curl-top

Top 5…โรคยอดฮิตของเด็ก ที่เป็นช่วงฤดูหนาว

Admin 26 Oct 2017 334
ลูกเป็นหวัด, โรคยอดฮิตฤดูหนาว, สุขภาพลูก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
กดแชร์บทความ

Top 5…โรคยอดฮิตของเด็ก ที่เป็นช่วงฤดูหนาว

 

    ใกล้หน้าหนาวเข้ามาทุกที ทั้งคุณพ่อคุณแม่และเด็กๆ ต่างตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสอากาศเย็นๆ แต่ช่วงอากาศเปลี่ยนนี่เอง เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กๆ ป่วยได้ง่าย และอาจติดเชื้อเป็นโรคอื่นๆ ตามมาได้ด้วย มาดูกันว่ามีโรคอะไรบ้างที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับเด็กๆ ในช่วงหน้าหนาวนี้ เพื่อที่จะได้เตรียมรับมือและป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

 

1.    ไข้หวัด : โรคยอดฮิตของเด็กๆ ในทุกฤดู แต่ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง อากาศเย็นๆ แบบนี้ยิ่งมีโอกาสที่เชื้อไวรัสจะติดต่อมาสู่เด็กๆ ได้ง่ายกว่าปกติ

ช่วงแพร่ระบาดของโรค : ในช่วงฤดูหนาว ช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง พฤศจิกายน – มกราคม จะมีเด็กๆ ป่วยมากกว่าฤดูอื่นๆ

ป้องกันไว้ก่อน

  • ทำความสะอาดบ้าน ไม่ให้มีจุดอับชื้นเพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค รวมถึงทำความสะอาดอุปกรณ์ ของเล่นของลูกทุกครั้งหลังใช้งาน
  • ไม่ควรให้เด็กๆ อาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป 
  • ช่วงที่อากาศเย็นๆ โดยเฉพาะเวลากลางคืน ควรทำร่างกายให้อบอุ่น ด้วยการห่มผ้า ใส่เสื้อหนาๆ ใส่ถุงเท้า 
  • ถ้าเด็กๆ ไปโรงเรียนแล้ว ต้องฝึกล้างมือให้สะอาด อย่าขยี้ตา หรือเอามือเข้าปาก  

 

 2.    ปอดบวม :  แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ถ้าเด็กๆ เป็นแล้วอาจนำไปสู่อาการรุนแรงได้ ซึ่งโรคปอดบวมเกิดจากอาการแทรกซ้อนของไข้หวัด หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อปอดบวมโดยตรง อาการที่น่าสงสัยคือ มีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบหรือหายใจแรง หากมีอาการดังกล่าวต้องรีบพาไปพบแพทย์

ช่วงแพร่ระบาดของโรค : ในช่วงที่อากาศเย็นมากๆ และในช่วงฤดูหนาวคือ เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ จะมีคนเป็นโรคปอดปอดบวมมากกว่าฤดูอื่นๆ

ป้องกันไว้ก่อน

  • ฝึกให้เด็กๆ ล้างมืออย่างถูกวิธี ไม่ขยี้ตา ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและก่อนหยิบ อาหารเข้าปาก 
  • ไม่ควรอาบน้ำสระผมด้วยน้ำเย็นเกินไป และในช่วงที่มีอากาศเย็น เพราะจะทำให้เป็นหวัดได้ 
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์ ของเล่น ของใช้ของลูกทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จแล้ว 
  • ช่วงที่อากาศเย็น ต้องทำร่างกายให้อบอุ่น เวลานอนควรใส่เสื้อหนาๆ ใส่ถุงเท้า และห่มผ้าเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย 
  • ถ้าโรงเรียนมีการระบาดของไข้หวัด ควรให้ลูกหยุดเรียนก่อน  

 

 3.    หัด : เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสหัด ติดต่อกันง่ายมากผ่านการไอ จาม ส่วนใหญ่จะพบในเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นหรือไม่ได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อน ซึ่งอาการที่น่าสงสัยคือ เริ่มจากมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ผื่นขึ้นกระจายเต็มตัว และจะหายไปเองภายใน 14 วัน และบางคนอาจเกิดอาการแทรกซ้อนที่อันตรายได้คือ ปอดบวม ท้องร่วง ช่องหูอักเสบ หรือสมองอักเสบได้

ช่วงแพร่ระบาดของโรค : จะเกิดการระบาดช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงต้นฤดูร้อน

ป้องกันไว้ก่อน : 

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด เด็กควรได้รับการฉีดวัคซีนหัด 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ตอนอายุ 9 – 12 เดือน และครั้งที่ 2 ตอนอายุ 6 – 7 ปี  
  • อย่าให้ลูกอยู่ใกล้หรือคลุกคลีกับคนที่มีอาการป่วย

 

4.    อีสุกอีใส :  เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านการหายใจ ไอ จาม หรือสัมผัสถูกตุ่มแผลใสๆ หรือของใช้ของคนที่เป็นโรคอยู่แล้ว ซึ่งอาการน่าสงสัยจะเริ่มจากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง เบื่ออาหาร และเริ่มมีผื่นแดง แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่ม มีน้ำใสๆภายในและคัน ตุ่มจะขึ้นเต็มตัวภายใน 4 วัน และจะหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ และควรระวังอย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อน เพราะจะทำให้เด็กๆ ยิ่งป่วยหนักได้

ช่วงแพร่ระบาดของโรค : มักเกิดการระบาดในช่วงฤดูหนาว จนถึงต้นฤดูร้อน

ป้องกันไว้ก่อน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โดยเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 4 – 6 ปี 
  • ไม่ควรให้ลูกสัมผัส หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใส ควรแยกห้อง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ไม่ใช้ของใช้ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใส 
  • ถ้าลูกเป็นอีสุกอีใส ควรตัดเล็บให้สั้น หรือใส่ถุงมือเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเกา ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังอักเสบและติดเชื้อลุกลามได้

 

5.    ท้องร่วง : เป็นโรคที่พบได้บ่อย หากเด็กๆ มีอาการท้องเสียและได้รับการดูแลที่ไม่เหมาะสมหรือล่าช้า อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ท้องร่วงรุนแรง และร้ายแรงถึงชีวิตได้ ซึ่งอาการน่าสงสัย สังเกตได้จากมีการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน หรือถ่ายมีมูกเลือด นอกจากนี้อุจจาระอาจมีสีเหมือนน้ำซาวข้าว มีกลิ่นเหม็นคาว และมีอาการปวดท้อง อาเจียน ซึมเศร้าร่วมด้วย ถ้าเป็นมากจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ จนเกิดอาการช็อคได้

ช่วงแพร่ระบาดของโรค : พบมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน จนถึงกุมภาพันธ์

ป้องกันไว้ก่อน

  • ฝึกให้เด็กๆ หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่ขยี้ตา ไม่เอามือหรือหยิบจับสิ่งสกปรกเข้าปาก
  • ล้างขวดนมให้สะอาดและต้มในน้ำเดือด 10 - 15 นาที หรือใช้เครื่องนึ่งขวดนมก่อน และนมที่เหลือค้างในขวดไม่ควรให้รับประทานต่อ
  • ทำความสะอาดภาชนะของเด็กๆ ให้สะอาดอยู่เสมอ 
  • ควรล้างผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ต่างๆ ให้สะอาด ก่อนนำไปปรุงอาหาร เพื่อไม่ให้มีเชื้อโรคและสารเคมีตกค้าง
  • กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม
  • ฉีดวัคซีนป้องกันการเกิดอุจจาระร่วงชนิดรุนแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสโรต้า  

 

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กๆ ห่างไกลโรคภัยต่างๆ คือการได้รับโภชนาการครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารและวิตามินสำคัญ ที่ช่วยในการสร้างภูมิคุ่มกันที่ดีให้ร่างกาย ซึ่งการดื่ม “นมแพะ” เป็นประจำทุกวันจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เนื่องจากนมแพะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โปรตีน CPP (Casein Phosphopeptudes) โปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ร่างกาย และใยอาหาร หรือพรีไบโอติก (Prebiotics) ซึ่งเป็นใยอาหารที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายของลูกน้อยแล้ว จะช่วยทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเพิ่มจำนวนขึ้น ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ลูกน้อยมีร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย 

 

 

 

icon-about

บทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
img-over-post

อาหารเป็นพิษ เรื่องใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม


มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง

มือเท้าปาก โรคที่เด็กอนุบาลต้องระวัง


เช็กอึ เช็กสุขภาพลูก

เช็กอึ เช็กสุขภาพลูก


5 โรคติดต่อจากโรงเรียนป้องกันได้ เพื่อลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย

5 โรคติดต่อจากโรงเรียนป้องกันได้ เพื่อลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย


ลูกไม่ป่วยง่ายถ้าได้พรีไบโอติกในนมแพะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ลูกไม่ป่วยง่ายถ้าได้พรีไบโอติกในนมแพะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน