curl-top

Top 5…โรคยอดฮิตของเด็ก ที่เป็นช่วงฤดูหนาว

Admin 26 Oct 2017 307
ภูมิคุ้มกัน, พรีไบโอติก, นมแพะ DG
กดแชร์บทความ

Top 5…โรคยอดฮิตของเด็ก ที่เป็นช่วงฤดูหนาว

 

    ใกล้หน้าหนาวเข้ามาทุกที ทั้งคุณพ่อคุณแม่และเด็กๆ ต่างตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสอากาศเย็นๆ แต่ช่วงอากาศเปลี่ยนนี่เอง เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กๆ ป่วยได้ง่าย และอาจติดเชื้อเป็นโรคอื่นๆ ตามมาได้ด้วย มาดูกันว่ามีโรคอะไรบ้างที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับเด็กๆ ในช่วงหน้าหนาวนี้ เพื่อที่จะได้เตรียมรับมือและป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

 

1.    ไข้หวัด : โรคยอดฮิตของเด็กๆ ในทุกฤดู แต่ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง อากาศเย็นๆ แบบนี้ยิ่งมีโอกาสที่เชื้อไวรัสจะติดต่อมาสู่เด็กๆ ได้ง่ายกว่าปกติ

ช่วงแพร่ระบาดของโรค : ในช่วงฤดูหนาว ช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง พฤศจิกายน – มกราคม จะมีเด็กๆ ป่วยมากกว่าฤดูอื่นๆ

ป้องกันไว้ก่อน

  • ทำความสะอาดบ้าน ไม่ให้มีจุดอับชื้นเพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค รวมถึงทำความสะอาดอุปกรณ์ ของเล่นของลูกทุกครั้งหลังใช้งาน
  • ไม่ควรให้เด็กๆ อาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป 
  • ช่วงที่อากาศเย็นๆ โดยเฉพาะเวลากลางคืน ควรทำร่างกายให้อบอุ่น ด้วยการห่มผ้า ใส่เสื้อหนาๆ ใส่ถุงเท้า 
  • ถ้าเด็กๆ ไปโรงเรียนแล้ว ต้องฝึกล้างมือให้สะอาด อย่าขยี้ตา หรือเอามือเข้าปาก  

 

 2.    ปอดบวม :  แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ถ้าเด็กๆ เป็นแล้วอาจนำไปสู่อาการรุนแรงได้ ซึ่งโรคปอดบวมเกิดจากอาการแทรกซ้อนของไข้หวัด หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อปอดบวมโดยตรง อาการที่น่าสงสัยคือ มีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบหรือหายใจแรง หากมีอาการดังกล่าวต้องรีบพาไปพบแพทย์

ช่วงแพร่ระบาดของโรค : ในช่วงที่อากาศเย็นมากๆ และในช่วงฤดูหนาวคือ เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ จะมีคนเป็นโรคปอดปอดบวมมากกว่าฤดูอื่นๆ

ป้องกันไว้ก่อน

  • ฝึกให้เด็กๆ ล้างมืออย่างถูกวิธี ไม่ขยี้ตา ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและก่อนหยิบ อาหารเข้าปาก 
  • ไม่ควรอาบน้ำสระผมด้วยน้ำเย็นเกินไป และในช่วงที่มีอากาศเย็น เพราะจะทำให้เป็นหวัดได้ 
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์ ของเล่น ของใช้ของลูกทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จแล้ว 
  • ช่วงที่อากาศเย็น ต้องทำร่างกายให้อบอุ่น เวลานอนควรใส่เสื้อหนาๆ ใส่ถุงเท้า และห่มผ้าเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย 
  • ถ้าโรงเรียนมีการระบาดของไข้หวัด ควรให้ลูกหยุดเรียนก่อน  

 

 3.    หัด : เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสหัด ติดต่อกันง่ายมากผ่านการไอ จาม ส่วนใหญ่จะพบในเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นหรือไม่ได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อน ซึ่งอาการที่น่าสงสัยคือ เริ่มจากมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ผื่นขึ้นกระจายเต็มตัว และจะหายไปเองภายใน 14 วัน และบางคนอาจเกิดอาการแทรกซ้อนที่อันตรายได้คือ ปอดบวม ท้องร่วง ช่องหูอักเสบ หรือสมองอักเสบได้

ช่วงแพร่ระบาดของโรค : จะเกิดการระบาดช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงต้นฤดูร้อน

ป้องกันไว้ก่อน : 

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด เด็กควรได้รับการฉีดวัคซีนหัด 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ตอนอายุ 9 – 12 เดือน และครั้งที่ 2 ตอนอายุ 6 – 7 ปี  
  • อย่าให้ลูกอยู่ใกล้หรือคลุกคลีกับคนที่มีอาการป่วย

 

4.    อีสุกอีใส :  เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านการหายใจ ไอ จาม หรือสัมผัสถูกตุ่มแผลใสๆ หรือของใช้ของคนที่เป็นโรคอยู่แล้ว ซึ่งอาการน่าสงสัยจะเริ่มจากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง เบื่ออาหาร และเริ่มมีผื่นแดง แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่ม มีน้ำใสๆภายในและคัน ตุ่มจะขึ้นเต็มตัวภายใน 4 วัน และจะหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ และควรระวังอย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อน เพราะจะทำให้เด็กๆ ยิ่งป่วยหนักได้

ช่วงแพร่ระบาดของโรค : มักเกิดการระบาดในช่วงฤดูหนาว จนถึงต้นฤดูร้อน

ป้องกันไว้ก่อน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โดยเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 4 – 6 ปี 
  • ไม่ควรให้ลูกสัมผัส หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใส ควรแยกห้อง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ไม่ใช้ของใช้ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใส 
  • ถ้าลูกเป็นอีสุกอีใส ควรตัดเล็บให้สั้น หรือใส่ถุงมือเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเกา ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังอักเสบและติดเชื้อลุกลามได้

 

5.    ท้องร่วง : เป็นโรคที่พบได้บ่อย หากเด็กๆ มีอาการท้องเสียและได้รับการดูแลที่ไม่เหมาะสมหรือล่าช้า อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ท้องร่วงรุนแรง และร้ายแรงถึงชีวิตได้ ซึ่งอาการน่าสงสัย สังเกตได้จากมีการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน หรือถ่ายมีมูกเลือด นอกจากนี้อุจจาระอาจมีสีเหมือนน้ำซาวข้าว มีกลิ่นเหม็นคาว และมีอาการปวดท้อง อาเจียน ซึมเศร้าร่วมด้วย ถ้าเป็นมากจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ จนเกิดอาการช็อคได้

ช่วงแพร่ระบาดของโรค : พบมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน จนถึงกุมภาพันธ์

ป้องกันไว้ก่อน

  • ฝึกให้เด็กๆ หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่ขยี้ตา ไม่เอามือหรือหยิบจับสิ่งสกปรกเข้าปาก
  • ล้างขวดนมให้สะอาดและต้มในน้ำเดือด 10 - 15 นาที หรือใช้เครื่องนึ่งขวดนมก่อน และนมที่เหลือค้างในขวดไม่ควรให้รับประทานต่อ
  • ทำความสะอาดภาชนะของเด็กๆ ให้สะอาดอยู่เสมอ 
  • ควรล้างผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ต่างๆ ให้สะอาด ก่อนนำไปปรุงอาหาร เพื่อไม่ให้มีเชื้อโรคและสารเคมีตกค้าง
  • กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม
  • ฉีดวัคซีนป้องกันการเกิดอุจจาระร่วงชนิดรุนแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสโรต้า  

 

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กๆ ห่างไกลโรคภัยต่างๆ คือการได้รับโภชนาการครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารและวิตามินสำคัญ ที่ช่วยในการสร้างภูมิคุ่มกันที่ดีให้ร่างกาย ซึ่งการดื่ม “นมแพะ” เป็นประจำทุกวันจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เนื่องจากนมแพะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โปรตีน CPP (Casein Phosphopeptudes) โปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ร่างกาย และใยอาหาร หรือพรีไบโอติก (Prebiotics) ซึ่งเป็นใยอาหารที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายของลูกน้อยแล้ว จะช่วยทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเพิ่มจำนวนขึ้น ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ลูกน้อยมีร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย 

 

 

 

icon-about

บทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง

ลูกไม่ป่วยง่ายถ้าได้พรีไบโอติกในนมแพะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
img-over-post

ลูกไม่ป่วยง่ายถ้าได้พรีไบโอติกในนมแพะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน


หน้าร้อน ระวังลูกป่วยเป็นหวัดแดด

หน้าร้อน ระวังลูกป่วยเป็นหวัดแดด


ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย

ป้องกัน & ดูแล โรคอีสุกอีใสให้ลูกน้อย


ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่

ไวรัส RSV อันตราย แต่ป้องกัน RSV ได้ด้วยสองมือแม่


ลูกน้อยท้องผูก อึไม่ออก ทำอย่างไรดี?

ลูกน้อยท้องผูก อึไม่ออก ทำอย่างไรดี?