curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

บทความยอดนิยม

ลูกอายุเท่านี้ ให้นมเท่าไหร่ดี
img-over-post

ลูกอายุเท่านี้ ให้นมเท่าไหร่ดี

ลูกอายุเท่านี้ ให้นมเท่าไหร่ดี ในการป้อนนมลูก เรื่องหนึ่งที่แม่ๆ หลายคนสงสัย คือ ควรให้ลูกดื่มนมเท่าไหร่ดีลูกถึงจะอิ่ม และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น แม่จะต้องเพิ่มปริมาณน้ำนมเป็นเท่าไหร่จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของเด็กๆ หลักการง่ายๆ คือ เด็กแรกเกิด – 1 เดือน จะดื่มนมแม่วันละ 100 - 150 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เวลาคำนวณจะใช้สูตร (น้ำหนักตัวลูก (กิโลกรัม) x 150 ) / 30 (1 ออนซ์เท่ากับ 30 ซีซี) = ปริมาณนมใน 1 วัน (ออนซ์) ดังนั้นถ้าลูกน้ำหนักตัว 3 กิโลกรัม คุณแม่จะคำนวณปริมาณนมที่ลูกดื่มใน 1 วันได้ (3 x 150) / 30 = ปริมาณนม 15 ออนซ์ ต่อวัน (เพิ่มลดได้ไม่เกิน 4 ออนซ์) ซึ่งในแต่ละวันเด็กทารกจะดื่มนมแม่ประมาณ 8 - 12 มื้อ หากใน 1 วันลูกดูดนมแม่ 8 มื้อ แต่ละมื้อ ลูกจะดื่มนมเท่ากับ 1.8 ออนซ์ (หรือประมาณ 2 ออนซ์) และเมื่อลูกอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ปริมาณนมที่ต้องการแต่ละวันจะลดลง เช่น วัย 1 – 2 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1 กิโลกรัม และดื่มนมแม่วันละ 8 - 10 มื้อ แต่สูตรคำนวณจะเปลี่ยนเป็น (น้ำหนักตัวลูก (กิโลกรัม) x 120 ) / 30 / 8 = ปริมาณนมใน 1 มื้อ เช่น ลูกน้ำหนัก 4 กิโลกรัม x 120 / 30 / 8 จะดื่มนมวันละ 16 ออนซ์หรือมื้อละ 2 ออนซ์ วัย 3 – 4 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1 กิโลกรัม ดื่มนมแม่วันละ 6 - 8 มื้อ หมายความว่าถ้าลูกหนัก 5 กิโลกรัม x 120 / 30 ลูกจะดื่มนมวันละ 20 ออนซ์หรือมื้อละประมาณ 2 ออนซ์ วัย 5 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัวของแรกเกิด หรือประมาณ 6 กิโลกรัม ความต้องการดื่มนมแม่จะตกวันละ 6 - 8 มื้อ คำนวณออกมาได้เป็น 6 x 120 / 30 ลูกจะดื่มนมวันละ 24 ออนซ์หรือมื้อละประมาณ 4 ออนซ์ วัย 6 – 7 เดือน น้ำหนักตัวลูกจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตัวของแรกเกิด (ประมาณ 9 - 10 กิโลกรัม) ลูกสามารถรับประทานอาหารเสริมได้แล้ว 1 มื้อ ความต้องการน้ำนมต่อวันลดลง เป็น 5 - 6 มื้อ คุณแม่สามารถคำนวณได้เป็น 9 x 120 / 30 ลูกจะดื่มนมวันละ 36 ออนซ์ วัย 8 – 9 เดือน น้ำหนักตัวลูกยังคงเป็น 3 เท่าตัวของแรกเกิด แต่ลูกจะรับประทานอาหารเสริมได้เป็น 2 มื้อ ขณะที่ความต้องการน้ำนมต่อวันยังเท่าเดิมคือ 5-6 มื้อ ลูกจะดื่มนมวันละ 36 ออนซ์ วัย 10 – 12 เดือน น้ำหนักตัวลูกเป็น 3 เท่าตัวของแรกเกิด แต่เนื่องจากลูกสามารถรับประทานอาหารได้ครบ 3 มื้อแล้ว การดื่มนมแม่จึงเป็นเป็นเพียงอาหารเสริม ที่ลดลงเหลือเพียงวันละ 4 - 6 มื้อ เท่านั้น ลูกจะดื่มนมวันละ 36 ออนซ์ สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาให้นมลูกไม่ได้ น้ำนมน้อย หรืออยู่ระหว่างกู้น้ำนมจำเป็นต้องให้นมผสม สามารถใช้สูตรคำนวณเบื้องต้นมาปรับใช้ได้กับการชงนมให้ลูกได้เช่นกัน
เลือกนมแบบไหนให้ลูก, นมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, นมแม่, นมแพะ DG
10 สารอาหารที่สร้างลูกแข็งแรงพัฒนาการดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์
img-over-post

10 สารอาหารที่สร้างลูกแข็งแรงพัฒนาการดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์

10 สารอาหารที่สร้างลูกแข็งแรงพัฒนาการดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เป็นความจริงที่ว่าแม่รับประทานอาหารอะไรแล้วลูกมักจะได้รับสารอาหารต่างๆ เหล่านั้น ยิ่งแม่รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์มากเท่าไหร่ ลูกน้อยในครรภ์ก็ย่อมจะได้รับสารอาหารที่ดีมากเท่านั้น มาดูกันค่ะว่า 10 สุดยอดสารอาหารที่แม่รับประทานแล้วช่วยให้ลูกในท้องเติบโตแข็งแรง มีอะไรบ้าง แม่ๆ จะได้ซื้อหามาติดบ้านไว้ประจำ 1. โฟลิคหรือ กรดโฟลิคเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อการเติบโตของลูกน้อย ช่วยสังเคราะห์และซ่อมแซม DNA มีความสัมพันธ์กับการเกิดความพิการแต่กำเนิดของเด็กทารก เช่น ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ โรคหัวใจแต่กำเนิด เป็นต้น นอกจากนี้โฟลิคยังมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง และป้องกันโรคโลหิตจางของแม่ท้องด้วย โดยแต่ละวันคุณแม่ควรได้รับการเสริมโฟลิค 0.4 – 0.8 mg ต่อวัน และสำหรับใครที่วางแผนการมีลูก ควรรับประทานโฟลิคล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ หรือในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสเกิดความพิการแต่กำเนิด 2. โปรตีนสารอาหารที่สำคัญต่อการสร้างเซลล์ตัวอ่อน สร้างเนื้อเยื่อ สร้างอวัยวะต่างๆ รวมถึงสมองของลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งแต่ละวันแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานโปรตีนเฉลี่ยวันละ 1 g/kg โดยอาหารที่มีโปรตีนนั้น ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด เต้าหู้ นม ไข่ ถั่ว ธัญพืชต่างๆ เป็นต้น 3. แคลเซียมช่วยส่งเสริมพัฒนาโครงสร้างกระดูกของทารกในครรภ์ รักษาความหนาแน่นของกระดูก และป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกของแม่เอง ทำให้กระดูกแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ถ้าแม่ท้องได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ จะช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง ลดการเกิดตะคริวด้วย ซึ่งแม่ท้องควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม โดยอาหารที่มีแคลเซียมได้แก่ นมแพะ โยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็ก กุ้งฝอย ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง เต้าหู้ และผักใบเขียว เป็นต้น 4. คาร์โบไฮเดรตนอกจากเป็นพลังงานให้แม่แล้ว ยังจำเป็นต่อการสร้างสมองของลูกในท้องอีกด้วย โดยร่างกายจะย่อยแป้งแล้วเปลี่ยนเป็นกลูโคส หรือน้ำตาลที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งแต่ละวันแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับพลังงานมากกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 300 - 500 กิโลแคลอรี และพลังงานส่วนใหญ่ก็มาจากแป้ง ข้าว น้ำตาล และผลไม้ต่างๆ 5. ธาตุเหล็กนอกจากจะทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจางของแม่แล้ว ธาตุเหล็กยังมีส่วนช่วยในการสร้างสมองของลูก ลดโอกาสเกิดภาวะบกพร่องทางสติปัญญาด้วย ซึ่งธาตุเหล็กมีมากใน งา ตับสัตว์ เนื้อแดง ไข่แดง ผักสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักโขม ฯลฯ 6. วิตามินซีมีส่วนช่วยสร้างเนื้อเยื่อ กระดูก และอวัยวะต่างๆ ของลูก ช่วยให้ร่างกายลูกทำงานได้ดี เสริมสร้างการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในไตรมาสแรกจะช่วยให้รกแข็งแรงทำให้ดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้นด้วย อาหารที่มีวิตามินซีสูงได้แก่ บรอกโคลี ผักโขม คะน้า ส้ม ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ เป็นต้น 7. ไอโอดีนช่วยพัฒนาการทางสมอง ระบบประสาท และความจำของลูก หากแม่ท้องได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอจะทำให้ลูกในท้องแคระแกรน สมองเจริญเติบโตช้า พิการแต่กำเนิด และมีภาวะปัญญาอ่อนได้ แหล่งไอโอดีนที่สำคัญได้แก่ เกลือเสริมไอโอดีน อาหารทะเลต่างๆ เป็นต้น 8. ไขมันไม่ว่าจะเป็น โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 DHA ARA ต่างก็เป็นไขมันที่ที่ช่วยบำรุงสมองของทารกในครรภ์ ช่วยสร้างเซลล์สมองและจอประสาทตา เมื่อลูกคลอดออกมาก็ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ อาหารที่แม่ควรกินได้แก่ ไข่ อโวคาโด ปลาทะเลน้ำลึก ปลาน้ำจืด เช่น ปลาช่อน ปลาสวาย น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันรำข้าว และธัญพืชต่างๆ เช่นเมล็ดทานตะวัน วอลนัท อัลมอนด์ เป็นต้น 9. สังกะสีมีความสำคัญในการเจริญของทารก หากขาดสังกะสีไปจะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า อาหารที่มีธาตุสังกะสี ได้แก่ เนื้อแดง เนื้อสัตว์ปีก ปลา ปลาหมึก และอาหารทะเล เป็นต้น 10. วิตามินบี12ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม ความจำเสื่อม และช่วยให้การทำงานของสมองและประสาทให้เป็นปกติ ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันการขาดธาตุเหล็ก ช่วยให้การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์เป็นไปตามปกติ แหล่งวิตามินบี 12 พบมากในอาหารประเภท ตับ เนื้อสัตว์ ไข่ นม และหอยนางรม นอกจากสารอาหารทั้ง 10 ชนิดแล้ว คุณแม่ท้องควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ทั้งคุณแม่ และเด็กทารกในครรภ์เจริญเติบโตแข็งแรงจนถึงวันคลอด และเมื่อต้องให้นมลูกก็จะได้มีน้ำนมในปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากนมแม่เป็นนมที่มีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์เมื่อลูกดูดเข้าไปจะได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างครบถ้วนนั่นเอง
สารอาหารสำหรับแม่ท้อง, อาหารแม่ท้อง, อะโพไครน์, อาหารบำรุงครรภ์, คนท้องต้องกินอะไร
นมแพะไม่ใช่นมทางเลือก แต่เป็นนมที่แม่เลือกต่อจากนมแม่
img-over-post

นมแพะไม่ใช่นมทางเลือก แต่เป็นนมที่แม่เลือกต่อจากนมแม่

นมแพะไม่ใช่นมทางเลือก แต่เป็นนมที่แม่เลือกต่อจากนมแม่ นมแม่เป็นนมที่ดีที่สุด และแม่ทุกคนต่างก็คงคาดหวังว่าลูกจะต้องได้กินนมแม่ ทว่าด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่าง บางครั้งน้ำนมจากอกแม่ก็ไม่ได้ไหลออกมาง่ายๆ เสียทีเดียว ดังนั้นเมื่อไม่สามารถให้ลูกกินนมแม่ได้ ระหว่างที่เร่งกู้น้ำนม หรือในภาวะที่มีเหตุจำเป็น เช่น นมแม่ไม่พอ การให้ลูกกินนมเสริมก็เป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยให้คุณแม่สามารถเลี้ยงดูลูก และส่งเสริมโภชนาการให้เจ้าตัวเล็กได้ ซึ่งนมที่แม่ๆ หลายคนต่างก็เทใจให้กับนมแพะ เนื่องจากนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine) คือ ให้คุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนจากธรรมชาติ มีประโยชน์สูง นอกจากนี้ ในนมแพะยังมีสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ เช่น นิวคลีโอไทด์ (nucleotides) มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะส่วนต่าง ๆ โดยตรง ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน และการย่อยสลายสารอาหารเพื่อให้ได้พลังงาน ช่วยสังเคราะห์สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่สำคัญนิวคลีโอไทด์ยังมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค และลดโอกาสจากเจ็บป่วยโรคต่างๆ เช่น ไข้ หวัด โรคติดเชื้อในลำไส้ โรคกระเพาะอาหาร หรือลำไส้อักเสบ ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อต่างๆ ทั้งยังช่วยลดอาการท้องผูกท้องเสียของลูกด้วย ทอรีน (Taurine) ช่วยเรื่องการมองเห็น สร้างกระแสประสาท ควบคุมสารสื่อประสาทให้สมดุล และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองให้ดียิ่งขึ้น โพลีเอมีนส์ (polyamines) ช่วยในการส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ โกรทแฟคเตอร์ (Growth factor) ส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย ในขณะที่การผลิตน้ำนมของวัวที่เป็นระบบการสร้างน้ำนมแบบเมโรไครน์ (merocrine) จะมีปริมาณของโปรตีนย่อยยากสูงกว่าในนมแพะ จึงทำให้ลูกมีโอกาสเสี่ยงในการแพ้นมวัวมากกว่านมแพะ ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ (apocrine) จะพบในนมแม่และนมแพะเท่านั้น จึงทำให้นมแพะมีความใกล้เคียงนมของคนมากกว่านมผงทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นคุณแม่จึงอุ่นใจเมื่อเลือกนมแพะให้ลูก
สารอาหารในนม, นิวคลีโอไทด์, อะโพไครน์, นมแม่, นมแพะ DG
เช็กเลย สูตรเด็ดไม่ลับ ช่วยลูกรักพัฒนาศักยภาพ ด้วยระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์
img-over-post

เช็กเลย สูตรเด็ดไม่ลับ ช่วยลูกรักพัฒนาศักยภาพ ด้วยระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์

เช็กเลย สูตรเด็ดไม่ลับ ช่วยลูกรักพัฒนาศักยภาพ ด้วยระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ น้ำนมที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ "อะโพไครน์" ให้คุณค่าสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติสูงสุด ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อยด้วยค่ะ อะโพไครน์ (Apocrine) เป็นระบบการสร้างน้ำนมที่มีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนม หรือสารอาหารธรรมชาติ หลุดออกมากับน้ำนมในปริมาณสูง ทำให้น้ำนมมีสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Component) ซึ่งมีสารอาหารสำคัญ และจำเป็นต่อร่างกาย คือ นิวคลีโอไทด์ (nucleotides) นิวคลีโอไทด์มีส่วนช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย อีกทั้งยังมีบทบาทช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดแดง ออกซิเจน​ และสารอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทอรีน (Taurine) ช่วยสร้างกระแสประสาท ควบคุมสารสื่อประสาทให้สมดุล และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองให้ดียิ่งขึ้น โพลีเอมีนส์ (polyamines) ช่วยในการส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ โกรทแฟคเตอร์ (Growth factor) ส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย เช็กเลยแบบไหนเรียก "พัฒนาการที่เด่นชัดของลูกวัย 2 ขวบปีแรก"? วัย 12-18 เดือน พยายามหัดยืนและเดิน จะยืนได้เองชั่วครู่ และทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ปีนขึ้นบันไดได้แต่ต้องมีคนช่วย ลงบันไดโดยการคลานถอยหลัง ถ้าเดินลงต้องช่วยจับแขน กระโดดสองขาได้ วางของซ้อนกันได้ 2 ชิ้น ชอบลาก ผลัก ดันสิ่งต่างๆ พยายามปีนป่ายหรือเอื้อมหยิบของเอง เรียกชื่อพ่อแม่ หรือพูดคำพยางค์เดียวที่มีความหมายได้ ใช้ช้อนตักอาหารเองได้ แต่ยังหกเลอะเทอะอยู่ วัย 18-24 เดือน ขึ้นบันไดได้แต่ต้องใช้มือหนึ่งจับราว ชอบวิ่ง ปีนป่าย กระโดดอยู่กับที่ เดินทีละก้าวบนกระดานไม้แผ่นเดียวได้ เดินถอยหลังได้ วางของซ้อนกันได้ 4-6 ชั้น แยกสีได้ 2 สี ขีดเขียนเส้นยุ่งๆ ขีดเส้นตรงในแนวดิ่งได้ ขี่จักรยาน 3 ล้อได้ เริ่มถนัดใช้มือข้างใดข้างหนึ่งแล้ว ชี้รูปภาพตามบอกได้ ร้อยลูกปัดเม็ดใหญ่ๆ ได้ ใช้ช้อนตักอาหารเองได้ เริ่มถอดเสื้อผ้าเองได้ นมที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine) นั้นพบได้ในนมแม่ และนมแพะ อย่างไรก็ดี ระดับพัฒนาการที่โดดเด่นของลูกไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการดื่มนมเพียงอย่างเดียว คุณแม่ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่ ใส่ใจดูแลลูกด้วยความรักความอบอุ่น และให้ลูกทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการตามวัยของลูกอย่างเหมาะสมด้วยนะคะ Ref : https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/daycare/admin/news_files/4_85_1.pdf
สารอาหารในนม, เช็กลิสต์พัฒนาการ, นิวคลีโอไทด์, อะโพไครน์, นมแม่
ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัว แตกต่างกันอย่างไร
img-over-post

ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัว แตกต่างกันอย่างไร

ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัว แตกต่างกันอย่างไร น้ำนมที่มีสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ เริ่มต้นจากระบบการสร้างที่ดี ซึ่งน้ำนมแม่ น้ำนมแพะ และน้ำนมวัว มีระบบการสร้างที่แตกต่างกัน หรือเหมือนกันอย่างไร เราจะพามารู้จักเลยกันค่ะ นมแม่ นมแม่ มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” (Apocrine Secretion) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างน้ำนมแบบหนึ่ง ที่ให้สารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง กระบวนการแบบอะโพไครน์นี้จะทำให้มีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับนมในปริมาณสูง เรียกกันว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์” ซึ่งเป็นสารอาหารธรรมชาติที่ดีกับร่างกายของลูกน้อย นมแพะ นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมเช่นเดียวกับนมแม่ คือ แบบอะโพไครน์ ซึ่งทำให้ในน้ำนมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติที่ เรียกกันว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์” ที่ได้จากเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนม ที่มีส่วนประกอบสำคัญ 4 ชนิดด้วยกัน คือ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โคลีน โพลิเอมีน นมวัว ระบบการสร้างน้ำนมของวัวเป็นแบบเมโรไคน์ (Merocrine Secretion) ซึ่งในกระบวนสร้างน้ำนมแบบเมโรไคน์นั้น จะปล่อยน้ำนมออกจากเซลล์โดยที่เยื่อหุ้มเซลล์ไม่หลุดออกมาด้วย ทำให้ไม่ได้รับสารอาหารจากธรรมชาติเช่นเดียวกับในนมแม่ หรือนมแพะที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ คุณแม่รู้ระบบการสร้างน้ำนมของนมแม่ นมแพะ และนมวัวแล้วใช่ไหมคะ สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาในการให้นมลูก หรือต้องการเสริมอาหารอย่างอื่นให้ลูก เพื่อให้ลูกมีภูมิคุ้มกันที่ดี นมแพะ ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจให้ลูกดื่มนะคะ เพราะนมแพะก็มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์เช่นเดียวกับคน
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, ภูมิคุ้มกัน, นมแม่, นมแพะ DG
นมแพะและนมวัว ดีแตกต่างกันอย่างไร นมประเภทไหนเหมาะกับลูกน้อย
img-over-post

นมแพะและนมวัว ดีแตกต่างกันอย่างไร นมประเภทไหนเหมาะกับลูกน้อย

นมแพะและนมวัว ดีแตกต่างกันอย่างไร นมประเภทไหนเหมาะกับลูกน้อย ก่อนจะเลือกนมให้ลูกดื่ม มีคุณแม่หลายคนสงสัยว่านมแพะกับนมวัว มีสารอาหารแตกต่างกันอย่างไร และมีระบบการสร้างน้ำนมอย่างแบบไหน เราจะพามาดูกันค่ะ เพื่อให้คุณแม่ได้ทราบข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกนมที่เหมาะกับลูก นมแพะ นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมเช่นเดียวกับคน คือ “อะโพไครน์” ซึ่งทำให้ในน้ำนมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติที่ เรียกกันว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ ที่ได้จากเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนม ที่มีส่วนประกอบสำคัญ 4 ชนิดด้วยกัน คือ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โคลีน โพลิเอมีน ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต ให้ลูกแข็งแรง พัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ ปริมาณสารอาหารในนมแพะ สูตร DG3 Advance Gold นมแพะ 65% มอลโตเด็กซ์ตริน 23% ฟรุคโตส 8.6% ใยอาหาร (อินูลินและโอลิโกฟรุคโตส) 4.2% แร่ธาตุรวม 0.6% น้ำมันปลาเอ็นแคปซูเลทที่ให้กรดดีเอชเอ 0.4% วิตามินรวม 0.1% นมแพะ สูตร DG3 Advance Gold ชง 1 แก้ว จะได้รับสารอาหารประกอบด้วย โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 โอเมก้า 9 กรดคอนจูเกต ไลโนเลอิก ดีเอชเอ เออาร์เอ โคลีน ทอรีน แอล-คาร์นิทีน ใยอาหาร (อินนูลินและโอลิโกฟรุคโตส) ปริมาณสารอาหารในนมแพะ สูตร DG3 Advance Gold เพียงพอต่อร่างกาย ที่เด็ก ๆ ควรได้รับในแต่ละวัน ช่วยให้ลูกน้อยเติบโตแข็งแรงสมวัยได้ นมวัว ระบบการสร้างน้ำนมของวัวเป็นแบบเมโรไคน์ (Merocrine Secretion) ซึ่งในกระบวนสร้างน้ำนมแบบเมโรไคน์นั้น จะปล่อยน้ำนมออกจากเซลล์โดยที่เยื่อหุ้มเซลล์ไม่หลุดออกมาด้วย ทำให้ไม่ได้รับสารอาหารจากธรรมชาติเช่นเดียวกับในนมแม่ หรือนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ นมวัวสดไม่ได้แยกไขมันออก 1 แก้ว มีโปรตีนประมาณ 8 กรัม ไขมันประมาณ 8 กรัม รวมพลังงานประมาณ 146 แคลอรี่ และยังประกอบไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ดังนี้ (www.pobpad.com) แคลเซียม ประมาณ 28 % ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน วิตามินบี 2 ประมาณ 26% ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน วิตามินดี ประมาณ 24 % ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน ฟอสฟอรัส ประมาณ 22% ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน วิตามินบี 12 ประมาณ 18 % ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน ซีลีเนียม ประมาณ 13% ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน โพแทสเซียม ประมาณ 10 % ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน ทั้งนี้ ปริมาณของสารอาหารในนมวัวนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดู อาหารที่วัวกิน และสารเติมแต่งในนมวัวด้วย เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสิ่งที่ดีที่สุด คุณแม่ควรเลือกนมที่เหมาะสมกับร่างกายของลูก ที่มีสารอาหารครบถ้วน และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ลูกแข็งแรง มีพัฒนาการสมวัย
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, นมแพะ ดีจี, ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
6 เหตุผลดีต่อใจ ทำไมคุณแม่ยุคใหม่เลือกนมแพะให้ลูกดื่ม
img-over-post

6 เหตุผลดีต่อใจ ทำไมคุณแม่ยุคใหม่เลือกนมแพะให้ลูกดื่ม

6 เหตุผลดีต่อใจ ทำไมคุณแม่ยุคใหม่เลือกนมแพะให้ลูกดื่ม นมแพะ กำลังเป็นที่นิยมที่คุณแม่ส่วนใหญ่เลือกให้ลูกน้อยดื่ม เพราะมีสารอาหารที่สมองและร่างกายเด็ก ๆ ควรได้รับ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้สมวัย รวมถึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อดีอีกมากมายที่มัดใจคุณแม่อยู่หมัด จะมีข้อดีอะไรอีกบ้าง ไปดูกันเลย 1. นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน เรียกว่า “อะโพไครน์” ซึ่งแตกต่างจากนมทั่วไป จึงทำให้นมแม่และนมแพะ มีสารอาหารจากธรรมชาติที่หลุดออกมาพร้อมกับน้ำนมในปริมาณสูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ทำให้ลูกแข็งแรง พัฒนาการดีสมวัย 2. โอกาสแพ้น้อยกว่าถึง 3 เท่า นมแพะ มีโปรตีนก่อแพ้น้อยกว่านมวัวถึง 23% ทำให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่านมวัว และยังมีแลคโตส (น้ำตาลในนม) น้อยกว่าด้วย 3. ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ นมแพะ ดื่มแล้วสบายท้อง ย่อยง่าย ไม่ทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เพราะมีปริมาณเบต้าเคซีนสูง ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยในการย่อยและมีโปรตีนชนิดที่ย่อยยากน้อยกว่านมวัวถึง 8 เท่า (เป็นสัดส่วนเคซีนที่ใกล้เคียงกับนมคน) เมื่อดื่มนมแพะเข้าไปร่างกายจะย่อยและดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้รวดเร็วกว่า 4. บำรุงสมองและสายตา นมแพะ ช่วยพัฒนาสมองและสายตาได้ดี เพราะในนมแพะมี DHA ARA ซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญต่อระบบส่วนกลาง มีโอเมก้า 3 และ 6 ที่ช่วยพัฒนาเซลล์สมองได้เป็นอย่างดี มีวิตามินเอ, วิตามินบี 12, ทอรีนและโคลีน ที่ช่วยในการเรียนรู้และจดจำ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสายตาได้ดี 5. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย นมแพะ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้ดี โดยมีวิตามิน บี 6 ช่วยเซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และมีวิตามินดีสูงกว่านมวัว ทำให้ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันได้ดี และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเกิดภูมิแพ้ในร่างกายได้ 6. ซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ นมแพะ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย เพราะในนมแพะมีปริมาณโปรตีนสูง และเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย เมื่อดื่มเข้าไปร่างกายสามารถย่อยและนำไปใช้ได้ทันที รู้ข้อดีของนมแพะแล้ว แต่อย่างไรก็ดี คุณแม่ควรเลือกนมที่เหมาะกับร่างกายของลูกน้อย เพื่อประโยชน์สูงสุดที่ลูกจะได้รับ
นมสำหรับเด็ก, ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, ภูมิคุ้มกัน, นมแพะ DG
นมแพะมีสุดยอดสารอาหารที่คล้ายกับนมคน ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันลูกให้แข็งแรง
img-over-post

นมแพะมีสุดยอดสารอาหารที่คล้ายกับนมคน ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันลูกให้แข็งแรง

นมแพะมีสุดยอดสารอาหารที่คล้ายกับนมคน ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันลูกให้แข็งแรง เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ว่านมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน เรียกว่า Apocrine (อะโพไครน์) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ที่เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ จากระบบสร้างน้ำนมแบบเดียวกันนี้ จะทำให้นมแพะมีสารอาหารคล้ายกับนมแม่ไหม เรามีคำตอบมาให้หายสงสัยกันค่ะ สารอาหารที่นมแพะมีคล้ายนมคน 1. โปรตีนในนมแพะย่อยง่าย โปรตีนในนมแพะเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ที่สำคัญในนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ช่วยในการดูดซึม แร่ต่าง ๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อเด็กได้รับสารอาหารจากโปรตีนที่ดี ย่อมส่งผลให้เด็กเติบโต แข็งแรง มีพัฒนาการที่ดีสมวัย 2. นมแพะมีพรีไบโอติก นมแพะและนมแพะ มีพรีไบโอติก หรือใยอาหารชนิด อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตส เป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในทางเดินอาหาร ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันการติดเชื้อ การอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยลดปัญหาท้องผูกและช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย 3. นมแพะมีกรดอะมิโนที่จำเป็น ในนมแพะมี ทอรีน คือ กรดอะมิโนอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทอรีนมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการสร้างน้ำดี เป็นตัวเร่งกระบวนการออสโมซิส และเป็นตัวขนส่งแคลเซียม พร้อมกับมีบทบาทสำคัญในระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด และทอรีนทำหน้าที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระและยังทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมน้ำในเซลล์ของสมองอีกด้วย ทั้งนมแม่และนมแพะ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นนี้ 4. นมแพะมีไขมันและกรดไขมันที่จำเป็น นมแพะมีไขมัน MCT Oil ตามธรรมชาติ MCT Oil เป็นไขมันสายโซ่ปานกลาง (Medium Chain Triglycerides) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ากรดไขมันในนมวัว จึงย่อยได้ง่าย ร่างกายลูกน้อยดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีน้ำหนักตัวเหมาะสมตามวัย สุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้นมแพะยังมี ดีเอชเอ เออาร์เอ, โอเมก้า 3, 6 และ 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นในการพัฒนาสมอง สร้างโครงข่ายใยสมอง และสายตาของเด็กด้ว 5. นมแพะมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ ในนมแม่และนมแพะมีแร่ธาตุต่างๆ ที่มีปะโยชน์ต่อร่างกายคล้ายกันหลายชนิด เช่น โคลีน มีบทบาทในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท ช่วยพัฒนาการเรียนรู้และความจำ วิตามิน B12 สูง มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง แคลเซียมสูง มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง ด้วยคุณสมบัติที่ดีต่าง ๆ เหล่านี้ นมแพะจึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคุณแม่ที่กำลังจะให้ลูกหย่านม หรือกำลังมีปัญหาในการให้นมลูก เพราะนมแพะมีสารอาหารที่เสริมสร้างการเจริญเติบโต และส่งเสริมภูมิคุ้มกัน ให้ลูกน้อยเจริญเติบโตมีพัฒนาการอย่างสมวัย
ไบโอแอคทีฟ, อะโพไครน์, พัฒนาการเด็ก, นมแม่, นมแพะ DG
นมแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร เลือกนมชนิดไหนให้ลูกดี?
img-over-post

นมแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร เลือกนมชนิดไหนให้ลูกดี?

นมแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร เลือกนมชนิดไหนให้ลูกดี? นมแพะ นมวัว นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ จะเลือกนมอะไรให้ลูกดื่มหลังหย่านมแม่ดี คุณแม่หลายคนอาจจะยังเลือกไม่ถูก อีกทั้งอาการแพ้นมซึ่งเกิดขึ้นได้ในเด็ก ก็ยิ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเลือกดื่มนมมากขึ้น เราจะพามาดูสารอาหารในนมแต่ละชนิดกันค่ะ ว่านมแบบไหนเหมาะสมกับลูกมากที่สุด ให้คุณแม่ได้ลองเลือกดู นมแพะ นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคน เรียกว่า “อะโพไครน์” (Apocrine) ซึ่งแตกต่างจากนมทั่ว ๆ ไป จึงทำให้นมแม่และนมแพะ มีสารอาหารจากธรรมชาติที่หลุดออกมาพร้อมกับน้ำนมในปริมาณสูง เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components) ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน นมแพะ 1 แก้ว โปรตีนประมาณ 9 กรัม ไขมันอิ่มตัวประมาณ 7 กรัม แคลเซียมประมาณร้อยละ 35 ของปริมาณที่ต้องการในแต่ละวัน รวมพลังงานทั้งหมด 170 แคลอรี่ (www.pobpad.com) สารอาหารในนมแพะ ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันลูกให้แข็งแรงสมวัย ดังนี้ มีนิวคลีโอไทด์ ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกรักแข็งแรง มีทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น มีโพลีเอมีนส์ ช่วยลดปฏิกิริยาของการแพ้และช่วยให้ระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ มีโกรทแฟคเตอร์ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต รวมถึงส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีพรีไบโอติก หรือใยอาหาร 2 ชนิด คือ อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตส ช่วยในการปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ลดอาการท้องผูก มีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่ายช่วยให้ลูกสบายท้อง ท้องไม่อืด และมี CPP หรือ Casein Phosphopeptides เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเชียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี นมวัว นมวัว มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ เมโรไคร์น (Merocrine secretion) เป็นกระบวนการสร้างน้ำนมที่เยื้อหุ้มเซลล์น้ำนมยังมีความสมบูรณ์ โมเลกุลนมมีขนาดใหญ่ นมวัวสด 1 แก้ว (ไม่ได้แยกไขมันออก) พลังงานประมาณ 146 แคลอรี่ โปรตีนประมาณ 8 กรัม ไขมันประมาณ 8 กรัม นมวัวยังประกอบไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ดังนี้ เช่น แคลเซียม ,วิตามินบี 2 ,วิตามินดี, ฟอสฟอรัส, วิตามินบี 12 ,ซีลีเนียม, โพแทสเซียม ซึ่งดีต่อสมองและร่างกายของเด็ก *ทั้งนี้ ปริมาณของสารอาหารในนมวัวนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูหรืออาหารที่วัวกิน หรือสารที่แต่งเติมลงไปในน้ำนมวัว* (www.pobpad.com) นมอัลมอนด์ นมอัลมอนด์ (Almond Milk) คือ นมจากพืชที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะคนที่แพ้นมวัวก็ดื่มได้ แถมยังมี แคลเซียม วิตามินดี และวิตามินอี สูงอีกด้วย นมอัลมอนด์ 1 ถ้วย (แบบไม่เพิ่มความหวาน) แคลเซียมประมาณ 450 มิลลิกรัม แคลอรีประมาณ 30-60 แคลอรี คาร์โบไฮเดรตประมาณ 1 กรัม ไขมันประมาณ 3 กรัม โปรตีนประมาณ 1 กรัม แม้ว่านมอัลมอนด์จะเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี แต่นมอัลมอนด์ก็ไม่ได้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีด้วย ซึ่งโปรตีนคือสิ่งที่เด็กวัยกำลังซนและผู้ใหญ่ต้องการมาก นมอัลมอนด์จึงได้เพิ่มสารที่แต่งเติมลงไปในน้ำนมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง คือนมจากพืชที่ดีที่สุด เพราะมีคุณภาพของสารอาหาร เช่น โปรตีน เทียบเท่านมวัว นมถั่วเหลือง 1 แก้ว (ไม่เพิ่มความหวาน) แคลอรีประมาณ 80-100 แคลอรี คาร์โบไฮเดรตประมาณ 4 กรัม ไขมันประมาณ 4 กรัม โปรตีนประมาณ 7 กรัม นมถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม (หากมีการเสริมเข้ามา) และโพแทสเซียมที่ดี นอกจากนี้ยังมีนมถั่วเหลืองโพรไบโอติก (Probiotic) หรือนมถั่วเหลืองแบบหมักด้วย ระบบภูมิคุ้มกันสำคัญต่อสุขภาพมาก ดังนั้นคุณแม่จึงควรใส่ใจในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น นอกจากภูมิคุ้มกันได้รับมาจากนมแม่แล้ว เด็ก ๆ ก็ควรได้รับภูมิคุ้มกันจากการรับประทานอาหารเสริมบางชนิดด้วย ที่อาจช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หรือช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ เช่น นมเสริม เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วน มีพัฒนาการดีสมวัย และสุขภาพร่างกายแข็งแรง คุณแม่ควรให้ลูกได้ดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด อย่างน้อย 6 เดือน หรือให้นานที่สุดนะคะ และเมื่อถึงวัยหย่านมลูกคุณแม่ก็ควรเลือกนมที่มีสารอาหารครบถ้วน และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกด้วยค่ะ
นมสำหรับเด็ก, อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
ผนึกคุณค่า 2 สารอาหาร โปรตีนนมแพะ และ ไขมัน MCT Oil ช่วยลูกแข็งแรงคูณสอง : อะโพไครน์
img-over-post

ผนึกคุณค่า 2 สารอาหาร โปรตีนนมแพะ และ ไขมัน MCT Oil ช่วยลูกแข็งแรงคูณสอง : อะโพไครน์

ผนึกคุณค่า 2 สารอาหาร โปรตีนนมแพะ และ ไขมัน MCT Oil ช่วยลูกแข็งแรงคูณสอง นมแพะถือเป็นนมที่คุณแม่ยุคใหม่นิยมเลือกให้ลูกน้อยดื่ม เพราะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ลูกน้อยแข็งแรงได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีสองสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของลูกน้อยวัยกำลังโต คือโปรตีนในนมแพะ และ ไขมันที่ดีMCT Oil สองสารอาหารนี้จะดีต่อร่างกายลูกอย่างไร มาดูกันเลย นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมอย่างไร นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับคนเรียกว่า อะโพไครน์ (Apocrine) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูงเรียกว่า โปรตีนนมแพะ ดีต่อลูกน้อยอย่างไร โปรตีนในนมแพะ ย่อยง่าย สบายท้อง เพราะมีสัดส่วนของโปรตีน เบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง และโปรตีนแอลฟาเอสวันเคซีนซึ่งย่อยยากต่ำ ทำให้นมแพะย่อยและดูดซึมได้ง่าย ลูกสบายท้อง ท้องไม่อืด และช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต โปรตีนนมแพะ ช่วยดูดซึมสารอาหารสำคัญ เพราะนมแพะมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งช่วยในการดูดซึมธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น เหล็ก สังกะสี แคลเซียม แมกนีเซียม เพื่อให้แร่ธาตุสำคัญเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปรตีนนมแพะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต และช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน นมแพะมีโปรตีนคุณภาพดีที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โปรตีนในนมแพะ ลดโอกาสเกิดการแพ้ เพราะมีปริมาณโปรตีนก่อแพ้ หรือเบต้า-แลคโตกลอบบูลิน (Beta Lactoglobulin) น้อยกว่านมวัว 3 เท่า โอกาสเกิดการแพ้จึงน้อยกว่า *เด็กอายุ1-3ขวบ จะต้องการโปรตีนอยู่ที่ประมาณ 15 กรัมต่อวัน และเด็กอายุ 3-7ขวบ จะต้องการโปรตีนอยู่ที่ประมาณ 26 กรัมต่อวัน* ประโยชน์ของไขมัน MCT Oil ตามธรรมชาติในนมแพะ ไขมัน MCT Oil เป็นไขมันที่ดีสายโซ่ปานกลาง (Medium Chain Triglycerides) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าไขมันในนมวัว ร่างกายสามารถย่อยและนำไปใช้ได้รวดเร็ว การที่นมแพะมีไขมันย่อยได้เร็วและมีประสิทธิภาพทำให้ได้พลังงานเพื่อนำไปใช้ในกระบวนดูดซึมโปรตีนต่อได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกน้อยเติบโตมีน้ำหนักตัวเหมาะสมตามวัย นอกจากนี้นมแพะยังมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวหรือ Monounsaturated Fatty Acid กรดไขมันชนิด Polyunsaturated Fatty Acid และกรดไขมันที่มีสายโซ่ขนาดกลางมากกว่านมวัว ซึ่งไขมันเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหัวใจ และยังมีผลยับยั้งและจำกัดการเกาะตัวของคอเรสเตอรอลด้วย หากคุณแม่อยากให้ลูกร่างกายแข็งแรง มีพัฒนาการดีสมวัย ก็ต้องดูแลเรื่องอาหารและโภชนาการของลูกอย่างใส่ใจด้วย รับประทานทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคู่กับการดื่มนมเป็นอาหารเสริม 2-3 แก้ว ต่อวัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ลูกมีภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมรับการเรียนรู้ได้ทุกวัน
ไขมัน MCT Oil, โปรตีนนมแพะ, อะโพไครน์, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
รู้ไหม! เด็กทุกคนต้องได้รับ 'พรีไบโอติก' เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย  : อะโพไครน์
img-over-post

รู้ไหม! เด็กทุกคนต้องได้รับ 'พรีไบโอติก' เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย : อะโพไครน์

รู้ไหม! เด็กทุกคนต้องได้รับ 'พรีไบโอติก' เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย สุขภาพของลูกน้อยเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะทุกวันนี้มีโรคภัยแปลกใหม่เกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อย ป้องกันลูกน้อยเจ็บป่วย คืออีกหนทางที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญ เช่น ให้ลูกได้รับใยอาหาร หรือพรีไบโอติก (Prebiotics) ในนมแพะDG3 Advance Gold ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีบทบาทในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยได้ ทำความรู้จักกับพรีไบโอติก (Prebiotic) พรีไบโอติกหรือใยอาหาร 2 ชนิด คือ อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตสใน DG3 Advance Gold เป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในระบบทางเดินอาหาร แต่จะไปเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีประโยชน์คือช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ เช่น ไบฟิโดแบคทีเรียแลคโตบาซิลไล และช่วยกำจัดจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคซัลโมเนลลา และ อีโคไล โดยเชื้อนี้จะถูกกำจัดออกทางระบบทางเดินอาหารไปพร้อมกับอุจจาระ จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร หมดปัญหาเรื่องท้องผูก และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีอีกด้วย ประโยชน์ของ พรีไบโอติก ที่มีต่อลูกน้อย ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ เช่น ไบฟิโดแบคทีเรีย แลคโตบาซิลไล และช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคซัลโมเนลลาและ อีโคไล ปรับสมดุลระบบทางเดินอาหารช่วยดูดซับสารพิษในทางเดินอาหาร ไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย รวมไปถึงช่วยให้อุจจาระมีกากใย อุจาระนิ่มและขับถ่ายง่าย ช่วยป้องกัน การติดเชื้อในทางเดินอาหาร ป้องกันอาการท้องเสีย เสริมสร้างการดูดซึม แร่ธาตุแคลเซียม และแมกนีเซียม เพราะจุลินทรีย์ในลำไส้จะผลิตกรดไขมันสายสั้นที่มีความเป็นกรด เพื่อช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย เมื่อลูกน้อยมีสุขภาพลำไส้ที่ดี ก็มักจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคภัย โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อีกทั้งช่วยลดอาการท้องผูก ท้องเสียด้วยคุณสมบัติที่พิเศษเหล่านี้เองทำให้ นมสูตร 3 DG3 Advance Gold มีประโยชน์อย่างมากสำหรับเด็กและทารก นมแพะDG3 Advance Gold มีพรีไบโอติกหรือใยอาหารชนิด โอลิโกแซคคาไรด์ (Oligosaccharides) อย่าง อินนูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ ช่วยปรับสมดุลในระบบทางเดินอาหาร ป้องกันการติดเชื้อและการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร ลูกน้อยขับถ่ายได้ดีขึ้น ลูกน้อยจึงมีพัฒนาการที่ดีสมวัย
DG3 Advance Gold, นมแพะ ดีจี, พรีไบโอติก, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
นมแพะ DG 3 Advance Gold สูตรพัฒนาไปอีกขั้น เพิ่มใยอาหารมากถึง 2 ชนิด หมดปัญหาอาการท้องผูก 
img-over-post

นมแพะ DG 3 Advance Gold สูตรพัฒนาไปอีกขั้น เพิ่มใยอาหารมากถึง 2 ชนิด หมดปัญหาอาการท้องผูก 

นมแพะ DG 3 Advance Gold สูตรพัฒนาไปอีกขั้น เพิ่มใยอาหารมากถึง 2 ชนิด หมดปัญหาอาการท้องผูก นมแพะ DG 3 Advance GOld สูตรสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป และทุกคนในครอบครัว สูตรพัฒนาไปอีกขึ้น เพิ่มใยอาหารมากถึง 2 ชนิด คือ อินนูลิน และโอลิโกฟรุคโตส ช่วยลดปัญหาอาการท้องผูก และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมเพิ่มปริมาณ DHA และ ARA อย่างที่ทราบกันดีว่านมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ แบบเดียวกับคน ซึ่งดีต่อสุขภาพลูกมาก เพราะจะทำให้ได้สารอาหารธรรมชาติในปริมาณสูง ได้แก่ นิวคลีโอไทด์ ช่วยในเรื่องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย และการตอบสนอง ต่อสารแปลกปลอม ช่วยลดปฏิกิริยาภูมิแพ้ ทอรีน ช่วยในเรื่องการทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น โพลีเอมีนส์ ช่วยในเรื่องส่งเสริมระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดปฏิกิริยาจาการแพ้อาหาร โดยจะส่งเสริม การทำงานของ ลำไส้ ช่วยลดหรือป้องกันการอักเสบ รวมทั้งซ่อมแซมส่วนของลำไส้ ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น โกรทแฟคเตอร์ ช่วยในเรื่องการเสริมสร้างการเจริญเติบโต โปรตีนจากนมแพะ ซึ่งมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีน ซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง จึงย่อยง่าย สบายท้อง ไขมัน MCT Oil ที่ย่อยง่าย ให้ลูกน้อยมีน้ำหนักตัวดี นมแพะ DG3 Advance Gold แตกต่างจากสูตรเดิม (DG3) อย่างไร? นมแพะ DG3 สูตรสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป เเละทุกคนในครอบครัว สูตรเดิมมีประโยชน์และสารอาหารจากธรรมชาติสูงที่ดีต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่สำหรับสูตร DG3 Advance Gold ได้พัฒนาไปอีกขั้นให้ดีมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มใยอาหารมากถึง 2 ชนิดนั่นคือ อินนูลิน และ โอลิโกฟรุคโตส ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบการขับถ่ายของร่างกายดีขึ้น และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังเพิ่มปริมาณสารอาหารสำคัญอย่าง DHA และ ARA เข้าไปด้วยค่ะ คุณแม่ทราบถึงข้อแตกต่างของนมแพะDG 3 ทั้งสองสูตรแล้วนะคะ เราเชื่อว่าคุณแม่ทุกคนย่อมอยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกน้อย และเพราะนมคือสิ่งที่ลูกน้อยบริโภคเยอะที่สุดในวัยกำลังโต คุณแม่จึงควรเลือกนมแพะDG 3 ให้ลูกดื่ม เพราะมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้นกันให้ลูกได้เป็นอย่างดีทั้งสองสูตรค่ะ
อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, นมแพะ ดีจี, ท้องผูก, นมแพะ DG