curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

บทความอัพเดทล่าสุด

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19”
img-over-post

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19”

ช่วยแม่ท้องเตรียมพร้อม ทำอย่างไรให้ท้องนี้ปลอดภัยจาก “ไวรัส Covid-19” เพราะโควิด-19 คือ โรคอุบัติใหม่ทำให้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือแม้กระทั้งยารักษา ทำให้ทุกคนเกิดความวิตกกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอ่อนไหวต่อโรคต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหญิงตั้งครรภ์ นักวิจัยกำลังเร่งศึกษาถึงผลกระทบ และการให้ความช่วยเหลือรวมถึงการป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัยให้แม่ท้องตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ และนี่คือวิธีดูแลเพื่อช่วยคุณแม่รับมือ และปลอดภัยจากเชื้อไวรัสนี้ค่ะ คนท้องเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า? ข่าวดี คือ ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ผิดกันกับโรค SARS (โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง) ในปี 2003 พบว่าหญิงตั้งครรภ์มีอัตราการเสียชีวิตสูง (ประมาณ 25%) มากกว่าประชากรทั่วไป (ประมาณ 10%) สอดคล้องกับในประเทศจีนที่พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 เหมือนกับในผู้ใหญ่ทั่วไปที่ติดเชื้อ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานจากหญิงตั้งครรภ์มากนัก โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในช่วง1-2 ไตรมาสแรก แม่ท้องควรระวังเรื่องอะไรเป็นพิเศษในช่วงนี้? ในระหว่างตั้งครรภ์ระบบภูมิคุ้มกันของแม่ท้องจะลดลง ทำให้แม่ท้องมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินอาหาร หรือระบบทางเดินหายใจสูง แม่ท้องจึงควรจัดอยู่หนึ่งในกลุ่มเสี่ยง ที่ควรจะต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษโดยเฉพาะในเรื่อง... หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วย (ไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม) ล้างมือให้สะอาด และถูกหลักอนามัยอยู่เสมอ ไม่สัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุก สดใหม่อยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะรับประทานอาหารและของใช้ส่วนตัว ร่วมกับผู้อื่น สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน รักษาระยะห่าง social distancing ในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น ด้วยการอยู่ห่างกัน 1 – 2 เมตร ปรึกษาแพทย์ผู้ฝากครรภ์ รับวิตามินให้เพียงพอ และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น (ถ้าอยู่ในระหว่างไตรมาสที่ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ทุกสัปดาห์ หรือการตั้งครรภ์ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถปรึกษาแพทย์ผู้ฝากครรภ์เพื่อรับวิตามินให้เพียงพอ เลี่ยงการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น) สำหรับแม่ท้องในไตรมาสที่ 3 ควรวางแผนการคลอด การเดินทาง ประเมินสถานการณ์ และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอด บางโรงพยาบาลในสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ จะจำกัดผู้เยี่ยม และผู้เฝ้าหลังคลอด คุณแม่อาจจะต้องวางแผนเรื่องนี้เผื่อเอาไว้ด้วยเช่นกันค่ะ แม่ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากมีอาการป่วยเล็กน้อย ควรพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ถ้ามีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่วิตกกังวลเป็นเกินเหตุ เพราะความเครียดคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คลอดก่อนกำหนดได้เช่นกันค่ะ สำหรับแม่ท้อง และแม่หลังคลอดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ที่มีประวัติการเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย COVID-19 คุณแม่ควรดูแลตัวเองตามหลักกระทรวงสาธารณะสุขดังนี้ค่ะ แยกตนเองออกจากครอบครัว และสังเกตอาการจนครบ 14 วัน งดการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น งดการออกไปในที่ชุมชนสาธารณะโดยไม่จำเป็น และงดการพูดคุย หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในระยะใกล้กว่า 2 เมตร กรณีครบกำหนดนัดฝากครรภ์ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าตนเองอยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง 14 วัน เพื่อพิจารณาเลื่อนการฝากครรภ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ กรณีเจ็บครรภ์คลอด ต้องไปโรงพยาบาลทันที และแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าตนเองอยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง 14 วัน วางแผนการให้นมหลังคลอด สำหรับคุณแม่กลุ่มเสี่ยง กลุ่มปกติ หรือกลุ่มที่ติดเชื้อ ทุกคนสามารถให้นมแม่ได้ เพราะเนื่องจากยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันว่าเชื้อโควิด-19 ติดต่อผ่านทางน้ำนม แต่! ยังคงต้องรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการให้นมแม่โดยตรง หรือการปั๊มนมค่ะ ข้อควรปฎิบัติเมื่อต้องให้นมแม่ สวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการให้นม ปั๊มนม งดการหอม จูบ ทารก อาบน้ำ เช็ดทำความสะอาดเต้านม หัวนมด้วยน้ำ และสบู่ ล้างมือด้วยน้ำสบู่นานอย่างน้อย 20 วินาที อย่างทั่วถึง หลังการปั๊มนมอย่าลืมทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกอย่าง ล้าง นึ่ง อบฆ่าเชื้อ และเก็บในสถานที่ภาชนะที่สะอาด และมิดชิด หมายเหตุ: แต่ถ้าคุณแม่มีอาการป่วยหนักเช่น ไอ หายใจติดขัด หอบเหนื่อยควรหยุดพัก และรับปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงกว่าเดิมได้ สำหรับแม่ท้องถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ก็ยังคงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และวิตามินที่แพทย์สั่ง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้คุณแม่ และลูกน้อยในท้องปลอดภัยตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ค่ะ อ้างอิงเนื้อหา: https://www.anamai.moph.go.th/ewt_news.php?nid=16777&filename=index https://www.npr.org/sections/health-shots/2020/03/22/817801475/pregnant-and-worried-about-coronavirus-how-to-stay-safe-and-make-a-game-plan
สุขภาพแม่ตั้งครรภ์, ป้องกันโควิด, รับมือโควิด, โควิด19 , แม่ท้องกับโควิด
ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?
img-over-post

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า?

ลูกเรายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเกินไปรึเปล่า? "โรค Perfectionism” หรือ “โรคสมบูรณ์แบบ” โรคที่ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ แต่เด็กก็เป็นได้ มาทำความรู้จักโรคนี้กันค่ะ Perfectionism หรือ โรคสมบูรณ์แบบ คือเด็กที่มีลักษณะนิยมความสมบูรณ์แบบ มักจะเป็นเด็กที่เข้มงวดและเคร่งครัดเกินไป ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ทำอะไรอยู่ในกรอบ แม้จะดูเป็นเด็กมีวินัย ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง แต่ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดได้ เมื่อมีอุปสรรคขัดขวาง ลูกจะรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ บางคนแสดงออกมาด้วยความก้าวร้าว สะสมเป็นความเครียดและกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว ลักษณะเด็ก Perfectionist คาดหวังสูงกับตัวเอง หวั่นไหวง่ายมาก เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ พยายามหลีกเลี้ยงสิ่งที่คิดแล้วว่า ทำได้ไม่ดี พยายามปกปิดความรู้สึกตัวเอง พูดน้อย ไม่เข้าสังคม ลังเลไปมา ตัดสินใจไม่ได้ ถ้าทำอะไรแล้วผลลัพธ์ออกมาแย่กว่าที่คิดไว้ อาจมีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง บ่อยๆ สาเหตุ เกิดจากสาเหตุหลักๆ คือ ติดสมองเด็กมาตั้งแต่เกิด และ จากการเลี้ยงดู เช่น ได้รับคำชม “มากเกิน” จากคนรอบตัว พ่อแม่ “เรียกร้อง” จากลูก “มากเกิน” คาดหวังสูงจากลูก จนลูกต้องพยายามไปให้ถึงจุดที่พ่อแม่คาดหวัง พ่อแม่คนใดคนหนึ่งมีลักษณะ perfectionist ต้นแบบอย่างนี้ทำให้เด็กเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่สามารถช่วยปรับลดอาการ Perfectionist ของลูกได้ พ่อและแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน เลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม ส่งเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้าน ให้ลูกรู้จักตัวเอง รู้ว่าถนัดอะไร ชอบอะไร ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในแบบของลูกเอง ไม่ยัดเยียดให้ต้องทำตามที่พ่อแม่ต้องการเท่านั้น ฝึกให้ลูกชนะได้ก็แพ้ได้ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าในทุกเรื่องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะก็ควรชื่นชมผู้แพ้ ในขณะเดียวกัน เมื่อแพ้ก็ควรยินดีกับผู้ชนะ ให้ลูกจะเข้าใจและไม่ยึดติดกับการต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น ลดความคาดหวังลง ทั้งเรื่องการเรียน และกิจกรรมต่างๆ ให้ลูกเดินตามความฝันได้เต็มที่แบบไม่ต้องเครียด อย่าเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกรณีพี่กับน้อง หรือเปรียบเทียบกรณีลูกของเรากับเด็กคนอื่นๆ เพราะเด็กแต่ละคน จะมีความถนัดไม่เหมือนกัน
ปัญหาเด็ก, โรค Perfectionism , นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร
img-over-post

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะสังเกตและป้องกันได้อย่างไร อาการภูมิแพ้ในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเลยค่ะ และอาการที่แสดงออกมาก็มีหลายรูปแบบเช่นกัน แต่อาการที่ค่อนข้างชัดเจนและพบบ่อยที่สุดคือ การแพ้อาหาร ซึ่งถ้าลูกเกิดการแพ้อาหาร พ่อแม่จะยิ่งกังวล เพราะกลัวว่าลูกจะเผลอกินอาหารที่แพ้ไปโดยไม่รู้ตัว หรือกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แล้วส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยได้ สาเหตุของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง 1. ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น ถ้าพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้มากกว่าคนอื่นหลายเท่า 2. สิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง แมลงสาบ ควันบุหรี่ รวมถึงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เช่น นมวัว อาหารทะเล ไข่ แป้งสาลี ถั่วลิสง พ่อแม่ไม่ได้แพ้ แต่เด็กก็มีโอกาสแพ้ได้ ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเวลานานหรือตั้งแต่เกิด อาการแสดงของโรคภูมิแพ้ในเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ดังนี้ 1. ผิวหนัง ผิวของลูกจะมีผื่น ผิวแห้ง มีอาการคัน โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแก้ม ผื่นอาจกระจายไปบริเวณอื่นๆ ตามร่างกายได้ด้วย หรือเป็นผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ 2. ระบบทางเดินหายใจ ลูกจะเป็นหวัดบ่อยเรื้อรัง จาม น้ำมูกไหลในตอนเช้า หรือเป็นไซนัสอักเสบ มีอาการไอเฉพาะบางเวลา เช่น วิ่งเล่นแล้วไอ อากาศเปลี่ยนแล้วไอ ไอเวลากลางคืน 3. ระบบทางเดินอาหาร หากลูกแพ้อาหาร ริมฝีปากจะบวม มีผื่นคันรอบปาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ถ่ายเหลว มีมูกเลือดปนในอุจจาระ หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบไปหาคุณหมอ เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องนะคะ จะได้หายขาด และลดปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาด้วยค่ะ การรักษาโรคภูมิแพ้ มี 3 วิธี ด้วยกัน 1. ให้ลูกหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้หรือสงสัยว่าจะแพ้ เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว แป้งสาลี และไรฝุ่น ฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง ควันบุหรี่ เป็นต้น 2. ให้ลูกออกกำลังกายเป็นประจำ และใช้ยารักษาจากคำแนะนำของคุณหมอ 3. ป้องกันลูกจากพันธุกรรม แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราควบคุมสิ่งแวดล้อมและอาหารการกินได้ เช่น เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังอย่ากินอาหารซ้ำๆ ที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายมากเกินไป เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัว ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์จากนม แป้งสาลี และเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว ต้องเน้นให้ลูกได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรก และควรพยายามหลีกเลี่ยงนมวัวให้นานที่สุด ควรรักษาความสะอาดบ้าน ให้ลูกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไร้มีฝุ่น ไร้มลพิษด้วยนะคะ แม้โรคภูมิแพ้จะเป็นโรคที่พบบ่อยมากในเด็ก แต่ปัจจุบันเราได้รู้จักโรคนี้ดีขึ้น ระวังมากขึ้น และมียารักษาที่ดี ทำให้การรักษาโรคดีขึ้น หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกเป็นโรคภูมิแพ้ ควรรีบพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องนะคะ DG Smart Tips : หากลูกถึงวัยหย่านมแม่ และต้องเลี่ยงนมวัว นมแพะคือแนวทางที่จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนได้ เพราะมีประโยชน์ดังนี้ 1. แพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคนที่เรียกว่าอะโพไครน์ ( Apocrine) ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ โกรทแฟคเตอร์ และสารอาหารที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท เซลส์สมอง สายตา และการเรียนรู้ของลูก เช่น ดีเอชเอ, เออาร์เอ, โอเมก้า 3 6 9, วิตามินบี 12, ทอรีน, โคลีน, วิตามินเอ จึงช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรงเติบโตสมวัย 2. นมแพะมีโปรตีน ที่ย่อยง่ายและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูงกว่านมวัวถึง 2 เท่า ลูกจึงสบายท้อง ห่างไกลจากอาการท้องอืด และนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายเพื่อการเจริญเติบโต และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. นมแพะ ทำให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่านมวัว เพราะนมแพะมีปริมาณก่อแพ้น้อยกว่านมวัวถึง 23% โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า
ลูกแพ้อาหาร, ภูมิแพ้ในเด็ก, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว
img-over-post

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว

5 เทคนิคดูแลผิวลูกช่วงหน้าหนาว หน้าหนาวแบบนี้ผิวลูกแม่ต้องได้รับการดูแลนะคะ แต่จะดูแลผิวที่บอบบางยังไงให้ได้ผล สุขภาพดีทุกฤดู 5 เทคนิคนี้เอาอยู่ค่ะ 1. อาบน้ำอุณหภูมิที่พอเหมาะ คุณแม่สามารถอาบน้ำอุ่นให้ลูกได้ แต่ไม่ควรให้น้ำมีอุณหภูมิสูงเกินไปเพราะจะทำให้ผิวลูกแห้งมากขึ้น 2. ทาโลชั่นหรือเบบี้ออยส์หลังอาบน้ำ โดยทาหลังอาบน้ำทันทีตอนที่ผิวยังมีความชื้นอยู่ โดยบีบใส่ฝามือก่อนทาลงบนผิวลูกเพื่อป้องกันการเกิดผื่นจากต่อมผิวหนังอุดตันจากโลชั่นที่มีปริมาณมากเกินไป 3. เลือกเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด เพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็นมากระทบผิวลูก ควรเป็นเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เนื้อผ้านุ่มใส่สบาย เช่น ผ้าฝ้ายหรือผ้าสำลีเนื้อนุ่ม ที่ให้ความอบอุ่น ไม่เสียดสีกับผิวลูก และไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง 4. จิบน้ำอุ่น ในช่วงฤดูหนาวให้จิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวลูก 5. หมั่นตัดเล็บลูกให้สั้น เพราะอากาศเย็น ผิวแห้ง จะทำให้ลูกเกิดอาการคันได้ง่าย การตัดเล็บให้สั้นจะป้องกันไม่ให้ลูกเกาตัวเองจนถลอกเป็นแผล ไม่ยากใช่ไหมคะ เพียง 5 ข้อเท่านั้นผิวสวยๆ จะอยู่คู่ลูกแม่ตลอดกาล ใครเห็นเป็นต้องทักแน่นอน และอย่าลืมแชร์เคล็ดลับดีๆ แบบนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อลูกๆ จะได้มีสุขภาพผิวที่ดีน่ามองน่ากอดนะคะ
การป้องกัน, โรคยอดฮิตฤดูหนาว, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG
Top 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาวที่แม่ต้องระวัง
img-over-post

Top 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาวที่แม่ต้องระวัง

Top 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาวที่แม่ต้องระวัง ลมหนาวเริ่มมา นั่นเป็นหนึ่งสัญญาณเตือนภัยให้คุณแม่ต้องระวัง และป้องกันโรคภัยให้ลูกรักจากโรคต่างๆ ที่มากับอากาศหนาว เพราะถ้าหากคุณแม่เผลอ ลูกแม่เจอแน่! 5 โรคยอดฮิตหน้าหนาว จะมีโรคไหนบ้างและคุณแม่จะต้องรับมืออย่างไรเรามีคำตอบค่ะ 1. ไข้หวัด สาเหตุและอาการ : ในช่วงที่อากาศเย็นมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่าย อาการสังเกตุได้จากการไอ จามและมีไข้สูงตามลำดับ วิธีการดูแล : ให้ลูกนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เช็ดตัวให้ลูกบ่อยๆ เพื่อลดไข้ งดของทอด ของมัน เพื่อลดอาการไอและแสบคอ ทำร่างกายลูกให้อบอุ่น หากลูกมีน้ำมูกลองใช้ผ้าขาวบางห่อหอมแดงวางไว้ข้างๆ จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น ป้องกันไว้ก่อน : ทำความสะอาดอุปกรณ์ ของเล่นของลูกทุกครั้งหลังใช้งาน ไม่ควรให้ลูกอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป หากคนในครอบครัวเป็นไข้หวัดก็ไม่ควรคลุกคลีกับลูกด้วย 2. ปอดบวม สาเหตุและอาการ : เกิดจากการติดเชื้อติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียที่ปอด โดยติดต่อผ่านทางการหายใจ น้ำมูก และน้ำลาย หรือเกิดจากอาการแทรกซ้อนของไข้หวัด สังเกตุได้จากลูกมีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบ หายใจแรงหรือหายใจลำบาก วิธีการดูแล : หากมีอาการดังกล่าวหรือสงสัยว่าจะเป็นปอดบวมต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที ป้องกันไว้ก่อน : ช่วงที่อากาศเย็น ต้องทำร่างกายให้อบอุ่นเสมอ และถ้าโรงเรียนมีการระบาดของไข้หวัด ควรให้ลูกหยุดเรียนทันที 3. หัด สาเหตุและอาการ : เกิดจากการติดเชื้อผ่านการไอ หรือจามของผู้เป็นโรค อาการช่วงแรกจะมีไข้สูงตลอดเวลา มีน้ำมูก ไอแห้ง และอาจมีอาการถ่ายเหลว หลังจากนั้นจะมีผื่นขึ้นกระจายและอาจมีอาการคัน วิธีการดูแล: โรคหัดส่วนใหญ่เป็นแล้วจะหายเองภายใน 14 วัน ดูแลเบื้องต้นด้วยการให้พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำเยอะ ๆ เช็ดตัวเพื่อลดไข้ ถ้ามีอาการไอ เสมหะข้น-เขียว ควรรีบพบแพทย์ทันที ป้องกันไว้ก่อน: ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด เด็กควรได้รับการฉีดวัคซีนหัด 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ตอนอายุ 9 – 12 เดือน และครั้งที่ 2 ตอนอายุ 6 – 7 ปี และอย่าให้ลูกอยู่ใกล้หรือคลุกคลีกับคนที่มีอาการป่วย 4. อีสุกอีใส สาเหตุและอาการ : เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านการหายใจ ไอ จาม หรือสัมผัสถูกตุ่มแผลใสๆ ของคนที่เป็นโรคนี้อยู่ อาการเริ่มต้นจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง เบื่ออาหาร จากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดง แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่ม มีน้ำใสและมีอาการคัน วิธีการดูแล: โรคนี้จะหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่ต้องระวังอย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อน ให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ และใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติค่อยๆ เช็ดตามตัว หากลูกมีอาการผิดปกติเช่น ตุ่มแผลติดเชื้อ หายใจขัด ควรพาลูกพบคุณหมอ ป้องกันไว้ก่อน: ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โดยเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 4 – 6 ปี รวมทั้งไม่ให้ลูกสัมผัส หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใส 5. ท้องร่วง สาเหตุและอาการ : เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัส ที่พบได้บ่อยคือ ไวรัสโรต้า อาการขั้นต้นสังเกตุได้จากลูกขับถ่ายเหลวเกิน 3 ครั้ง/วัน ถ่ายมีมูกเลือด มีกลิ่นเหม็นคาว และลูกมีอาการปวดท้อง อาเจียน ถ้าเป็นมากจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ จนเกิดอาการช็อคได้ ป้องกันไว้ก่อน: ฝึกให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาด ก่อนหยิบอาหารเข้าปาก ซึ่งคุณแม่สามารถเรียนรู้ 7 ขั้นตอนล้างมือให้สะอาดอย่างถูกวิธี เพียงคลิก http://bit.ly/2O69o6v และให้ลูกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่อยู่เสมอ วิธีการดูแล: คุณแม่ต้องรีบชดเชยน้ำที่ลูกสูญเสีย โดยการดื่มน้ำสะอาดมากๆหรือเกลือแร่ หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้ เพราะอาจทำให้ลูกท้องเสียมากขึ้นได้ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพาไปพบคุณหมอทันที คุณแม่อ่านแล้วอย่าตกใจหรือกังวลนะคะ เพราะหากคุณแม่มีสติและรู้ทันโรค ลูกรักของคุณแม่จะปลอดภัยสุขภาพดีแน่นอนค่ะ
การแพร่ระบาดโรค, โรคยอดฮิตฤดูหนาว, นมแพะ ดีจี, ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
ลูกฉลาด พัฒนาการสมวัย ด้วย 6 เทคนิคทำได้จริงกระตุ้นสมองลูกวัยเรียนรู้
img-over-post

ลูกฉลาด พัฒนาการสมวัย ด้วย 6 เทคนิคทำได้จริงกระตุ้นสมองลูกวัยเรียนรู้

ลูกฉลาด พัฒนาการสมวัย ด้วย 6 เทคนิคทำได้จริงกระตุ้นสมองลูกวัยเรียนรู้ ลูกเล็กกำลังอยู่ในช่วงวัยอยากรู้ อยากลอง ถ้าคุณแม่สามารถกระตุ้น ตอบสนองความต้องการ พร้อมสนับสนุนลูกได้ตรงจุด จะช่วยกระตุ้น​พัฒนาการสมองและการเรียนรู้ให้ลูกได้ค่ะ ธรรมชาติของลูกวัยเล็กสามารถจดจำเรื่องราวสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้เขายังสามารถจดจำการกระทำสิ่งต่างๆ ที่ง่ายๆ ได้ เช่น กดปุ่มนี้แล้วเดี๋ยวจะมีตุ๊กตาโผล่ออกมาจากกล่อง จำได้ว่าใครที่แสดงความรักกับเขา เช่น จำได้ว่าถ้าพ่อมาหา และจะรู้สึกไม่พอใจถ้าต้องถูกพาไปจากพ่อแม่ หรือคนที่แสดงความรักกับตัวเอง และยังสามารถจดจำ รวมทั้งเลียนแบบท่าทางของพ่อแม่ หรือคนรอบข้างได้ เช่น ลักษณะ​ท่าทาง พฤติกรรมที่เห็นเป็นประจำ จนเกิดการซึมซับ ​และทำตาม อีกทั้งลูกวัยนี้สามารถจดจำสื่อสาร เริ่มอธิบายเรื่องราว และพยายามสื่อสารออกมาเป็นคำพูด ด้วยการพยายามเรียบเรียงขึ้นเอง หรือการพูดเลียนแบบพ่อแม่ค่ะ วิธีกระตุ้นสมองลูกเล็กวัยเรียนรู้ โภชนาการที่ดีช่วยเสริมสร้างเซลล์สมอง ให้ลูกน้อย ลูกจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพื่อช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท และสมอง เช่น ในนมแพะ ที่มี DHA ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมอง ส่งผลต่อการเรียนรู้ ช่วยเรื่องความจำ และสมาธิ เมื่อลูกได้รับ DHA อย่างพอเพียงจะช่วยให้สมองลูกน้อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เติบโตในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดโรค สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดโรค เช่น รับวัคซีนที่จำเป็นต่อร่างกาย เติบโตในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นมลพิษ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และเจ็บป่วย ตัวการการขัดขวางพัฒนาการ เติบโตด้วยความรัก ความอบอุ่น สร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ลูกมีความสุข อบอุ่น ปลอดภัย เพราะลูกมีความสุข สมองจะพัฒนาดี ความรัก การเอาใจใส่ ความอบอุ่นในครอบครัวคือ ภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่ดีที่สุดสำหรับลูก เด็กๆ ที่เติบโตมาจากความรักจะช่วยให้มีความมั่นใจที่จะริเริ่มทำสิ่งต่างๆ ช่วยให้พัฒนาการไม่สะดุด ทำกิจกรรมพัฒนาสมอง เช่น ต่อจิ๊กซอร์ พูดคุย เล่านิทาน บทบาทสมมุติ ฯลฯเป็นกิจกรรมช่วยพัฒนาสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการคิด ภาษา และการสื่อสาร รวมทั้งนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ ​​​​​​​เสริมสร้างนิสัยการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศให้ลูกเกิดความอยากรู้ อยากหาคำตอบ เช่น เปิดโอกาสให้ลูกแสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หรือเล่นเกมเกี่ยวกับความจำ เพื่อกระตุ้นสมอง และกระบวนการคิด​​​​​​​ ​​​​​​​เปิดโอกาสให้ลูกได้ "เล่น" เต็มที่อย่างไม่ปิดกั้น แต่อยู่บนพื้นฐานความปลอดภัย สนับสนุนหากิจกรรมใหม่ๆ ที่สามารถทำได้ที่บ้านให้ลูกได้เล่น ทดลอง จะช่วยให้ลูกได้ค้นหาทักษะใหม่ๆ เพราะการเล่นคือการสำรวจ การทำความเข้าใจ และการเรียนรู้กับโลกที่อยู่รอบตัวเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์ภายนอกและคอยดูไม่ให้ลูกได้รับอันตรายจากการเล่นที่อาจจะเกิดขึ้น คุณแม่ลองนำ 6 เทคนิคไปปรับใช้ให้เหมาะสม ยืดหยุ่นกับสถานการณ์​จะช่วยกระตุ้นสมอง และการเรียนรู้ให้กับลูกน้อยได้อย่างแน่นอนค่ะ
พัฒนาการรอบด้าน , พัฒนาการดี, กิจกรรมพัฒนาสมอง , สมองพัฒนา, พัฒนาการเด็ก
ลูกท้องผูก คุณแม่มือใหม่ต้องรับมืออย่างไรให้ลูกสบายท้อง สุขภาพดี
img-over-post

ลูกท้องผูก คุณแม่มือใหม่ต้องรับมืออย่างไรให้ลูกสบายท้อง สุขภาพดี

ลูกท้องผูก คุณแม่มือใหม่ต้องรับมืออย่างไรให้ลูกสบายท้อง สุขภาพดี ลูกท้องผูกเป็นปัญหาที่คุณแม่มือใหม่หลายคนต้องเจอค่ะ เรามาสังเกตกันก่อนว่าแบบไหนที่เรียกว่าลูกท้องผูก และหากลูกท้องผูกจริงๆ จะต้องดูแลย่างไรให้ลูกอึง่าย สบายท้อง เชื่อเลยว่าคุณแม่มือใหม่แทบทุกคนต้องเจอปัญหาลูกท้องผูก แถมยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วอาการที่ลูกไม่อึหลายวันเรียกว่าท้องผูกจริงไหม ต้องรับมืออย่างไรเพื่อช่วยให้ลูกอึ และไม่ท้องผูกอีก วันนี้เรามีคำแนะนำที่จะมาช่วยให้คุณแม่รับมือกับปัญหาลูกท้องผูก ช่วยให้ลูกอึงาย สบายตัว สบายท้องค่ะ ความรู้เบื้องต้นเรื่องการขับถ่ายของลูก โดยปกติในช่วง 2-3 อาทิตย์แรกหลังลืมตาดูโลก ลูกน้อยที่ดื่มนมแม่มักจะถ่ายวันละหลายรอบต่อวัน เฉลี่ยวันละ 4 ครั้ง จากนั้นจะลดความถี่ลง จนเข้าสู่ช่วงอายุ 6 เดือน ถือเป็นช่วงวัยที่มีอาการท้องผูกมากที่สุดไปจนถึงอายุ 4 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่ลูกเริ่มกินรับประทานอาหารเสริมที่มีกากใยสูง รวมไปถึงในบางกรณีก็เป็นช่วงที่คุณแม่บางคนเริ่มให้ลูกดื่มนมเสริมแล้วค่ะ เด็กนมแม่ – ปกติแล้วลูกแรกเกิดเมื่อดื่มนมแม่แล้วจะขับถ่ายง่ายและไวมาก แต่เมื่อเริ่มเข้าเดือนที่ 2 เป็นต้นไป เด็กนมแม่บางคนจะเริ่มไม่ค่อยถ่าย โดยอาจจะใช้เวลา 3-4 วันถึงถ่ายครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่อาการท้องผูกค่ะ เพราะนมแม่ย่อยง่าย ร่างกายลูกดูดซึมได้หมด และแทบไม่มีกากใยเหลือเป็นเนื้ออุจจาระ ดังนั้นจึงใช้เวลาหลายวันจึงจะมีก้อนอุจจาระมากพอให้มีแรงเบ่งออกมันนั่นเอง อาการแบบไหนที่เรียกว่าลูกท้องผูก สังเกตง่ายๆ เวลาถ่ายอุจจาระ ลูกเบ่งจนหน้าแดง บิดตัว ร้องงอแง เมื่อก้อนอุจจาระออกมาแล้วจะมีลักษณะแข็งทำให้ลูกก้นแดง หรือบางครั้งอาจทำลำไส้หรือรูทวารฉีกขาดจนมีเลือดติดออกมาด้วย หากลูกเข้าข่ายอาการท้องผูก คุณแม่จะต้องรีบแก้ไขค่ะ เพราะหากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อลำไส้และระบบขับถ่ายของลูกในระยะยาว วิธีแก้ปัญหาลูกท้องผูก ให้ลูกดื่มนมแม่ให้นานและมากที่สุด เพราะนมแม่ย่อยง่าย และช่วยทำลำไส้ ระบบขับถ่ายทำงานได้ปกติค่ะ สำหรับเด็กที่กินรับประทานอาหารเสริม ควรเลือกอาหารที่ย่อยง่ายเป็นหลัก และให้ระหว่างป้อนอาจป้อนน้ำซุปสลับไปด้วย เพื่อช่วยให้ย่อยง่าย ควรให้ลูกได้กินรับประทานผักผลไม้ เพราะเป็นอาหารที่มีกากใยสูง ช่วยในระบบขับถ่ายได้ตั้งแต่เริ่มอาหารเสริมไปจนโตค่ะ กรณีที่มีความจำเป็นต้องให้ลูกดื่มนมเสริม คุณแม่ควรคำนึงถึงระบบย่อยของลูกเป็นหลัก เพราะลำไส้ ระบบย่อย และขับถ่ายของลุกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นนมเสริมจึงควรเป็นนมย่อยง่าย อย่างการเลือกนมแพะ ที่มีโปรตีนย่อยง่าย และยังเสริมทัพด้วย Prebiotics อย่าง Inulin & Oligofructose ที่เป็นตัวกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยให้ลูกน้อยขับถ่ายดี ท้องไม่ผูก สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี การสวนทวาร โดยปกติแล้วคุณหมอจะไม่ค่อยแนะนำให้สวนทวารเด็กๆ เพราะจะไปขัดขาวงกระบวนการขับถ่ายตามธรรมชาติของเด็ก ยิ่งสวนบ่อยๆ ลูกก็จะเคยชินกับการสวนและไม่มีเบ่งอึเอง ดังนั้นการสวนควรทำก็ต่อเมื่อลูกไม่อึหลายวันและมีอาการผิดปกติจนไม่สบายตัวจริงๆ เท่านั้น และวิธีการ รวมถึงยาสวนทวารควรอยู่ในการแนะนำของคุณหมอค่ะ
ลูกไม่อึ, การขับถ่าย, นมแพะ ดีจี, พรีไบโอติก, นมแพะ DG
แม่ตั้งครรภ์เป็นหวัดต้องดูแลและกินยาอย่างไรให้ปลอดภัยและหายไว
img-over-post

แม่ตั้งครรภ์เป็นหวัดต้องดูแลและกินยาอย่างไรให้ปลอดภัยและหายไว

แม่ตั้งครรภ์เป็นหวัดต้องดูแลและกินยาอย่างไรให้ปลอดภัยและหายไว ช่วงก่อนตั้งครรภ์ การเป็นหวัดถือว่าเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นช่วงตั้งครรภ์ละค่ะ วันนี้เรามาศึกษาวิธีการดูแลคุณแม่เป็นหวัดระหว่างตั้งครรภ์กันค่ะ ว่าต้องทำอย่างไรบ้างจากบทความนี้ ช่วงก่อนตั้งครรภ์ การเป็นหวัดถือว่าเรื่องเล็กน้อย ทว่าเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ความกังวลต่างๆ จะตามมาทันที ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง จะหายช้ากว่าปกติ การเป็นไข้หวัดธรรมดาไม่มีผลกระทบต่อลูกในครรภ์ คุณแม่สามารถกินยาได้แต่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถซื้อยากินเองได้ เพราะยาบางชนิดส่งผลกระทบต่อทั้งแม่และลูกในครรภ์ อาการไข้หวัดช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่จะมีน้ำมูกไหล ปวดหัวตัวร้อน บ้างก็คัดจมูก มีไอ มีจาม บางรายอาจรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ หากมีอาการรุนแรง ไอมากขึ้น เสมหะสีเขียว หอบเหนื่อย หรือมีไข้สูง กินยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองโดยเด็ดขาด เพราะสามารถติดเชื้อได้ ถ้าอาการรุนแรงหรือเป็นนานเกิน 1 สัปดาห์ คุณแม่ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที แม่ท้องเป็นหวัดดูแลอย่างไร ดูแลร่างกายมากขึ้น สวมเสื้อผ้าให้อบอุ่นอยู่เสมอ หากมีไข้ควรเช็ดตัว หรืออาบน้ำอุ่น จะช่วยให้ระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดี ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เวลานอนควรยกศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวก ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศถ่ายเท ดูแลบ้านให้ปลอดโปร่ง กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ผัก และผลไม้สดมาก ๆ เพราะมีวิตามินต้านอนุมูลอิสระ หากคุณแม่กินอาหารไม่ลงหรือไม่รู้สึกอยากอาหาร ลองเลือกอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำผลไม้ นม เป็นต้น เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน เพราะถึงคุณแม่ไม่อยากอาหารแต่ลูกในครรภ์ยังต้องการสารอาหารไปดูแล ดังนั้นต้องดูแลสุขภาพตัวเอง อย่าให้เป็นหวัดเป็นการดีที่สุดจ้า
อาหารบำรุงครรภ์, อาการตอนตั้งครรภ์, อาการแพ้ท้อง, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
5 อันตรายช่วงปิดเทอม ที่แม่ต้องระวัง!!
img-over-post

5 อันตรายช่วงปิดเทอม ที่แม่ต้องระวัง!!

5 อันตรายช่วงปิดเทอม ที่แม่ต้องระวัง!! มาช่วยกันดูแลช่วงปิดเทอมของลูกให้ปลอดภัยกันเถอะ เพราะเด็กๆ จะสนุกจนลืมอันตรายที่อยู่รอบตัว คุณแม่ควรป้องกันและสร้างความเข้าใจร่วมกับลูกให้เห็นถึงภัยใกล้ตัว มาดูกันค่ะว่า 5 อันตรายที่แม่ต้องระวังมีอะไรกันบ้าง 1. อันตรายจาก “ไฟฟ้า” ป้องกันดีกว่าแก้ไข เด็กๆ มาพร้อมกับความซุกซน บางครั้งซนจนได้เรื่อง ถ้าเผลอเอานิ้วไปจิ้มตามปลั๊กไฟ อาจทำให้ไฟดูดได้ วิธีป้องกัน ต้องกำชับลูก และคนในบ้านให้ระมัดระวังบริเวณที่มีปลั๊กไฟ สายไฟ หรือจะป้องกันด้วยการซื้อที่ครอบปลั๊กไฟมาติดเพื่อกันไม่ให้ลูกเล่นปลั๊ก 2. อันตรายจาก “น้ำ” เล่นน้ำที่ไหนต้องไม่ให้คลาดสายตา ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงที่เรามักได้ยินข่าวเด็กจมน้ำบ่อยที่สุด ดังนั้นเราต้องป้องกันก่อนเกิดเหตุการณ์เศร้าใจนะคะ วิธีป้องกัน คุณแม่ควรฝึกษะให้ลูกว่ายน้ำให้เป็นบ้าง เพื่อจะได้มีวิชาเอาตัวรอดยามจำเป็น รวมทั้งไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นน้ำตามลำพังนะคะ 3. อันตรายจาก “การท่องเที่ยว” อย่าวางใจคนแปลกหน้า ไม่ว่าจะพาลูกไปเที่ยวที่ไหน อย่าปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพัง อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า วิธีป้องกัน คุณแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เขียนเบอร์โทรคุณแม่ใส่กระเป๋าลูกไว้ และสอนลูกเสมอว่าอย่าไปไหนหรือรับของจากคนแปลกหน้า 4. อันตรายจาก “บันได” ควรหาที่กั้นก่อนลูกเจ็บตัว เด็กๆ ชอบวิ่งจากชั้นสองลงมาชั้นล่าง การวิ่งขึ้น วิ่งลงตรงบันได อาจทำให้ลูกควบคุมความเร็วไม่ได้ จนทำให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นคุณแม่ต้องป้องกัน วิธีป้องกัน คุณแม่อาจติดที่กั้นระหว่างบันไดก่อนที่จะลงมาชั้นล่าง และควรอธิบายถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นและกำชับให้ลูกรู้ว่าการเดินขึ้น ลง บันไดไม่ควรวิ่ง 5. อันตรายจาก “การเล่นนอกบ้าน” ที่ที่ปลอดภัยอาจจะเกิดเหตุร้ายได้เสมอ ต่อให้เด็กๆจะวิ่งตามตรอกซอกซอยในหมู่บ้านกับเพื่อนๆที่รู้จักกันแต่ก็ไม่ปลอดภัยนะคะ คุณแม่ต้องระวังเพราะลูกอาจถูกหลอก ถูกจับตัวไป หรืออาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ค่ะ วิธีป้องกัน ไม่ควรปล่อยให้เด็กๆออกไปเล่นนอกบ้านโดยที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเด็ดขาด เพราะการไว้ใจสิ่งแวดล้อมที่คิดว่าคุ้นเคยก็อาจซ่อนไว้ด้วยภัยอันตรายนะคะ นอกจากการดูแลป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ คุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกใช้เวลาช่วงปิดเทอมอย่างมีคุณค่าและมีความสุขด้วย เช่น จัดหากิจกรรมที่พัฒนาทักษะตามวัย หรือเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ รวมทั้งดูแลด้านโภชนาการที่เหมาะสม และอย่าลืมให้ลูกรักดื่มนมแพะทุกวัน วันละ 2 แก้วเช้าเย็น เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วนและสุขภาพที่แข็งแรง สดใส พร้อมเรียนรู้ในทุกๆวันค่ะ
การเล่นของเด็ก, การป้องกัน, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
3 โรคยอดฮิตของเด็กติดจอ
img-over-post

3 โรคยอดฮิตของเด็กติดจอ

3 โรคยอดฮิตของเด็กติดจอ เทคโนโลยีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งผลกระทบจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ โทรทัศน์ หรือ ไอแพด มีผลต่อสมองและสายตาลูกมากๆ ยิ่งอายุน้อยก็ยิ่งมีความเสี่ยง ดังนั้น ปัญหาเด็กติดจอจึงเป็นเรื่องที่คุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาจนำไปสู่ 3 โรคนี้ได้ค่ะ โรคทางสายตา เช่นโรค CVS หรือ Computer Vision Syndrome สาเหตุของโรคเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์นานเกินไป โดยจะมีอาการปวดตา แสบตา ตาแดง ตาแห้ง เป็นต้น โรคสมองเสื่อม สาเหตุนั้นมาจากความเร็วของเนื้อหาบนจอ ทำให้ลูกจดจ่อกับสิ่งรอบตัวน้อยลง รวมไปถึงลดการใช้สมองในส่วนของความจำ และอาจเป็นสาเหตุของโรคสมาธิสั้นอีกด้วยค่ะ โรคอ่อนเพลีย ไม่มีแรง สาเหตุหลักๆ มาจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ติดจอจนไม่ยอมหลับยอมนอน ทำให้มีอาการอ่อนเพลียในตอนเช้า นอกจาก 3 โรคยอดฮิตแล้วยังส่งผลเสียอีกมาก เช่น ส่งผลต่อพฤติกรรม ทำให้ก้าวร้าวและขี้โมโหมากขึ้น และอาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆอีกด้วย วิธีป้องกันเด็กติดจอ พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่าง พ่อแม่เองก็ควรลดเวลาห่างจากหน้าจอแล้วหากิจกรรมทำร่วมกับลูก เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกทำตาม ลองกำหนดเวลาในการเล่น ในยุคสมัยนี้ เทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นการห้ามเลยคงไม่ได้ แต่ควรกำหนดระยะเวลาในการใช้งานตามความเหมาะสม หากิจกรรมอื่นๆให้ลูกทำ เช่น ชวนลูกไปออกกำลังกาย ชวนลูกช่วยงานบ้าน พาออกไปวิ่งเล่นหรือหาหนังสือดีๆแล้วใช้เวลาอ่านร่วมกันเพื่อเสริมสร้างจินตนาการ รู้แบบนี้แล้วอย่าปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่ลูกขาดไม่ได้นะคะ หมั่นหาเวลาพาลูกไปเรียนรู้ธรรมชาตินอกบ้าน เช่น ปั่นจักรยานในสวนสาธารณะหรือพาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ เพราะการที่เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายก็จะช่วยให้สมองเกิดการเรียนรู้อย่างสมดุล และมีพัฒนาการที่ดีสมวัยค่ะ
โรคยอดฮิต, ปัญหาเด็กติดจอ, เทคโนโลยีกับเด็ก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
สอนลูกป้องกัน RSV เบื้องต้นด้วยตัวเองเมื่อไปโรงเรียน
img-over-post

สอนลูกป้องกัน RSV เบื้องต้นด้วยตัวเองเมื่อไปโรงเรียน

สอนลูกป้องกัน RSV เบื้องต้นด้วยตัวเองเมื่อไปโรงเรียน ช่วงหน้าฝน หรือปลายฝนต้นหนาวทีไร ไวรัส RSV จะระบาดมากในกลุ่มเด็กๆ โดยเฉพาะลูกวัยอนุบาลที่มักได้รับเชื้อโรคจากโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งชุมชนและรวมเชื้อโรคค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่ไม่อยากให้ลูกป่วยเพราะไวรัส RSV ก็ควรสอนลูกให้รู้จักป้องกันตัวเองจากไวรัส RSV ด้วยวิธ 5 วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้ค่ะ สอนลูกล้างมือเป็นนิสัย ลูกอาจมีวิธีการล้างมือที่ได้มาจากโรงเรียน เช่น ร้องเป็นเพลงระหว่างล้าง หรือมีขั้นตอนการล้างแบบต่าง ๆ ให้คุณแม่เรียนรู้จากคุณครู หรือเมื่ออยู่บ้านก็ควรพาลูกล้างมือทั้งหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหารให้เป็นนิสัย ซึ่งจะช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ได้ด้วยค่ะ สอนลูกไม่ให้กินขนมหรืออาหารของเพื่อน ไวรัส RSV สามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม การสัมผัส การรับประทานอาหารหรือขนมต่อ ๆ กัน ใช้ภาชนะเดียวกันอาจทำให้ไวรัสติดต่อกันได้ ดังนั้นต้องสอนให้ลูกรับประทานขนมที่แม่เตรียมใส่กระเป๋าไปให้เท่านั้น สอนลูกไม่ให้ใช้ของส่วนตัวของเพื่อน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า ดินสอ ของเล่น เป็นต้น ควรสอนไม่ให้ลูกหยิบของคนอื่นมาใช้ เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกันไวรัส RSV แล้ว ยังป้องกันการติดต่อจากโรคระบาด โรคติดต่ออื่น ๆ ที่แพร่ระบาดได้ง่ายในโรงเรียนอีกด้วยค่ะ ถ้าเพื่อนไม่สบาย ไอ จาม ให้ลูกอยู่ห่างไว้ สอนให้ลูกระมัดระวังตัวเอง ไม่อยู่ใกล้เพื่อนที่ไอจาม หรือไม่สบาย เพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคที่อาจแพร่กระจาย และเช่นเดียวกันคือ เมื่อลูกป่วยก็ต้องสอนให้ไอจามโดยมีผ้าปิดจมูกและปาก หรือให้หน้ากากอนามัย เพื่อไม่ให้แพร่เชื่อโรคสู่เพื่อนเช่นกันค่ะ สอนลูกให้รู้จักอันตรายของเชื้อโรค ลองสอนลูกด้วยการให้ลูกดูการ์ตูนใน YouTube หรืออ่านนิทานที่เกี่ยวกับเชื้อโรคที่เด็ก ๆ สามารถเข้าใจได้ง่ายเพื่อให้ลูกรู้จักอันตรายของเชื้อโรค โรคติดต่อต่าง ๆ และรู้วิธีป้องกันตัวเองในแบบง่าย ๆ ทิปส์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกพร้อมเมื่อต้องไปโรงเรียน ฉีดวัคซีนเสริมนอกจากวัคซีนหลัก นอกจากวัคซีนจำเป็นที่เด็กทุกคนต้องฉีดแล้ว วัคซีนเสริมบางชนิดก็มีความจำเป็นเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็ก ๆ ซึ่งคุณแม่สามารถปรึกษาคุณหมอได้ว่าลูกอายุเท่านี้ หรือฤดูกาลนี้ควรฉีดวัคซีนเสริมอะไรเพิ่มเติมบ้าง ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ไม่มีภาวะขาดวิตามิน หรือ อ่อนเพลียที่จะทำให้ติดเชื้อโรคและป่วยง่ายค่ะ ดื่มนมที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ดื่มนมแพะเป็นประจำทุกวัน ในนมแพะมีโปรตีนที่ย่อยง่าย ซึ่งช่วยให้ลูกเจริญเติบโต แข็งแรง รวมทั้งพรีไบโอติก หรือใยอาหารชนิด Oligosaccharide (Inulin & Oligofructose) ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ การอักเสบในทางเดินอาหาร รวมถึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย นมแพะดีจีห่วงใยสุขภาพเด็กๆ ดื่มนมแพะวันละ 2 แก้วเช้าเย็น เพื่อสารอาหารครบถ้วนและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคกันนะคะ
การแพร่ระบาดโรค, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
img-over-post

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ ฟังดูอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ความแตกต่างของอาการก็คือ เมื่อเด็กเป็นแล้วความรุนแรงมักจะมากกว่าที่ผู้ใหญ่เป็น เนื่องจากเด็กๆ อาจทนภาวะขาดน้ำได้ไม่มากเท่า ดังนั้นเมื่อลูกเกิดอาการอาหารเป็นพิษ คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบ Advance ต้องรับมือกับเรื่องนี้ให้ได้ค่ะ สาเหตุและอาการ อาหารเป็นพิษ อาหารเป็นพิษ คือ อาการป่วยที่เกิดจากการทานอาหารที่มีสารพิษหรือเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนเข้าไป เช่น พิษของเชื้อ Staphylococcus aureus, E.coli, Clostridium botulism, Bacillus cereus เมื่อเด็กๆ ทานอาหารที่มีพิษของเชื้อเหล่านี้เข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ส่วนอาการที่เกิดขึ้นจะเกิดเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษของแบคทีเรียที่ร่างกายได้รับ เด็กบางคนอาจเกิดเร็วใน 1-2 ชั่วโมง แต่เมื่อร่างกายขับพิษออกมาเป็นการถ่ายหรืออาเจียนหลังจากนั้นก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่บางคนก็อาจมีอาการ 1-2 วันได้เช่นกัน อาหารเป็นพิษส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากกรรมวิธีการปรุงอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ อาหารไม่สด หรือเก็บไว้นานจนเกิดแบคทีเรียเมื่อเด็กๆ ทานเข้าไปจึงทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้นั่นเอง การดูแลลูกเมื่ออาหารเป็นพิษ ควรให้ลูกกินยาแก้อาเจียนและดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ และไม่ควรให้ลูกกินยาระงับการขับถ่ายหรือยาแก้ท้องเสีย เพราะจะยิ่งทำให้สารพิษอยู่ในร่างกายนานขึ้น หากลูกอายุต่ำกว่า 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ต้องให้น้ำเกลือแร่กับลูกเร็วขึ้น เพราะเด็กเล็กไม่อาจทนภาวะขาดน้ำได้ดีเท่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่อย่างเราๆ นอกจากนี้อาการอาหารเป็นพิษจะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่ทานเข้าไป ถ้าทานมากจะมีอาการรุนแรงกว่าคนที่ทานน้อย และคนที่ร่างกายแข็งแรงจะทนต่อการขาดน้ำได้ดีกว่าค่ะ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรสังเกตลูกด้วยว่ามีอาการขาดน้ำหรือไม่ ลักษณะของอาการ ได้แก่ ปากแห้ง กระบอกตาลึก กระหม่อมบุ๋ม ชีพจรเต้นเร็วและปัสสาวะน้อยลง ถ้าพบสัญญาณเหล่านี้ให้รีบพาลูกไปหาหมอทันทีค่ะ ถ้าอาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เราควรให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ต่อไป พยายามให้ลูกดื่มนมทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อาเจียน ส่วนอาหารการกินของลูกควรเป็นอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊กหรือข้าวต้ม เพราะย่อยง่าย อาหารที่ต้องระวังเป็นพิเศษ สลัดที่ราดมายองเนสมากๆ ผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด รวมทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค ไข่ดิบ สัตว์มีเปลือกเช่น กุ้ง หอย หอยแครง หอยแมลงภู่ น้ำผลไม้สดไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ถั่วงอก และผักลวกที่ลวกทิ้งไว้นาน นมสดที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ และเนยแข็ง อาหารกระป๋องที่หมดอายุ พริกดองสำหรับปรุงรส วิธีป้องกันอาหารเป็นพิษ 1. ล้างมือด้วยน้ำสบู่ทั้งก่อนและหลังทำกับข้าว 2. ควรแยกอาหารสด อาหารแห้ง ผักผลไม้ ไข่ไก่ออกจาก เพราะเชื้อโรคจากเปลือกไข่ หรือจากเนื้อสัตว์อาจหลุดเข้ามาปะปนในอาหารอื่นๆ ได้ 3. อย่าทิ้งเนื้อสดไว้นอกตู้เย็น เพราะอุณหภูมิที่ร้อนจะเร่งให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว 4. ควรมีกล่องหรือภาชนะที่ปิดสนิทใส่เนื้อหมู เนื้อไก่ เพื่อป้องกันกลิ่นและเชื้อโรคปนเปื้อนอาหารอื่นๆ 5. ล้างผักและผลไม้ด้วยน้ำจากก๊อก แช่ด่างทับทิมหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต และควรแช่ไว้ประมาณ 15 นาทีก่อนล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง 6. ควรแยกเขียงสำหรับเนื้อสัตว์ไว้ต่างหาก และเมื่อใช้เสร็จควรขัดให้สะอาดแล้วล้างด้วยน้ำอุ่น อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวลูกเรามาก คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามปรุงอาหารให้สะอาด และสุกอยู่เสมอ รวมทั้งล้างมือก่อนและหลังทานข้าว รวมถึงเลือกอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาอย่างดี เพราะนอกจากจะปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษแล้ว ยังถือเป็นการเลี้ยงลูกแบบ Advance ด้วย
การดูแลลูกป่วยอาหารเป็นพิษ, อาหารเป็นพิษ, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG