curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

บทความอัพเดทล่าสุด

5 กิจกรรมพาลูกสนุกนอกบ้าน ถูกใจลูก โดนใจแม่ สนุกฟินทั้งครอบครัว
img-over-post

5 กิจกรรมพาลูกสนุกนอกบ้าน ถูกใจลูก โดนใจแม่ สนุกฟินทั้งครอบครัว

5 กิจกรรมพาลูกสนุกนอกบ้าน ถูกใจลูก โดนใจแม่ สนุกฟินทั้งครอบครัว การให้ลูกได้ออกไปทำกิจกรรมต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ลูกเรียนรู้และมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกาย สมอง จิตใจและอารมณ์ สร้างตัวตนให้ลูกเป็นเด็กที่กล้าริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญเมื่อเขาเติบโตขึ้นในอนาคตค่ะ มาดู 5 กิจกรรมที่จะพาทั้งครอบครัวได้ไปใช้เวลาร่วมกันนอกบ้านแบบ สนุก ฟิน ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ กันค่ะ 1. เวิร์กช้อปทำงานศิลปะ ปลุกความเป็นศิลปินในตัวด้วยกิจกรรมเวิร์กช้อป สร้างสรรค์งานศิลปะให้ร่วมกิจกรรมกันเยอะมาก ตั้งแต่ง่าย ๆ ได้สนุกกันทั้งครอบครัว ไปจนถึงแบบ Advance ให้ได้แสดงฝีมือกัน Tiny Tree จัดสวนขนาดจิ๋วลงขวดแก้ว งานศิลปะที่ทำได้ทั้งครอบครัว นอกจากได้ทักษะศิลปะ การจัดสวนแล้ว ที่สำคัญคือการได้ฝึกสมาธิ เพราะเป็นงานศิลปะที่ต้องอาศัยความอดทน และความละเอียดมาก แต่แบบง่าย ๆ ก็มีเช่นกันค่ะ รายละเอียด : Facebook Tiny Tree (https://www.facebook.com/tinytreegarden) 2. เรียนรู้ดื่มด่ำชีวิตวิถีเกษตรฯ เด็กหลายคนที่เกิดในเมือง ไม่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติ ท้องถิ่น ต่างจังหวัด หรือวิถีเกษตรกรรมที่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย ลองพาลูกไปทำกิจกรรม ทำนา ปลูกข้าว ปลูกผักบ้าง เพื่อให้เขาได้สูดไอดิน กลิ่นท้องทุ่ง อากาศบริสุทธิ์ และเรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรที่ได้ลงมือทำเองไม่ใช่แค่ในตำรา ทำนากับครูธานี กิจกรรมที่บ้านหอมชื่น ปทุมธานี แหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาไทย ที่มีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งให้ความรู้ และกิจกรรมฐานการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาไทย ทั้งปีนต้นไม้ เก็บไข่ ขี่ควาย พายเรือ ทำอาหาร ฯลฯ รับรองว่าเหมาะกับการมากันเป็นครอบครัวเพื่อ เรียนรู้ และสนุกไปด้วยกันค่ะ รายละเอียด : Facebook ครูธานี หอมชื่น https://www.facebook.com/nuttanun.nun.7 3. ทัวร์เที่ยวพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ในเมืองไทย มีอยู่มากมายหลายที่ เที่ยวกันทั้งปีก็อาจจะไม่ครบเลยค่ะ ลองทำลิสต์รายชื่อพิพิธภัณฑ์ แล้วจัดเวลาเสาร์อาทิตย์ออกทัวร์ เช็กอินกันให้ครบทำเป็นมิชชั่นของครอบครัวก็น่าสนุกนะคะ (คลิก รายชื่อพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย) Link : https://th.wikipedia.org/wiki/รายชื่อพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์แนวใหม่ ไม่น่าเบื่อ เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งแรกที่เน้น การสร้างประสบการณ์สดใหม่ในการชมพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ เป็นไปอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น รายละเอียด : www.museumsiam.org 4. สวนสนุกหรรษา สำหรับครอบครัวที่ไม่อยากออกไปไหนไกลบ้าน ลองหาสวนสนุกใกล้บ้าน แล้วชวนลูก ๆ ไปวิ่งเล่นกันค่ะ เดี๋ยวนี้ในห้างสรรพสินค้าก็มีสวนสนุกมันสุดเหวี่ยง แต่ได้มาตรฐานเปิดอยู่หลายที่ ลองเลือกดูที่ถูกใจ ราคาไม่แรง แล้วไปลุยกันค่ะ ฮาร์เบอร์แลนด์ สวนสนุกในร่มชื่อดังที่มีสาขาอยู่มากมาย เป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ที่มีเครื่องเล่นให้เด็ก ๆ ได้วิ่งเล่น ปีนป่าย สนุกกันเต็มที่ มีทั้งโซนเด็กเล็กไปถึงเด็กโต พ่อแม่เอาลูกมาหย่อนทิ้งไว้แล้วนั่งรอ หรือจะเข้ามาวิ่งเล่นด้วยกันก็ได้นะคะ รายละเอียด : Harbor Land :) ฮาร์เบอร์แลนด์ https://www.facebook.com/harborlandplayground/ 5. ปั่นจักรยาน ถีบเรือเป็ด วิ่งเล่นในสวน กิจกรรมของครอบครัวสายชิล ลองชวนลูกไปเที่ยวสวนสาธารณะกัน หลายที่มีจักรยานให้เช่า มีสนามหญ้าให้เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันเต็มที่ เผลอ ๆ บางสวนมีเรือเป็ดให้ได้ถีบเล่นด้วยนะคะ เอาพลังมาปลอดปล่อย ออกกำลังกายสูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนกันค่ะ สวนรถไฟ หรือ ‘สวนวชิรเบญจทัศ’ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใกล้สวนจตุจักร พื้นที่กว้างมากจนวิ่งได้ทั้งวันก็คงไม่ทั่ว หลังจากวิ่งเล่นจนเหนื่อยแล้ว จะเอาอาหารมานั่งกินปิกนิกใต้ต้นไม้ก็ได้บรรยากาศฟิน ๆ ของครอบครัวนะคะ พาลูกทำกิจกรรมนอกบ้าน เตรียมพร้อมอย่างไร ? เบอร์โทรฉุกเฉิน บันทึกเบอร์โทรสำคัญ เบอร์ฉุกเฉินไว้ให้พร้อม เมื่อต้องออกไปนอกบ้าน 1669 แพทย์ฉุกเฉิน / 1137 จส.100 / 0-2282-1815 สอบถามเด็กหาย เตรียมตัวเผื่อพลัดหลง ทำบัตรที่ระบุชื่อพ่อแม่ พร้อมสถานที่เบอร์โทรศัพท์ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงของลูกๆ หรือถ้าลูกมีโทรศัพท์มือถือก็ควรบันทึกเบอร์โทรศัพท์พ่อแม่ไว้ให้ชัดเจน เตรียมความพร้อมร่างกาย สิ่งสำคัญคือลูกต้องแข็งแรงทั้งร่างกายและสมองพร้อมเล่นเกมในทุกๆ ครั้ง คุณแม่ควรรักษาความสะอาดของร่างกายลูก ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และให้ลูกได้กินอาหารครบ 5 หมู่ พร้อมดื่มนมที่มีสารอาหารช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ป่วยง่ายอยู่เสมอ อย่างนมแพะที่มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง โปรตีนจากนมแพะ ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ที่สำคัญนมแพะมี Prebiotics หรือใยอาหาร เช่น Inulin & Oligofructose ช่วยให้ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก ช่วยให้ลูกมีร่างกายที่แข็งแรงพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกได้เป็นอย่างดี
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
3 เกมเล่นในบ้านเสริมพัฒนาการเด็ก คุณแม่สาย Advance เล่นสนุกกับลูกได้ก่อนใคร
img-over-post

3 เกมเล่นในบ้านเสริมพัฒนาการเด็ก คุณแม่สาย Advance เล่นสนุกกับลูกได้ก่อนใคร

3 เกมเล่นในบ้านเสริมพัฒนาการเด็ก คุณแม่สาย Advance เล่นสนุกกับลูกได้ก่อนใคร ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว อย่าปล่อยเวลาทิ้งไป มาทำกิจกรรมสนุก ๆ กับครอบครัวกันค่ะ ไม่ต้องใช้ของเล่น หรืออุปกรณ์ราคาแพง แค่มองหาของใช้ที่มีอยู่อยู่ในบ้านก็สามารถกลายเป็นเกมสนุก ๆ ให้ลูกได้ฝึกทักษะ เสริมพัฒนาการ เรียนรู้ได้มากมาย 3 เกมเล่นในบ้านเสริมพัฒนาการเด็ก คุณแม่สาย Advance เล่นสนุกกับลูกได้ก่อนใคร 1. กีฬาฮาเฮ : โบว์ลิ่งขวดน้ำ ใช้ขวดน้ำพลาสติกใส่น้ำเล็กน้อยให้พอมีน้ำหนัก แล้วตั้งเรียงเหมือนพินโบว์ลิ่ง จากนั้นใช้ลูกบอลโยนกลิ้งไปให้ขวดน้ำล้ม โดยอาจกำหนดคะแนนของพินที่ล้มไว้ด้วย แล้วสอนลูกให้ลูกนับคะแนน และจดคะแนนด้วย เสริมพัฒนาการ: ช่วยให้ลูกได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดต่างๆ ฝึกสายตา การมองเห็น การกะระยะต่างๆ ทักษะคณิตศาสตร์จากการบวกเลข บวกคะแนน นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ทักษะสังคม การเรียนรู้การแพ้ ชนะด้วย 2. ธีมยอดนักสืบสายลับจิ๋ว : เลเซอร์เขาวงกต กิจกรรมนี้อาจใช้พื้นที่ระหว่างทางเดินที่มีกำแพงทั้งสองด้าน แล้วใช้หรือเชือกติดพาดไขว้ไประหว่างทางเดินมา เพื่อให้ลูกพยายามหาทางลอดผ่านไปให้ได้โดยไม่โดนเชือก เหมือนเป็นแสงเลเซอร์ที่มองไม่เห็น ที่สายลับต้องพยายามมุดลอดไปให้ได้ อาจจะเล่นบทบาทสมมติกับลูกด้วย ให้เขาเป็นสายลับทำภารกิจให้สำเร็จ เสริมพัฒนาการ: ช่วยฝึกฝนให้ลูกรู้จักการวางแผน การแก้ปัญหา ฝึกการตัดสินใจ เสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง และได้เสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของร่างกายด้วย เพราะเด็ก ๆ จะต้องลอด ต้องก้าวข้ามเชือกไปมาโดยระวังไม่ให้โดนเชือก 3. นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อย : จมหรือลอย หากะละมังใบใหญ่ใส่น้ำมา แล้วหาอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านมาเป็นตัวทดสอบว่าจะจมหรือลอย เช่น เศษกระดาษ ช้อน ส้อม ก้อนหิน ลูกปัด ของเล่น ฯลฯ ก่อนเล่นให้ลูกจดบันทึกในกระดาษแบ่งเป็นกลุ่มของที่ลอย และจม และให้ลูกทายก่อนว่าของชิ้นนี้จะจมน้ำหรือลอยน้ำ หลังจากนั้นให้ทดลองใส่ลงไปในน้ำ และจดบันทึกว่าตรงกับลูกคิดไว้หรือไม่ ลูกจะได้ทดลองเรียนรู้จริงเลยค่ะ เสริมพัฒนาการ: ได้เรียนรู้ ฝึกสังเกต และได้ทักษะความรู้วิทยาศาสตร์ ของเล่นหรือของใช้ที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ จะทำให้วัตถุนั้นลอยน้ำแต่ถ้าวัตถุชิ้นไหนที่มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำก็จะทำให้วัตถุนั้นจมน้ำ ซึ่งควรอธิบายให้ลูกเรียนรู้ไปด้วย เคล็ดลับเล่นสนุกด้วยของเล่นจากในบ้านแบบ Advance กำหนดธีมกิจกรรมการเล่นสนุกแต่ละสัปดาห์ เช่น ธีมวิทยาศาสตร์ ธีมกีฬา ธีมสัตว์น้ำ ฯลฯ จะช่วยให้ลูกวางแผน และสนุกกับกิจกรรมที่แตกต่างในแต่ละครั้ง กำหนดเวลาเล่น เช่น วันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือ หลังเลิกเรียน วันละครึ่งชั่วโมง เพื่อฝึกวินัย การรักษาเวลาให้ลูกด้วย ดูแลลูกให้แข็งแรงพร้อมเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือลูกต้องแข็งแรงทั้งร่างกายและสมองพร้อมเล่นเกมในทุกๆ ครั้ง คุณแม่ควรรักษาความสะอาดของร่างกายลูก ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และให้ลูกได้กินอาหารครบ 5 หมู่ พร้อมดื่มนมที่มีสารอาหารช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ป่วยง่ายอยู่เสมอ อย่างนมแพะที่มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง โปรตีนจากนมแพะ ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ที่สำคัญนมแพะมี Prebiotics หรือใยอาหาร เช่น Inulin & Oligofructose ช่วยให้ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก ช่วยให้ลูกมีร่างกายที่แข็งแรงพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกได้เป็นอย่างดี
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
7 กิจกรรมเด็กวิ่งเล่นนอกบ้านที่แม่คอนเฟิร์มแล้วว่าดี ต้องทำ!
img-over-post

7 กิจกรรมเด็กวิ่งเล่นนอกบ้านที่แม่คอนเฟิร์มแล้วว่าดี ต้องทำ!

7 กิจกรรมเด็กวิ่งเล่นนอกบ้านที่แม่คอนเฟิร์มแล้วว่าดี ต้องทำ! คิดออกไหมคะว่าเราจะพาลูกไปเล่นอะไรนอกบ้านดี ทั้งเล่นในสนามหน้าบ้านเราเองหรือในสวนสาธารณะ ถ้าใครยังไม่มีไอเดีย DG มี 7 กิจกรรมพาลูกวิ่งเล่นนอกบ้านมาฝากค่ะ แถมยังเป็นกิจกรรมที่คุณแม่หลายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สนุก เล่นได้ไม่มีเบื่อ และลูกมีพัฒนาการดีมาก 1. ก่อกองทราย ลองหาซื้อทรายและอุปกรณ์ก่อกองทรายสำหรับเด็กมาสร้างบ่อทรายไว้หน้าบ้าน แล้วชวนลูกมาเล่นก่อกองทรายเป็นรูปต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการ หรือให้โจทย์ลูกเพื่อลองสร้างอะไรสักอย่างจากกองทราย ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ : กล้ามเนื้อมัดเล็ก จินตนาการ ศิลปะ และความมุ่งมั่นใจการทำให้สำเร็จ 2. โยนรับบอล กิจกรรมนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเล่นกับลูก หรือชวนเพื่อนของลูกมาเล่นด้วยกันเป็นกลุ่ม แบ่งทีมหรือล้อมวงโยนรับบอลกัน บางวันอาจจะเปลี่ยนเป็นเตะบอล โยนบอลใส่ตะกร้า หรือกระเด้งบอลลงพื้นไปให้เพื่อน ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: การวิ่งเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ฝึกการเข้าสังคม น้ำใจนักกีฬา และการช่วยเหลือกัน 3. หาสมบัติ เช่น ทำรายการของที่ลูกต้องไปหามารวมกันให้ได้จากสนามรอบบ้าน หรือนำของใส่กล่องแล้วนำไปซ่อนตามมุมต่างๆ บนต้นไม้ หรือฝังดิน แล้วให้คำใบ้เพื่อให้ลูกออกไปค้นหา ซึ่งของที่นำไปซ่อนอาจจะกลายเป็นรางวัลประจำวันที่จะทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจ เช่น การหาดาวสะสมทุกวัน หาจิ๊กซอว์ให้ได้วันละตัวเพื่อต่อเป็นภาพซึ่งจะกลายเป็นสถานที่ที่พ่อแม่จะพาลูกไปเที่ยวถ้าต่อจิ๊กซอว์ได้ครบ ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ : การสังเกต การคิดเพื่อแก้ปัญหา การลงมือทำ ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ และเรียนรู้ธรรมชาติ 4. จานร่อน เล่นโยนรับจานร่อนพลาสติกแล้วนับแต้มว่าใครรับได้เยอะที่สุด และถ้าใครชนะก็จะได้เลือกอาหารที่จะกิน เลือกการ์ตูนที่อยากดู ซึ่งการเล่นจานร่อนควรเล่นในสวนสาธารณะที่มีพื้นที่กว้าง และจะสนุกมากขึ้นไปอีกถ้าได้ชวนเพื่อนๆ ลูกมาเล่นด้วยกัน ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ฝึกสายตาในการมองและคำนวณระยะทาง ฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกาย ฝึกเรื่องทิศทาง และสมาธิ 5. นักสำรวจ คุณแม่ต้องมีเครื่องมือสำคัญคือ สมุดเล็กๆและ ดินสอ ให้ลูกใส่ในกระเป๋าของตัวเองแล้วพากันไปสำรวจนอกบ้าน ด้วยโจทย์ง่ายๆ คือการวาดรูปสิ่งที่ลูกเห็นแล้วชอบ เพื่อเก็บเป็นสมุดสะสมเอามาโชว์และเล่าให้เพื่อนฟัง ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: กล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือ ฝึกการสังเกต การเรียนรู้เรื่องรูปทรง และจินตนาการ 6. ขี่จักรยาน หาพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ลูกได้ขี่จักรยานในหลายๆ รูปแบบ เช่น ขี่จักรยาน 4 ล้อเพื่อฝึกสมาธิในการกำหนดทิศทาง ขี่จักรยาน 2 ล้อเพื่อฝึกการทรงตัว หรือการให้ลองขี่จักรยานขึ้นทางชันเพื่อฝึกพลังขา ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: ฝึกการทำงานผสานกันระหว่างสายตา การทรงตัว การเคลื่อนไหว และการกำหนดทิศทาง 7. Free Play คุณแม่ต้องมีบางวันที่ปล่อยให้ลูกออกไปวิ่งเล่นแบบไหนก็ได้ในพื้นที่กว้าง ซึ่งลูกอาจจะปีนต้นไม้ ตีลังกา กลิ้งตัวไปตามพื้น กระโดดลงไปในแอ่งน้ำ ถ้าไม่ใช่กิจกรรมที่อันตราย คุณแม่ควรทำหน้าที่สังเกตและดูแลเรื่องความปลอดภัยก็พอ ทักษะ-พัฒนาการเด็กที่ลูกได้รับ: ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จินตนาการ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นอกจากจะปล่อยลูกเล่นกับธรรมชาติอย่างอิสระแล้ว คุณแม่ควรส่งเสริมสุขภาพลูกให้แข็งแรงพร้อมในทุกๆ วันด้วยอาหารตามช่วงวัยที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต เช่น การเลือกนมที่มีประโยชน์อย่างนมแพะที่มีโปรตีนย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ และมีพรีไบโอติกส์สูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี สบายท้อง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อยอีกด้วยค่ะ
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
ชวนลูกอ่านหนังสือถูกเวลา สร้างนิสัยรักการอ่าน
img-over-post

ชวนลูกอ่านหนังสือถูกเวลา สร้างนิสัยรักการอ่าน

ชวนลูกอ่านหนังสือถูกเวลา สร้างนิสัยรักการอ่าน การอ่านเป็นพื้นฐานที่สำคัญของชีวิต ถ้าอยากให้ลูกรักการอ่านคุณพ่อคุณแม่ต้องอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เล็กๆ และเมื่อลูกโตพอที่จะหนังสือได้เองแล้ว ก็ควรให้เขามีโอกาสเลือกหนังสือที่อยากอ่านเอง และการจัดตารางการอ่านหนังสือให้ถูกเวลาก็ช่วยให้ลูกเข้าใจเนื้อหา หรือสนุกกับหนังสือนั้นๆ ได้ไม่เบื่อค่ะ ตารางอ่านหนังสือ 3 เวลา ตอนเช้า เนื่องจากเด็กๆ ได้นอนหลับพักผ่อนมาแล้วทั้งคืน เพราะฉะนั้นช่วงนี้สมองจะตื่นตัวพร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ ทำให้เด็กมีสมาธิและเกิดการจดจำที่แม่นยำและว่องไว หนังสือที่ควรอ่านจึงเป็นหนังสือเรียน ตำรา ประวัติศาสตร์ ช่วงกลางวัน หรือช่วงที่มีแสงธรรมชาติ เด็กๆ ควรอ่านวรรณกรรม เรื่องสั้น หรือนิยายสำหรับเด็กๆ เนื่องจากตอนกลางวันแสงธรรมชาติเหมาะสำหรับดวงตามากกว่าแสงจากหลอดไฟ ช่วยให้การอ่านลื่นไหล กลางคืนก่อนนอน เป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง เหมาะที่จะให้ลูกหยิบหนังสือนิทาน หรือการ์ตูนเนื้อหาเบาสมองมาอ่าน แต่ก็ต้องกำหนดเวลาให้ชัดเจน เช่น ให้อ่านได้แค่ 1 เล่ม หรือ 30 นาทีแล้วนอน เพราะไม่เช่นนั้นถ้าการ์ตูนสนุกเกินไปลูกอาจจะไม่ยอมนอน ทำให้กระทบการพักผ่อนและสุขภาพของลูกได้ ระหว่างที่ลูกอ่านหนังสือ คุณแม่อาจหาของว่างที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตควบคู่ไปด้วยเช่น นมแพะที่มีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่ายรับประทานคู่กับแซนด์วิชทูน่า เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย และกระตุ้นสมองให้ทำงานกระฉับกระเฉง ช่วยให้การอ่านหนังสือมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดเรื่องการอ่านหนังสือกับลูกมากเกินไปนะคะ เพราะเด็กๆ จะเบื่อเอา อาจกำหนดให้ลูกอ่านหนังสือวันละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง หรือแบ่งเป็น 2-3 ครั้งต่อวัน ตามช่วงเวลาที่เหมาะสมก็ได้ค่ะ
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
4 วิธีเพิ่มความสูงให้ลูกรัก
img-over-post

4 วิธีเพิ่มความสูงให้ลูกรัก

4 วิธีเพิ่มความสูงให้ลูกรัก ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสูงเป็นสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ต่างให้ความสนใจ เพราะนอกจากคนตัวสูงจะมีบุคลิกภาพที่ดีแล้ว ความสูงยังเป็นโอกาสหลายๆ อย่างในอนาคตของลูกด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาชีพในฝัน อย่าง ทหาร ตำรวจ แอร์โฮสเตส นักบิน นักกีฬา นายแบบ นางแบบ ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงพยายามส่งเสริมความสูงของลูกกันอยู่ แต่ความสูงของลูกนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ เช่น เรื่องกรรมพันธุ์ ภาวะโภชนาการ การออกกำลังกาย หรือฮอร์โมน ในส่วนของพันธุกรรมและฮอร์โมนนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องอาศัยวิทยาการทางการแพทย์ร่วมด้วย แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกได้ด้วยเคล็ดลับดังต่อไปนี้ค่ะ 1. ชวนลูกออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย ยิ่งเป็นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกจากการกระโดดยิ่งดี เพราะจะช่วยกระตุ้นข้อต่อกระดูกให้มีการยืดตัวขึ้น เพิ่มความยาวของกระดูกสันหลัง ทั้งยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องได้อีกด้วย โดยการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเด็กควรอยู่ที่ 45 - 60 นาทีต่อวัน ตัวอย่างของการออกกำลังกายที่ช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโต เช่น การวิ่ง การกระโดด กระโดดเชือก ว่ายน้ำ โหนบาร์ เป็นต้น 2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และครบทั้ง 3 มื้อ อย่างสมดุล เนื่องจากร่างกายของลูกต้องการสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารหลัก 5 หมู่ที่ประกอบไปด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ บำรุงกระดูก ให้พลังงานแก่ร่างกาย รวมทั้งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ด้วย 3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายของเด็กต้องการนอนอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวัน ไม่นอนดึกตื่นสาย แม้จะมีจำนวนชั่วโมงการนอนครบแต่ร่างกายก็อาจไม่โตได้ เนื่องจากการนอนดึกมากๆ จะเลยช่วงเวลาการหลั่งโกรทฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ นอกจากนี้เด็กๆ ควรนอนหลับให้สนิทด้วยค่ะ โกรทฮอร์โมนถึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกเจริญเติบโตสูงสมวัย 4. ดื่มนมวันละ 2 แก้ว ในนม 1 แก้วจะมีสารอาหารต่างๆ ที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะนมแพะที่นอกจากมีแคลเซียมสูง ที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรงของเด็กๆ แล้วยังมีสารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีนในนมแพะที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง และมีโปรตีนแอลฟ่า เอสวัน เคซีน ซึ่งย่อยยาก ในปริมาณต่ำ ยิ่งกว่านั้น ในนมแพะยังมี CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ที่มากกว่านมวัวถึง 50% ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ต้องบอกว่าเคล็ดลับทั้ง 4 ข้อนี้จะแยกทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสนับสนุนส่งเสริมลูกพร้อมๆ กันทั้ง 4 ข้อเลยจึงจะได้ผล และก็ต้องทำทุกวันให้ลูกติดเป็นนิสัยด้วยค่ะ เพราะนอกจากเขาจะเป็นเด็กตัวสูงแล้วยังเติบโตไปอย่างสุขภาพดีด้วย
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
10 เคล็ดลับ พัฒนาทักษะด้านภาษาให้ลูก
img-over-post

10 เคล็ดลับ พัฒนาทักษะด้านภาษาให้ลูก

10 เคล็ดลับ พัฒนาทักษะด้านภาษาให้ลูก ภาษาคือจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ เสียงแรกที่ลูกเปล่งออกมา นั่นหมายความว่าพัฒนาการภาษาขั้นแรกของลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว ช่วงเวลานี้เองจึงเป็นโอกาสที่จะส่งเสริมให้ลูกมีทักษะด้านภาษาให้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นการกระตุ้นให้สมองมีพัฒนาการที่ดีตามไปด้วย ซึ่งจะต่อยอดให้ลูกเป็นนักเรียนรู้ นักคิดในอนาคตได้ไม่ยาก ลำดับพัฒนาการภาษาของลูกรัก เริ่มจากใช้เสียงร้องไห้บอกความต้องการ เช่น หิว ไม่สบายตัว ต่อมาเริ่มจำเสียงแม่ได้ หันตามเสียง เริ่มส่งเสียงในลำคอ เช่น อู อา หรือส่งเสียงเอิ๊กอ๊ากเมื่อรู้สึกมีความสุข เริ่มออกเสียงได้หลากหลายมากขึ้น ส่งเสียงสูงต่ำ เป่าปาก เล่นน้ำลาย เข้าใจความหมายได้มากขึ้น เริ่มออกเสียงเป็นคำๆ บอกความต้องการ เช่น มาๆ ปาๆ หรือส่งเสียงเรียกคนรอบข้าง ออกเสียงพยางค์เดียวได้ เช่น พ่อ แม่ บอกชื่อตัวเองได้ ออกเสียงที่มีความหมายได้หลายคำ และเรียกชื่อสิ่งต่างๆ ที่คุ้นเคยได้ พูดเป็นประโยคสั้นๆ ได้ พูดตอบโต้ และร้องเพลงสั้นๆ ได้แล้ว 10 เคล็ดลับ พัฒนาทักษะด้านภาษาให้ลูก ช่วงที่ลูกกำลังเริ่มพูด มีความเข้าใจและสื่อสารได้มากขึ้นนี่เอง เป็นช่วงเหมาะที่คุณพ่อคุณแม่จะส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการด้านภาษาให้ดียิ่งขึ้น ด้วยเคล็ดลับดังนี้ ชวนลูกพูดคุย โดยใช้น้ำเสียงสูงต่ำและคำที่ชัดเจน พูดประโยคสั้นๆ เข้าใจง่าย เช่น นั่นแมว หิวข้าวไหม เล่นบอลไหม พูดคุยกับลูกบ่อยๆ ด้วยท่าทางที่ยิ้มแย้ม หยอกล้อให้ลูกหัวเราะ เป็นการกระตุ้นให้ลูกอยากคุยโต้ตอบ และยังช่วยกระตุ้นการจดจำ ทำให้สมองมีการพัฒนาได้ดีมากขึ้น ฟังลูกอย่างตั้งใจ ลูกจะรับรู้ว่าคุณแม่ตั้งใจฟังอยู่ จะยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ลูกอยากพูดคุย เปล่งคำศัพท์ใหม่ๆ มากขึ้นด้วย ชี้ให้ดูภาพ พูดคุยเกี่ยวกับภาพนั้นด้วยคำง่ายๆ เช่น นี่สีอะไร นี่ตัวอะไร เป็นต้น สอนลูกให้พูดคำทักทายง่ายๆ เช่น สวัสดี บ๊ายบาย จุ๊บๆ เล่านิทานให้ลูกฟัง หรือร้องเพลงให้ฟัง แล้วชวนให้ลูกพูดตาม กระตุ้นให้ลูกตั้งคำถามอยู่เสมอ และตอบคำถามของลูกทุกครั้งที่ลูกถาม เล่นทายอะไรเอ่ยกับลูก เช่น ทายสิ ลูกกลมๆ ที่อยู่ในกล่องสีอะไร ฝึกนับจำนวนสิ่งของใกล้ตัว ชวนลูกพูดคุยระหว่างเดินทาง ชี้ชวนให้ลูกดูรถ ดูป้ายต่างๆ เป็นการฝึกให้ลูกสังเกตและจดจำสิ่งรอบตัวได้ด้วย เผยเคล็ดลับอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้ คือการให้ลูกได้กินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายและสมองเจริญของลูกน้อยเติบโตสมวัย อย่างนมแพะที่อุดมไปด้วยโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) โปรตีนนุ่ม ที่ย่อยง่าย และยังดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพรีไบโอติก (Prebiotic) หรือใยอาหาร ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดี ทำให้จุลินทรีย์ชนิดดีเพิ่มจำนวนขึ้น ช่วยลดอาการท้องเสีย ท้องผูก และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกรักมีพลังพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไร้ขีดจำกัด Ref: 1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
3 สิ่งสำคัญ สร้าง “ความจำดี” ให้ลูก
img-over-post

3 สิ่งสำคัญ สร้าง “ความจำดี” ให้ลูก

3 สิ่งสำคัญ สร้าง “ความจำดี” ให้ลูก ใครว่าเด็กๆ จำไม่ได้ เวลาคุณพ่อคุณแม่พูดหรือทำอะไรให้ได้ยินได้เห็น เด็กจำไม่ได้หรอก...ขอบอกว่าไม่จริง ยิ่งช่วงวัยเด็กนี่แหละที่สมองด้านการจดจำจะทำงานได้ดีที่สุด และอาจทำให้เกิดเป็นความจำระยะยาวด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรกระตุ้นและส่งเสริมให้สมองเกิดการพัฒนาที่ดี เพื่อเป็นพื้นฐานให้เด็กๆ มีความสามารถในการจดจำที่ดีในอนาคต เด็กๆ จดจำสิ่งต่างๆ รอบตัวได้จาก... เสียงและการสัมผัส ในช่วงที่ลูกยังมองไม่ชัด ยังส่งเสียงเรียกแม่ไม่ได้ ยังเดินไปไหนเองไม่ได้ จะจดจำสิ่งต่างๆ รอบตัวจากเสียงและการสัมผัส โดยสังเกตได้จากเวลาที่ลูกร้องไห้เมื่อแม่มาอุ้ม สัมผัสเบาๆ ของแม่ น้ำเสียงของแม่ที่พูดกับลูก ลูกจะจำเสียงได้และหยุดร้องไห้ทันที กลิ่น ซึ่งกลิ่นแรกที่ลูกจำได้คือกลิ่นแม่ เวลาลูกร้องแล้วแม่อุ้ม ลูกจะได้กลิ่นตัวแม่ จำกลิ่นของแม่ได้ก็จะหยุดร้อง และจดจำสิ่งต่างๆ ได้จากประสบการณ์ที่เคยได้กลิ่นมาก่อน เช่น แม่เคยทำไข่เจียวให้กิน พอได้กลิ่นอีกก็จะจำได้ว่ากลิ่นนี้คือกลิ่นไข่เจียว เป็นต้น การมอง เริ่มจากลูกจำใบหน้าแม่ได้ จำคนรอบตัวได้ และจดจำท่าทางต่างๆ จากคนรอบข้าง เกิดการเรียนรู้และเลียนแบบทำตาม และจดจำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น จากการได้เห็น ได้มองบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะไปกระตุ้นสมองให้ลูกเกิดการจดจำได้นั่นเอง 3 สิ่งสำคัญ สร้าง “ความจำดี” ให้ลูก หมั่นกระตุ้นประสานสัมผัสทั้ง 5 เพราะการที่ลูกจะจดจำสิ่งต่างๆ ได้ ต้องเกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยผ่านประสาทสัมผัส หู ตา จมูก ปาก และสัมผัสกาย เมื่อข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบประสาทสัมผัสก็จะถูกส่งไปที่สมองแล้วเกิดการประมวลข้อมูลนำไปฝังไว้เป็นความทรงจำ อะ อะ ต้องไม่กดดันลูกนะ การที่ลูกจะเกิดการจดจำที่ดี และเป็นความทรงจำที่ดีนั้น ลูกต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่รู้สึกอึดอัดหรือกดดัน ทำแล้วมีความสุข ลูกก็ชอบ เกิดการทำสิ่งนั้นบ่อยๆ และจดจำเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าลูกถูกบังคับ ทำแล้วกดดัน ไม่อยากทำ สมองจะหลั่งสารความเครียดออกมา ส่งผลให้ลูกไม่อยากเรียนรู้และมีการจดจำที่ไม่ดีกับสิ่งนั้นไปเลย กินอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานอย่างเพียงพอ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างในนมแพะ มีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ซึ่งเป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโต โปรตีนในนมแพะ เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยและดูดซึมง่าย ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้นมแพะยังมีสารอาหารที่สำคัญทั้งทอรีน โคลีน แคลเซียม วิตามินบี12 โอเมก้า 3 6 9, DHA, ARA ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง ให้มีพัฒนาการดีและเกิดการจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี เมื่อโตขึ้นเด็กๆ จะเป็นนักเรียนรู้ นักคิดได้ไม่ยากเลย Ref: 1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
พรีไบโอติก, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
3 Activity ลูกขยับแขนและมือ สมองได้พัฒนา
img-over-post

3 Activity ลูกขยับแขนและมือ สมองได้พัฒนา

3 Activity ลูกขยับแขนและมือ สมองได้พัฒนา แค่ขยับแขนและมือ แค่นี้เซลล์ประสาทน้อยๆ ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะการให้ลูกได้บริหารมือและแขนทั้งสองข้างอย่างสมดุล จะทำให้สมองได้ใช้งานทั้ง 2 ซีกพร้อมๆ กันอย่างเต็มศักยภาพ ทำให้เกิดการเชื่อมต่อและสร้างเครือข่ายใยประสาทได้มากขึ้น แล้วกิจกรรมไหนที่จะช่วยบริหารมือและแขนได้อย่างสมดุล ไปตามหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย แค่ขยับ สมองก็พัฒนา ในช่วงที่ลูกได้บริหารมือและแขนทั้งสองข้างนั้นจะไปกระตุ้นให้สมองทั้งสองซีกเกิดการทำงานพร้อมกัน และทำให้เซลล์ประสาทเกิดการเชื่อมต่อกันมากขึ้น และยังส่งผลให้พัฒนาการด้านการสังเกต ควบคุม เคลื่อนไหว รวมถึงความชำนาญในการใช้มือและแขนมีการพัฒนาได้ดี 3 Activity ลูกได้ขยับแขนและมือ โยนรับของด้วยมือทั้ง 2 ข้าง โดยพ่อแม่โยนให้ลูกรับ แล้วให้ลูกโยนกลับมา เช่น เล่นโยนลูกบอลลงตระกร้า โยนตุ๊กตาสลับไปมา เป็นต้น จะทำให้ลูกถนัดใช้มือทั้งสองข้างได้ดีพอๆ กัน และเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อมือและแขนแข็งแรงด้วย ก่อกองทราย ปั้นแป้งโดว์ ลูกได้ใช้นิ้วมือทั้ง 2 ข้างในการขยำ ปั้น บีบ และแขนยังได้ขยับยกขึ้นลงจากการที่ได้ตักทรายและนำมาปั้นเป็นรูปต่างๆ ด้วย ให้ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง เริ่มตั้งแต่การกินข้าวเอง อาบน้ำเอง ติดกระดุมเสื้อ ผูกเชือกรองเท้า เก็บของใช้ส่วนตัวของตัวเองใส่กระเป๋า กิจวัตรเหล่านี้ล้วนทำให้แขนและมือทั้ง 2 ข้างได้ใช้งานพร้อมกัน เข้าครัวทำกับข้าว ช่วยคุณแม่หยิบของ ล้างผัก หั่นไก่ ได้ขยับบริหารนิ้วมือและแขนทั้ง 2 ข้าง และยังได้เรียนรู้ทักษะอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น เรียนรู้ลำดับขั้นตอนการทำอาหาร เรียนรู้เรื่องสารอาหารที่มีประโยชน์ การสังเกต เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ล้วนทำให้ลูกได้เคลื่อนไหว บริหารนิ้วมือและแขนทั้ง 2 ข้างอย่างสมดุล ช่วยให้สมองเกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนี้คุณแม่ต้องไม่ลืมที่จะให้ลูกได้กินรับประทานอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วนด้วย เพราะสารอาหารที่สำคัญจะส่งผลให้ร่างกายและสมองเจริญเติบโตอย่างสมวัย อย่างนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ (Apocrine Secretion) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ที่เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Component) เช่น นิวคลีโอไทด์ สารอาหารสำคัญทั้งทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ อีกทั้งยังมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) โปรตีนนุ่ม ที่ย่อยง่าย ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายลูกแข็งแรง พร้อมที่จะทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเต็มที่ ทำให้ลูกรักเติบโตสมวัย อย่างเป็นธรรมชาติ Ref Neveu et al. Reprod Nutr Dev. 2002; 42:163-172 Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
ภูมิคุ้มกัน, กิจกรรม, นมแพะ DG
เด็กๆ เข้าใจคณิต & วิทย์ได้ง่ายๆ ด้วยการสอนผ่านธรรมชาติ
img-over-post

เด็กๆ เข้าใจคณิต & วิทย์ได้ง่ายๆ ด้วยการสอนผ่านธรรมชาติ

เด็กๆ เข้าใจคณิต & วิทย์ได้ง่ายๆ ด้วยการสอนผ่านธรรมชาติ คุณพ่อคุณแม่หลายคนคิดว่าการสอนให้ลูกเข้าใจเรื่องคณิตศาสตร์เชิงสถิติหรือวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องยาก สอนลูกไม่ได้แน่ๆ กลัวลูกไม่รู้เรื่อง...สลัดความคิดเหล่านั้นออกไปก่อน แล้วลองใช้วิธีง่ายๆ แค่ให้ลูกได้อยู่กับธรรมชาติ จะทำให้ลูกเรียนรู้และเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น เรียนคณิตศาสตร์ผ่านการปลูกต้นไม้ รู้จักการนับจำนวน บวก ลบ เช่น ให้ลูกหยิบเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูก แล้วให้นับว่ามีกี่เมล็ด ถ้านำมาเพิ่มอีกจะมีกี่เมล็ด ถ้าเอาไปปลูกจำนวนเท่านี้จะเหลือกี่เมล็ด เป็นต้น เข้าใจเรื่องการวัดระยะ เมื่อต้นไม้เริ่มโต ให้ลูกใช้ไม้บรรทัดวัด ว่าตอนนี้ต้นไม้สูงเท่าไหร่ แล้วจดบันทึกไว้ เพื่อติดตามการเติบโตของต้นไม้ เรียนรู้กิจกรรมเชิงวิจัย ให้ลูกลองปลูกต้นไม้ในดินที่แตกต่างกัน เพื่อสังเกตการเติบโตของต้นไม้ ว่าสูงเท่ากันไหม ดินแบบไหนต้นไม้โตเร็วกว่ากัน ลูกจะเรียนรู้เรื่องการเปรียบเทียบและตั้งข้อสังเกตด้วย เรียนวิทยาศาสตร์ผ่านการสัมผัสธรรมชาติ เรียนรู้สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต โดยสอนให้ลูกรู้จักองค์ประกอบต่างๆ ของต้นไม้ สัตว์ต่างๆ ว่าแต่ละชนิดเรียกว่าอะไร มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร มีการเจริญเติบโตอย่างไร เข้าใจสิ่งแวดล้อมเชิงฟิสิกส์ ด้วยการชวนลูกทำกิจกรรมประดิษฐ์กังหันลม เพื่อทดลองให้ลูกเห็นว่าลมพัดมาทางไหน กังหันจะหมุนอย่างไร เข้าใจเรื่องแรงโน้มถ่วงโลก อย่างการปลูกต้นไม้แล้วเอากระถางคว่ำลง ลองสังเกตการณ์เติบของต้นไม้จะเติบโตแบบย้อนขึ้นไปข้างบน ไม่ได้ทิ่มลงข้างล่าง หรือผลไม้ล่วงจากต้นก็จะล่วงจากที่สูงลงที่ต่ำ ไม่ลอยขึ้น กระตุ้นให้ตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ เช่น การปลูกต้นไม้ ทำไมต้องใช้ดินทราย ทำไมต้องพรวนดิน ถ้าใช้ดินเหนียวจะต่างกันไหม กระตุ้นให้ลูกสงสัยและเกิดการลงมือทำเพื่อค้นหาคำตอบ การพาลูกไปสัมผัสและเรียนรู้ธรรมชาติ ทำให้เข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และยังเข้าใจกระบวนการเติบโตของต้นไม้ เห็นคุณค่าของธรรมชาติ ที่สำคัญคุณแม่ต้องไม่ลืมเสริมสร้างร่างกายลูกให้แข็งแรง ด้วยการกินรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างนมแพะที่มีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ช่วยดูดซึมสารอาหารสำคัญเข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็ว ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต แข็งแรง และในนมแพะยังมีพรีไบโอติก หรือใยอาหารที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง รวมทั้งสารอาหารต่างๆที่จำเป็นทอรีน โคลีน แคลเซียม วิตามินบี12 ที่ช่วยให้ลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรง มีพัฒนาการที่ดีจากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้เด็กๆ พร้อมออกไปสัมผัสธรรมชาติและเรียนรู้โลกกว้างได้อย่างเต็มที่ Ref: 1. Park et al. Small Ruminant Research 2007; 68: 88-113 2. Tsuchita et al. British Journal of Nutrition 2001; 85, 5-10
พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
4 วิธี สร้าง Self esteem-การรู้คุณค่าตัวเอง ให้ลูกรัก
img-over-post

4 วิธี สร้าง Self esteem-การรู้คุณค่าตัวเอง ให้ลูกรัก

4 วิธี สร้าง Self esteem-การรู้คุณค่าตัวเอง ให้ลูกรัก เด็กๆ ชอบเรียนรู้โลกกว้าง เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น และมีความมั่นใจทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ไม่กลัวที่จะได้ลอง จับ สัมผัส อะไรแปลกใหม่ ซึ่งการที่ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเองจะเป็นการสร้าง Self esteem หรือการรู้คุณค่าของตนเองให้เกิดขึ้นในตัวลูก และเป็นรากฐานที่จะทำให้ลูกเป็นคนเคารพตนเอง มีความภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง เด็กๆ จะแสดงความมี Self esteem ได้จากพฤติกรรมเหล่านี้... เดิน วิ่ง คลาน ได้เอง เพื่อจะไปหยิบสิ่งของที่อยากได้ ชอบตัดสินใจและทำอะไรด้วยตนเอง เช่น หยิบ จับสิ่งของที่ตัวเองต้องการทันที มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น กล้าตัดสินใจที่จะเลือกหรือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เช่นเลือกเสื้อผ้าเอง เลือกรองเท้าเอง เลือกอาหารเอง เป็นต้น ชอบออกไปเรียนรู้โลกกว้าง รู้สึกสนุกและตื่นเต้นที่ได้ออกไปพบเห็นสิ่งใหม่ๆ พัฒนาการเหล่านี้ หากมีการส่งเสริมที่อย่างเหมาะสม จะเป็นการสร้างรากฐานให้เด็กๆ มี Self esteem ที่จะทำให้เขาเป็นเด็กที่เคารพและเชื่อมั่นในตนเอง กล้าตัดสินใจ และลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองคิดเมื่อโตขึ้นได้ 4 ทริค สร้าง Self esteem ให้ลูกรัก ให้ลูกได้ลองตัดสินใจและเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยมีพ่อแม่คอยแนะนำอยู่ข้างๆ เป็นการฝึกให้เค้ากล้าคิด และกล้าตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานให้เกิดความมั่นใจในตนเอง ให้ความรัก คอยพูดคุยแนะนำ เล่นกับลูก และกอดลูกบ่อยๆ จะเป็นพื้นฐานการสร้างอารมณ์ที่มั่นคง ทำให้ลูกมีความมั่นใจ มีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต่างๆ และกล้าที่จะตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ อย่างมั่นใจ พาลูกออกไปเรียนรู้นอกบ้าน เช่น พาไปสวนสัตว์ สวนสาธารณะ สัมผัสธรรมชาติ เป็นการเปิดโลก โลกทัศน์และเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูก ช่วยให้ลูกกล้าคิด กล้าทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง จัดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมถึงพ่อแม่ต้องมีปฏิกิริยากระตือรือร้นที่จะพาลูกทำกิจกรรมต่างๆ เป็นการกระตุ้นให้เด็กๆ เกิดการเรียนรู้ ริเริ่มและกล้าที่จะลองทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ การที่ลูกจะมี Self esteem เป็นเด็กที่เชื่อมั่นในตนเอง มีความกล้าคิดและลงมือทำสิ่งต่างๆ ก็ต้องมาจากพื้นฐานของการมีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งจะส่งผลให้พัฒนาการด้านต่างๆ ดีไปด้วย จึงควรให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ อย่างการดื่มนมแพะ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน มีโปรตีน CPP เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย และดูดซึมสารอาหารที่สำคัญเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว มีพรีไบโอติก ซึ่งก็คือใยอาหารที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย รวมทั้งสารอาหารต่างๆที่จำเป็น อย่างทอรีน โคลีน แคลเซียม วิตามินบี12 ให้ลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรง มีพัฒนาการที่ดีจากภายในสู่ภายนอก ส่งผลให้ลูกพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างมั่นใจ
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม, นมแพะ DG
ปฏิบัติการ สร้างลูกเป็นนักสำรวจ
img-over-post

ปฏิบัติการ สร้างลูกเป็นนักสำรวจ

ปฏิบัติการ สร้างลูกเป็นนักสำรวจ เมื่อลูกรักเข้าสู่วัยที่ชอบรื้อ ค้น หยิบ จับ รวมถึงชอบสำรวจพื้นที่ใหม่ๆ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมลูกถึงชอบเดินและเล่นไม่หยุด เป็นเพราะเขากำลังทำการสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อเรียนรู้โลกให้มากขึ้นนั่นเอง แต่การจะส่งเสริมให้ลูกเป็นนักสำรวจและเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างรอบด้านได้นั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูก เพื่อจะได้ส่งเสริมอย่างเหมาะสมค่ะ พัฒนาการเหล่านี้ แสดงว่าลูกกำลังเป็นนักสำรวจอยู่นะ ลูกจะเริ่มเดินเองได้ พยายามเดินไปหาสิ่งที่สนใจด้วยตัวเอง สามารถปีนป่ายขึ้นบนเก้าอี้ เตียงนอน หรือเขย่งขาเพื่อหยิบของบนที่สูงเองได้ ชอบมุด คลาน เข้าไปเล่นใต้เก้าอี้ ใต้โต๊ะ หรือตามซอกที่คล้ายอุโมงค์ ชอบรื้อ ค้นสิ่งของต่างๆ ภายในบ้าน เพื่อสำรวจว่าคืออะไร สนใจสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ และมีความสงสัย ตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ กลายเป็น “เจ้าหนูจำไม” และเพื่อให้ลูกเป็นนักสำรวจ และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดี คุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดโอกาสและกระตุ้นให้ลูกอยากเรียนรู้ เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน Let’s do it… ฝึกให้ลูกเดินได้คล่องแคล่ว ด้วยวิธีการเดินตามคำสั่ง โดยวางตระกร้า ของเล่นไว้ตามมุมต่างๆ ของห้อง แล้วบอกให้ลูกเดินไปหยิบมาวางบนโต๊ะ หรือเดินเอาไปใส่ตระกร้า จะช่วยให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่แข็งแรง ทำให้เดินได้คล่องแคล่วมากขึ้น จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้พร้อมต่อการสำรวจ เช่น ไม่มีสิ่งกีดขวางทางเดิน มุมโต๊ะใส่ที่กันกระแทก ปูผ้ายางกันลื่น เป็นต้น หมั่นกระตุกต่อมความอยากรู้อยากเห็นของลูก ด้วยการให้ลูกสังเกตสิ่งรอบตัว อยากสำรวจสิ่งใหม่ๆ เช่น ชวนให้ดูนก ทำไมมันบินได้นะ, นั่นเจ้าเหมียวทำไมมี 4 ขา เป็นต้น ลูกได้ฝึกการสังเกต การค้นหาคำตอบ และการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ ให้ลูกใช้ประสาทสัมผัสอย่างสม่ำเสมอผ่านการเล่นและการลงมือทำ ช่วยฝึกให้ลูกช่างสังเกต สำรวจสิ่งต่างๆ และได้คิดวิเคราะห์ว่าสิ่งของต่างๆ ทำไมจึงมีลักษณะต่างกัน เล่นเกมฝังสมบัติ ให้ลูกเป็นนักสำรวจออกเดินหาสำรวจว่าสิ่งของต่างๆ ฝังอยู่ตรงไหน ช่วยฝึกการสังเกต การวางแผน การคิดเป็นขั้นเป็นตอน และเพื่อให้ลูกพร้อมต่อการสำรวจสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ ลูกต้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ และรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยบำรุงให้ร่างกายแข็งแรง หรือดื่มนมเป็นประจำทุกวัน อย่างนมแพะ ที่มีสารอาหารครบถ้วน อย่างโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) โปรตีนนุ่ม ที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนไปช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียม, เหล็ก, สังกะสี และแมกนีเซียมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในนมแพะ มีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีน ซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง และแอลฟ่าเอสวันเคซีน ซึ่งย่อยยากในปริมาณต่ำ ทำให้โปรตีนของนมแพะเกาะกันเป็นก้อนนุ่ม ร่างกายของเจ้าตัวน้อยจึงสามารถย่อยโปรตีนได้ง่าย นอกจากนี้นมแพะ ยังมี พรีไบโอติก (Prebiotics) หรือใยอาหาร 2 ชนิด คือ อินนูลิน (Inulin) และ โอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ ช่วยป้องกันการติดเชื้อ แก้ปัญหาอาการท้องผูกได้ดี ลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยให้ลูกน้อยสบายท้อง มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง พร้อมจะเป็นนักสำรวจและเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่
กิจกรรม, นมแพะ DG
9 ทริค ฝึกลูกรักให้ก้าวเดิน
img-over-post

9 ทริค ฝึกลูกรักให้ก้าวเดิน

9 ทริค ฝึกลูกรักให้ก้าวเดิน เมื่อลูกก้าวเดินได้เป็นครั้งแรก ทุกๆ การเคลื่อนไหวจะทำให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มีการพัฒนาที่แข็งแรง คุณพ่อคุณแม่จึงต้องส่งเสริมพัฒนาการลูกวัยนี้ เพื่อต่อยอดให้พัฒนาการด้านอื่นๆ ดีไปพร้อมๆ กัน เมื่อลูกเดินได้ครั้งแรก... เป็นวันที่คุณพ่อคุณแม่ดีใจสุดๆ และช่วงที่ลูกเพิ่งยืนได้เป็นครั้งแรกและพยายามจะก้าวเดินนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องช่วยจับ ช่วยประคองให้ลูกเดินได้อย่างมั่นคงก่อน ซึ่งการช่วยเหลือนี้จะทำให้ลูกมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่มั่นคง มีความมั่นใจที่จะก้าวเดินได้มากขึ้นด้วย นอกจากลูกจะเดินได้ครั้งแรกแล้ว วัยนี้ยังมีพัฒนาการด้านร่างกายอื่นๆ ตามมาอีกด้วย เช่น พยายามปีนป่ายหรือเขย่งเอื้อมหยิบของเองได้ เดินตามคุณพ่อคุณแม่ เดินตามของเล่นที่เคลื่อนไหวหรือสิ่งที่สนใจได้ หากล้มจะพยายามลุกเดินใหม่ เด็กวัยนี้กล้ามเนื้อขายังไม่แข็งแรง ยังก้าวเดินไม่ถนัด ก้าว 2-3 ก้าวแล้วก็ล้ม คุณพ่อคุณแม่จึงควรส่งเสริมพัฒนาการด้านการเดินของลูกอย่างเหมาะสม เพื่อให้พัฒนาการด้านอื่นๆ ดีตามไปด้วย 9 ทริค ฝึกลูกรักให้ก้าวเดิน พยายามสร้างแรงจูงใจในการเดิน เช่น วางของเล่นชิ้นโปรดไว้อีกมุมห้อง แล้วให้ลูกเดินไปหยิบ จัดสถานที่ให้เอื้อต่อการฝึกเดิน เป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวาง ให้กำลังใจเมื่อลูกเดินแล้วล้ม หรือช่วยพยุงให้ลุกแล้วบอกให้ลองใหม่ จะทำให้ลูกมั่นใจและฝึกเดินได้ดีขึ้น เล่นของเล่นลากจูง ชวนลูกเดินลากจูงของเล่น วิธีนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและลูกรู้สึกสนุกกับการเดินมากขึ้น นั่งเก้าอี้ม้าโยก จะช่วยให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรง ช่วยฝึกเรื่องการทรงตัว มีพัฒนาการการเดินอย่างรวดเร็ว เดินเลียนแบบสัตว์ ด้วยการเปิดเพลงหรือเสียงร้องของสัตว์ชนิดต่างๆ เมื่อลูกได้ยินเสียงสัตว์ชนิดใด ให้เดินเลียนแบบสัตว์ชนิดนั้น โดยมีคุณพ่อคุณแม่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ การทรงตัว การทำงานประสานกันของอวัยวะต่างๆ และยังได้รู้จักการเคลื่อนไหวของสัตว์ ฝึกการสังเกตอีกด้วย พาลูกเดินบนทางลาดเอียง เช่น เดินลงสะพานที่ไม่ชันมากนัก เพื่อฝึกการทรงตัว พาลูกเดินบนพื้นผิวที่ต่างกันด้วยเท้าเปล่า เพื่อให้ลูกได้ใช้ประสาทสัมผัสที่รู้สึกถึงผิวที่ร้อน เย็น แข็ง นิ่ม หรือลักษณะของพื้นผิวทางเดิน กินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน เพื่อช่วยบำรุงให้ร่างกายและสมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การดื่มนมที่มีสารอาหารครบถ้วนอย่าง “นมแพะ” นั่นเพราะนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบ (Apocrine Secretion) ทำให้ได้สารอาหารธรรมชาติในปริมาณสูง ที่เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive components) ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ นอกจากนี้ในนมแพะยังมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptide) โปรตีนนุ่ม ที่ย่อยและดูดซึมง่าย ช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ร่างกาย ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง เติบโตสมวัยและพร้อมต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
พัฒนาการเด็ก, กิจกรรม