curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

บทความอัพเดทล่าสุด

เวิร์คจนต้องบอกต่อ! 6 เทคนิคกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี
img-over-post

เวิร์คจนต้องบอกต่อ! 6 เทคนิคกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี

เวิร์คจนต้องบอกต่อ! 6 เทคนิคกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี บ้านไหนมีลูกในวัย 1- 2 ปีบ้างคะ วัยนี้กำลังซน ซ่า และอยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกอย่างเลยจริงไหมคะ ช่วงนี้จึงเหมาะสมมาก สำหรับการกระตุ้นการทำงานของสมองลูกให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความสามารถในการจดจำค่ะ แต่ก่อนที่จะกระตุ้นสมองลูกดี เรามาดูกันก่อนว่าลูกอายุ 1-2 ปี ของเราเขาทำอะไรได้บ้าง ลูกวัย 1 – 2 ปี สามารถจดจำได้มากขึ้น ถ้าพ่อแม่เอาของไปซ่อนไว้ใต้ผ้าห่ม ลูกจะสามารถค้นเจอได้เพียงเห็นการซ่อนครั้งเดียว นอกจากนี้เขายังจำผลของการกระทำสิ่งต่างๆ ที่ง่ายๆ ได้ เช่น กดปุ่มนี้แล้วเดี๋ยวจะมีตุ๊กตาโผล่ออกมาจากกล่อง ลูกวัยนี้จำได้ว่าใครที่แสดงความรักกับเขา เช่น จำได้ว่าถ้าพ่อมาหาก็จะมาอุ้มและจะรู้สึกไม่พอใจถ้าต้องถูกอุ้มไปจากพ่อแม่ หรือคนที่แสดงความรักกับตัวเอง ลูกวัยนี้สามารถจดจำและเลียนแบบท่าทางของพ่อแม่ หรือคนรอบข้างได้ เช่น หยิบโทรศัพท์มากดปุ่มหรือแนบหูโทรศัพท์เหมือนกำลังคุยโทรศัพท์จริงๆ ลูกวัยนี้สามารถแสดงออกได้แล้วว่าถนัดซ้าย หรือถนัดขวา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สังเกตได้จากการจับของเล่น การจับช้อนรับประทานอาหารของเขา ลูกวัยนี้สามารถจดจำคำศัพท์ได้หลายคำ และพยายามสื่อสารออกมาเป็นคำพูดด้วยการพยายามเรียบเรียงขึ้นเองและการพูดเลียนแบบพ่อแม่ เช่น ปาปา มามา เป็นต้น วิธีกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี ให้ลูกได้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อที่ร่างกายจะได้นำไปใช้ในการเสริมสร้างเซลล์สมอง สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดโรค เช่น ฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน ดูแลเรื่องมลภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะสามารถส่งผลร้ายต่อการพัฒนาของสมองลูก สร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ลูกมีความสุข อบอุ่น ปลอดภัย เพราะลูกมีความสุข สมองจะพัฒนาดี พูดคุย เล่านิทาน และอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมช่วยพัฒนาสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการคิด ภาษา การสื่อสาร รวมทั้งนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศให้ลูกเกิดความอยากรู้ อยากหาคำตอบ เช่น ถามคำถามง่ายๆ ว่าของสิ่งนี้อยู่ตรงไหน ใช้ทำอะไร หรือเล่นเกมความจำให้ลูกจำว่าเห็นภาพอะไร แล้วหาให้พบ เพื่อกระตุ้นสมองของเขา เปิดโอกาสให้ลูกได้ "เล่น" เต็มที่อย่างไม่ปิดกั้น เพราะการเล่นคือการสำรวจ การทำความเข้าใจ และการเรียนรู้กับโลกที่อยู่รอบตัวเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์ภายนอกและคอยดูไม่ให้เขาได้รับอันตรายจากการเล่นที่อาจจะเกิดขึ้น
การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับลูก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน
img-over-post

5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน

5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน พ่อแม่หลายคนมีปัญหาเมื่ออยากจะเริ่มสอนลูกอ่าน เขียน หรือทำการบ้าน แต่ลูกไม่มีสมาธิ หรือไม่สนใจที่จะเรียนรู้ แตกต่างจากเวลาอยู่ที่โรงเรียน ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องทำความเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้แตกต่างจากผู้ใหญ่ เขามีความสนใจอยากรู้อยากเห็นเรื่องต่าง ๆ ตลอดเวลา เมื่อสิ่งที่ทำไม่น่าสนใจหรือมีอย่างอื่นให้ทำให้เล่น ลูกก็จะหันไปทำอย่างอื่นแทน ทำให้ดูเหมือนว่ามีสมาธิจดจ่อได้น้อย ซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่ แล้วจะมีเทคนิค เคล็ดลับสร้างสมาธิให้ลูกวัยนี้อย่างไรได้บ้าง 5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน 1. เล่นเกมฝึกสมาธิ เกมเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของลูกได้ดี การเลือกเกมที่เหมาะสมมาเล่นกับลูก จะช่วยฝึก หรือกระตุ้นให้ลูกมีสมาธิเพิ่มขึ้น เช่น เกมจับผิดภาพ หาภาพที่แตกต่าง เกมต่อจิ๊กซอว์ หรือการต่อเลโก้ อาจจะเริ่มจากเกมง่าย ๆ ที่ใช้เวลาในการเล่นไม่นาน แต่ควรเล่นให้จบเพื่อให้ลูกเรียนรู้ที่จะมีสมาธิจดจ่อจนสำเร็จลุล่วง 2. ทำบ้านให้สงบตัดสิ่งรบกวน สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญกับสมาธิ ลองทำบ้านให้เงียบลง ปิดทีวี ไม่เดินไปเดินมา ส่งเสียงดังรบกวน ปรับไฟ ปรับแสงในบ้านให้สว่างพอดี และเลือกเปิดเพลงคลอเบา ๆ ระหว่างลูกอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน จะช่วยให้ลูกมีสมาธิดีกว่าให้เงียบสนิทไปเลย 3. ลดหรืองดดูทีวีเล่นมือถือ การให้ลูกดูทีวี หรือเล่นมือถือ แท็บเล็ตนานเกินไป ก็ทำให้ลูกขาดสมาธิได้ เพราะภาพจากหน้าจอที่เปลี่ยนไปมาจะกระตุ้นให้จดจ่อมีสมาธิได้น้อยลง ถ้าให้ลูกงดดูทีวีไม่ได้ลองปรับเวลาให้ลูกดูทีวีหรือเล่นมือถือ แท็บเล็ตเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ต่อวัน ประมาณวันละ 30-45 นาทีต่อวันพอ และชวนลูกทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน 4. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารก็สำคัญกับสมาธิของลูก ควรหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูงซึ่งส่งผลต่อสมองและการเรียนรู้ของลูก ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ ถั่ว นม และผักผลไม้ 5. กำหนดเป้าหมายสั้นๆในผู้ใหญ่มีสมาธิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 42 นาที แต่สมาธิในเด็กจะสั้นกว่าผู้ใหญ่ อาจจะอยู่ที่ 15-20 นาที ดังนั้นถ้าจะให้ลูกมีสมาธิทำอะไรควรกำหนดเป้าหมาย หรืองานให้ลูกทำในระยะเวลาสั้น ๆ ที่คาดว่าลูกจะทำได้ เช่น ถ้าให้ทำการบ้านอาจจะให้ลูกทำแค่ 1 บทเรียนสั้น ๆ หรือให้วาดรูป ระบายสี 1 หน้า เพราะยิ่งพยายามบังคับให้ลูกทำเกินเวลาไป สมาธิจดจ่อของลูกก็ยิ่งน้อยลง และอาจทำให้รู้สึกไม่ชอบการเรียนได้
พัฒนาการลูก, การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
 3 กิจกรรมเล่นสนุกกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กฝึกใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน 
img-over-post

 3 กิจกรรมเล่นสนุกกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กฝึกใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน 

3 กิจกรรมเล่นสนุกกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กฝึกใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน กล้ามเนื้อมัดเล็ก คือกล้ามเนื้อมือ ซึ่งใช้ในการหยิบจับต่าง ๆ การกระตุ้นฝึกฝนให้กล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรง จะช่วยให้ลูกใช้นิ้ว ใช้มือหยิบจับได้ดี และหากเลือกกระตุ้นด้วยกิจกรรมที่เหมาะสม ยังเป็นการฝึกฝนการใช้มือและสายตาให้สัมพันธ์กันอีกด้วย ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีที่เด็กจะพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทั้งการเขียน การเรียน และการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน 1. กระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยคลิปหนีบกระดาษ อุปกรณ์ คลิปหนีบกระดาษสีต่าง ๆ กระดาษสีตามสีของไม้หนีบ ตัดเป็นวงกลม ฝึกอย่างไร ตัดกระดาษเป็นวงกลม หรือรูปทรงต่าง ๆ ให้ลูก ๆ ใช้คลิปหนีบกระดาษสีต่าง ๆมาหนีบที่กระดาษให้สีตรงกัน หรือแล้วแต่จะสร้างสรรค์ ลูกจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยการหนีบคลิปไปบนกระดาษ และยังได้เรียนรู้เรื่องสีต่าง ๆ พร้อมกับฝึกใช้สายตาและมือให้สัมพันธ์กันขณะที่หนีบ หรือจะนำคลิปมาให้ลูกร้อยต่อ ๆ กันก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เล่นกับลูกเพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กของนิ้วมือได้เช่นกัน 2. ปั้นดินปั้นแป้งฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก อุปกรณ์ แป้งโดว์ หรือ ดินน้ำมันสำหรับปั้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ฝึกอย่างไร การให้ลูกปั้นดิน ปั้นแป้งโดว์ เป็นกิจกรรมที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ถูกใจที่สุด การปั้นเป็นการฝึกและกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ง่ายที่สุด ขณะที่ปั้นหรือขยำดิน กล้ามเนื้อจะได้ออกแรงมากขึ้นเป็นการฝึกความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และการปั้นยังช่วยส่งเสริมจินตนาการของเด็ก ๆ ด้วย เมื่อลูก ๆ ปั้นเสร็จลองชวนคุยให้ลูกเล่าเรื่องราวของสิ่งที่ลูกปั้นด้วย 3. ฝึกคีบพัฒนาการกล้ามเนื้อและสายตา อุปกรณ์ ทีคีบอาหารขนาดพอดีมือลูก หรือ ตะเกียบฝึกคีบสำหรับเด็ก สิ่งของหรือขนม ผลไม้ชิ้นเล็กๆ ฝึกอย่างไร ฝึกลูกใช้มือคีบสิ่งของด้วยที่คีบอาหาร หรือตะเกียบฝึกคีบ อาจจะลองเอาขนมหรือผลไม้ใส่ในจานหลาย ๆ จาน แล้วให้ลูกใช้ที่คีบแยกสิ่งของหรือของกินในจานต่าง ๆ การฝึกคีบจะช่วยฝึกกล้ามเนื้อมือการบังคับกล้ามเนื้อและสายตาให้สัมพันธ์กัน และยังฝึกเรื่องสมาธิของลูกได้ด้วย เพราะขณะที่คีบต้องเกร็งกล้ามเนื้อและมีสมาธิไม่ให้ของตกหล่น
กิจกรรมเด็ก, พัฒนาการลูก, การกระตุ้นกล้ามเนื้อมือ, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
ลูกรักลายมือสวย เพราะฝึกกล้ามเนื้อมือ
img-over-post

ลูกรักลายมือสวย เพราะฝึกกล้ามเนื้อมือ

ลูกรักลายมือสวย เพราะฝึกกล้ามเนื้อมือ เด็กๆ เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียนแล้วทุกคนจะต้องมีการจับดินสอขีดเขียน แต่ที่น่าตกใจคือมีเด็กหลายคนที่จับดินสอเขียนหนังสือไม่ถูกวิธี ส่วนหนึ่งเกิดจากการกล้ามเนื้อมือไม่ถูกฝึกตั้งแต่เล็กๆ ขณะเดียวกันการเล่นโทรศัพท์มือถือหรือแท็ปเล็ตของเด็กๆ ก็มีส่วนทำให้พวกเขาจับดินสอผิดวิธีเช่นกัน วิธีจับดินสอให้ถูกต้อง ขั้นแรก ให้เด็กถือดินสอไว้ด้วย 3 นิ้ว คือนิ้วกลาง นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ขั้นที่สอง ให้ดินสออยู่บนข้อนิ้วกลาง และจะถูกบีบอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ขั้นตอนที่สาม นิ้วก้อยและนิ้วนางวางพักอยู่บนโต๊ะ จากนั้นเมื่อเด็กๆ จับดินสอถูกต้องแล้ว ในการเลี้ยงลูกแบบ Advance เราต้องฝึกทักษะการเขียนให้ลูกเพิ่มค่ะ วาดภาพที่ลูกชอบ เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการการเรียนรู้ไม่เท่ากัน เด็กในวัยเดียวกันอาจจะเขียนหนังสือได้ไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนจะให้ลูกขีดเขียนได้ เราต้องฝึกให้เขาจับดินสอให้ถูกต้องเสียก่อนค่ะ เขียนตามเส้นประ เป็นวิธีฝึกเขียนง่ายๆ นอกจากจะช่วยควบคุมลายมือแล้ว ยังสร้างช่วยสมาธิให้ลูกด้วยค่ะ ฝึกเขียนเป็นตัวอักษร เริ่มจากเขียนตัวอักษรตามเส้นประ แล้วเปลี่ยนเป็นตัวอักษรที่ไม่มีเส้นประ เช่น ตัวอักษร พยัญชนะ ตัวเลข ฝึกเขียนชื่อตัวเอง เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เด็กๆ มักจะสนใจตัวเอง และการเขียนชื่อตัวเองได้ย่อมเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจของเขา กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมือ นอกจากการฝึกเขียนเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว คุณแม่ยังสามารถฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกได้ด้วยการเล่นด้งนี้ค่ะ เล่นตัวต่อ ไม่ว่าจะเป็นบล็อกไม่ จิ๊กซอว์ หรือเลโก้ ก็ช่วยให้เด็กพัฒนากล้ามเนื้อมือได้ เพราะทั้งลักษณะรูปทรงของบล็อกเอง รูปแบบการเล่นเอง ทำให้เด็กๆ ได้จับและเคลื่อนไหวนิ้วมือตลอดเวลา ปั้นแป้งโดว์ ของเล่นที่หาซื้อง่าย มีหลายสี เอาไว้ให้ลูกปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ฝึกกล้ามเนื้อมือ พับกระดาษ ลองเลือกแบบง่ายๆ และกระดาษที่สีสันสดใส โดยให้ฝึกไปพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ด้วย ร้อยลูกปัด นอกจากจะฝึกเรื่องการหยิบจับสิ่งของแล้ว ยังเสริมสร้างสมาธิให้กับลูกด้วย โดยอาจใช้ลูกปัดที่มีรูใหญ่เล็กน้อยเพื่อให้เด็กๆ ร้อยง่ายขึ้น แม้อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ข้อดีของการจับดินสอที่ถูกต้องนั้น นอกจากจะทำให้ลูกเขียนหนังสือด้วยลายเส้นที่มั่นคงแล้ว ยังช่วยให้ลายมือสวย อ่านออกง่าย แถมยังทำให้เขาเขียนหนังสือได้นาน เพราะเมื่อจับดินสอถูกวิธีก็จะทำให้เมื่อยมือน้อยลง หมดปัญหาลูกไม่ชอบเขียนหนังสือแล้วละค่ะ อ้างอิง http://www.wattanasatitschool.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=1217786 http://www.catdumb.com/how-to-hold-pen-cil-290/
สอนลูกจับดินสอ, การกระตุ้นกล้ามเนื้อมือ, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
ฝึกวินัย รอคิว เข้าสังคม 3 ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูกก่อนเข้าโรงเรียน
img-over-post

ฝึกวินัย รอคิว เข้าสังคม 3 ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูกก่อนเข้าโรงเรียน

ฝึกวินัย รอคิว เข้าสังคม 3 ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูกก่อนเข้าโรงเรียน ก่อนเข้าโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจคิดว่าลูกจะต้องอ่านออกเขียนได้ เวลาเรียนหนังสือจะได้ทันเพื่อนทันครู แต่ความจริงแล้วทักษะเหล่านั้นยังไม่มีความจำเป็นค่ะ เพราะก่อนที่จะไปโรงเรียน เด็กๆ ต้องเรียนรู้ทักษะการเข้าสังคมเสียก่อน โดยเฉพาะ วินัย การรอคอย และการเข้าสังคม เป็นทักษะพื้นฐานของการอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่จะติดตัวลูกตั้งแต่เล็กไปจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่เลยละ วินัย เริ่มต้นที่บ้าน เมื่อต้องอยู่ร่วมกันในสังคม ทุกคนต้องต้องมีวินัย เพื่อให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อย วินัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถบ่มเพาะเขาได้ เช่น ให้ลูกกินข้าวตรงเวลา ตื่นนอนและเข้านอนตรงเวลา อาบน้ำตรงเวลา ขับถ่ายเป็นเวลา หรือแม้แต่คุณพ่อคุณแม่เอง ก็ต้องรักษาเวลากับลูกด้วย รอคอย ทักษะที่ลูกต้องเรียนรู้ เด็กที่ไม่รู้จักรอคอยหากปล่อยไว้นานๆ ย่อมส่งผลไม่ดีต่อในอนาคตเป็นแน่ เพราะหากลูกไม่รู้จักการรอคอย รออะไรนานๆ ไม่ได้ เมื่อลูกโตขึ้นไปย่อมมีแนวโน้มชอบแซงคิว เอาเปรียบผู้อื่น และอาจก่อปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก ซึ่งถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนี้ เคล็ดลับการเลี้ยงลูกแบบ Advance ก็คือ ให้ลูกได้เล่นกับเพื่อนบ่อยๆ ถ้าลูกอยากเล่นของเล่นที่เพื่อนเล่นอยู่ ควรสอนให้ลูกรอให้เพื่อนเล่นเสร็จก่อนแล้วค่อยเล่นต่อ หรือทุกครั้งที่ไปซื้อของ เมื่อต้องเข้าคิวจ่ายเงินควรให้ลูกอยู่ในคิวด้วย แล้วสอนเขาถึงสิทธิ์ของคนที่มาก่อนมาหลังด้วย เข้าสังคม ต้องค่อยๆ ฝึก โดยเฉพาะทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เป็นทักษะเบื้องต้นที่จะทำให้ลูกเรียนรู้กติกามารยาทของการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกง่ายๆ เช่น การพาลูกไปพบปะผู้คน พาไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ที่สวนสาธารณะ พาไปเยี่ยมญาติ พาไปทานข้าวนอกบ้าน พาไปซื้อของ หรือแม้แต่การพาลูกไปที่ทำงาน เด็กๆ จะได้เรียนรู้กติกามารยาทการเข้าสังคม รวมถึงความหลากหลายของสังคมแต่ละที่ เขาจะรู้ว่าในสังคมแต่ละแห่งนั้นจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเมื่อต้องเข้าโรงเรียน ลูกก็จะรู้จักปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เพื่อนๆ และคุณครูที่โรงเรียนได้ ทั้ง 3 ทักษะนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกได้ตั้งแต่เล็กๆ เพื่อให้เขาคุ้นชินและเมื่อถึงเวลาที่จะต้องเข้าโรงเรียนจริงๆ ลูกจะได้ปรับตัวได้ง่ายค่ะ อ้างอิง https://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9600000066641
สอนลูกให้มีวินัย, ทักษะก่อนเข้าโรงเรียน, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
10 กิจกรรมเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่เด็กวัยคิดส์
img-over-post

10 กิจกรรมเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่เด็กวัยคิดส์

10 กิจกรรมเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่เด็กวัยคิดส์ เด็กๆ เมื่อถึงวัยกระโดดโลดเต้นแล้วกิจกรรมส่วนใหญ่ของเขาก็คงจะหนีไม่พ้นการวิ่งเล่น ปีนป่าย กลิ้งตัว กระโดดไปมา สารพัดกิจกรรมที่เจ้าตัวอยากจะเล่นได้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อมัดมัดใหญ่ของเด็กๆ เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เคลื่อนไหวได้คล่อง ยังช่วยให้ทรงตัวได้ดีอีกด้วย 10 กิจกรรมเสร้มสร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ม้าโยก นอกจากจะสนุกเพลิดเพลินแล้ว ยังช่วยฝึกการทรงตัวให้ลูกด้วย รถลาก เมื่อต้องลากรถเดินไปมา ลูกจะได้ฝึกกล้ามเนื้อแขนและขา ยิ่งถ้ามีจุดหมายเข้ามาเป็นตัวกำหนด เช่นลากไปหาคุณพ่อที่อยู่ใกล้แล้วลากไปหาคุณแม่ที่อยู่ไกลออกไป นอกจากความสนุกลูกยังได้เรียนรู้เรื่องของระยะทางด้วย ปั่นจักรยานสามล้อ ช่วยเรื่องการทรงตัวและยืดหยุ่นกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี เดินขึ้น-ลงบันได อาจเป็นขั้นเล็กๆ ไม่สูงนัก เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยคุณพ่อคุณแม่คอยดูใกล้ๆ ระวังไม่ให้ลูกตกหรือเกิดอันตราย เล่นกิจกรรมเข้าจังหวะ เช่น ร้อง เล่น เต้น รำ หรือให้ลูกได้ออกกำลังกายอย่างอิสระ ได้ความสนุกเพลิดเพลินไม่น้อย วิ่งเล่นนอกบ้าน สำหรับบ้านที่มีสนามหญ้าหรือสวนเล็กๆ ในบ้านจะให้ลูกวิ่งในบริเวณบ้านก็ได้ หากมั่นใจว่าสนามหญ้าหน้าบ้านไม่มีหนาม ตะปู เศษแก้ว ที่เป็นอันตรายต่อลูก จะให้ลูกถอดรองเท้าวิ่งก็ได้ เพราะนอกจากจะได้บริหารกล้ามเนื้อแล้วยังช่วยฝึกประสาทสัมผัสด้วย เดินทรงตัวบนไม้กระดาน หากไม่มีไม้กระดานจะใช้เสื่อ กระดาษ หรือผ้ามาพับให้เป็นแผ่นเล็กๆ แล้วปูเป็นทางยาวให้ลูกฝึกเดินทรงตัวก็ได้ พาลูกไปว่ายน้ำ การว่ายน้ำนอกจากจะทำให้เด็กได้ออกกำลังกาย ยังเป็นการบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรงอีกด้วย เตะบอลในร่ม เด็กๆ ไม่จำเป็นต้องออกไปเตะบอลในที่แจ้ง หรือใช้พื้นที่เยอะๆ ในการเล่น อาจอาศัยแค่ลานร่มใต้ต้นไม้ หรือพื้นที่ว่างใต้ตึก เตะบอลรับส่องกับคุณพ่อคุณแม่ เท่านี้ก็ได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่แล้ว ปีนต้นไม้ กิจกรรมยอดฮิตอีกอย่างของเด็กๆ เพราะนอกจากความสนุกท้าทายแล้ว การปีนต้นไม้ยังช่วยฝึกทักษะการทรงตัว ฝึกการใช้มือการจับเกาะกิ่งไม้ ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ไปพร้อมๆ กัน เพียงแต่ต้องระวังต้นไม้สูงๆ และกิ่งไม้ที่เปราะบางหักง่าย กิจกรรมที่ยกมาเบื้องต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่คุณพ่อคุณแม่จะนำไปปรับใช้กับลูก ซึ่งโดยรวมแล้วต้องคำนึงถึงความพร้อม และพัฒนาการของลูกด้วยว่าสามารถทำได้หรือไม่ ที่สำคัญ ในการเลี้ยงลูกแบบ Advance จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกด้วย
การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
เสริมทักษะตามวัยให้ลูกอนุบาล ฝึกแบบนี้ดีกับพัฒนาการ
img-over-post

เสริมทักษะตามวัยให้ลูกอนุบาล ฝึกแบบนี้ดีกับพัฒนาการ

เสริมทักษะตามวัยให้ลูกอนุบาล ฝึกแบบนี้ดีกับพัฒนาการ ลูกวัยอนุบาล หรือในช่วง 3-6 ขวบ เป็นช่วงที่ลูกเริ่มเข้าโรงเรียน และเริ่มมีสังคม เริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น ทักษะตามวัยที่สามารถฝึกฝน หรือช่วยกระตุ้นลูกได้ในช่วงวัยอนุบาลมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างเหมาะกับช่วงอายุที่แตกต่างกัน เพราะจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการตามแต่ละช่วงวัย กิจกรรมเสริมทักษะวัย 3 ขวบ สำหรับเด็กวัยนี้เป็นช่วงวัยอนุบาล เด็กบางคนเริ่มเข้าเรียนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องสามารถทำตามคำสั่งได้ และสามารถเรียบเรียงพูดเป็นประโยคต่าง ๆ รู้เรื่องแล้ว และสามารถจัดดินสอวาดเขียนได้บ้างแล้ว ฝึกทักษะการสื่อสาร การฟังและรับคำสั่งต่าง ๆ เช่น ใช้คำพูดสั่งพร้อมกับช่วยให้ลูกทำตามคำสั่งง่าย ๆ เช่น เปิดประตูให้แม่หน่อย ให้ลูกหยิบของต่าง ๆ เป็นต้น ฝึกวาดวงกลม หยิบกระดาษ สีเทียน ออกมาให้ลูกได้ขีดเขียนตามใจ และวาดวงกลมให้ลูกค่อย ๆ วาดตาม อาจจะค่อย ๆ จับมือลูกวาดตามก่อนในช่วงแรก แล้วลองบอกให้ลูกวาดด้วยตัวเอง สอนให้ลูกเปลี่ยนเสื้อผ้า เริ่มจากง่าย ๆ เช่น การถอดกางเกง และการใส่กางเกง โดยค่อย ๆ บอกเป็นขั้นตอนให้ลูกทำตามช้า ๆ และคอยช่วยเหลือบ้าง ทำเป็นประจำให้ลูกเรียนรู้และทำเองได้ กิจกรรมเสริมทักษะวัย 4 ขวบ วัยนี้ลูกเริ่มเรียนรู้เรื่องเพศ เริ่มรู้จักความแตกต่างของเพศ ของเด็กชาย เด็กหญิง ลูกควรสามารถแยกความแตกต่างของขนาด ของระยะต่าง ๆ ได้ เช่น ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ โดยพ่อแม่สามารถส่งเสริมทักษะ หรือพัฒนาการลูกในวัยนี้ได้ดังนี้ ใหญ่หรือเล็ก สอนเรื่องขนาดให้กับลูก โดยใช้ของเล่น 2 ขนาด บอกลูกว่า “ชิ้นนี้ใหญ่” “ชิ้นนี้เล็ก” แล้วให้ลูกลองเปรียบเทียบของชิ้นอื่น ๆ ดูบ้าง กรรไกรตัดกระดาษ ฝึกฝนการบังคับกล้ามเนื้อมัดเล็ก และสอนเรื่องรูปทรงต่าง ๆ ลูกควรใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมได้ โดยอาจจะค่อย ๆ จับมือลูกก่อนในช่วงแรก และค่อย ๆ ให้ลูกลองใช้กรรไกรตัดเอง เลือกใช้กรรไกรสำหรับเด็กที่ไม่อันตราย ทายสิ หญิงหรือชาย สอนให้ลูกรู้ถึงความแตกต่างของเพศชายและหญิง โดยอาจจะใช้จากพื้นฐานการเรียนรู้ง่าย ๆ ที่ยังไม่ต้องซับซ้อนมาก เช่น ดูจากการแต่งตัว ทรงผม ลักษณะภายนอก และบอกให้ลูกรู้ว่าตัวเองเป็นเพศอะไร แล้วลองให้ลูกทายโดยการชี้ที่เด็กคนอื่น ๆ ว่าเป็นเด็กหญิง หรือเด็กชาย แม่อาจจะค่อย ๆ เริ่มสอนเรื่องอวัยวะต่างๆ ที่แสดงความเป็นเด็กชาย เด็กหญิง ตอนอาบน้ำให้ลูกไปด้วย กิจกรรมเสริมทักษะวัย 5 ขวบ วัยนี้เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง รู้จักเรียนรู้ เลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ รอบตัว เล่นบทบาทสมมติ ให้ลูกเรียนรู้บทบาทของผู้ใหญ่ หรือของตัวเองผ่านการเล่น บทบาทสมมติ กับเพื่อน ๆ เช่น เล่นเป็นหมอ คนไข้ หรือ เล่นขายของ เล่นเป็นพ่อแม่ เล่นเป็นครู เพื่อส่งเสริมทักษะการเข้าสังคมให้กับลูก หรือถ้าลูกเล่นกับเพื่อนแล้วทะเลาะกัน เป็นเรื่องธรรมดาในวัยนี้ พ่อแม่ควรลองเฝ้าดูห่าง ๆ ให้เด็ก ๆ แก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน ฝึกเล่าเรื่อง สื่อสารเป็นเรื่องราว พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกได้ฝึกการสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนหรือเป็นเรื่องยาวขึ้น เช่น เมื่อเล่านิทาน หรือให้ลูกดูการ์ตูนแล้ว ให้ลูกเล่าเรื่องในนิทานให้ฟัง หรือพูดคุยเรื่องราวในชีวิตประจำวัน เช่น ที่โรงเรียนเกิดอะไรขึ้นบ้าง พยายามคุยโต้ตอบ ให้ลูกสามารถถ่ายทอดความรู้สึก ความต้องการของตัวเองได้มากที่สุด กิจกรรมเสริมทักษะวัย 6 ขวบ เด็กในวัยนี้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น สามารถคิดหาเหตุผล แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมากขึ้น บอร์ดเกม ฝึกแก้ปัญหา เลือกเกมที่เหมาะกับวัย และเล่นด้วยกันได้ทั้งครอบครัว บอร์ดเกมจะช่วยลูกฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา และยังช่วยให้ลูกห่างจากหน้าจอ ห่างจาก YouTube อีกด้วย พาลูกไปเล่นกีฬา ลูก ๆ วัยนี้กล้ามเนื้อต่าง ๆ มีความสมบูรณ์แข็งแรงขึ้นมาก สามารถเล่นกีฬาที่ต้องออกแรงใช้พละกำลังได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เรียนรู้ กฎ กติกา มารยาท ระเบียบต่าง ๆ ได้ด้วย ช่วยทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้ลูกรู้จักความรับผิดชอบ ลองมอบหมายหน้าที่ประจำให้ลูก เช่น กวาดบ้าน หรือดูแลรดน้ำต้นไม้ ทิปส์ เลือกกิจกรรมที่ลูกสนใจ และรู้สึกสนุก จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะลูกได้มากกว่าการบังคับ ไม่ต้องใช้ของเล่นราคาแพง เลือกของที่มีอยู่ในบ้านมาใช้เล่นกับลูก เพราะเด็ก ๆ อาจจะยังไม่มีสมาธิหรือจดจ่อได้นานพอ ลูกวัยอนุบาลในวัยที่กำลังเรียนรู้ ควรได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ในนมแพะมีสารอาหารครบถ้วนที่มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง นมแพะมีโปรตีนและไขมันที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรง มีน้ำหนักตัวดี ที่สำคัญนมแพะมีพรีไบโอติก ที่มีพรีไบโอติก (Prebiotics) หรือใยอาหาร ชนิด Oligosaccharides เช่น Inulin & Oligofructose เป็นใยอาหารที่จะไม่ถูกย่อย และไม่ถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร แต่จะถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ อย่างแล็กโทบาซิลลัส และไบฟิโดแบคทีเรีย ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้ลูกได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรงเต็มที่ มีพัฒนาการดีสมวัย
พาลูกออกไปนอกบ้าน, สอนลูกเขียนหนังสือ, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
5 กิจกรรมพาลูกสนุกนอกบ้าน ถูกใจลูก โดนใจแม่ สนุกฟินทั้งครอบครัว
img-over-post

5 กิจกรรมพาลูกสนุกนอกบ้าน ถูกใจลูก โดนใจแม่ สนุกฟินทั้งครอบครัว

5 กิจกรรมพาลูกสนุกนอกบ้าน ถูกใจลูก โดนใจแม่ สนุกฟินทั้งครอบครัว การให้ลูกได้ออกไปทำกิจกรรมต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ลูกเรียนรู้และมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกาย สมอง จิตใจและอารมณ์ สร้างตัวตนให้ลูกเป็นเด็กที่กล้าริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญเมื่อเขาเติบโตขึ้นในอนาคตค่ะ มาดู 5 กิจกรรมที่จะพาทั้งครอบครัวได้ไปใช้เวลาร่วมกันนอกบ้านแบบ สนุก ฟิน ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ กันค่ะ 1. เวิร์กช้อปทำงานศิลปะ ปลุกความเป็นศิลปินในตัวด้วยกิจกรรมเวิร์กช้อป สร้างสรรค์งานศิลปะให้ร่วมกิจกรรมกันเยอะมาก ตั้งแต่ง่าย ๆ ได้สนุกกันทั้งครอบครัว ไปจนถึงแบบ Advance ให้ได้แสดงฝีมือกัน Tiny Tree จัดสวนขนาดจิ๋วลงขวดแก้ว งานศิลปะที่ทำได้ทั้งครอบครัว นอกจากได้ทักษะศิลปะ การจัดสวนแล้ว ที่สำคัญคือการได้ฝึกสมาธิ เพราะเป็นงานศิลปะที่ต้องอาศัยความอดทน และความละเอียดมาก แต่แบบง่าย ๆ ก็มีเช่นกันค่ะ รายละเอียด : Facebook Tiny Tree (https://www.facebook.com/tinytreegarden) 2. เรียนรู้ดื่มด่ำชีวิตวิถีเกษตรฯ เด็กหลายคนที่เกิดในเมือง ไม่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติ ท้องถิ่น ต่างจังหวัด หรือวิถีเกษตรกรรมที่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย ลองพาลูกไปทำกิจกรรม ทำนา ปลูกข้าว ปลูกผักบ้าง เพื่อให้เขาได้สูดไอดิน กลิ่นท้องทุ่ง อากาศบริสุทธิ์ และเรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรที่ได้ลงมือทำเองไม่ใช่แค่ในตำรา ทำนากับครูธานี กิจกรรมที่บ้านหอมชื่น ปทุมธานี แหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาไทย ที่มีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งให้ความรู้ และกิจกรรมฐานการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาไทย ทั้งปีนต้นไม้ เก็บไข่ ขี่ควาย พายเรือ ทำอาหาร ฯลฯ รับรองว่าเหมาะกับการมากันเป็นครอบครัวเพื่อ เรียนรู้ และสนุกไปด้วยกันค่ะ รายละเอียด : Facebook ครูธานี หอมชื่น https://www.facebook.com/nuttanun.nun.7 3. ทัวร์เที่ยวพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ในเมืองไทย มีอยู่มากมายหลายที่ เที่ยวกันทั้งปีก็อาจจะไม่ครบเลยค่ะ ลองทำลิสต์รายชื่อพิพิธภัณฑ์ แล้วจัดเวลาเสาร์อาทิตย์ออกทัวร์ เช็กอินกันให้ครบทำเป็นมิชชั่นของครอบครัวก็น่าสนุกนะคะ (คลิก รายชื่อพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย) Link : https://th.wikipedia.org/wiki/รายชื่อพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์แนวใหม่ ไม่น่าเบื่อ เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งแรกที่เน้น การสร้างประสบการณ์สดใหม่ในการชมพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ เป็นไปอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น รายละเอียด : www.museumsiam.org 4. สวนสนุกหรรษา สำหรับครอบครัวที่ไม่อยากออกไปไหนไกลบ้าน ลองหาสวนสนุกใกล้บ้าน แล้วชวนลูก ๆ ไปวิ่งเล่นกันค่ะ เดี๋ยวนี้ในห้างสรรพสินค้าก็มีสวนสนุกมันสุดเหวี่ยง แต่ได้มาตรฐานเปิดอยู่หลายที่ ลองเลือกดูที่ถูกใจ ราคาไม่แรง แล้วไปลุยกันค่ะ ฮาร์เบอร์แลนด์ สวนสนุกในร่มชื่อดังที่มีสาขาอยู่มากมาย เป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ที่มีเครื่องเล่นให้เด็ก ๆ ได้วิ่งเล่น ปีนป่าย สนุกกันเต็มที่ มีทั้งโซนเด็กเล็กไปถึงเด็กโต พ่อแม่เอาลูกมาหย่อนทิ้งไว้แล้วนั่งรอ หรือจะเข้ามาวิ่งเล่นด้วยกันก็ได้นะคะ รายละเอียด : Harbor Land :) ฮาร์เบอร์แลนด์ https://www.facebook.com/harborlandplayground/ 5. ปั่นจักรยาน ถีบเรือเป็ด วิ่งเล่นในสวน กิจกรรมของครอบครัวสายชิล ลองชวนลูกไปเที่ยวสวนสาธารณะกัน หลายที่มีจักรยานให้เช่า มีสนามหญ้าให้เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันเต็มที่ เผลอ ๆ บางสวนมีเรือเป็ดให้ได้ถีบเล่นด้วยนะคะ เอาพลังมาปลอดปล่อย ออกกำลังกายสูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนกันค่ะ สวนรถไฟ หรือ ‘สวนวชิรเบญจทัศ’ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใกล้สวนจตุจักร พื้นที่กว้างมากจนวิ่งได้ทั้งวันก็คงไม่ทั่ว หลังจากวิ่งเล่นจนเหนื่อยแล้ว จะเอาอาหารมานั่งกินปิกนิกใต้ต้นไม้ก็ได้บรรยากาศฟิน ๆ ของครอบครัวนะคะ พาลูกทำกิจกรรมนอกบ้าน เตรียมพร้อมอย่างไร ? เบอร์โทรฉุกเฉิน บันทึกเบอร์โทรสำคัญ เบอร์ฉุกเฉินไว้ให้พร้อม เมื่อต้องออกไปนอกบ้าน 1669 แพทย์ฉุกเฉิน / 1137 จส.100 / 0-2282-1815 สอบถามเด็กหาย เตรียมตัวเผื่อพลัดหลง ทำบัตรที่ระบุชื่อพ่อแม่ พร้อมสถานที่เบอร์โทรศัพท์ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงของลูกๆ หรือถ้าลูกมีโทรศัพท์มือถือก็ควรบันทึกเบอร์โทรศัพท์พ่อแม่ไว้ให้ชัดเจน เตรียมความพร้อมร่างกาย สิ่งสำคัญคือลูกต้องแข็งแรงทั้งร่างกายและสมองพร้อมเล่นเกมในทุกๆ ครั้ง คุณแม่ควรรักษาความสะอาดของร่างกายลูก ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และให้ลูกได้กินอาหารครบ 5 หมู่ พร้อมดื่มนมที่มีสารอาหารช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ป่วยง่ายอยู่เสมอ อย่างนมแพะที่มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง โปรตีนจากนมแพะ ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ที่สำคัญนมแพะมี Prebiotics หรือใยอาหาร เช่น Inulin & Oligofructose ช่วยให้ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก ช่วยให้ลูกมีร่างกายที่แข็งแรงพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกได้เป็นอย่างดี
พาลูกออกไปนอกบ้าน, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
3 เกมเล่นในบ้านเสริมพัฒนาการเด็ก คุณแม่สาย Advance เล่นสนุกกับลูกได้ก่อนใคร
img-over-post

3 เกมเล่นในบ้านเสริมพัฒนาการเด็ก คุณแม่สาย Advance เล่นสนุกกับลูกได้ก่อนใคร

3 เกมเล่นในบ้านเสริมพัฒนาการเด็ก คุณแม่สาย Advance เล่นสนุกกับลูกได้ก่อนใคร ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว อย่าปล่อยเวลาทิ้งไป มาทำกิจกรรมสนุก ๆ กับครอบครัวกันค่ะ ไม่ต้องใช้ของเล่น หรืออุปกรณ์ราคาแพง แค่มองหาของใช้ที่มีอยู่อยู่ในบ้านก็สามารถกลายเป็นเกมสนุก ๆ ให้ลูกได้ฝึกทักษะ เสริมพัฒนาการ เรียนรู้ได้มากมาย 3 เกมเล่นในบ้านเสริมพัฒนาการเด็ก คุณแม่สาย Advance เล่นสนุกกับลูกได้ก่อนใคร 1. กีฬาฮาเฮ : โบว์ลิ่งขวดน้ำ ใช้ขวดน้ำพลาสติกใส่น้ำเล็กน้อยให้พอมีน้ำหนัก แล้วตั้งเรียงเหมือนพินโบว์ลิ่ง จากนั้นใช้ลูกบอลโยนกลิ้งไปให้ขวดน้ำล้ม โดยอาจกำหนดคะแนนของพินที่ล้มไว้ด้วย แล้วสอนลูกให้ลูกนับคะแนน และจดคะแนนด้วย เสริมพัฒนาการ: ช่วยให้ลูกได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดต่างๆ ฝึกสายตา การมองเห็น การกะระยะต่างๆ ทักษะคณิตศาสตร์จากการบวกเลข บวกคะแนน นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ทักษะสังคม การเรียนรู้การแพ้ ชนะด้วย 2. ธีมยอดนักสืบสายลับจิ๋ว : เลเซอร์เขาวงกต กิจกรรมนี้อาจใช้พื้นที่ระหว่างทางเดินที่มีกำแพงทั้งสองด้าน แล้วใช้หรือเชือกติดพาดไขว้ไประหว่างทางเดินมา เพื่อให้ลูกพยายามหาทางลอดผ่านไปให้ได้โดยไม่โดนเชือก เหมือนเป็นแสงเลเซอร์ที่มองไม่เห็น ที่สายลับต้องพยายามมุดลอดไปให้ได้ อาจจะเล่นบทบาทสมมติกับลูกด้วย ให้เขาเป็นสายลับทำภารกิจให้สำเร็จ เสริมพัฒนาการ: ช่วยฝึกฝนให้ลูกรู้จักการวางแผน การแก้ปัญหา ฝึกการตัดสินใจ เสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง และได้เสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของร่างกายด้วย เพราะเด็ก ๆ จะต้องลอด ต้องก้าวข้ามเชือกไปมาโดยระวังไม่ให้โดนเชือก 3. นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อย : จมหรือลอย หากะละมังใบใหญ่ใส่น้ำมา แล้วหาอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านมาเป็นตัวทดสอบว่าจะจมหรือลอย เช่น เศษกระดาษ ช้อน ส้อม ก้อนหิน ลูกปัด ของเล่น ฯลฯ ก่อนเล่นให้ลูกจดบันทึกในกระดาษแบ่งเป็นกลุ่มของที่ลอย และจม และให้ลูกทายก่อนว่าของชิ้นนี้จะจมน้ำหรือลอยน้ำ หลังจากนั้นให้ทดลองใส่ลงไปในน้ำ และจดบันทึกว่าตรงกับลูกคิดไว้หรือไม่ ลูกจะได้ทดลองเรียนรู้จริงเลยค่ะ เสริมพัฒนาการ: ได้เรียนรู้ ฝึกสังเกต และได้ทักษะความรู้วิทยาศาสตร์ ของเล่นหรือของใช้ที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ จะทำให้วัตถุนั้นลอยน้ำแต่ถ้าวัตถุชิ้นไหนที่มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำก็จะทำให้วัตถุนั้นจมน้ำ ซึ่งควรอธิบายให้ลูกเรียนรู้ไปด้วย เคล็ดลับเล่นสนุกด้วยของเล่นจากในบ้านแบบ Advance กำหนดธีมกิจกรรมการเล่นสนุกแต่ละสัปดาห์ เช่น ธีมวิทยาศาสตร์ ธีมกีฬา ธีมสัตว์น้ำ ฯลฯ จะช่วยให้ลูกวางแผน และสนุกกับกิจกรรมที่แตกต่างในแต่ละครั้ง กำหนดเวลาเล่น เช่น วันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือ หลังเลิกเรียน วันละครึ่งชั่วโมง เพื่อฝึกวินัย การรักษาเวลาให้ลูกด้วย ดูแลลูกให้แข็งแรงพร้อมเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือลูกต้องแข็งแรงทั้งร่างกายและสมองพร้อมเล่นเกมในทุกๆ ครั้ง คุณแม่ควรรักษาความสะอาดของร่างกายลูก ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และให้ลูกได้กินอาหารครบ 5 หมู่ พร้อมดื่มนมที่มีสารอาหารช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ป่วยง่ายอยู่เสมอ อย่างนมแพะที่มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง โปรตีนจากนมแพะ ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ที่สำคัญนมแพะมี Prebiotics หรือใยอาหาร เช่น Inulin & Oligofructose ช่วยให้ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก ช่วยให้ลูกมีร่างกายที่แข็งแรงพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกได้เป็นอย่างดี
การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
7 กิจกรรมเด็กวิ่งเล่นนอกบ้านที่แม่คอนเฟิร์มแล้วว่าดี ต้องทำ!
img-over-post

7 กิจกรรมเด็กวิ่งเล่นนอกบ้านที่แม่คอนเฟิร์มแล้วว่าดี ต้องทำ!

7 กิจกรรมเด็กวิ่งเล่นนอกบ้านที่แม่คอนเฟิร์มแล้วว่าดี ต้องทำ! คิดออกไหมคะว่าเราจะพาลูกไปเล่นอะไรนอกบ้านดี ทั้งเล่นในสนามหน้าบ้านเราเองหรือในสวนสาธารณะ ถ้าใครยังไม่มีไอเดีย DG มี 7 กิจกรรมพาลูกวิ่งเล่นนอกบ้านมาฝากค่ะ แถมยังเป็นกิจกรรมที่คุณแม่หลายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สนุก เล่นได้ไม่มีเบื่อ และลูกมีพัฒนาการดีมาก 1. ก่อกองทราย ลองหาซื้อทรายและอุปกรณ์ก่อกองทรายสำหรับเด็กมาสร้างบ่อทรายไว้หน้าบ้าน แล้วชวนลูกมาเล่นก่อกองทรายเป็นรูปต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการ หรือให้โจทย์ลูกเพื่อลองสร้างอะไรสักอย่างจากกองทราย ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ : กล้ามเนื้อมัดเล็ก จินตนาการ ศิลปะ และความมุ่งมั่นใจการทำให้สำเร็จ 2. โยนรับบอล กิจกรรมนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเล่นกับลูก หรือชวนเพื่อนของลูกมาเล่นด้วยกันเป็นกลุ่ม แบ่งทีมหรือล้อมวงโยนรับบอลกัน บางวันอาจจะเปลี่ยนเป็นเตะบอล โยนบอลใส่ตะกร้า หรือกระเด้งบอลลงพื้นไปให้เพื่อน ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: การวิ่งเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ฝึกการเข้าสังคม น้ำใจนักกีฬา และการช่วยเหลือกัน 3. หาสมบัติ เช่น ทำรายการของที่ลูกต้องไปหามารวมกันให้ได้จากสนามรอบบ้าน หรือนำของใส่กล่องแล้วนำไปซ่อนตามมุมต่างๆ บนต้นไม้ หรือฝังดิน แล้วให้คำใบ้เพื่อให้ลูกออกไปค้นหา ซึ่งของที่นำไปซ่อนอาจจะกลายเป็นรางวัลประจำวันที่จะทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจ เช่น การหาดาวสะสมทุกวัน หาจิ๊กซอว์ให้ได้วันละตัวเพื่อต่อเป็นภาพซึ่งจะกลายเป็นสถานที่ที่พ่อแม่จะพาลูกไปเที่ยวถ้าต่อจิ๊กซอว์ได้ครบ ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ : การสังเกต การคิดเพื่อแก้ปัญหา การลงมือทำ ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ และเรียนรู้ธรรมชาติ 4. จานร่อน เล่นโยนรับจานร่อนพลาสติกแล้วนับแต้มว่าใครรับได้เยอะที่สุด และถ้าใครชนะก็จะได้เลือกอาหารที่จะกิน เลือกการ์ตูนที่อยากดู ซึ่งการเล่นจานร่อนควรเล่นในสวนสาธารณะที่มีพื้นที่กว้าง และจะสนุกมากขึ้นไปอีกถ้าได้ชวนเพื่อนๆ ลูกมาเล่นด้วยกัน ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ฝึกสายตาในการมองและคำนวณระยะทาง ฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกาย ฝึกเรื่องทิศทาง และสมาธิ 5. นักสำรวจ คุณแม่ต้องมีเครื่องมือสำคัญคือ สมุดเล็กๆและ ดินสอ ให้ลูกใส่ในกระเป๋าของตัวเองแล้วพากันไปสำรวจนอกบ้าน ด้วยโจทย์ง่ายๆ คือการวาดรูปสิ่งที่ลูกเห็นแล้วชอบ เพื่อเก็บเป็นสมุดสะสมเอามาโชว์และเล่าให้เพื่อนฟัง ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: กล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือ ฝึกการสังเกต การเรียนรู้เรื่องรูปทรง และจินตนาการ 6. ขี่จักรยาน หาพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ลูกได้ขี่จักรยานในหลายๆ รูปแบบ เช่น ขี่จักรยาน 4 ล้อเพื่อฝึกสมาธิในการกำหนดทิศทาง ขี่จักรยาน 2 ล้อเพื่อฝึกการทรงตัว หรือการให้ลองขี่จักรยานขึ้นทางชันเพื่อฝึกพลังขา ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: ฝึกการทำงานผสานกันระหว่างสายตา การทรงตัว การเคลื่อนไหว และการกำหนดทิศทาง 7. Free Play คุณแม่ต้องมีบางวันที่ปล่อยให้ลูกออกไปวิ่งเล่นแบบไหนก็ได้ในพื้นที่กว้าง ซึ่งลูกอาจจะปีนต้นไม้ ตีลังกา กลิ้งตัวไปตามพื้น กระโดดลงไปในแอ่งน้ำ ถ้าไม่ใช่กิจกรรมที่อันตราย คุณแม่ควรทำหน้าที่สังเกตและดูแลเรื่องความปลอดภัยก็พอ ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จินตนาการ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นอกจากจะปล่อยลูกเล่นกับธรรมชาติอย่างอิสระแล้ว คุณแม่ควรส่งเสริมสุขภาพลูกให้แข็งแรงพร้อมในทุกๆ วันด้วยอาหารตามช่วงวัยที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต เช่น การเลือกนมที่มีประโยชน์อย่างนมแพะที่มีโปรตีนย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ และมีพรีไบโอติกส์สูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี สบายท้อง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อยอีกด้วยค่ะ
พาลูกออกไปนอกบ้าน, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
ชวนลูกอ่านหนังสือถูกเวลา สร้างนิสัยรักการอ่าน
img-over-post

ชวนลูกอ่านหนังสือถูกเวลา สร้างนิสัยรักการอ่าน

ชวนลูกอ่านหนังสือถูกเวลา สร้างนิสัยรักการอ่าน การอ่านเป็นพื้นฐานที่สำคัญของชีวิต ถ้าอยากให้ลูกรักการอ่านคุณพ่อคุณแม่ต้องอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เล็กๆ และเมื่อลูกโตพอที่จะหนังสือได้เองแล้ว ก็ควรให้เขามีโอกาสเลือกหนังสือที่อยากอ่านเอง และการจัดตารางการอ่านหนังสือให้ถูกเวลาก็ช่วยให้ลูกเข้าใจเนื้อหา หรือสนุกกับหนังสือนั้นๆ ได้ไม่เบื่อค่ะ ตารางอ่านหนังสือ 3 เวลา ตอนเช้า เนื่องจากเด็กๆ ได้นอนหลับพักผ่อนมาแล้วทั้งคืน เพราะฉะนั้นช่วงนี้สมองจะตื่นตัวพร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ ทำให้เด็กมีสมาธิและเกิดการจดจำที่แม่นยำและว่องไว หนังสือที่ควรอ่านจึงเป็นหนังสือเรียน ตำรา ประวัติศาสตร์ ช่วงกลางวัน หรือช่วงที่มีแสงธรรมชาติ เด็กๆ ควรอ่านวรรณกรรม เรื่องสั้น หรือนิยายสำหรับเด็กๆ เนื่องจากตอนกลางวันแสงธรรมชาติเหมาะสำหรับดวงตามากกว่าแสงจากหลอดไฟ ช่วยให้การอ่านลื่นไหล กลางคืนก่อนนอน เป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง เหมาะที่จะให้ลูกหยิบหนังสือนิทาน หรือการ์ตูนเนื้อหาเบาสมองมาอ่าน แต่ก็ต้องกำหนดเวลาให้ชัดเจน เช่น ให้อ่านได้แค่ 1 เล่ม หรือ 30 นาทีแล้วนอน เพราะไม่เช่นนั้นถ้าการ์ตูนสนุกเกินไปลูกอาจจะไม่ยอมนอน ทำให้กระทบการพักผ่อนและสุขภาพของลูกได้ ระหว่างที่ลูกอ่านหนังสือ คุณแม่อาจหาของว่างที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตควบคู่ไปด้วยเช่น นมแพะที่มีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่ายรับประทานคู่กับแซนด์วิชทูน่า เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย และกระตุ้นสมองให้ทำงานกระฉับกระเฉง ช่วยให้การอ่านหนังสือมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดเรื่องการอ่านหนังสือกับลูกมากเกินไปนะคะ เพราะเด็กๆ จะเบื่อเอา อาจกำหนดให้ลูกอ่านหนังสือวันละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง หรือแบ่งเป็น 2-3 ครั้งต่อวัน ตามช่วงเวลาที่เหมาะสมก็ได้ค่ะ
หนังสือสำหรับเด็ก, อ่านนิทานให้ลูกฟัง, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
4 วิธีเพิ่มความสูงให้ลูกรัก
img-over-post

4 วิธีเพิ่มความสูงให้ลูกรัก

4 วิธีเพิ่มความสูงให้ลูกรัก ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสูงเป็นสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ต่างให้ความสนใจ เพราะนอกจากคนตัวสูงจะมีบุคลิกภาพที่ดีแล้ว ความสูงยังเป็นโอกาสหลายๆ อย่างในอนาคตของลูกด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาชีพในฝัน อย่าง ทหาร ตำรวจ แอร์โฮสเตส นักบิน นักกีฬา นายแบบ นางแบบ ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงพยายามส่งเสริมความสูงของลูกกันอยู่ แต่ความสูงของลูกนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ เช่น เรื่องกรรมพันธุ์ ภาวะโภชนาการ การออกกำลังกาย หรือฮอร์โมน ในส่วนของพันธุกรรมและฮอร์โมนนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องอาศัยวิทยาการทางการแพทย์ร่วมด้วย แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกได้ด้วยเคล็ดลับดังต่อไปนี้ค่ะ 1. ชวนลูกออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย ยิ่งเป็นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกจากการกระโดดยิ่งดี เพราะจะช่วยกระตุ้นข้อต่อกระดูกให้มีการยืดตัวขึ้น เพิ่มความยาวของกระดูกสันหลัง ทั้งยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องได้อีกด้วย โดยการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเด็กควรอยู่ที่ 45 - 60 นาทีต่อวัน ตัวอย่างของการออกกำลังกายที่ช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโต เช่น การวิ่ง การกระโดด กระโดดเชือก ว่ายน้ำ โหนบาร์ เป็นต้น 2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และครบทั้ง 3 มื้อ อย่างสมดุล เนื่องจากร่างกายของลูกต้องการสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารหลัก 5 หมู่ที่ประกอบไปด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ บำรุงกระดูก ให้พลังงานแก่ร่างกาย รวมทั้งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ด้วย 3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายของเด็กต้องการนอนอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวัน ไม่นอนดึกตื่นสาย แม้จะมีจำนวนชั่วโมงการนอนครบแต่ร่างกายก็อาจไม่โตได้ เนื่องจากการนอนดึกมากๆ จะเลยช่วงเวลาการหลั่งโกรทฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ นอกจากนี้เด็กๆ ควรนอนหลับให้สนิทด้วยค่ะ โกรทฮอร์โมนถึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกเจริญเติบโตสูงสมวัย 4. ดื่มนมวันละ 2 แก้ว ในนม 1 แก้วจะมีสารอาหารต่างๆ ที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะนมแพะที่นอกจากมีแคลเซียมสูง ที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรงของเด็กๆ แล้วยังมีสารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีนในนมแพะที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง และมีโปรตีนแอลฟ่า เอสวัน เคซีน ซึ่งย่อยยาก ในปริมาณต่ำ ยิ่งกว่านั้น ในนมแพะยังมี CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ที่มากกว่านมวัวถึง 50% ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ต้องบอกว่าเคล็ดลับทั้ง 4 ข้อนี้จะแยกทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสนับสนุนส่งเสริมลูกพร้อมๆ กันทั้ง 4 ข้อเลยจึงจะได้ผล และก็ต้องทำทุกวันให้ลูกติดเป็นนิสัยด้วยค่ะ เพราะนอกจากเขาจะเป็นเด็กตัวสูงแล้วยังเติบโตไปอย่างสุขภาพดีด้วย
วิธีเพิ่มความสูง, อยากให้ลูกสูง, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG