ้มกันโรคแล้ว แอนติบอดีก็จะส่งผ่านไปยังลูกน้อยผ่านทางน้ำนมแม่ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถช่วยป้องกันโรคที่จะเกิดกับลูกได้ 100% แต่ก็ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเหล่านี้กับลูกได้ นอกจากนี้นมแม่ยังช่วยลดการเกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กได้ รวมไปถึงโรคร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไหลตายในเด็กทารก (SIDS) เป็นต้น นมแม่หยดแรกเหมือนวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก และถือเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก องค์การอนามัยโลกแนะนำให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว อย่างน้อย 6 เดือนนะคะ
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, ภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG
ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ภัยร้ายที่มองไม่เห็น
img-over-post

ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ภัยร้ายที่มองไม่เห็น ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ที่สูดดมเข้าไปนะคะ เมื่อพบว่าค่าฝุ่นละอองเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้นจนมีอันตรายต่อสุขภาพ จำเป็นที่จะต้องป้องกันด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง และงดกิจกรรมที่อยู่กลางแจ้งค่ะ 4 สารเคมีอันตรายที่แฝงอยู่ในฝุ่นพิษ PM2.5 P-A-Hs เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของท่อไอเสียรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไปจนถึงควันบุหรี่ เจ้าสารพิษตัวนี้เป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ปรอท เกิดจากการเผาไหม้ของน้ำมันและถ่านหิน ระเหยเป็นไอ สารจะตกค้างยาวนานและฟุ้งกระจายได้ไกล ความรุนแรงของปรอทจะเข้าไปทำลายระบบประสาท ส่งผลให้เป็นอัมพาต มะเร็ง ไปจนถึงความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ สารหนู เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยาฆ่าแมลง ส่งผลให้เกิดโรคผิวหนัง มึนชา อยากอาเจียน และมีผลต่อระบบประสาท แคดเมียม เป็นโลหะหนักที่เกิดจากการทำอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เหมืองแร่สังกะสี สารเคมีตัวนี้จะเข้าไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ปอด ทางเดินอาหาร หรือกระดูก เลือกหน้ากากอนามัยให้ถูกต้อง ช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ หน้ากากอนามัยชนิด N95 หน้ากากอนามัยชนิด N95 มีความสามารถในการกรองฝุ่นละอองขนาด 0.1-0.3 ไมครอน ได้ 95% เป็นอย่างน้อย มีน้ำหนักเบา สวมใส่ง่าย มี 2 แบบคือ ชนิดมีวาล์วเปิด-ปิด เพื่อให้สะดวกในการหายใจ กับชนิดที่ไม่มีวาล์วปิด ชนิดนี้จะหายใจลำบากกว่าแต่จะมีราคาที่ถูกกว่า หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น (หน้ากากอนามัยปกติ) หากหน้ากากชนิด N95 ขาดตลาด สามารถสวมทับกัน 2 ชั้น แล้วใช้แม็กเย็บด้านข้างทั้ง 2 ข้างเพื่อกันเผยอ หรือซ้อนด้วยทิชชู่ 2 ชั้นด้านใน โดยกดขดลวดให้แนบกับใบหน้าแล้วดึงส่วนล่างของหน้ากากให้คลุมถึงใต้คาง ก็สามารถใช้ทดแทนหน้ากากอนามัยชนิด N95 ได้เช่นกัน แม้จะมีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองไม่เทียบเท่ากับหน้ากากอนามัยชนิด N95 แต่ก็ดีกว่าที่ไม่มีอะไรป้องกันเลย สิ่งสำคัญคือการใส่หน้าการอนามัยให้กระชับ ครอบจมูกและปาก และควรล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ หากเป็นหน้ากากอนามัยชนิด N95 สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ไม่เกิน 3 ครั้ง แต่หากมีฝุ่นละอองที่หนาเกินไป หรือมีรอยฉีกขาด ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ แต่สำหรับหน้ากากอนามัยปกติไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำเลยเพราะจะเป็นการสะสมของเชื้อโรคค่ะ ขอบคุณข้อมูล : Themomentum.co rakluke.com mgronline.com
หน้ากาก N95 , ป้องกัน PM 2.5 , อันตราย PM 2.5 , ฝุ่น PM 2.5 , ฝุ่นละออง
ทำอย่างไร เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอ ติดจมูกลูก
img-over-post

ทำอย่างไร เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอ ติดจมูกลูก

ทำอย่างไร เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอ ติดจมูกลูก เด็กเล็กๆ มักหยิบฉวยสิ่งของต่างๆ ใส่ปาก ใส่จมูก โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอันตรายกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นของเล่นชิ้นเล็กๆ กระดุม เหรียญ แบตเตอรี่ หรือแม้แต่อาหารที่ลูกรับประทาน หากเป็นการเอาเข้าปาก อาจทำให้เกิดการสำลัก สิ่งของเหล่านี้อาจไปติดอยู่ที่คอ อุดกลั้นหลอดลม หรือหากนำยัดเข้าไปในรูจมูก ก็จะทำให้หายใจไม่สะดวก ติดขัดได้ เพื่อไม่ให้ลูกคุณแม่ได้รับอันตราย นี่คือสัญญาณเตือนและวิธีป้องกันที่คุณแม่ต้องจำให้แม่น สัญญาณเตือน!! เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอุดจมูกลูก น้ำมูกไหลออกจากจมูกข้างเดียว น้ำมูกมีกลิ่น เป็นหวัดเรื้อรัง มีเสมหะไหลลงคอ ไอบ่อย ปวดจมูกข้างเดียว หายใจทางปากเหมือนคัดจมูกตลอดเวลา ลูกแคะ หรือเอามือแหย่จมูกอยู่เรื่อยๆ วิธีดูแล เมื่อคุณแม่พบว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในจมูกลูก ห้ามคีบ หรือดึงออกด้วยตนเอง ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะสิ่งแปลกปลอมอาจหลุดเข้าไปลึกมากขึ้น หรืออาจตกจากโพรงจมูกเข้าไปในหลอดลมได้ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายทำให้หายใจไม่ออกและอาจอันตรายถึงชีวิต สัญญาณเตือน!! เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอลูก มีอาการสำลัก ไอรุนแรง พูดไม่มีเสียง พูดลำบาก หายใจเร็ว หรือหายใจเสียงดัง มีอาการแปลกๆ ดูเจ็บปวดหรือหายใจไม่ออก วิธีดูแล ให้ลูกอ้าปากกว้าง แล้วลองส่องดูในปากและลำคอ เพราะบางทีเป็นวัตถุที่เหนียวหรือขนาดใหญ่อาจยังคาในช่องปากส่วนบน จะสามารถล้วงเอาออกมาได้ แต่หากมองไม่เห็นห้ามใช้มือล้วงควานหา เพราะบางครั้งอาจเป็นการดันให้สิ่งแปลกปลอมลงไปลึกกว่าเดิม หากคุณแม่ให้ลูกอ้าปากแล้วยังไม่เจอ และลูกยังมีสติ ให้ลูกนอนคว่ำลงบนท้องแขนคุณแม่ โดยใช้ฝ่ามืออีกข้างเคาะที่หลัง ระหว่างกระดูกสะบักทั้งสองข้างประมาณ 5 ครั้งติดต่อกัน แล้วตรวจดูในปากว่าสิ่งแปลกปลอมออกมาหรือยัง หากยังและน้องเริ่มไม่มีสติให้เรียกรถพยาบาล หรือรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะ วิธีป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายลูก สำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว เก็บอาหารหรือสิ่งของชิ้นเล็กๆให้ห่างไกลลูก เพื่อหลีกเลี่ยงการที่เด็กจะหยิบใส่ปาก ใส่จมูกโดยที่เราไม่ทันสังเกต อาหารที่มีลักษณะเหนียวๆ ชิ้นเล็ก มีลักษณะแข็ง หรือเป็นก้อนกลม เช่น เยลลี่ ลูกชิ้น ข้าวโพด หรือปลาที่มีก้าง ต้องระมัดระวังให้มาก ควรตัดให้พอดีคำ เอาเม็ด เอากระดูกหรือเอาก้างออกให้หมด พ่อแม่ควรสอนให้ลูกทราบว่าไม่ควรจะเอาสิ่งต่างๆ ใส่เข้าไปในจมูก อาจจะเป็นการพูดพร้อมแสดงท่าทางประกอบวเพื่อให้ลูกจดจำ ว่าจะเอาสิ่งนี้เข้าไปในจมูกไม่ได้นะ ถ้าเอาเข้าไปลูกจะเจ็บ และควรสอนให้ลูกเคี้ยวอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด ไม่พูดหรือหัวเราะ รวมทั้งวิ่งเล่นเวลารับประทานอาหาร เพื่อป้องกันการสำลัก เพราะเป็นธรรมชาติของเด็กในวัยกำลังเรียนรู้ สำหรับลูกสิ่งรอบตัวคือสิ่งใหม่ เขาจึงอยากสำรวจ อยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยไม่รู้ว่าการกระทำนั้นๆอาจเป็นอันตราย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลอย่างใกล้ชิด เตรียมวิธีการรับมือให้พร้อม เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นค่ะ
ช่วยลูกอาหารติดคอ, สิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก, สิ่งแปลกปลอมติดคอ, ลูกสำลัก, อาหารติดคอ
เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ห่างไกลจากโรคด้วยนมแม่ : อะโพไครน์
img-over-post

เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ห่างไกลจากโรคด้วยนมแม่ : อะโพไครน์

เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ห่างไกลจากโรคด้วยนมแม่ นมแม่ ดีต่อลูกน้อยอย่างไร? ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกาย ให้พลังงาน ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ช่วยกระตุ้นการผลิตกลูโคส ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม นมแม่ ได้มากจากระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” ซึ่งให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ ในน้ำนมแม่ช่วงแรกเรียกว่าระยะ “หัวน้ำนม” หรือ "โคลอสตรัม" จะอุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค และช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต อีกทั้งโปรตีนของน้ำนมแม่นั้นย่อยง่าย ลูกน้อยท้องไม่อืด และยังช่วยให้อุจจาระง่ายหรือไม่ท้องผูกอีกด้วย การให้ลูกน้อยได้รับน้ำนมที่มาจากระบบการสร้างน้ำนมแบบ "อะโพไครน์" ก็เป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกหนึ่งทางที่ดีเยี่ยม เรามักจะเน้นย้ำกันเสมอว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นดีที่สุด แต่ถ้าหากคุณแม่มีความจำเป็น น้ำนมไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถให้นมลูกได้ ก็ควรเลือกสิ่งที่ดี มีประโยชน์ และเหมาะสมกับลูกมากที่สุด อย่างการเลือกนมที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ "อะโพไครน์" เช่น นมแพะ ซึ่งมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ธรรมชาติคล้ายนมแม่ ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการสมวัย ร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันดี ไม่มีป่วยง่ายค่ะ
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, พัฒนาการทารกในครรภ์, พัฒนาการเด็ก, นมแม่
สอนลูกปฎิเสธคนแปลกหน้า
img-over-post

สอนลูกปฎิเสธคนแปลกหน้า

สอนลูกปฎิเสธคนแปลกหน้า เด็กๆ ต้องพบกับคนแปลกหน้าอยู่ทุกวันนะคะ ทั้งที่ละแวกบ้าน โรงเรียน หรือ สถานที่ต่างๆ แต่ไม่ว่าจะสถานที่ไหนๆ คุณแม่สามารถป้องกัน และรับมือ ให้ลูกปลอดภัยจากคนแปลกหน้าได้ หากคุณแม่เริ่มทำ 4 ข้อนี้ 1. สร้างรหัสลับระหว่างแม่ลูก คุณแม่ควรมีรหัสลับระหว่างแม่ลูกหากรู้ว่าตัวเองไม่สามารถไปรับลูกที่โรงเรียนได้และจำเป็นต้องให้คนอื่นไปรับแทน รหัสลับนี้ล่ะค่ะจะช่วยให้ลูกรักปลอดภัย 2. สอนให้ลูกรู้จักขอความช่วยเหลือ ด้วยการร้อง หรือตะโกนดังๆ ว่า “ช่วยด้วย” 3. ชวนลูกทำกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ด้วยการให้ลูกบรรยายรายละเอียดของคน เช่น คนนี้มีผม ผิว สีอะไร สวมเสื้อสีอะไร ฯลฯ จะเป็นพื้นฐานให้จดจำรายละเอียดของคนแปลกหน้าได้ 4. จดเบอร์โทรแม่ติดตัวไว้ การเก็บชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่คุณแม่ติดตัวลูกไว้ จะช่วยให้พลเมืองดีติดต่อผู้ปกครองเพื่อมารับตัวเด็กได้ง่ายขึ้น เห็นไหมค่ะว่า เพียง 4 ข้อเท่านั้น คุณแม่ก็สามารถป้องกันลูกรักไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนแปลกหน้าได้แม้อยู่คนเดียว
สอนลูกเข้าสังคม, สอนลูกให้รอคอย, ทักษะก่อนเข้าโรงเรียน, ทักษะการเข้าสังคม, นมแพะ DG