curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

บทความอัพเดทล่าสุด

5 โรคติดต่อจากโรงเรียนป้องกันได้ เพื่อลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย
img-over-post

5 โรคติดต่อจากโรงเรียนป้องกันได้ เพื่อลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย

5 โรคติดต่อจากโรงเรียนป้องกันได้ เพื่อลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย เมื่อลูกเข้าโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อย่ามัวแต่ตื่นเต้นที่เห็นลูกไปโรงเรียนวันแรก แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่อย่างเราต้องเตรียมคือ หาข้อมูลให้พร้อมเพื่อรับมือสารพัดโรคติดต่อที่ลูก ๆ อาจจะมีโอกาสเสี่ยงติดมาหลังจากไปโรงเรียน จะมีเทคนิคป้องกัน ดูแลลูก ๆ ให้แข็งแรง สุขภาพดี ไม่ป่วยง่ายเมื่อไปโรงเรียนอย่างไรบ้าง 5 โรคติดต่อสุดฮิตเมื่อลูกไปโรงเรียน มีอะไรบ้าง มือเท้าปาก โรคนี้พบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ยิ่งเมื่อเด็กเริ่มเข้าโรงเรียน มีโอกาสเสี่ยงกับโรคมือเท้าปากเพิ่มขึ้น อาการคือมีไข้ เจ็บปาก กินอาหารไม่ได้ มีแผลอักเสบในปาก มีผื่นแดง และกลายเป็นตุ่มขึ้นบริเวณ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ไข้หวัด เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก ในเด็กเล็กมีโอกาสเป็นได้บ่อย เพราะภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงหรือมีมากพอเท่าผู้ใหญ่ ด้วยเชื่อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดมีอยู่หลายชนิด ทำให้มีโอกาสเป็นได้บ่อย หากร่างกายหรือภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ตาแดง เป็นโรคตาที่พบได้บ่อย เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตาบริเวณตาบนและล่างรวมเยื่อบุตาบริเวณตาขาว เป็นได้ทั้งแบบเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง สามารถติดต่อโดยตรงจากมือสัมผัสขี้ตา น้ำตาของผู้ป่วย แล้วมาสัมผัสตาตัวเอง สามารถติดต่อได้ง่าย และระบาดได้ โดยเฉพาะในเด็กที่เริ่มเข้าโรงเรียน อุจจาระร่วง หรืออาการท้องเสียรุนแรง คือ ถ่ายอุจจาระเหลวตั้งแต่ 3-4 ครั้งขึ้นไป หรือถ่ายมีมูกปนเลือด ถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก อาจมีอาการอาเจียนหรือเป็นไข้ด้วย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากเชื้ออหิวาตกโรค เชื้อบิด อีโคไล หรือ เชื้อปรสิตในลำไส้ เช่น ไจอาเดีย หรือจากเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสโรต้า อีสุกอีใส เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยในเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ติดต่อได้ง่ายผ่านการหายใจ หรือการสัมผัส อีสุกอีใสมักจะระบาดในช่วงปลายฤดูหนาว ถึงต้นฤดูร้อน อาการจะมีผื่นขึ้นพร้อมไข้ จากผื่นแดงกลายเป็นตุ่มน้ำใส และจะค่อย ๆ แห้งหายไปเอง เทคนิคป้องกัน 5 โรคติดต่อจากโรงเรียนเพื่อลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย ให้ลูกดื่มนมแม่ตั้งแต่เล็ก ๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก ทำความสะอาดของใช้ ของเล่น เฟอร์นิเจอร์หรือสถานที่ต่างๆ ด้วยน้ำยาทำความสะอาด น้ำยาฆ่าเชื้อ ไม่พาลูกออกไปที่คนเยอะๆ หรือในที่ชุมชนในช่วงที่มีการระบาดของโรค เช่น สนามเด็กเล่น ห้างสรรพสินค้า สระว่ายน้ำ สอนให้ลูก ๆ ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร ใช้ช้อนกลางตักอาหาร และแยกของใช้ของคนป่วยเพื่อป้องกันการติดต่อ ติดเชื้อ ให้ลูกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สด สะอาด เลือกอาหารที่มีประโยชน์ และเลือกนมที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกดื่มตั้งแต่ขวบปีแรก ควรเลือกนมแพะ เพราะนมแพะมีไบโอแอคทีฟ คอมโพแนนท์ (Bioactive Components) ซึ่งเป็นสารอาหารจากธรรมชาติ ประกอบด้วยสารอาหารมีถึง 4 ชนิด ได้แก่ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกและยังช่วยดูแลให้ร่างกายและสมองมีพัฒนาการดี เรียนรู้สมวัย ที่สำคัญนมแพะ มีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ยิ่งกว่านั้นในนมแพะยังมี CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตเต็มที่ มีร่างกายที่แข็งแรง เลือกนมแพะช่วยดูแลระบบขับถ่าย เพราะนมแพะมีพรีไบโอติก ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งพรีไบโอติกเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ พรีไบโอติกจะกระตุ้นการทำงาน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ ลดการอักเสบบริเวณลำไส้ และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกได้เป็นอย่างดี ลูกรักจึงแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย
ภูมิคุ้มกัน, ใยอาหาร, นมแพะ DG
ลูกไม่ป่วยง่ายถ้าได้พรีไบโอติกในนมแพะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
img-over-post

ลูกไม่ป่วยง่ายถ้าได้พรีไบโอติกในนมแพะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ลูกไม่ป่วยง่ายถ้าได้พรีไบโอติกในนมแพะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน คุณแม่เคยสังเกตไหมคะว่า ตอนที่เราเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว ลูกแข็งแรง ขับถ่ายดี ลูกไม่ป่วยง่าย แต่เมื่อลูกหย่านมแม่ เริ่มดื่มนมเสริม เริ่มมีกิจกรรมและพัฒนาการมากขึ้น ลูกกลับป่วยง่าย ลูกป่วยบ่อย นั่นเป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันยังไม่ดีมากพอ และระบบภูมิคุ้มกันจะดีได้ก็มาจากหลายปัจจัย เช่น นอนพักผ่อนเพียงพอ รักษาความสะอาด และได้สารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน พรีไบโอติกคือใยอาหารที่ร่างกายของเราไม่สามารถย่อยและดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารได้ พรีไบโอติก เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีที่อยู่ในลำไส้ ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ ไม่ท้องผูก และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันนั่นเอง ในนมแพะมีพรีไบโอติก ที่เรียกว่า โอลิโกแซคคาไรด์ (Oligosaccharide) ทั้งอินนูลิน (Inulin) และ โอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีในทางเดินอาหาร และพบในนมแพะมากกว่าในนมวัว 4-5 เท่า (Martinez-Ferez et al., 2006) พรีไบโอติกในนมแพะดีกับร่างกายอย่างไร พรีไบโอติกกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน พรีไบโอติกเป็นแหล่งอาหารสำคัญของจุลินทรีย์ที่ดี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้เซลล์ทางเดินอาหารของทารกสร้างโปรตีน ที่ช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ ทำให้มีภูมิคุ้มกันที่ดี แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย พรีไบโอติกลดปัญหาติดเชื้อในทางเดินอาหาร พรีไบโอติกช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพที่ดี ลดปัญหาติดเชื้อในทางเดินอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดร้ายที่ทำให้เกิดโรคจากการติดเชื้อทำให้มีอาการท้องเสีย ปวดท้อง พรีไบโอติกช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร ทำให้อึลูกนิ่มขึ้น ขับถ่ายง่าย ไม่ท้องผูก ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ พรีไบโอติกช่วยส่งเสริมการดูดซึมแร่ธาตุ พรีไบโอติกในนมแพะมีผลต่อการดูดซึมและการสะสมของเกลือแร่ในร่างกายหลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียม แมกนีเซียม และเหล็ก เพราะจุลินทรีย์ในลำไส้จะผลิตกรดไขมันสายสั้นที่ช่วยดูดซึมแร่ธาตุ สำหรับคุณแม่สาย Healthy พรีไบโอติกก็จะพบมากในนมหรือโยเกิร์ตที่คุณแม่กินเพื่อรักษารูปร่าง และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีนั่นเองค่ะ พอจะเข้าใจพรีไบโอติกมากขึ้นแล้วใช่ไหมคะ นี่คือ 1 ในเหตุผลหลักๆ ที่คุณแม่ยุคใหม่ไว้ใจและเลือกนมแพะให้ลูกดื่มหลังจากหย่านมแม่ และให้ดื่มเป็นนมเสริมไปจนโต เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วน และได้รับพรีไบโอติกที่จะช่วยในระบบขับถ่าย ป้องกันท้องผูก และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายค่ะ
ใยอาหาร, พรีไบโอติก, นมแพะ DG
หน้าร้อน ระวังลูกป่วยเป็นหวัดแดด
img-over-post

หน้าร้อน ระวังลูกป่วยเป็นหวัดแดด

หน้าร้อน ระวังลูกป่วยเป็นหวัดแดด หวัดแดด หรือ Summer Flu คือไข้หวัดที่ทำให้คนเรามีอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ มีไข้สูง จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งสาเหตุเกิดจากเชื้อ Influenza virus เป็นตัวเดียวกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เราป่วยเป็นไข้หวัดนั่นละค่ะ ยิ่งถ้าช่วงไหนเด็กๆ ร่างกายอ่อนแอ บวกกับชอบวิ่งเล่นกลางแจ้งช่วงแดดจัดๆ ด้วยแล้ว โอกาสเป็นหวัดแดดมีสูงเลยละ ดังนั้นเรามาหาวิธีป้องกันหวัดแดดกันเถอะ 7 วิธีป้องกันหวัดแดด 1. หลีกเลี่ยงแดดจัดๆ โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-15.00 น.เพราะแดดร้อน ๆ จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลูกสูงกว่าปกติ จนทำให้ภูมิต้านทานของลูกอ่อนแอลง หากจำเป็นต้องออกแดดควรกางร่ม สวมหมวกมีปีก สวมเสื้อแขนยาว และทาครีมกันแดดให้เด็กๆ ทุกครั้ง 2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม มะเขือเทศ ฝรั่ง เพื่อป้องกันโรคหวัด และควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว เพื่อลดการสูญเสียน้ำจากเหงื่อ แต่หากไม่สามารถทำให้ลูกดื่มน้ำได้ในปริมาณที่กำหนด อาจลดปริมาณน้ำลง 2 แก้ว แล้วชดเชยด้วยนมแทนก็ได้ 3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เด็ก ๆ ต้องนอนอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันดี ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยไข้ได้ง่าย 4. ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยให้ลูกเป็นคนเลือกกีฬาที่เขาชอบด้วยตนเองแล้วพากันไปออกกำลังกาย อาจจะเป็นช่วงเช้าก่อน 10 โมง หรือเย็นๆ หลังแดดร่มลมตกไปแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนและป้องกันโรคลมแดด (Heat Stroke) 5. หลีกเลี่ยงไม่ใกล้ชิดคนที่เป็นหวัด ไอ จาม มีน้ำมูก เพื่อลดโอกาสการรับเชื้อจากผู้ป่วยต้องบอกลูกให้ระวัง ขณะเดียวกันไม่ควรพาลูกไปในสถานที่แออัดอากาศไม่ถ่ายเท เช่น ตลาดนัด โรงภาพยนตร์ เป็นต้น 6. ล้างมือเป็นประจำ ควรสอนลูกให้ติดเป็นนิสัย ทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร หลังเล่นของเล่น หรือหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อป้องกันป้องเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และเป็นการส่งเสริมสุขลักษณะที่ดี 7. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหวัดให้แก่เด็ก โดยเริ่มฉีดได้ตั้งแต่ลูกอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป และควรฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี เนื่องจากความรุนแรงของเชื้อที่ระบาดในแต่ละปีไม่เท่ากัน นอกจากหวัดแดดแล้ว ยังมีโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุภาพร่างกายของเด็กๆ อีก เพราะฉะนั้นนอกจากจะหาทางป้องกันให้กับลูกๆ แล้ว การสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
ภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG
ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย
img-over-post

ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย

ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย โรคอีสุกอีใส แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง เป็นแล้วหาย แต่ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กๆ ก็ทำให้เขาทรมานไม่น้อย จนทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลใจ เวลาที่เห็นลูกแสบคัน ร้องไห้งอแงก็ทำเอาใจของพ่อแม่เกือบสลายได้เหมือนกัน แบบนี้มาหาวิธีรับมือ เพื่อจะช่วยบรรเทาอาการให้ลูกน้อยกันดีกว่า อีสุกอีใส โรคธรรมดาที่ไม่น่ารัก โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Varicella zoster virus) ซึ่งอาการจะมีผื่นและตุ่มใสๆ ขึ้นตามตัว ลักษณะของผื่นจะค่อยๆ ขึ้นที่ละระลอก ขึ้นเป็นกลุ่มๆ ไม่ขึ้นพร้อมกัน กระจัดกระจายตามร่างกาย บางทีจะออกเป็นผื่นแดงราบ บางทีเป็นตุ่มน้ำใสๆ บางทีเป็นตุ่มมีหนอง และจะค่อยๆ เริ่มตกสะเก็ด และหายไปภายใน 7-10 วัน ช่วงที่ผื่นและตุ่มใสๆ ขึ้น จะทำให้มีอาการคัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เด็กๆ ต้องเกา บางครั้งเผลอเกามากจนเป็นแผลอักเสบ ติดเชื้อ และร่องรอยที่เจ้าตุ่มใสทิ้งไว้ให้เด็กๆ ก็คือแผลเป็นที่ไม่น่ารักเอาซะเลย เจ้าโรคนี้จะพบมากในเด็กอายุระหว่าง 5 – 12 ปี รองลงมากลุ่มเด็กเล็กอายุ 1 – 4 ปี และกลุ่มวัยรุ่น วัยหนุ่มสาวตามลำดับ เป็นโรคที่ติดต่อผ่านทางการไอ จาม สัมผัสถูกตุ่มใสโดยตรง และสัมผัสของใช้ของผู้ที่เป็นโรคนี้ โดยจะมีระยะการฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์และช่วงที่แพร่ระบาดมากที่สุดคือช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ดังนั้นต้องป้องกันและเตรียมรับมือไว้ก่อนที่ลูกจะเป็น 6 วิธี ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย 1. ต้องแยกเด็กไปอยู่ห้องอื่น หากในบ้านมีคนป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส ต้องแยกเด็กไปอยู่ห้องอื่น ยิ่งบ้านไหนมีเด็กหลายคนต้องแยกคนละห้องก่อน เพื่อป้องกันลูกอีกคนติดเชื้อ 2. ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ ของเล่น หรือของกิน ช่วงนี้ควรแยกใช้ชั่วคราวก่อน 3. ควรให้ลูกหยุดโรงเรียนก่อนจนกว่าจะหาย ถ้าโรงเรียนมีการระบาด หรือถ้าลูกเป็นควรให้ลูกหยุด ก่อนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ 4. พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดมากๆ 5. ทายาแก้คัน และใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติค่อยๆ เช็ดตามตัว หากลูกมีอาการคันมาก ร้องไห้งอแง ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่เกาแผล ทายาช่วยบรรเทาอาการคันได้ 6. ฉีดวัคซีนป้องกัน เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดซ้ำอีกครั้งช่วงอายุ 4-6 ปี แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% ฉีดแล้วก็สามารถเป็นได้ แต่จะช่วยบรรเทาอาการจากหนักเป็นเบาได้ และสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ คือให้ลูกได้รับโภชนาการที่ครบถ้วน เพราะสารอาหารสำคัญจะช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันโรคภัยต่างๆ ได้ อย่าง “นมแพะ” นั่นเพราะ“นมแพะ” มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ (Apocrine Secretion) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ที่สำคัญยังมี “พรีไบโอติก” ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร เพราะทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และบิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ผลที่ตามมาคือ ห่างไกลจากโรคอีสุกอีใส
ภูมิคุ้มกัน, พรีไบโอติก, นมแพะ DG
ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่
img-over-post

ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่

ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่ ไวรัส RSV ทำให้เด็กๆ หลายคนต้องเข้าโรงพยาบาลมาแยะแล้วค่ะ ไวรัส RSV คืออะไร อาการของเด็กที่ติด RSV เป็นอย่างไร ดีจีมีข้อมูลมาบอก พร้อมวิธีป้องกันลูกจากไวรัส RS ไวรัส RSV คืออะไร RSV ย่อมาจาก Respiratory Syncytial virus คือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และเชื้อไวรัสจะเจริญเติบโตได้ดีในอากาศเย็นและชื้นในฤดูฝน แต่จริงๆ แล้วการพบเชื้อ RSV สามารถพบเชื้อได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน ซึ่งเด็กเล็กมีโอกาสติดเชื้อนี้ได้ง่าย จากการอยู่ใกล้ชิด สัมผัสกับสารคัดหลั่ง และทางลมหายใจของผู้ที่เป็นโรค RSV เพียงแค่การหอมแก้มก็สามารถติดได้แล้ว อาการของ RSV อาการคล้ายกับการเป็นหวัด แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือจะมีอาการเหนื่อยหอบร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้ใกล้เคียงกับโรคปอดบวม บางรายอาจจะหายใจแรงจนสังเกตได้จากการยุบบุ๋มลงไป และโป่งพองขึ้นมา เด็กบางคนอาจจะหายใจเข้าออกลำบาก มีเสียงวี้ดร่วมด้วย เด็กบางคนอาจจะไอมากจนอาเจียนได้ ซึมไม่ร่าเริง ไม่อยากอาหาร มีอาการตัวเขียว หรือสีที่ผิวหนังมีลักษณะออกม่วงหรือเขียว เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ (cyanosis) TIPS: อาการตัวเขียวหรือม่วงจากออกซิเจนไม่เพียงพอ เกิดจากเลือดจำนวนมากอยู่ในสภาพที่ขาดออกซิเจนจึงทำให้เห็นเป็นสีม่วง เมื่อเทียบกับเลือดที่ได้รับออกซิเจนเพียงพอที่มีสีแดง RSV ไม่มีทางรักษา เชื้อไวรัส RSV ไม่มีทั้งวัคซีนและยารักษา สิ่งที่จำเป็นต้องห่วงคือ ภาวการณ์ขาดน้ำในเด็กที่เป็นติดเชื้อไวรัส RSV เพราะเมื่อร่างกายของเด็กๆ ขาดน้ำ จะทำให้เสมหะเหนียวเชื้ออาจจะลงปอดได้ หากอาการเป็นหนัก อาจจะต้องใช้ยาพ่นร่วมกับการให้ออกซิเจนแก่เด็กๆ เพื่อช่วยขยายหลอดลมให้หายใจได้ดีขึ้น ลดอาการตัวเขียวได้ หากตัวร้อนมีไข้ก็สามารถเช็ดตัวลดความร้อน หรือกินยาลดไข้ตามอาการได้ด้วยเช่นกัน สิ่งที่ต้องทำคือนอนพักเยอะๆ ให้ร่างกายจัดการเชื้อไวรัสตัวนี้ ร่างกายจะฟื้นตัวในระยะเวลา 7-14 วันแต่แม้ว่าจะหายจากการเป็นโรค RSV แล้ว หลอดลมและถุงลมฝอยของเด็กๆ ก็จะมีการอักเสบได้ง่ายเมื่อมีการติดเชื้อใหม่อีกครั้ง ดีที่สุดคือการป้องกัน การล้างมือคือทางป้องกันที่ดีที่สุด โดยการล้างมือแต่ละครั้งต้องล้างด้วยสบู่หรือน้ำยาล้างมือให้นานเพียงพอ หรือนานเท่ากับการร้องเพลงช้าง ช้าง ช้าง จบ 1 รอบ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และกินอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ เมื่อลูกมีอาการผิดปกติ ให้รีบแยกลูกออกจากเด็กๆ ที่ปกติดี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ RSV คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้ามามีบทบาทสังเกตอาการของลูกให้ถี่ถ้วน เพราะหากทิ้งไว้นานอาการอาจแย่ลงจนร้ายแรงต่อชีวิตลูก และทำให้เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังได้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือดูแลสุขภาพลูกอยู่เสมอ กินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน ดื่มนมที่มีประโยชน์สูง เช่น นมแพะ เพราะนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ จึงมีสารอาหารที่มีประโยชน์ตามธรรมชาติสูง เช่น นิวคลีโอไทด์* ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย นอกจากนี้นมแพะยังมี CPP* โปรตีนและไขมันคุณภาพ ที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ มีแคลเซียมและวิตามินบี 12 สูง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและสุขภาพให้แข็งแรง เป็นเกราะป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างดี Ref:Neveu et al. Reprod Nutr Dev. 2002; 42:163-172 Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
ลูกน้อยท้องผูก อึไม่ออก ทำอย่างไรดี?
img-over-post

ลูกน้อยท้องผูก อึไม่ออก ทำอย่างไรดี?

ลูกน้อยท้องผูก อึไม่ออก ทำอย่างไรดี? วันไหนลูกถ่ายปกติ คุณแม่ก็พลอยโล่งใจ แต่วันไหนที่ลูกยังไม่ถ่ายนี่สิคะ ทำเอาคุณแม่เครียดได้เลยทีเดียว ทำอย่างไรจะให้ลูกถ่ายได้ดีทุกวัน มาลองดูคำแนะนำจากทฤษฎี และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ กันค่ะ ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ค่อยๆ ฝึกให้น้องจิบน้ำให้บ่อยขึ้น นอกจากจะช่วยเรื่องการขับถ่ายแล้วยังช่วยให้ผิวลูกชุ่มชื้นอีกด้วยนะคะ ดื่มน้ำผลไม้ อาทิ น้ำส้มคั้น น้ำลูกพรุน เป็นต้น เครื่องดื่มเหล่านี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงและมีไฟเบอร์ตามธรรมชาติช่วยเรื่องขับถ่ายด้วยค่ะ ดื่มนมแพะ ที่มี CPP* โปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่าย ดื่มแล้วสบายท้อง และมีใยอาหารถึง 2 ชนิด คือ โอลิโกฟรุคโตส และอินนูลิน ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย ถ่ายง่าย ลดปัญหาท้องผูก เน้นการรับประทานอาหารที่ให้ไฟเบอร์ เช่น เพิ่มผักและผลไม้ต่างๆ ในเมนูของน้องๆ ถึงจะเป็นเรื่องน่าหนักใจอยู่ไม่น้อยที่จะฝึกให้ลูกทานผัก แต่คุณแม่ต้องใช้เวลาและเทคนิคค่อยๆ ฝึกทำทีละนิดนะคะ และหากเพิ่มการรับประทานข้าวกล้องได้ก็จะดีมาก หากน้องไม่เคยทานมาก่อน คุณแม่อาจจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณทีละนิดก็ช่วยได้นะคะ ฝึกให้น้องเข้าห้องน้ำเป็นประจำทุกวัน ฝึกการออกกำลังกาย เช่นการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เป็นต้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะช่วยให้ลำไส้ใหญ่มีการเคลื่อนไหวช่วยระบบการขับถ่ายของน้องๆ ได้ดีเลยทีเดียว ทางเลือกสุดท้ายคือการเลือกใช้ยา ซึ่งควรใช้อย่างระมัดระวัง และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร ซึ่งยาส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ใช้นาน มียาอะไรบ้างที่เหมาะกับลูกมาดูกันค่ะยาเหน็บทวาร เช่น กลีเซอรีนแท่งที่ออกฤทธิ์ โดยทำให้เด็กมีความรู้สึกอยากถ่าย มักใช้ในเด็กเล็กๆ ยาสวนที่บรรจุน้ำ เช่น เกลือฟอสเฟต เกลือแกงเข้มข้น เป็นต้น อาศัยหลักการความเข้มข้น กระตุ้นลำไส้ให้รู้สึกอยากถ่ายอุจจาระโดยต้องสอดเข้าทางทวาร ซึ่งต้องใช้อย่างระมัดระวังและแนะนำไม่ให้ใช้บ่อยค่ะ ยาที่ออกฤทธิ์อุจจาระนิ่ม เช่น แลคตูโลส, เกลือแมกนีเซียม ข้อควรระวังคืออาจทำให้ท้องอืด แน่นท้องได้ ยาที่ออกฤทธิ์หล่อลื่นอุจจาระ เช่น พาราฟิน ข้อควรระวังว่าน้องอาจจะสำลักทำให้เกิดปอดอักเสบได้ ยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เป็นยาที่ห้ามใช้ติดต่อกันนานๆ เนื่องจากอาจทำให้กล้ามเนื้อและระบบประสาทในลำไส้ไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติถาวรได้ ยาที่ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ โดยการดึงน้ำเข้าอุจจาระทำให้นิ่มขึ้น น้องจะรู้สึกอยากถ่ายได้เองตามธรรมชาติ เช่น แมคโกรกอล 4000 ที่มีขายตามท้องตลาดมักเป็นผงบรรจุซองแล้วละลายน้ำดื่ม การฝึกขับถ่ายต่างๆ ให้ลูกตามวิธีข้างต้นนี้หากเราอธิบาย หรือฝึกฝนโดยใช้นิทานหรือการ์ตูนเข้าช่วย ลูกจะให้ความร่วมมือดีขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตาม คุณแม่ต้องค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของน้องๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ข้อมูลโดย : ภญ.สุชาดา มั่งสูงเนิน Ref:Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
ใยอาหาร, ท้องผูก, นมแพะ DG
6 ข้อ ควรรู้...รับมือ “ไวรัสโรต้า” ที่มากับอากาศเย็นๆ
img-over-post

6 ข้อ ควรรู้...รับมือ “ไวรัสโรต้า” ที่มากับอากาศเย็นๆ

6 ข้อ ควรรู้...รับมือ “ไวรัสโรต้า” ที่มากับอากาศเย็นๆ อากาศเย็นทำให้รู้สึกสบายก็จริง แต่อาจจะมีเชื้อโรคแฝงมาแบบไม่คาดคิด ยิ่ง “เชื้อไวรัสโรต้า” เป็นไวรัสที่ชอบอากาศเย็นๆ และอาจทำให้ลูกน้อยติดเชื้อนี้ได้ง่าย หากติดเชื้อนี้แล้วไม่ดีต่อสุขภาพแน่ๆ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องทำความรู้จักเชื้อไวรัสนี้ไว้ก่อน จะได้รับมือได้ทัน 1. ไวรัสโรต้า ชอบอากาศเย็น ไวรัสโรต้าพบการระบาดได้ตลอดปี แต่จะพบเยอะในช่วงอากาศเย็นๆ โดยเฉพาะหน้าหนาวพบได้มากที่สุด และลูกน้อยวัยแรก เกิด – 5 ปี ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ จึงต้องคอยระวังเชื้อไวรัสที่แฝงมากับอากาศเย็นๆ 2. ไวรัสโรต้า มักอยู่กับของใช้ของลูก เจ้าไวรัสโรต้าเป็นเชื้อที่ติดง่ายมากและสามารถอยู่ได้นานเป็นวันๆ และชอบอยู่ตามของใช้ ของเล่น เมื่อลูกน้อยเอาของเล่นเข้าปากจะทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ทันที 3. ไวรัสโรต้า สาเหตุท้องร่วงรุนแรง เมื่อเชื้อไวรัสโรต้าเข้าสู่ร่างกาย จะไปอยู่ที่ลำไส้ ทำให้ผนังลำไส้ดูดซึมน้ำและเกลือแร่ต่างๆ ผิดปกติ และเกิดอาการท้องร่วง มีไข้ อาเจียน ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้ 4. ยังไม่มียารักษาเฉพาะ ยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสโรต้ายังไม่มีเฉพาะเจาะตง จึงต้องรักษาตามอาการ เช่น Diosmectite หรือ Dioctahedral Smectite ชนิดผงจะช่วยปกป้องผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้กลับมาทำงานได้ตามปกติ และดูดซับเชื้อไวรัสโรต้านี้ให้ออกไปจากร่างกาย ช่วยลดการสูญเสียน้ำในร่างกายได้ทันที และควรให้ลูกน้อยจิบน้ำเกลือแร่ ORS บ่อยๆ เพื่อทดแทนการสูญเสียเกลือแร่ในร่างกาย 5. ฉีดวัคซีน ช่วยบรรเทาอาการที่ติดเชื้อ การฉีดวัคซีน จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรง หากมีอาการติดเชื้อจริงๆ ช่วยบรรเทาอาการที่อาจจะรุนแรงได้ 6. วิธีป้องกันเชื้อไวรัสโรต้า การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ล้างมือให้ลูกน้อยบ่อยๆ ทั้งก่อนรับประทานข้าว หรือหลังจับสิ่งของต่างๆ รักษาสุขอนามัยของสมาชิกในบ้าน รวมทั้งบริเวณที่ลูกชอบเล่น ควรเป็นพื้นที่สะอาด ไม่อับชื้น มีอากาศถ่ายเทได้ดี และหมั่นล้างของเล่นเสมอ ที่สำคัญควรให้ลูกรับประทานอาหารที่ผ่านความร้อน ปรุงสดใหม่ สุก และสะอาด สิ่งสำคัญอีกอย่างที่คุณแม่ต้องไม่ลืม คือการให้ลูกได้รับประทานอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันที่ดี อย่างการดื่ม “นมแพะ” ที่มีโปรตีน CPP โปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ร่างกาย ในนมแพะยังใยอาหารหรือพรีไบโอติก ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose โดยจะกระตุ้นการทำงาน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ อย่างเช่น แล็กโทบาซิลลัส (LACTOBACILLUS) และไบฟิโด แบคทีเรีย (BIFIDOBACTERIA) จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ที่สำคัญช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันไม้ให้เชื้อโรคต่างๆ มาทำลายสุขภาพของลูกน้อยได้
ภูมิคุ้มกัน, พรีไบโอติก, นมแพะ DG
ร่วมสร้างภูมิคุ้มกัน 5 โรคอันตราย ภัยร้ายลูกรัก
img-over-post

ร่วมสร้างภูมิคุ้มกัน 5 โรคอันตราย ภัยร้ายลูกรัก

ร่วมสร้างภูมิคุ้มกัน 5 โรคอันตราย ภัยร้ายลูกน้อย ปัจจุบันนี้ เด็กๆ มักเจ็บป่วยด้วยโรคนานาชนิด ซึ่งมีผลร้ายแรงต่างกันไป หากพ่อแม่ไม่ดูแลเอาใจใส่ถึงสาเหตุและอันตราย เพื่อหาวิธีป้องกัน ของ 5 โรคที่เป็นภัยร้ายลูกรัก เพราะหากเชื้อร้ายลุกลามเข้ากระแสเลือด ลูกอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ โรคหวัด เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่มีอาการไม่รุนแรงได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ มีไข้เล็กน้อย อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในฤดูกาลที่มีอากาศเย็น ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำเช่น ฤดูหนาว เนื่องจากอุณหภูมิเหมาะสมต่อการเติบโตของไวรัส และ เยื่อบุจมูกแห้งมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่ายโดยเฉลี่ยเด็กมีโอกาสเป็นหวัด 6-8 ครั้งต่อปี และพบน้อยลงเมื่อเด็กโตขึ้น อาการโดยทั่วไปมักเกิดอาการมากที่สุดหลังรับเชื้อ 1-3 วัน เด็กจะมีน้ำมูกใสในวันแรกๆ ต่อมาอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียว ซึ่งเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อการกำจัดเชื้อ หลังจากนั้นเด็กๆ จะคัดจมูก จาม ไอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว ตาแดง ซึ่งอาการเหล่านี้มักเป็นอยู่ 2-7 วัน หากถ้าเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ อาจมีภาวะภูมิแพ้, ไซนัสอักเสบ หรือ ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ดังนั้น ถ้าลูกมีไข้ พ่อแม่ควรเช็ดตัวให้ลูก ใช้ผ้าสะอาดเช็ดน้ำมูก และใช้น้ำเกลือหยอดจมูก เด็กเล็กใช้ลูกยางแดง เด็กโตให้สั่งน้ำมูกเอง หากลูกอาการไม่ดีขึ้น ควรพาลูกไปพบแพทย์ค่ะ โรคมือเท้าปาก คือเป็นโรคที่มักพบการติดเชื้อในกลุ่มทารกและเด็กเล็ก แต่บางรายจะมีอาการรุนแรง ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัสที่มีการติดเชื้อ โรค HFMD โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี อาการโดยทั่วไปนั้น โรคมือ เท้า ปาก มักจะมีอาการไม่รุนแรง โดยจะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-6 วัน และมีอาการเริ่มต้นคือ เป็นไข้ต่ำ ๆ มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ประมาณ 1-2 วัน จากนั้นจะเริ่มเจ็บปาก ไม่ยอมทานอาหาร เพราะมีตุ่มแดงที่เหงือก ลิ้น กระพุ้งแก้ม โดยตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใส รอบแผลจะอักเสบแดง ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น จากนั้นจะพบตุ่มหรือผื่น ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้น แขน ขา และอวัยวะสืบพันธุ์ด้วย ในเด็กทารกอาจพบกระจายทั่วตัวได้ แต่อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จึงต้องใช้ภูมิคุ้มกันของตัวเองต่อสู้กับเชื้อโรค ทั้งนี้หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นลูกมีอาการที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียนบ่อย ๆ หอบ แขนขาอ่อนแรง ไม่ยอมรับประทานอาหารและนํ้า ก็ควรพาลูกไปพบแพทย์นะคะ ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน คือการอักเสบติดเชื้อของเยื่อบุโพรงอากาศรอบจมูก โดยเฉียบพลัน หมายถึงการอักเสบของเยื่อบุโพรงอากาศรอบจมูกที่เป็นน้อยกว่า 4 สัปดาห์ และ อาการหายไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งโรคนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหวัดได้ เกิดได้ในทุกอายุรวมทั้งในเด็กทารก สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น เด็กที่เป็นหวัด ควรนึกถึงไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อ แบคทีเรีย ด้วย เพราะถ้าหากมีอาการหวัดเรื้อรังนานกว่าปกติ เช่น ไอ และ น้ำมูกนานเกิน 10 วัน หวัดจากเชื้อไวรัสมักมีอาการมากที่สุด 7 วัน และค่อยๆ ดีขึ้นเอง หากมีอาการหวัดที่รุนแรงกว่าปกติ ได้แก่ ไข้สูง น้ำมูกข้นเป็นหนอง บางรายมีอาการบวมรอบตา กดเจ็บบริเวณไซนัส หรือ ปวดศีรษะร่วมด้วย ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะ หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคที่พบบ่อย ที่ทำให้ผู้ป่วยเด็กมาพบแพทย์ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ซึ่งมักเกิดร่วมหรือ ตามหลังโรคหวัด โดยหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน คือ ภาวะที่มีการอักเสบของหูชั้นกลาง ทำให้มีน้ำในช่องหูชั้นกลาง ร่วมกับมีอาการแสดงของการติดเชื้อที่เกิดขึ้นเร็ว ไม่เกิน 3 สัปดาห์ โดยโรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และ อาจพบทั้งไวรัส และ แบคทีเรียร่วมกันได้ มีรายงานว่าในประเทศไทยพบเชื้อแบคทีเรีย 77.3% โดยอาการของโรคนี้จะมีไข้ ปวดหู ในเด็กเล็กอาจจะแสดงด้วยการดึงหูบ่อยๆ บางรายมีอาการไอร่วมด้วย ดังนั้น พ่อแม่ควรตรวจเช็คหูลูก เมื่อมีอาการเป็นหวัด เจ็บหู มีไข้ รวมไปถึงอาการที่ลูกร้องกวนไม่ทราบสาเหตุหรือดึงหูบ่อยผิดปกติ ฝีหลังคอหอย มักพบในเด็กที่ มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ซึ่งสาเหตุส่วนมากเป็นผลจากการติดเชื้อของจมูก ทอนซิล หูชั้นกลาง หรือ ไซนัสนำมาก่อน สาเหตุอื่น อาจเป็นผลจากการกวาดคอ หรือ การบาดเจ็บต่อหลังคอหอย ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการของโรคนี้ เด็กจะมีไข้สูง เจ็บคอ กลืนลำบาก เบื่ออาหาร น้ำลายไหล คอบวม คอแข็ง บางคนมีอาการหายใจลำบากจากการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน เด็กที่เป็นโรคนี้ แพทย์จะรักษาโดยการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ส่วนเรื่องอาการแทรกซ้อนนั้นจะมีข้อควรระวังอยู่ 2 อย่างคือ การแตกกระจายของหนองเข้าไปในช่องอกและการกัดกร่อนหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งหมดนี้คือ 5 โรคที่เป็นภัยร้ายลูกน้อย ซึ่งแต่ละโรคสามารถทำให้เด็กที่มีภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานต่ำเกิดเจ็บป่วย ได้ง่าย ดังนั้นพ่อแม่ควรดูแลเอาใจใส่สุขภาพของลูก ทั้งเรื่องโภชนาการและสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างให้มีภูมิคุ้มกันที่ดีไม่เจ็บป่วยง่าย และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวนะ
ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
เคล็ดลับช่วยลูกอึง่าย ขับถ่ายสบายท้อง
img-over-post

เคล็ดลับช่วยลูกอึง่าย ขับถ่ายสบายท้อง

เคล็ดลับช่วยลูกอึง่าย ขับถ่ายสบายท้อง เด็กๆ วัยนี้เป็นวัยที่ชอบเล่นชอบเรียนรู้ หากลูกๆ เกิดอาการท้องผูกหรือไม่สบายตัวแล้วละก็อาจส่งผลเสียทำให้ลูกงอแง พัฒนาการของลูกแย่ลงไปด้วย ปัญหาเรื่องการขับถ่ายยากเป็นเรื่องที่สำคัญ เด็กแต่ละคนมีความต่างกันทั้งในเรื่องของอาหารเสริม กิจกรรมที่ทำ พฤติกรรมของลูก ระบบต่างๆ ในร่างกาย และการขับถ่าย คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ให้ลูกได้ อยากรู้ว่าทำอย่างไรเรามีเทคนิคช่วยให้ลูกวัยเล่นวัยเรียนรู้ขับถ่ายดีมาแนะนำค่ะ ดื่มน้ำสม่ำเสมอ เมื่อลูกทานนม หรือทานอาหารเสริมเสร็จ คุณแม่ควรให้ลูกดื่มน้ำตามให้มากๆ เวลาลูกเล่นก็ควรหาน้ำให้ลูกดื่มบ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 6 -8 แก้วต่อวัน ทานผักและผลไม้ที่มีกากใยมากขึ้น เช่น มะละกอ กล้วย ส้ม ลูกพรุน ลูกแพร์ ตำลึง และแครอท เพราะใยอาหารจะช่วยเพิ่มกากอาหาร หรือปริมาณเนื้ออุจจาระและอุ้มน้ำ ทําให้อุจจาระอ่อนตัวขับถ่ายได้ง่ายและหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้อุจจาระแข็ง เช่น ข้าวกล้อง ช็อกโกแลต ชีส เป็นต้น ฝึกการขับถ่ายเจ้าตัวน้อยให้เป็นเวลาทุกวัน การฝึกง่ายๆ สำหรับคุณแม่เริ่มจากการให้ลูกรับประทานอาหารให้เป็นเวลาและอิ่มท้องเพื่อเป็นการกระตุ้นลำไส้ด้วยวิธีทางธรรมชาติ หรือควรฝึกลูกนั่งกระโถนหรือชักโครกเงียบๆ ในมุมส่วนตัวคุณแม่ค่อยอยู่ใกล้ๆ ไม่ควรดุหรือทำให้ลูกกลัว ให้คําชมเมื่อลูกทำได้ ลูกจะรู้สึกดีและไม่กลั้นอุจจาระ เลือกนมที่ดีกับระบบขับถ่าย เพราะนมเป็นหนึ่งในอาหารสำคัญที่ลูกน้อยต้องดื่มเป็นอาหารหลัก การเลือกนมที่มีโปรตีน ที่ย่อยและดูดซึมง่าย และมีใยอาหารที่ช่วยในเรื่องการขับถ่าย ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการช่วยลูกให้อึง่าย ขับถ่ายสบายท้อง อย่างนมแพะที่อุดมไปด้วย CPP* หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ช่วยดูแลลูกน้อยไม่ให้เกิดอาการท้องอืด หรือท้องผูกนอกจากนี้ “นมแพะ” ยังมีใยอาหารจากธรรมชาติ หรือพรีไบโอติกส์ อย่างอินนูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และบิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารทำให้ลูกน้อยขับถ่ายได้ง่าย หมดปัญหาเรื่องท้องผูกและส่งเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ลูกน้อยอีกด้วย การใช้ยาระบาย ทางเลือกสุดท้ายที่ควรได้รับคำแนะนำจากคุณหมอเท่านั้น การใช้ยาระบายจะใช้ในกรณีที่การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการฝึกขับถ่ายไม่ได้ผล ซึ่งการใช้ยาดังกล่าวนี้จะต้องได้รับคําแนะจากแพทย์เท่านั้น Ref:1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
ท้องผูก, นมแพะ DG
พิชิต 5 โรคผิวหนังกวนใจลูก
img-over-post

พิชิต 5 โรคผิวหนังกวนใจลูก

พิชิต 5 โรคผิวหนังกวนใจลูก ลูกรักมีผิวบอบบางแพ้ง่าย ยิ่งต้องเผชิญกับอากาศที่ทั้งร้อนและหนาว ยิ่งง่ายต่อการเกิดภูมิแพ้ โดยเฉพาะภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่ง 5 โรคผิวหนังต่อไปนี้ คุณแม่ต้องพิชิตให้ห่างไกลจากลูกของเรานะคะ 5 โรคผิวหนังกวนใจลูก 1.โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ทุกฤดู แต่จะพบมากในฤดูหนาวและมักทำให้เกิดอาการคันผิวหนังรุนแรงจึงไม่ควรเกาเพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) อาการบ่งชี้ มีผื่นแดง ผิวแห้งลอก มีอาการคันมาก มักเป็นบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา และซอกคอ 2.ผดผื่นหรือผดร้อน: มักเกิดกับลูกวัย 1-4 ปี โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนอบอ้าว ผดผื่นนี้เกิดจากการอักเสบของต่อมเหงื่อใต้ผิวหนัง เมื่อมีเหงื่อออกมากและระบายไม่ทัน ทำให้เกิดการอุดตันของท่อต่อมเหงื่อและเกิดป็นตุ่มผื่นหรือผดขึ้น อาการบ่งชี้ มีลักษณะเป็นตุ่มใสเล็กๆ ขึ้นตามผิวหนัง เป็นตุ่มนูนขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับท่อเหงื่อว่าอุดตันบริเวณไหนของผิวหนัง 3.โรคสุกใส หรืออีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella Virus) ติดต่อโดยการหายใจหรือการสัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใสโดยตรง รวมถึงการสัมผัสถูกของใช้ เช่น ที่นอน ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ เกิดขึ้นได้ทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ อาการบ่งชี้ เป็นผื่นแดง ต่อมาจะมีตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นตามตัว กระจายตามใบหน้า ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร 4.โรคหัด (Measles/Rubeola) เป็นโรคที่ติดต่อกันทางระบบทางเดินหายใจ มักเป็นในเด็กอายุ 1 ปี จนถึงระดับประถมศึกษา สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันตามเกณฑ์อายุ อาการบ่งชี้ มีไข้สูง ไอมาก ตาแดง เป็นหวัด มีผื่นแดงขนาดเล็กขึ้นทั่วบริเวณลำตัว แขน และขา 5.โรคหัดเยอรมัน (Rubella, German measles) เป็นโรคที่ติดต่อกันทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเด็กทุกคนควรฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันตามเกณฑ์เพื่อป้องกันการเกิดโรค อาการบ่งชี้ มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว หลังจากนั้นจะมีผื่นขึ้นที่บริเวณหน้า คอ ลำตัว แขน และขา ผื่นมักขึ้นเต็มตัวภายในระยะเวลา 1 วัน ต่อมน้ำเหลืองโต ส่วนผื่นมักจะหายไปเองภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 วัน Tips : พิชิตโรคผิวหนังห่างไกลลูก หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ ฯลฯ คุณแม่จึงควรทำความสะอาดเครื่องใช้ในห้องนอน ทำความสะอาดบ้านให้ปราศจากฝุ่น ให้ลูกใส่เสื้อผ้าระบายอากาศได้ เลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน เด็กเล็กมีผิวหนังบอบบาง คุณแม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าปลอดภัยสำหรับเด็ก สูตรอ่อนโยนจากธรรมชาติหรือออร์แกนิค ไม่มีสารเคมีเจือปน อาบน้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่อาบน้ำนานเกินไป หลังอาบน้ำซับตัวหมาดๆ และทาโลชั่นหรือเบบี้ออยล์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง กินอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจจะฝึกให้เขาเดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย นอกจากนี้การดื่มนมแพะที่มีโภชนาการสูง จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกวัยนี้ เนื่องจากนมแพะมีโปรตีน CPP* ที่ย่อยและดูดซึมง่ายทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้นมแพะยังมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ เรียกว่า อะโพรไคน์ ทำให้มีสารอาหารสำคัญ เช่น นิวคลีโอไทด์ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทำให้ลูกน้อยแข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดี ไม่ป่วยง่าย พร้อมที่จะเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างมั่นใจ Ref: 1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
ดูแลตัวเองห่างไกลจากไข้หวัดใหญ่
img-over-post

ดูแลตัวเองห่างไกลจากไข้หวัดใหญ่

ดูแลตัวเองห่างไกลจากไข้หวัดใหญ่ ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจากเชื้อไวรัส H1N1 ไปจากเดิมมากทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกันจึงเกิดการระบาดหรือติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นวงกว้าง โรคนี้มีความรุนแรงต่ำ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะหายเองได้ค่ะ ในคนไข้ปกติใช้เวลาประมาณ 3-5 วันแต่คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนั้นอาจใช้เวลานานกว่านั้น ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต้องดูแลสุขภาพกันหน่อยนะคะ ใครกันบ้างนะที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้บ้างหนอ คุณแม่ตั้งครรภ์ ที่มีอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือน - 2 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง มะเร็งที่กำลังรับเคมีบำบัด เบาหวาน ธาลัสซีเมีย และภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ติดเชื้อเอชไอวีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ บุคลากรทางการแพทย์เจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดสัตว์ปีก อาการ อาการส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรงซึ่งดูจะคล้ายโรคไข้หวัดธรรมดาคือเริ่มต้นมักมีไข้ ไอ น้ำมูก บางคนมีอาการเจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ท้ายที่สุดอาการก็จะหายไปเองได้ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีอาการรุนแรง เช่น ไอมาก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทำให้เกิดการอักเสบของปอด มีผลทำให้ปอดบวม การหายใจล้มเหลว อาการที่เกิดขึ้นนี้อาจจะรุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้โดยมากมักจะเกิดกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่ที่กล่าวมานี่แหละคะ การรักษา แพทย์และเภสัชกรจะรักษาและจ่ายยาตามอาการ อาจจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส (Tamiflu) เพิ่มโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาเป็นรายๆ ไป การใช้ยาโดยเฉพาะเด็กเล็ก คุณแม่ตั้งครรภ์และผู้สูงอายุนั้นควรใช้ยาอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง เช่น ตัวร้อนมีไข้ ควรได้รับยาลดไข้ อาการไอ ควรใช้ยาที่ไม่กดระบบประสาทส่วนกลาง อาทิ ตัวยาลีโวโดโปรปิซีน เป็นต้น อาการท้องเสียควรเลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์ในการดูดซับ อาทิ ไดออคตะฮีดรอล สเมคไท (Dioctahedral Smectite) ชนิดผง โดยรับประทานห่างจากชนิดอื่นๆประมาณ 1.5-2 ชั่วโมงเป็นต้น ยาไดออคตะฮีดรอล สเมคไท (Dioctahedral Smectite) ชนิดผงนี้สามารถใช้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดรวมถึงคุณแม่ตั้งครรภ์ได้เนื่องจากตัวยาออกฤทธิ์เฉพาะในลำไส้และไม่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย การป้องกัน เมื่อมีคนในบ้านป่วยหรือสงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ต้องรีบพบแพทย์และจำเป็นต้องป้องกันการติดต่อ ดังนี้นะคะ ผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายของละอองฝอย การสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จามของผู้ป่วย โดยละอองฝอยที่มีเชื้อเหล่านี้ เมื่อสัมผัสกับทางเดินหายใจหรือตามเยื่อบุต่างๆ เช่น เยื่อบุตา จะทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายและป่วยได้ เราควรล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการใช้มือ สัมผัสหน้า ตา จมูกโดยไม่จำเป็นเพราะเป็นทางแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้คะ เมื่อรู้ข้อมูลของโรคแล้วเรื่องหวัดก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไปแล้วนะคะ ข้อมูลโดย : ภญ.สุชาดา มั่งสูงเนิน ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาลัยวิทยาลัยมหิดล,โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน (http://www.tm.mahidol.ac.th/th/tropical-medicine-knowledge/new/Influenza.html) http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs211/en/
ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
เคล็ดไม่ลับ เมื่อลูกท้องเสีย
img-over-post

เคล็ดไม่ลับ เมื่อลูกท้องเสีย

เคล็ดไม่ลับ เมื่อลูกท้องเสีย เมื่อภูมิต้านทานของลูกยังไม่แข็งแรงพอ แถมมักหยิบจับสิ่งของต่างๆเข้าปากโดยตรงและชอบดูดนิ้วมือ ทำให้ลูกได้รับเชื้อแบคทีเรีย และบางครั้งอาจติดเชื้อไวรัสได้อีกด้วยเชื้อเหล่านี้ก็ปนเปื้อนอยู่บนสิ่งของใกล้ตัวลูกอย่างของเล่นนี่แหละค่ะ คราวนี้คุณแม่คงกังวลใจไม่น้อยเลยหละค่ะ เรามาช่วยกันดูแลป้องกันไม่ให้ลูกของเราอยู่ไกลจากสิ่งเหล่านี้กันดีกว่านะคะ การป้องกันลูกท้องเสีย รักษาสุขอนามัยในเรื่องอาหารและน้ำดื่มรวมทั้งสิ่งของภายในบ้าน ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ หากเด็กกินนมผสม ควรต้มหรือนึ่งขวดนมและจุกนมนาน 5-10 นาทีก่อนใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค โรคไทฟอยด์ และโรคติดเชื้อไวรัสโรตา การดูแลเมื่อลูกท้องเสีย รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก เน้นอาหารจำพวกแป้ง มีปริมาณโปรตีนเล็กน้อย หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกเส้นใย ได้แก่ ผักและผลไม้ ลดปริมาณของอาหารแต่ละมื้อ และเพิ่มจำนวนมื้ออาหาร ดื่มน้ำเกลือแร่ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง แนะนำให้ใช้ผงเกลือแร่ชนิดซองโดยผสมในน้ำต้มสุกในสัดส่วนตามที่ระบุไว้ที่ซอง กรณีที่เด็กไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็คโตสในนมวัวได้ ควรเปลี่ยนนมชั่วคราวเป็นเวลา 3-7 วัน โดยเลือกใช้นมสำหรับเด็กท้องเสียซึ่งจะไม่มีน้ำตาลแล็คโตส ไม่ควรใช้ยาแก้ท้องเสียหรือยาช่วยหยุดถ่ายกับเด็ก เนื่องจากจะทำให้สารพิษหรือเชื้อโรคตกค้างในร่างกายนานขึ้น ยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อ ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม antibiotic อาจมีประโยชน์ในกรณีอุจจาระมีมูกเลือดหรือเป็นอหิวาตกโรคซึ่งไม่ครอบคลุมถึงเชื้อโรตาไวรัส แต่ควรอยู่ในความดูแลจากแพทย์ เลือกยาที่ปลอดภัยต่อเจ้าตัวเล็กโดยควรปรึกษาเภสัชกร อาทิ กลุ่มดูดซับ (Absorbent antidiarrhea) จะจับเชื้อทั้งแบคทีเรียและไวรัส อาทิ ไดออกตะสเมคไท (Dioctahedralsmectite) ซึ่งออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณทางเดินอาหารโดยปกป้องลำไส้ไม่ให้ถูกทำลาย จึงสามารถใช้ได้ทั้งแด็กแรกเกิดขึ้นไป กรณีมีอาการอาเจียนและปวดท้องร่วมด้วย สามารถให้ยาตามอาการได้ อาการลูกท้องเสียเมื่อใดต้องพบแพทย์ กรณีที่เด็กไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ อุจจาระมีมูกเลือด มีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง มีอาการหอบเหนื่อย ซึมลง ไม่ปัสสาวะ ไข้สูง หากอาการท้องเสียไม่ดีขึ้นภายใน 4-5 วัน เป็นเรื้อรังหรือเป็นๆหายๆ
ท้องผูก, นมแพะ DG