curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

บทความอัพเดทล่าสุด

How to เรียนรู้วิธีเลี้ยงลูกแนว GRIT ให้ลูกเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และประสบความสำเร็จในอนาคต 
img-over-post

How to เรียนรู้วิธีเลี้ยงลูกแนว GRIT ให้ลูกเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และประสบความสำเร็จในอนาคต 

How to เรียนรู้วิธีเลี้ยงลูกแนว GRIT ให้ลูกเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และประสบความสำเร็จในอนาคต เด็กทุกคนล้วนแล้วแต่มีธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป แต่ละคนล้วนแต่มีลักษณะนิสัยที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการที่เขาจะเติบโตขึ้นมาในรูปแบบต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยพ่อแม่เป็นหลักในการบ่มเพาะ ส่งเสริม และปรับลักษณะนิสัยของลูกให้เหมาะสม GRIT คืออะไร สำคัญกับการเลี้ยงลูกอย่างไร เรามาทำความรู้จัก GRIT เพื่อเป็นแนวทางในการเลี้ยงลูกให้เติบโตสู่เป้าหมายที่ดีในอนาคตกันค่ะ GRIT คืออะไร GRIT คือ การที่คนเรามีความพยายามในการต่อสู้กับอุปสรรค มีความมุ่งมั่น และสนใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้จะเจอความยากลำบากหรือล้มเหลวระหว่างทางก็ตาม GRIT เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ มีความพยายามในการต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค มีความมุ่งมั่นและสนใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ย่อท้อ แม้ว่าเขาจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหนก็ตาม เด็กทุกคนเมื่อคลอดออกมาแล้ว ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่รู้จักโลกดีพอ ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกอะไรเป็นสิ่งที่ผิด การตอบสนองและการกระทำของพ่อแม่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดการรับรู้ของลูกที่มีต่อโลก ขณะเดียวกัน พ่อแม่ยังไม่รู้ว่าลูกที่เพิ่งเกิดมามีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไร จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ลูกก่อน เพื่อให้เขาเข้าใจและสามารถตอบสนองลูกได้อย่างเหมาะสม ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพ่อแม่สร้าง GRIT ให้ลูก คือ 1. ความสนใจ (Interest) มีแรงจูงใจและความสนใจในสิ่งที่ทำ สังเกตได้จากความชอบความถนัดของลูก ถ้าลูกจดจ่อใส่ใจ หรืออยู่กับสิ่งไหนได้นานๆ ก็สนับสนุนเขาได้เลย 2. การฝึกฝน (Practice) เป็นการใช้เวลากับการพัฒนาสิ่งนั้นๆ ให้ดีขึ้น ซึ่งพ่อแม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับลูกได้ เช่น เล่นกับลูก ถามต่อยอด เตรียมอุปกรณ์ เล่นกับลูก ฯลฯ 3. เป้าหมาย (Purpose) โดยเชื่อมั่นว่าทุกความพยายามและการลงมือทำส่งผลเสมอ และเข้าใจว่าทุกการกระทำของเรามีผลกับคนอื่นเสมอ มักเชื่อมโยงกับความฉลาดทางอารมณ์ รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักเกรงใจ พูดขอบคุณ ขอโทษเป็น 4. ความหวัง (Hope) ทัศนคติที่จะนาไปสู่ความมุ่งมั่นพยายาม ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ความหวัง ที่ลูกสื่อออกมาเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค การรับมือกับปัญหาหรือการควบคุมอารมณ์ต่างๆ ได้ดีมากน้อยแค่ไหน GRIT สำคัญลูกอย่างไร ช่วงปฐมวัยเป็นวัยทองแห่งการเรียนรู้ เป็นช่วงที่เด็กกำลังสร้างตัวตน การที่เด็กจะเติบโตเป็นตัวของตัวเองได้นั้นต้องได้รับการตอบสนองจากพ่อแม่ เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากประสบการณ์ที่พ่อแม่จัดให้ เช่น อ่าหนังสือให้ฟัง พาไปเที่ยว พูดคุย สอบถาม ปรับอารมณ์ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีพื้นฐานที่ดีในการสร้างแรงจูงใจ ความมุ่งมั่น และทัศนคติ ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้าง GRIT ของลูก ทำให้ GRIT ของลูกให้แข็งแรง นอกจากนี้การเตรียมพร้อมร่างกายและใจของลูกให้แข็งแรง ก็ช่วยให้ลูกสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองในแบบฉบับของตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะการให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มนมวันละ 2 แก้ว โดยเฉพาะนมแพะที่มีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติสูง ก็ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย พร้อมเติบโต เรียนรู้ และฝึกฝนทักษะต่างๆ รอบตัวแล้วค่ะ
ความพยายาม, GRIT, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
4 ปัจจัย เสริมสร้างทักษะและความพยายามสู่ความสำเร็จ ของลูกอย่างเป็นธรรมชาติ 
img-over-post

4 ปัจจัย เสริมสร้างทักษะและความพยายามสู่ความสำเร็จ ของลูกอย่างเป็นธรรมชาติ 

4 ปัจจัย เสริมสร้างทักษะและความพยายามสู่ความสำเร็จ ของลูกอย่างเป็นธรรมชาติ เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินว่า “ความพยายาม คือธรรมชาติสู่ความสำเร็จ” หากอยากให้ลูกประสบความสำเร็จ เฉลียวฉลาด และเติบโตตามธรรมชาติอย่างสมวัยในแบบที่เขาเป็น พ่อแม่ควรส่งเสริม GRIT ให้ลูก เพราะเมื่อ GRIT ของลูกเข้มแข็ง ก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ และสามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ได้สำเร็จ GRIT คือ การที่คนเรามีความพยายามในการต่อสู้กับอุปสรรค มีความมุ่งมั่น และสนใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้จะเจอความยากลำบากหรือล้มเหลวระหว่างทางก็ตาม GRIT เป็นเครื่องมือในการพาลูกไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และ GRIT จะมีความแข็งแรงก็ต่อเมื่อเด็กๆ ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเด็กที่ได้รับการฝึกฝนจะมีความมุมานะพยายาม จนสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ค่ะ ซึ่งการสร้าง GRIT ให้ลูกมีปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 4 ปัจจัยหลักที่ช่วยสร้าง GRIT ให้ลูก 1. ความสนใจ (Interest) มีแรงจูงใจและความสนใจในสิ่งที่ทำ โดยลูกจะแสดงออกมาให้เห็นชัดเจน เล่น จ้องมองนานๆ เล่นนานๆ เมื่อเห็นดังนั้นพ่อแม่ต้องรีบเข้าไปชวนทำทันที เพื่อไม่ให้หลุดโอกาสในการพัฒนาทักษะของลูกค่ะ 2. การฝึกฝน (Practice) ใช้เวลากับการพัฒนาสิ่งนั้นๆ ให้ดีขึ้น ลูกจะมีความตั้งใจ หรืออยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มากน้อยแค่ไหน พ่อแม่สามารถสังเกตได้ว่าลูกทำกิจกรรมนั้นๆ ได้นานและบ่อยแค่ไหน สนใจเรื่องอะไรบ้าง ถ้าลูกชอบและทำได้นาน ก็จะเป็นการฝึกฝนและสร้างพื้นฐาน GRIT ให้ลูกพัฒนาไปสู่การเรียนรู้ในอนาคตได้ 3. เป้าหมาย (Purpose) เชื่อมั่นว่าทุกความพยายามและการลงมือทำส่งผลเสมอ และเข้าใจว่าทุกการกระทำของเรามีผลกับคนอื่นเสมอ เชื่อมโยงกับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ทำให้ลูกเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตว่าลูกสนใจความรู้สึกคนอื่นหรือไม่ ตอบสนองความรู้สึกของคนอื่นอย่างไร รู้จักความเกรงใจ ขอโทษ ขอบคุณแค่ไหน และเมื่อทำผิดแล้วรู้สึกผิดจริงๆ รึเปล่า 4. ความหวัง (Hope) ทัศนคติที่จะนาไปสู่ความมุ่งมั่นพยายาม เด็กจะแสดงความเชื่อ ความหวัง และความพยายามออกมาเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค ลองสังเกตว่าลูกมีความเข้าใจตัวเองหรือไม่ และจัดการกับปัญหาที่เจออย่างไร เช่น รู้ว่าตัวเองโกรธ เสียใจ ผิดหวัง สามารถจัดการหรือควบคุมอารมณ์ได้มากน้อยแค่ไหน และมีวิธีการในการจัดการปัญหาอย่างไร เป็นต้น สร้าง GRIT ให้เป็นนิสัยติดตัวลูก วิธีสร้าง GRIT สำหรับลูกวัย 1ปี พ่อแม่ควรสังเกตสิ่งที่ลูกสนใจ ย้ำคิดย้ำทำหรือทำกิจกรรมที่ลูกชอบซ้ำบ่อยๆ จากนั้นกระตุ้นให้เขาทำสิ่งที่ชอบได้นานขึ้น อาจจะเล่นกับลูก ให้ความช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำเมื่อลูกค้นพบปัญหา อาจจะเริ่มทดสอบ หรือให้ลูกเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ ส่วนลูกวัย 2 ปีนั้นสามารถสร้าง GRIT ได้โดย เมื่อลูกเริ่มเข้าสังคมพ่อแม่อาจจะเพิ่มทักษะการมีส่วนร่วมกับผู้อื่นโดยการพาลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ให้ลูกได้เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น รู้ว่าต้องแสดงออกทางอารมณ์ และความรู้กอย่างไร หากลูกร้องงอแง พ่อแม่ต้องรีบเขาไปรับมือและปรับอารมณ์ลูกโดยด่วน ขณะที่ลูกวัย 3 ปี จะสามารถทำกิจกรรมได้หลากหลายมากขึ้นและมีสมาธิทำกิจกรรมต่างๆ ได้นานขึ้น พ่อแม่สามารถสร้าง GRIT ให้ลูกได้โดยการสังเกตว่าลูกชอบและสนใจอะไร พ่อแม่สามารถเข้าไปเล่นกับลูก ฝึกลูกคิด และตั้งคำถาม หาวิธีให้ลูกแก้บ่อยๆ เขาก็จะชินกับการแก้ปัญหา รู้จักมุมานะพยายาม และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง ทำให้ GRIT มีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น นอกจากการปลูกฝังให้ลูกมีความุมานะพยายาม มี GRIT ที่แข็งแรงแล้ว อีกสิ่งที่จะช่วยสนับสนุนให้ลูกบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ก็คือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มนมวันละ 2 แก้ว โดยเฉพาะนมแพะมีสารอาหารธรรมชาติสูง มีโปรตีนย่อยง่าย มีพรีไบโอติกสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยให้ลูกเติบโตขึ้นมามีสุขภาพแข็งแรงดี มีพัฒนาการสมวัย พร้อมเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ความพยายาม, GRIT, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
สอนลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้ทันความผิดหวัง สร้างทักษะชีวิตให้ลูกสตรอง 
img-over-post

สอนลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้ทันความผิดหวัง สร้างทักษะชีวิตให้ลูกสตรอง 

สอนลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้ทันความผิดหวัง สร้างทักษะชีวิตให้ลูกสตรอง แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอ แม้ว่าความพ่ายแพ้และความผิดหวังจะไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ แต่บางครั้งความพ่ายแพ้ก็ก่อให้เกิดความมุมานะพยายาม และการยอมรับความแพ้พ่ายก็ถือเป็นชัยชนะอย่างหนึ่ง เป็นทักษะชีวิตที่พ่อแม่ต้องสอนลูกให้รู้จักยอมรับตั้งแต่เล็กๆ แม้จะสอนให้ลูกรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ทว่าในทางปฏิบัตินั้นก็ทำได้ยากเช่นกัน นอกจากเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นแล้ว พ่อแม่ก็ต้องปลูกฝังทักษะนี้ให้ลูกด้วย 5 วิธีสอนลูกให้รู้จักความพ่ายแพ้ 1. เล่นเกมกับลูก ไม่จำเป็นต้องแกล้งแพ้ให้ลูกเสมอไป แต่ควรผลัดให้ลูกได้ทั้งเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ ระวังตัวไม่ใช้วิธีกดดันลูกให้ลูกมุ่งมั่นเอาชนะอย่างเดียว เพราะจะกลายเป็นความคาดหวังของพ่อแม่เองทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่แพ้ไม่ได้ 2. ไม่ตำหนิเมื่อลูกแพ้ ลูกแพ้ก็เสียใจจะแย่อยู่แล้ว ยิ่งมาเจอคำพูดเชิงลบยิ่งเสียใจกันไปใหญ่ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนคำพูดลบๆ ให้เป็นคำพูดเชิงบวกกันค่ะ เช่น ไม่เป็นไรนะ เรามาพยายามกันใหม่ ครั้งหน้าเราจะพยายามด้วยกันนะ ถึงจะแพ้ก็ไม่เป็นไรลูกยังไงวันนี้ก็สนุกมาก 3. ให้ลูกได้พูดระบายความในใจ เพราะเด็กอนุบาลยังขาดทักษะการควบคุมอารมณ์ตนเอง บางคนแพ้แล้วอาจมีการงอแง ร้องไห้ เนื่องจากควบคุมความเสียใจไม่ได้ แต่ถ้าลองปล่อยโอกาสให้ลูกได้พูด เช่น จับมือมือลูกสองข้าง สบตา แล้วคุยกับลูก หนูไม่สบายใจใช่มั้ย ไม่ชอบที่แพ้ใช่มั้ย หนูร้องไห้ได้นะ แต่ร้องแล้วจบนะ จบแล้วเราค่อยไปเริ่มต้นทำกันใหม่ แม่จะอยู่กับหนูเอง โอเคมั้ย 4. ใช้นิทานเป็นตัวอย่างในการสอนลูก นิทานเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้ลูกเห็นภาพการสอนเรื่องนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ทั้งยังสร้างประสบการณ์ให้ลูกนำไปใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง พ่อแม่อาจจะเลือกนิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแข่งขันและความพ่ายแพ้ไปเล่าให้ลูกฟังก่อนนอน หรือจะแต่งนิทานขึ้นเองใช้ชื่อลูกแทนตัวละครในนิทานก็ดีไม่น้อย 5. เปลี่ยนความพ่ายแพ้ให้เป็นชัยชนะ เพราะความพ่ายแพ้เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของลูก เมื่อลูกเผชิญกับความพ่ายแพ้ แน่นอนว่าลูกย่อมรู้สึกผิดหวัง เสียใจ แต่สิ่งที่พ่อแม่ควรทำอย่างแรกคือการปลอบลูก ให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ยังอยู่เคียงข้าง หากลูกรู้สึกโกรธ โมโห ให้รีบกอดลูกทันที เมื่อลูกอารมณ์ดีแล้วค่อยคุยกับลูกว่าทำผิดพลาดตรงไหน และเราจะนำข้อผิดพลาดนั้นมาแก้ไขอย่างไร เช่น ซ้อมบ่อยๆ ให้เกิดทักษะและความเคยชิน เป็นต้น สิ่งสำคัญที่สุด นอกจากสอนให้ลูกยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว พ่อแม่เองก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ของลูกให้ได้เช่นกัน และการเริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง อย่าลืมเสริมสร้างร่างกายลูกให้แข็งแรงด้วยอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งให้ลูกดื่มนมแพะทุกวัน วันละ 2 แก้ว เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วนพัฒนาการที่ดีสมวัยของลูกด้วยค่ะ
พัฒนาการเด็กวัยอนุบาล, เลี้ยงลูกให้สตรอง, สอนลูกให้รู้จักความพ่ายแพ้, การเลี้ยงลูก, พัฒนาการเด็ก
Nurture by Nature ให้ธรรมชาติสร้างลูก
img-over-post

Nurture by Nature ให้ธรรมชาติสร้างลูก

Nurture by Nature ให้ธรรมชาติสร้างลูก “เพราะธรรมชาติกำหนดความเป็นตัวเรา และตัวเรานี่เองเป็นผู้กำหนดความสำเร็จของ เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติสร้างให้ลูกมีการเรียนรู้ และความพยายามไปสู่ความสำเร็จในแบบของเขา” การเลี้ยงลูกให้มีความเพียรพยายาม (grit) สำคัญยิ่งกว่าการค้นหาพรสวรรค์หรือความถนัด เพราะความพยายามไม่ใช่เรื่องพื้นฐานที่ทุกคนจะมี แต่ความมุ่งมั่น และเพียรพยายาม จะเป็นตัวทำให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต หลายคนมีความสามารถแต่ขาดความอดทน ความเพียรพยายาม ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมาย และ ห่างไกลความสำเร็จ ซึ่งการจะไปสู่ความสำเร็จได้ นอกจากความพยายามแล้ว ร่างกายจะต้องพร้อม เติมความแข็งแรงของร่างกายด้วยสารอาหารธรรมชาติจากนมแพะ DG ที่มีความใกล้นมแม่ จะทำให้ลูกมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ มีความแข็งแรงที่จะใช้ความพยายามนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อประสบความสำเร็จ ลูกจะมีความภูมิใจ พ่อแม่จะมีความสุข และเมื่อเขาทำมันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่ากี่ความสำเร็จ ลูกก็จะไปถึงได้ไม่ยาก สารอาหารธรรมชาติที่ได้มาจากระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ นมแพะ มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ (Apocrine Secretion) ธรรมชาติคล้ายนมแม่ ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมที่จะทำให้มีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดหรือสารอาหารออกมากับน้ำนมในปริมาณสูง เรียกกันว่า “ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components)” ซึ่งเป็นสารอาหารธรรมชาติที่ดีกับร่างกายและสมองของลูกน้อย ได้แก่ นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยแข็งแรง พัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ Bioactive Components สารอาหารธรรมชาติจากระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ Bioactive Components (ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์) มีเฉพาะในนมที่มีการการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ (Apocrine) เท่านั้น ซึ่งนอกจากนมแม่แล้วก็มีในนมแพะ เนื่องจากแพะนั้นมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์แบบเดียวกับคน* จึงทำให้มี Bioactive Components (ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์) ในปริมาณที่สูงเช่นเดียวกัน “เพราะธรรมชาติสร้างให้ลูกมีการเรียนรู้ และความพยายามไปสู่ความสำเร็จในแบบของเค้า แม่เชื่อมั่นในคุณค่าจากธรรมชาติ จึงเลือก DG นมแพะชั้นดีจากนิวซีแลนด์ ที่มีสารอาหารครบถ้วน จากระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ธรรมชาติของนมแพะที่คล้ายนมแม่ ลูกเติบโตมีพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ #อะโพไครน์ ให้ธรรมชาติสร้างลูก
อะโพไครน์, สร้างภูมิคุ้มกัน, สารอาหาร, นมแม่, นมแพะ DG
5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก
img-over-post

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก

5 ของเล่นเด็ก Low Cost แต่เพิ่ม IQ สูง ของลูกขวบปีแรก ขวบปีแรกของลูกถือเป็นโอกาสทองที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมให้เจ้าตัวเล็กมี IQ ที่ก้าวไกล ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยของเล่นใกล้ตัวและกิจกรรมที่แค่เล่นด้วยกันกับลูกก็ได้ผล ดังนี้ค่ะ ของเล่นบล็อกไม้ ฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา : การเล่นต่อบล็อกไม้ ต่อกับลูกน้อย นอกจากจะเชื่อมความสัมพันธ์ของแม่กับลูกในการทำกิจกรรมร่วมกันแล้วยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักคิด แก้ปัญหา ฝึกการยืดหยุ่นความคิด และวางแผน ที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่เล่นได้ไม่เบื่อ เล่นสนุกกันได้ทั้งครอบครัว หนังสือนิทาน กระตุ้นความจำ : หนังสือนิทานเป็นตัวช่วยที่ลงทุกครั้งเดียวแต่ได้ประโยชน์และฝึกทักษะให้ลูกได้ไม่รู้จบค่ะ ซึ่งวัยนี้เริ่มรู้จักการนับจำนวนตัวเลข หรือจำนวนสิ่งของรอบตัวลูกได้ คุณแม่ลองใช้หนังสือนิทานที่มีเรื่องของการนับจำนวนนำมาประยุกต์เล่นได้ทุกที่ แถมเป็นตัวช่วยที่เพิ่มความสนุก ให้ลูกได้ฝึกคิด กระตุ้นความจำได้ดี เล่นจับคู่จากของใกล้ตัว ฝึกความเชื่อมโยง : ของใช้ที่อยู่ใกล้ตัวสามารถนำมาประยุกต์เล่นเกมจับคู่ได้ค่ะ เช่น ตุ๊กตาที่ลูกชอบ ของเล่นชิ้นโปรด หรือของใช้ต่างๆ ที่ลูกคุ้นเคย ซึ่งกิจกรรมนี้ฝึกการช่างสังเกตลักษณะรูปทรงสิ่งของสีสันต่างๆ ฝึกความคิดเชื่อมโยงและแยกแยะความแตกต่างของสิ่งของ นอกจากนี้ยังสามารถฝึกความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวของลูกได้ เพราะกิจกรรมนี้จะสนุกมากขึ้นหากคุณแม่ลองให้ลูกวิ่งหยิบสิ่งของที่เหมือนกันไปวางรวมกัน หรือเพิ่มเงื่อนไขให้ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เล่นบทบาทสมมติ เรียนรู้ทักษะชีวิต : เป็นการเล่นที่แทบไม่ต้องใช้ของเล่นหรืออุปกรณ์มากมายเลยค่ะ แต่ลูกจะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตต่างๆ ผ่านตัวละครและสถานการณ์ที่เขาจำลองขึ้นมา เพราะโลกของเด็กๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ การเล่นบทบาทสมมติของเด็กๆ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีส่วนช่วยฝึกจินตนาการและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างอิสระ ฝึกการคิดแก้ปัญหา การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญเมื่อลูกต้องเข้าสังคมจริงในวัยเรียน เขาก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ดี ขีดเขียนและระบายสี ริเริ่มสร้างสรรค์ : การขีดๆ เขียนๆ หรือระบายสีอย่างอิสระ ไม่มีรูปแบบกำหนด ไม่เพียงเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือของลูก แต่ยังต่อยอดให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกการแยกแยะสีสันที่ต่างกัน เปิดโอกาสให้ลูกใช้จินตนาการสร้างเรื่องราว หรือสีสันในแบบของเขาเอง ซึ่งหากทำสม่ำเสมอ ลูกจะรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ได้เรียนรู้ศักยภาพของตัวเอง และหากคุณแม่ทำกิจกรรมไปกับลูกก็จะได้สังเกตสิ่งที่พฤติกรรมอย่างใกล้ชิดและตอบสนองได้ตรงจุดตรงใจลูกได้มากขึ้น 3 เคล็ดลับ เพิ่มพลัง IQ นอนเพียงพอ ลูกน้อยควรได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสมองของลูกให้ดีขึ้น กินอาหารให้เหมาะสมตามวัย ควรกินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน โดยเฉพาะเมนูอาหารบำรุงสมอง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้อื่นๆ ลูกดื่มนมที่มีประโยชน์สูง เช่น นมแพะ เพราะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีความเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์สูง มีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อย อีกทั้งโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ
การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นเสริมพัฒนาการ, การเล่นของเด็ก, ของเล่นของเด็ก, พัฒนาการเด็ก
กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี)
img-over-post

กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี)

กิจกรรมที่แม่ยิ่งทำ ยิ่งดีต่อพัฒนาการลูก (แรกเกิด-1 ปี) เด็กวัยแรกเกิด-1 ปีเป็นปีทองของการพัฒนาสมองของลูก และทุกๆ กิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกนั้น ล้วนแต่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของทักษะต่างๆ ในอนาคต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมกิจกรรมให้ที่ช่วยสร้างพัฒนาการให้กับลูกได้ค่ะ วัยแรกเกิด-3 เดือน : เล่นจ๊ะเอ๋ การเล่นจ๊ะเอ๋ พูดกับลูกทุกวัน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หรือยิ้มให้ลูกบ่อยๆ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสายตาและการได้ยินของลูก นอกจากนี้ลูกได้เรียนรู้เรื่องปฏิสัมพันธ์ จดจำคุณพ่อคุณแม่ได้จากเสียงและใบหน้า Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : คุณพ่อคุณแม่อาจจะหาโมบายหรือตุ๊กตาแขวนที่มีเสียงและหมุนได้มาแขวนให้ลูกดู เพื่อฝึกการใช้สายตาในการมองเห็น และกระตุ้นการได้ยินของเขาด้วย หรือจะหาตุ๊กตาหรือผ้านุ่มๆ มาให้เขาได้ใช้มือลองจับสัมผัสอยู่เรื่อยๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือทั้งสองข้าง วัย 4-6 เดือน : เล่นโยกเยก เมื่อลูกคอแข็งก็สามารถพลิกคว่ำได้แล้ว สามารถเคลื่อนไหวและหันคอไปรอบๆ ได้ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจจะอุ้มลูกออกไปชมนกชมไม้ได้ ให้เขาได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ หรือลองหากิจกรรมที่เล่นกันง่ายๆ เช่น เล่นโยกเยกโดยจับน้องวางบนขาแล้วยกขาขึ้นสูงให้เข้าเหมือนลอยขึ้นในอากาศ เขาจะรู้สึกมีอิสระ ได้ใช้สายตามองภาพในมุมที่ต่างออกไป แถมคุณพ่อคุณแม่ยังจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างๆ และได้ยินเสียงหัวเราะร่วนจากเขาด้วยค่ะ Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : ลูกวัยนี้มือเริ่มหยิบจับสิ่งของต่างๆ ได้ ดังนั้นการใช้ของเล่นที่มีเสียงกรุ๋งกริ๋ง ลูกบอลผ้านุ่มๆ หรือของเล่นที่มีสีสันสะดุดตาจะช่วยดึงความสนใจทำให้ลูกพยายามไขว่คว้าหรือคืบเข้าหาสิ่งของนั้น วัย 6 เดือน -1 ปี : เล่นปีนป่าย คลานบนพื้นผิวต่างๆ ในวัยนี้เริ่มคลานและเกาะปีนแล้วค่ะ ทั้งมือ สายตา และการได้ยินจะดีมากขึ้นด้วย นั่นทำให้เขามีความรู้สึกอยากสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้นด้วย อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจคือ พาลูกออกไปเล่นนอกบ้าน เช่น คลานบนสนามหญ้าบ้าง หรือจับพยุงลูกเดินบนผิวต่างๆ เช่น พื้นหญ้า พื้นดิน พื้นทราย รวมถึงมีพื้นที่ให้เขาได้คลานเกาะ บางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองอาจจะนอนลงแล้วให้เขาได้เกาะและปีนป่ายตัวเหมือนเขากำลังปีนภูเขา นอกจากเขาจะสนุกกับการเกาะการปีนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายแล้ว ยังช่วยให้เกิดความใกล้ชิดผูกพันระหว่างกันในครอบครัวด้วย Tips เลือกของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ : คุณพ่อคุณแม่เตรียมของเล่นใส่กล่องให้เขาได้รื้อค้นได้เลย โดยเฉพาะของเล่นที่มีสัมผัสที่แตกต่างกัน เช่น ของเล่นมีเสียง ตุ๊กตาหรือบอลนุ่มๆ ของเล่นที่เน้นรูปทรงต่างๆ เป็นยาง เป็นผ้า ไม้ หรือพลาสติก เพื่อให้ลูกได้รู้จักผิวสัมผัสของสิ่งของ แต่ต้องระวังของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่เด็กเอาเข้าปากได้ นอกจากกิจกรรมและการเลือกของเล่นที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีตามวัยแล้ว การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ก็สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองเช่นกัน คุณแม่จึงจำเป็นต้องให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน และในช่วงวันแรกเกิด- 1 ปี นมแม่คือนมที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับลูกน้อย แต่หากแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ นมแพะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมได้ เนื่องจากนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับคนตามธรรมชาติ เรียกว่า อะโพไครน์ ทำให้มีสารอาหารที่มีประโยนช์สูง เช่น นิวคลีโอไทด์ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 3, 6, 9 DHA และ ARA ที่ช่วยในการ พัฒนาสมอง ทำให้ลูกรักเติบโต แข็งแรง เฉลียวฉลาดและมีพัฒนาการที่ดีสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นเสริมพัฒนาการ, วิธีเลี้ยงลูก, ของเล่นของเด็ก, พัฒนาการเด็ก
เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี
img-over-post

เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี

เคล็ดลับเลือกกิจกรรมและของเล่นลูกวัย 2-3 ปี คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักกังวลว่าลูกจะติดจอ จนลืมการเล่นที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เพราะหากปล่อยให้ลูกติด หรือจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ทำให้ขาดทักษะในการติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น และไม่รู้จักอดทนรอคอย การหากิจกรรมทดแทนหรือการส่งเสริมที่เหมาะสมตามวัย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ยุคนี้ไม่ควรมองข้าม เคล็ดลับเลือกกิจกรรม+ของเล่นลูกวัย 2-3 ปี เด็กวัย 2-3 ขวบเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ช่างสงสัย และเป็นนักสำรวจ ชอบเลียนแบบพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิด บางครั้งอาจดูเหมือนบ้าพลัง แต่จริงๆ แล้วเป็นพัฒนาการตามวัยของเขา ที่ควรจะได้วิ่งเล่นและเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากกว่าการเล่นแท็บเล็ตหรือนั่งนิ่งเป็นเด็กติดจอ และนี่คือเคล็ดลับช่วยให้คุณแม่หากิจกรรมหรือของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย รวมถึงสร้างจูงใจให้ลูกรู้สึกสนุกและสามารถจดจ่อกับสิ่งที่เล่นได้นานค่ะ เล่นบทบาทสมมติ+ของเล่นเสริมจินตนาการ : ช่วงวัย 2-3 ขวบ เป็นเวลาของการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกการคิด และจินตนาการ ของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ คือการวาดรูป ปั้นแป้ง ปั้นดินเหนียว ต่อตัวต่อ เล่นตุ๊กตา หรือเล่นของเล่นทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้จินตนาการ รวมถึงฝึกให้ลูกเรียนรู้ทักษะด้านสังคมรวมและการสื่อสารกับผู้อื่น เช่น หุ่นมือ บ้านตุ๊กตา บทบาทสมมติ กะบะทราย ของเล่นที่เลียนแบบธรรมชาติ ของใช้ในบ้านจำลองผลไม้ที่ทำจากพลาสติก สัตว์ที่ทำจากยาง เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้รวมทั้งยังช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของเด็กได้ด้วย เสริมด้วยสารอาหารจำเป็น พัฒนากล้ามเนื้อและสมอง : นอกจากการเล่นของเล่นตามวัยแล้ว เด็กวัย 2-3 ปีต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองด้วย นอกจากนี้การเสริมด้วยนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ และมีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่าย ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งในนมแพะยังมีโอเมกา 3, โอเมกา 6 และโอเมกา 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยในการพัฒนาสมอง เครือข่ายใยสมอง ช่วยในเรื่องความคิด ความจำ และบำรุงสายตาของเด็กๆ ทำให้เด็กๆมีการพัฒนาการที่ดี เจริญเติบโตสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
พัฒนาการด้านสมอง, การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นของเด็ก, การเล่นเสริมทักษะ, พัฒนาการเด็ก
4 เทคนิคเลือกของเล่นเสริมพัฒนาการวัยซน (วัย 3-4 ปี) 
img-over-post

4 เทคนิคเลือกของเล่นเสริมพัฒนาการวัยซน (วัย 3-4 ปี) 

4 เทคนิคเลือกของเล่นเสริมพัฒนาการวัยซน (วัย 3-4 ปี) ลูกวัย 3-4 ปี ชอบวิ่งชอบกระโดดโลดเต้น เพราะกล้ามเนื้อแขนขากำลังพัฒนา คุณแม่อาจสังเกตได้ว่าจากที่เขาเคยอยู่นิ่งๆ เรียบร้อย เมื่อถึงวัยนี้จะเริ่มซุกซน ชอบวิ่ง ชอบกระโดด หยิบจับสิ่งนู้นสิ่งนี้เพื่อเป็นการสำรวจ ฉะนั้นการส่งเสริมที่เหมาะสมผ่านกิจกรรมและเลือกของเล่นที่สอดคล้องกับวัย จะยิ่งทำให้พัฒนาการของลูกพัฒนาไปอย่างมีศักยภาพมากขึ้น ของเล่นเสริมการทรงตัว ของเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการการเคลื่อนไหวและการทรงตัวของลูกได้ดี คือ รถจักรยานสองล้อ เชือกกระโดด หรือการเล่นโยนบอล ส่งต่อบอล ซึ่งควรเลือกลูกบอลที่มีน้ำหนักเบา หากเล่นเป็นประจำสามารถช่วยฝึกการทรงตัว สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อแขนและขา ของเล่นเสริมการคิดและเชื่อมโยง วัยนี้คุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกต่อจิ๊กซอภาพ หรือต่อบล็อกเป็นรูปร่างต่างๆ ตามจินตนาการ ช่วยเสริมทักษะในการแก้ปัญหา ฝึกการคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ได้ ที่สำคัญยังช่วยฝึกให้เขาจดจ่อกับสิ่งที่ทำจนสำเร็จ ฝึกให้มีสมาธิ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญตสำหรับการเรียนรู้ในอนาคต ของเล่นเสริมความคิดสร้างสรรค์ การได้ขีดๆ เขียนๆ หรือระบายสีอย่างอิสระ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่เหมาะกับวัย 3-4 ปีค่ะ คุณแม่สามารถหากระดานแม่เหล็กที่ใช้วาดรูปแล้วลบรูปออกได้ หรือกระดาษให้เขาได้ระบายสี ใช้ได้ทั้งดินสอสีและสีเทียนค่ะ หรือจะลองเตรียมพู่กันกับสีน้ำให้เขาระบายก็ได้ค่ะ เพราะการได้ระบายสีนอกจากจะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์แล้ว ในทางจิตวิทยายังดีต่อสมองและอารมณ์ของเด็กด้วยนะคะ ของเล่นฝึกวินัยผ่านกิจวัตรประจำวัน ของเล่นที่คุณพ่อคุณแม่ฝึกวินัยลูกได้ทุกวัน คือการฝึกจากกิจวัตรที่ลูกทำที่บ้านค่ะ เช่น จัดเก็บรองเท้าของทุกคนเรียงให้เป็นระเบียบ จัดเก็บที่นอน พับผ้าห่ม จัดหมอนให้เรียบร้อยหลังตื่นนอน ฝึกผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเอง ลูกอาจทำผิดบ้างถูกบ้างก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะหากทำอย่างสม่ำเสมอเขาจะซึมซับ จนกลายเป็นนิสัย และเป็นความรับผิดชอบที่ติดตัวไปจนโตค่ะ สารอาหารจำเป็น เพื่อพัฒนาวันซน 3-4 ปี นอกจากสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ คุณแม่ สามารถเสริมด้วยนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีความเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์สูง มีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อย อีกทั้งโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ
การเลือกของเล่นตามวัย, ของเล่นเสริมพัฒนาการ, ของเล่นของเด็ก, กิจกรรมพัฒนาสมอง , พัฒนาการเด็ก
3 เรื่องเล่น การเล่น ของเล่นที่ดีต่อพัฒนาการลูกวัย 4-5 ปี
img-over-post

3 เรื่องเล่น การเล่น ของเล่นที่ดีต่อพัฒนาการลูกวัย 4-5 ปี

3 เรื่องเล่น การเล่น ของเล่นที่ดีต่อพัฒนาการลูกวัย 4-5 ปี ลูกวัย 4 -5 ปี มีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน และเต็มไปด้วยพลังสำรวจ เรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหมาะอย่างยิ่งที่คุณแม่จะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งรอบตัวอย่างเต็มที่ผ่านการเล่นที่ได้ใช้ทั้งร่างกายกาย และประสาทสัมผัสทุกด้านไปพร้อมๆ กันค่ะ 1. เล่นกีฬา สร้างกล้ามเนื้อแข็งแรง การเล่นที่ใช้กำลังขา กำลังแขน เช่น เตะฟุตบอล บาสเก็ตบอล วิ่งเล่นกลางแจ้ง ขี่จักรยาน เล่นเครื่องเล่นปีนไต่ เมื่อลูกได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อใหญ่แล้วสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปด้วยคือการพัฒนากล้ามเนื้อมือและนิ้วมือของลูกให้แข็งแรง หรือจัดกิจกรรมให้ลูกได้วาดภาพในกระดาษ สมุดที่เตรียมไว้ให้เพื่อให้เด็กขีดเขียนในที่ที่ควรเขียน หรือการเล่นน้ำ เล่นทรายตามธรรมชาติ แนะนำของเล่นฝึกกล้ามเนื้อ : เล่นของเล่นที่ได้โยนหรือส่งต่อเบาๆ เพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งแขนและขา เช่น ลูกบอลยาง ห่วงยาง หรือกระดาษและสีสำหรับระบายสี รวมถึงการพาลูกออกไปเล่นนอกบ้าน เช่น ว่ายน้ำ เล่นทราย ขุดดิน เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรง และต่อยอดทักษะอื่นๆ ควบคู่กัน 2. เล่นดนตรี สร้างสมาธิ กิจกรรมที่ช่วยเรื่องสมาธิ ได้แก่ กิจกรรมทางด้านดนตรี เช่น ฟังดนตรี เล่นเครื่องดนตรี รวมถึงการอ่าน ซึ่งถือเป็นการเล่นที่ได้ทักษะหลายด้าน ทั้งได้พัฒนาทักษะการฟัง การอ่าน การเชื่อมโยงของเรื่องราว โดยเฉพาะการฟังหรือการเล่นดนตรี นอกจากได้พัฒนากล้ามเนื้อแล้ว ยังมีผลต่อการพัฒนาทักษะสมองอีกด้วย แนะนำของเล่นฝึกสมาธิ : หนังสือนิทานที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน หรือเป็นนิทานสองภาษาเพื่อการเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ ส่วนการเล่นดนตรี หากไม่มีเครื่องดนตรีคุณแม่สามารถชวนลูกฟังเพลง ร้องเต้นไปด้วยกันได้ค่ะ ชวนเขาคุยถึงเนื้อเพลง ทำบ่อยๆ จะช่วยให้เขาจดจ่อกับเพลงที่ฟังมากขึ้น เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว 3. เล่นบทบาทสมมติ ริเริ่มสร้างสรรค์ วัยนี้ชอบเล่นอิสระและการเล่นที่ได้ใช้จินตนาการ สนุกกับการเล่นที่ท้าทาย และสามารถทำกิจกรรมกรรมที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ลูกวัยนี้จึงชอบเล่นบทบาทสมมติ เช่น เล่นเกี่ยวกับคนในครอบครัว จำลองสถานการณ์บางอย่างที่คุ้นเคย หรือเล่นเลียนแบบอาชีพ เพราะได้ใช้จินตนาการ ได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะอื่นๆ ในอนาคต แนะนำของเล่นฝึกความคิดสร้างสรรค์ : ของเล่นสำหรับการเล่นบทบาทสมมติ เช่น ชุดเครื่องครัวจำลอง อุปกรณ์ทำงานบ้านสำหรับเด็ก หรือชวนลูกเข้าครัวเรียนจากอุปกรณ์จริง วัตถุดิบของจริง เขาจะรู้สึกสนุกและท้าทาย มากขึ้น แต่จะต้องไม่ลืมดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วยนะคะ Tips เพิ่มพลังเรียนรู้ เคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ ลูกวัยนี้มีพลังเรียนรู้มากในแต่วัน คุณแม่ควรให้ลูกได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและได้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำ เพราะหากกล้ามเนื้อได้พัฒนาเต็มที่ ก็สามารถต่อยอดเรียนรู้ทักษะอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น กินอาหารบำรุงร่างกายและสมอง คุณแม่ควรให้ลูกกินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรตจากแป้งไม่ขัดขาว โปรตีนจากเนื้อสัตว์ และผักผลไม้อย่างเพียงพอในแต่ละวัน ที่สำคัญควรให้ลูกดื่มนมที่มีประโยชน์สูง เช่น นมแพะ เพราะนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์แบบเดียวกับคน จึงทำให้มีสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีความเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์สูง มีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อย อีกทั้งโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ
ของเล่นเสริมพัฒนาการ, การเล่นของเด็ก, ของเล่นของเด็ก, กิจกรรมพัฒนาสมอง , พัฒนาการเด็ก
10 เคล็ดลับทำให้ลูกอารมณ์ดี ง่ายนิดเดียว
img-over-post

10 เคล็ดลับทำให้ลูกอารมณ์ดี ง่ายนิดเดียว

10 เคล็ดลับทำให้ลูกอารมณ์ดี ง่ายนิดเดียว การทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดี จะส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดี พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การจะทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดีไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ มาเรียนรู้ 10 เคล็ดลับทำให้ลูกอารมณ์ดี ฉบับดีจี ง่ายนิดเดียว การทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดี ร่าเริงสดใส จะส่งผลไปสู่การพัฒนาการที่ดีของสมอง ลูกน้อยจะพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การจะทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดีไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงเริ่มจากตัวคุณพ่อคุณแม่ก่อน การที่สิ่งแวดล้อมทำให้ลูกมีความสุข ลูกก็จะมีความสุขตามไปด้วย 10 เคล็ดลับ สร้างหนูน้อยอารมณ์ดี พ่อแม่ต้องไม่แสดงอารมณ์หงุดหงิด ตวาดใส่ลูกอย่างไม่มีเหตุผล ไม่แหย่ให้ลูกโมโห บางคนชอบแหย่ให้เด็กร้อง และคิดว่าไม่เป็นไร โอ๋แป๊บเดียวก็หาย แต่จริงๆ การทำแบบนี้จะทำให้ลูกขาดความมั่นคงทางอารมณ์ และแสดงออกด้วยอาการหงุดหงิด กลายเป็นเด็กอารมณ์ไม่ดี เล่นกับลูกบ่อยๆ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ ปูไต่ เป็นต้น แสดงสีหน้าแบบต่างๆ หรือทำเสียงแปลก แค่การเล่นง่ายๆ แค่นี้ลูกก็สนุก หัวเราะชอบใจแล้ว สัมผัสที่อ่อนโยนของแม่มีผลต่อการพัฒนาสมอง กอดลูกบ่อยๆ ลูบหลัง ลูบท้องกล่อมนอน หรือลองใช้การนวดเบาๆ ไปบนตัวลูก จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และทำให้ลูกรู้สึกถึงสัมผัสที่อบอุ่นของแม่ และจะเป็นเด็กที่มีอารมณ์มั่นคง ใช้ดนตรีกล่อมลูก เพลงจังหวะสบายๆ จะช่วยให้ลูกอารมณ์ดี นอนง่าย หรือคุณแม่ลองชวนลูกร้องเพลงขณะอาบน้ำก็จะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ครื้นเครงอีกด้วย นอนหลับให้เพียงพอ ยิ่งลูกวัย 1-2 ปี ควรนอนให้ได้ 11-12 ชั่วโมง เพราะถ้านอนไม่อิ่มเขาจะหงุดหงิด ดังนั้นพ่อแม่ควรพาลูกเข้านอนให้เป็นเวลา ไม่ทำเสียงดังรบกวนการนอนของลูก และเวลาปลุก ควรปลุกเบาๆ อย่าใช้เสียงดัง เพราะอาจทำให้เขาร้องไห้ตกใจได้ พาไปท่องเที่ยวโลกกว้าง ลูกได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ รู้สึกตื่นตาตื่นใจ ระหว่างที่ไปเที่ยวพ่อแม่ก็อธิบายสิ่งที่พบเห็น ได้พูดคุยใกล้ชิดกัน หัวเราะไปด้วยกัน ลูกก็มีความสุขแล้ว ลูกต้องกินอิ่ม เพราะความหิวเป็นสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิดงอแง ดังนั้นพ่อแม่ต้องเตรียมอาหารให้พร้อม เมื่อถึงเวลาอาหารอย่าปล่อยให้หิว ถ้าต้องออกไปข้างนอก ควรเตรียมของว่างที่มีประโยชน์ไปด้วย ให้เขาได้กินรองท้อง ระวังอย่าให้ลูกกินของหวานเยอะ เพราะการที่เด็กกินของหวานมากเกินไปจะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูง สมองจะสั่งการให้หลั่งอินซูลินออกมาเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลง ตับอ่อนก็จะทำงานหนักขึ้น เมื่อมีอินซูลินในสมองมาก ก็จะทำให้เกิดอาการเครียด หงุดหงิดขึ้นได้ ดูแลเรื่องกินอาหารด้วยโภชนาการที่ครบถ้วน เพราะการมีโภชนาการดี ลูกก็จะมีสุขภาพที่ดี สบายตัว ไม่หงุดหงิดหรืออารมณ์บูดง่ายๆ ดูแลให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ ปรุกสุกใหม่อยู่เสมอ วัตถุดิบมีความสด สะอาด รวมถึงภาชนะที่ใส่อาหารของลูกด้วย และอย่าลืมเสริมด้วยนมแพะวันละ 2 แก้วทุกวันเช้า-เย็น เพื่อสารอาหารครบถ้วนและเพิ่มพลังสมองพร้อมเรียนรู้ในทุกวัน เพราะนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีความเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์สูง มีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อย อีกทั้งโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ
พัฒนาการรอบด้าน , การเรียนรู้, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
5 กิจกรรมเพิ่ม IQ ลูกขวบปีแรก
img-over-post

5 กิจกรรมเพิ่ม IQ ลูกขวบปีแรก

5 กิจกรรมเพิ่มIQ ลูกขวบปีแรก พัฒนาการสมองที่ดีของลูก ล้วนมาจากคุณพ่อคุณแม่เป็นคนสร้าง IQ ให้ลูกน้อย มาเริ่มต้นง่ายๆ กับ 5 กิจกรรมเพิ่ม IQ ลูกที่รับรองเลยว่าถ้าลูกน้อยได้ทำกิจกรรมที่มีการกระตุ้นกระบวนการคิด การลงมือทำ และแก้ปัญหา IQ ลูกจะกว้างไกลแน่นอน IQ ย่อมาจาก (Intelligence Quotient) หมายถึงความสามารถทางเชาวน์ปัญญา โดยจะแสดงออกให้เห็นผ่านพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งขวบปีแรกถือเป็นโอกาสทองที่คุณพ่อคุณแม่จะส่งเสริม IQ ลูกน้อย เริ่มต้นง่ายๆ กับ 5 กิจกรรมที่รับรองเลยว่าถ้าลูกน้อยได้ทำกิจกรรมที่มีการกระตุ้นกระบวนการคิด การลงมือทำ และท้าท้ายการแก้ปัญหา IQ จะกว้างไกลแน่นอน 5กิจกรรมเพิ่ม IQ ได้ผล การต่อบล็อกไม้ ฝึกการวางแผน ลูกจะได้รู้จักคิด การแก้ปัญหา ฝึกการยืดหยุ่นความคิดและวางแผนเป็น นอกจากนั้นยังเชื่อมความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกอีกด้วย คณิตคิดเร็ว การนับเลขหรือจำนวนสิ่งของรอบตัวลูก สามารถประยุกต์เล่นได้ทุกที่ จะช่วยฝึกความคิด กระตุ้นความจำ รวมถึงฝึกการช่างสังเกต เกมจับคู่ ฝึกความเชื่อมโยง กิจกรรมนี้ฝึกการสังเกตลักษณะ รูปทรงสิ่งของ สีสันต่างๆ และแยกแยะความแตกต่างของสิ่งของ ทั้งยังสามารถฝึกความคล่องตัวลูกน้อยได้อีกด้วย เพราะถ้าหากคุณแม่ลองให้ลูกวิ่งหยิบสิ่งของไปกองรวมกันหรือเพิ่มเงื่อนไขท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกน้อยจะรู้สึกสนุกมากขึ้น เล่นบทบาทสมมติ การเล่นบทบาทสมมติเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีส่วนช่วยฝึกจินตนาการและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างอิสระ ทั้งยังฝึกการแก้ปัญหา การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เขาจะได้อยู่กับคนอื่นในสังคมได้ ระบายสี การหัดให้ลูกวัยนี้ระบายสี นอกจากจะฝึกกล้ามเนื้อมือแล้ว ยังต่อยอดให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สีสันต่างๆ ที่ลูกระบายยังสะท้อนลักษณะนิสัยและพฤติกรรมการแสดงออกของเขาขณะนั้นด้วย
การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
ชวนลูกย้อนยุคสนุกกับ 3 การละเล่นไทย กระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน
img-over-post

ชวนลูกย้อนยุคสนุกกับ 3 การละเล่นไทย กระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน

ชวนลูกย้อนยุคสนุกกับ 3 การละเล่นไทย กระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน การละเล่นไทย ๆ ที่เล่นกันมาตั้งแต่โบราณ เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้อาจจะแทบไม่รู้จักกันแล้ว ลองชวนลูก ๆ มาเล่นสนุกย้อนยุคไปสมัยพ่อแม่ยังเด็กกับการละเล่นไทย ๆ ที่นอกจากจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีแล้ว ยังสามารถกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้แบบรอบด้านอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ 1. รีรีข้าวสาร ให้เด็ก 2 คนยืนหันหน้าเข้าหากันจับมือประสานมือกันเป็นรูปซุ้ม เด็กคนอื่น ๆ เกาะเอวต่อกันแล้วเดินพาลอดใต้ซุ้มมือพร้อมกับร้องเพลง "รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เด็กน้อยตาเหลือก เลือกท้องใบลาน คดข้าวใส่จาน คอยพานคนข้างหลังไว้" เมื่อร้องถึงประโยคที่ว่า “คอยพานคนข้างหลังไว้” เด็กที่ทำมือเป็นซุ้มจะลดมือลงกันคนสุดท้ายไว้ ซึ่งคนสุดท้ายจะถูกคัดออกไปจากแถว แล้วจึงเริ่มต้นเล่นใหม่ไปเรื่อย ๆ 2. มอญซ่อนผ้า หาคนเริ่มเล่นที่จะเริ่มถือผ้าเช็ดหน้าที่เตรียมไว้แล้วออกไปยืนข้างนอก ที่เหลือนอกนั้นนั่งกันเป็นวงกลม หันหน้าเข้าหากัน แล้วเริ่มร้องเพลง "มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ใครเผลอคอยระวัง ใครเผลอคอยระวัง ตุ๊กตาอยู่ข้างหลังระวังจะถูกตี” ให้คนถือผ้าเช็ดหน้าเดิน หรือวิ่งไปรอบ ๆ วง ระหว่างที่คนในวงกลมร้องเพลง แล้วหาจังหวะวางผ้าไว้ข้างหลังของคนที่นั่ง พอวางผ้าที่ด้านหลังใคร ถ้าคนนั้นรู้ตัวจะรีบหยิบผ้าแล้ววิ่งไล่เอาผ้าไล่ตีให้ทัน ถ้าตีไม่ทันก่อนที่คนวางผ้ากลับไปที่นั่ง ก็ต้องเป็นคนเริ่มเล่นแทน โดยเริ่มร้องเพลงใหม่ แล้วเดินวิ่งไปรอบ ๆ คอยหาจังหวะวางผ้าเหมือนเดิม งูกินหาง แบ่งเด็กเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายที่ 1 จะต้องเป็น “พ่องู” 1 คน ฝ่ายที่ 2 มี “แม่งู” 1 คน ที่เหลือเป็น “ลูกงู” ซึ่งผู้เล่นเป็นลูกงูจะต้องเกาะเอวผู้เล่นเป็นแม่งู จากนั้น พ่องูเริ่มถามว่า “แม่งูเอ๋ย” แม่งูและลูกงูก็ร้องตอบว่า “เอ๋ย” พ่องู “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน” แม่งู “กินน้ำบ่อโสกโยกไปโยกมา” พร้อมกับโยกตัวไปมาทั้งแถว พ่องู “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน” แม่งู “กินน้ำบ่อหินบินไปบินมา” พร้อมกับโยกตัวไปมาทั้งแถว พ่องู “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน” แม่งู “กินน้ำบ่อทรายย้ายไปย้ายมา” พร้อมกับโยกตัวไปมาทั้งแถว พ่องู “กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว”ช่วงท้ายพ่องูถามว่า “กินหัว กินหาง” แม่งูตอบว่า “กินกลางตลอดตัว” 3. พ่องูก็จะไล่จับลูกงูจากปลายแถว ฝ่ายแม่งูจะต้องกางมือเพื่อป้องกันลูก หากลูกงูตัวใดถูกพ่องูดึงจนหลุดออกจากแถวไป ก็จะต้องออกจากการเล่น ผู้เล่นที่เหลือก็เริ่มเล่นกันอีกจนกว่าลูกงูจะถูกจับจนหมด การละเล่นแบบไทยกระตุ้นพัฒนาการอะไรให้ลูกบ้าง กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ได้วิ่งเคลื่อนไหว เป็นการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั้งแขนและขา การเข้าสังคม การละเล่นที่ต้องเล่นด้วยกันหลายคนจึงเป็นการฝึกฝนให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การเล่นกับเด็ก ๆ คนอื่น การยอมรับกติกา การทำงานเป็นทีม ทักษะภาษา ได้ร้องเพลงที่เป็นเพลงโบราณ ได้รู้จักศัพท์ใหม่ ๆ แปลก ๆ พ่อแม่สามารถอธิบายคำศัพท์เพิ่มเติมให้ลูกได้ การกระตุ้นพัฒนาการของลูก นอกจากจะทำได้ผ่านเกม กิจกรรมการละเล่นแล้ว อาหารการกินในแต่ละวันก็ส่งผลต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกด้วย การให้ลูกได้ดื่มนมแพะเป็นประจำทุกวันดีกับลูกที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต เพราะนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีความเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์สูง มีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อย อีกทั้งโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ
การเล่นของเด็ก, การเล่นเสริมทักษะ, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG