curl-top
curb_bottom

เคล็ดลับคุณแม่
รวมทุกเคล็ดลับที่คุณแม่อยากรู้
เกี่ยวกับลูกน้อย

icon-secrets

บทความอัพเดทล่าสุด

5 กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและฝึกสายตาลูกวัยคิดส์
img-over-post

5 กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและฝึกสายตาลูกวัยคิดส์

5 กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและฝึกสายตาลูกวัยคิดส์ เชื่อว่าคุณแม่หลายคนยังเคยชินกับการส่งเสริมพัฒนาการลูกเป็นเรื่องๆ หรือโฟกัสเฉพาะจุดกันอยู่ แต่เมื่อลูกเข้าสู่วัยอนุบาล สิ่งที่เขาต้องเรียนรู้และทำให้คล่องแคล่วมากขึ้นคือ การเรียนรู้ผ่านหลายๆ กิจกรรมในเวลาเดียวกัน เช่น กิจกรรมที่เกี่ยวกับการได้ยินคู่ไปกับการมองเห็นและการทรงตัว กิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อไปพร้อมกับความคิด ไหวพริบ และการฟัง เป็นต้น ดีจีมี 5 กิจกรรมง่ายๆ แต่ได้พัฒนาการที่ดีในเรื่องกล้ามเนื้อมัดเล็ก สายตา และจินตนาการมาแนะนำให้คุณแม่ลองเล่นกับลูกค่ะ โดยเฉพาะลูกอนุบาลที่กำลังสนุกกับการเรียนรู้และมีพลังเหลือเฟือ 5 กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือและฝึกสายตาลูกวัยคิดส์ ตัดกระดาษตามรูปที่วาด วาดรูป เรขาคณิต หรือวาดเส้นง่าย ๆ ในกระดาษสีต่าง ๆ แล้วให้ลูกใช้กรรไกรสำหรับเด็กตัดกระดาษตามเส้นที่แม่วาดให้ตรง คีบลูกปัดตามสี หาลูกปัดสีต่าง ๆ หรือจะใช้เมล็ดถั่วแดง ถั่วเขียวมาใส่รวมกันในจาน แล้วให้ลูกใช้ตะเกียบหรือที่คีบเล็ก ๆ คีบเพื่อแยกสีลูกปัด เป็นการฝึกใช้กล้ามเนื้อในการคีบ แล้วใช้สายตาเรียนรู้การแยกสีไปพร้อม ๆ กันค่ะ กำไรหลอด ตัดหลอดพลาสติกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วให้ลูกร้อยหลอดในด้ายหรือไหมพรม ลูกจะได้ฝึกการกะระยะ และได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างเต็มที่ กรอกน้ำใส่ขวด ลองหาขวดพลาสติกไม่ใช้แล้ว แล้วให้ลูกฝึกกรอกน้ำลงขวด อาจจะเริ่มจากใช้กรวยกรอกน้ำ แล้วหลังจากนั้นลองกรอกน้ำโดยไม่ใช้กรวย ลูกจะได้ ฝึกใช้สายตาให้ประสานสอดคล้องกับการใช้มือ ปั้นแป้งโดว์ อุปกรณ์แป้งโดว์หรือดินน้ำมันต้องมีแทบทุกบ้านอยู่แล้ว การปั้นจะได้ฝึกทั้งสายตา กล้ามเนื้อมือ และยังช่วยเพิ่มจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกอีกด้วย นอกจากกิจกรรมสำหรับลูกๆ แล้ว คุณแม่ต้องไม่ลืมอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่จะปูพื้นฐานให้พัฒนาการที่ดีของลูกด้วย นั่นคือ อาหารค่ะ คุณแม่ควรให้ลูกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ทั้ง 3 มื้อ ดื่มนมเพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารสำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโต เช่น ดีเอชเอ โอเมก้า ทอรีน โคลีน แคลเซียม เป็นต้น
กิจกรรมพัฒนาสมอง , สมองพัฒนา, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
สนุกท้าทาย ชวนลูกเล่นเกมกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5
img-over-post

สนุกท้าทาย ชวนลูกเล่นเกมกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5

สนุกท้าทาย ชวนลูกเล่นเกมกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส ซึ่งเป็นประสาทสัมผัสสำคัญและเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ค่ะ เด็กมักจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านประสาทสัมผัสที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นพ่อแม่จึงควรใช้โอกาสนี้ สร้างกิจกรรมง่ายๆ ในบ้านที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการเด็กของลูกผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 นี้ค่ะ กิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการเด็กด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 1.การมองเห็น: ปิดตาวาดภาพ สายตา การมองเห็น เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ เพราะลูกต้องใช้สายตาในการอ่าน การเขียน การนับจำนวน การกะระยะต่าง ๆ ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมการมองเห็น: เกมกระตุ้นการมองเห็น ลองเอาของใช้ ของเล่นวางให้ลูกดู จับเวลา 10 วินาที แล้วปิดตาให้ลูกวาดของที่เห็น นอกจากเป็นการฝึกประสาทสัมผัสการมองเห็นแล้ว ยังฝึกสมองในส่วนการจดจำไปพร้อมกันด้วยค่ะ 2. การดมกลิ่น: ทายสิกลิ่นอะไรเอ่ย ประสาทสัมผัสการดมกลิ่นจะช่วยให้ลูกเรียนรู้แยกแยะกลิ่นรอบตัวต่าง ๆ ได้ ฝึกให้ลูกเรียนรู้ว่ากลิ่นแบบนี้คือกลิ่นอันตราย หรือกลิ่นที่ปลอดภัย ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมการดมกลิ่น ได้กลิ่น: เกมกระตุ้นการดมกลิ่น ปิดตาลูกแล้วให้ลูกดมกลิ่นของที่มีกลิ่นแรงต่าง ๆ กัน เช่น ดอกกุหลาบ หัวหอม ผักชี ชีส แล้วทายว่าคือกลิ่นอะไร หรืออาจจะเปิดตาแล้วให้ลองดมอีกทีว่าตรงกับกลิ่นของอะไร 3. การฟัง: ลองเขย่าดูสิ เด็กที่มีประสาทสัมผัสการฟังที่ดีจะสามารถแยกแยะเสียงต่าง ๆ ได้ดี ส่งผลต่อการเรียนรู้ทักษะด้านภาษา หรือดนตรี ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมการฟัง การได้ยิน: เกมกระตุ้นการฟัง หาเมล็ดถั่ว หิน ลูกปัดเล็ก ๆ มาใส่ในขวด หรือกระป๋องทึบ ๆ จากนั้นให้ลูกเขย่าดูแล้วทายว่าข้างในเป็นเสียงของอะไร หรืออาจจะลองเล่นเกมให้ลูกฟังเสียงสัตว์ เสียงธรรมชาติ แล้วบอกว่าคือเสียงอะไร 4. การสัมผัส: นุ่มหรือแข็ง การสัมผัสจะช่วยแยกแยะความแตกต่างของวัตถุต่าง ๆ การเรียนรู้ประสาทสัมผัสแปลก ๆ ใหม่ๆ จะช่วยให้ลูกกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ ๆ ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมการสัมผัส: เกมกระตุ้นการสัมผัส ชวนลูกมาเรียนรู้การสัมผัส ความนุ่ม ความแข็ง โดยลองเอาวัสดุที่มีผิวนุ่มกับแข็ง มาให้ลูก ๆ ลองจับแล้วบอกว่า แบบไหนเรียกว่านิ่ม แบบไหนเรียกว่าแข็ง อาจจะค่อย ๆ เปลี่ยนวัสดุไปเรื่อย ๆ ที่มีผิวสัมผัสต่างกันเช่น เรียบ ขรุขระ 5. การรับรส: กินแล้วรู้ไหม การรับรู้รสทำให้เราสามารถแยกแยะอาหารที่ปลอดภัยและเป็นอันตรายได้ ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมการรับรส: เกมกระตุ้นการรับรส เป็นเกมที่อาจจะทำได้ในทุก ๆ มื้อเวลากินอาหาร โดยเลือกอาหารหรือขนม เช่น แอปเปิ้ล เยลลี่ ช็อกโกแลต เป็นต้น แล้วปิดตาให้ลูกชิมแล้วบอกว่าสิ่งที่กินเข้าไปคืออะไร มีรสชาติอย่างไร กระตุ้นพัฒนาการกันแล้วอย่าลืมเรื่องพื้นฐานสำคัญอีกหนึ่งเรื่อง นั่นคือ อาหารค่ะ คุณแม่ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ มีความหลากหลายเพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน รวมถึงการดื่มนมที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินและธาตุสำคัญ เช่น แคลเซียม เหล็ก ทอรีน รวมถึงใยอาหาร อย่าง อินนูลิน โอลิโกฟรุคโตส เป็นต้น ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการทำงานของร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้ลูกแข็งแรงพร้อมเรียนรู้เสมอค่ะ
การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับเด็ก, การเรียนรู้, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
6 วิธีแสดงความรักกับลูก เพิ่มพลังสมอง ช่วยให้ลูกฉลาดสมวัย
img-over-post

6 วิธีแสดงความรักกับลูก เพิ่มพลังสมอง ช่วยให้ลูกฉลาดสมวัย

6 วิธีแสดงความรักกับลูก เพิ่มพลังสมอง ช่วยให้ลูกฉลาดสมวัย รู้หรือไม่ว่าการแสดงความรักกับลูกง่าย ๆ นอกจากจะได้เสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกแล้ว การแสดงความรักกับลูกยังช่วยกระตุ้นสมอง ลูกให้เจริญเติบโตได้ดี และฉลาดขึ้นได้ เล่านิทานก่อนนอน ช่วงเวลาก่อนนอนเป็นช่วงเวลาทองที่จะใช้เพื่อกระชับสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกไปพร้อม ๆ กับกระตุ้นสมองของลูกไปด้วย นิทานจะช่วยฝึกและกระตุ้นพัฒนาการทางด้านภาษาและการสื่อสารของลูก ควรเลือกนิทานให้เหมาะกับวัย ในช่วงวัย 3 ขวบขึ้นไป ลูกสามารถเข้าใจ สื่อสารโต้ตอบได้มากขึ้น ระหว่างเล่านิทานอาจจะพูดคุยถามตอบลูกไปด้วย เพื่อฝึกให้ลูกใช้เหตุและผล หรือฝึกจินตนาการไปพร้อม ๆ กัน รับฟังความคิดเห็นของลูก ในวัยที่ลูกเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง พ่อแม่ควรเรียนรู้ที่จะรับฟังความคิดเห็นของลูก การรับฟังและยอมรับความคิดเห็นของลูก จะช่วยให้ลูกมีความมั่นใจมากขึ้น และยังแสดงออกถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกด้วยการยอมรับและเข้าใจเขา ซึ่งดีต่อพัฒนาการความคิด สติปัญญา ทำให้ลูกกล้าแสดงออกในทางที่ดี มีเหตุผล มีความคิดสร้างสรรค์ เมนูอร่อยจากใจเพิ่มพลังสมอง การทำอาหารอร่อยที่มากด้วยคุณค่าให้กับลูก เป็นอีกหนึ่งวิธีแสดงความรักของคุณแม่ที่ชอบเข้าครัวค่ะ เพราะนอกจากลูก ๆ จะมีความสุขจากอาหารอร่อยรสมือแม่แล้ว การพิถีพิถันเลือกวัตถุดิบที่ดีมาทำอาหาร ยังช่วยให้ลูกแข็งแรง และช่วยบำรุงสมองให้ลูกได้อีกด้วย ในวัย 3 ขวบขึ้นไป ลูกน้อยควรได้รับอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะลูกกำลังอยู่ในวัยซุกซน และเน้นอาหาร และนมที่มีสารอาหารบำรุงสมองอย่างดีเอชเอ และ โอเมก้า 3, 6, 9 ชวนลูกเล่นสนุก การเล่นจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ ถ้าอยากให้ลูกฉลาดสมองดี ลองชวนลูกมาเล่นเกม หรือของเล่นที่กระตุ้นสมองลูกกันค่ะ เช่น เลโก้ ต่อบล๊อกไม้ ฯลฯ การได้ใช้เวลาเล่นกับลูกนอกจากลูกจะถูกกระตุ้นด้วยของเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการแล้ว พ่อแม่ลูกยังได้มีช่วงเวลาคุณภาพด้วยกันในแต่ละวันด้วย ถึงแม้จะยุ่งแค่ไหน แต่พ่อแม่ควรแบ่งเวลามาเล่นสนุกกับลูกให้ได้ทุกวันค่ะ สบสายตาสื่อรัก การจ้องมองสบตาลูกเป็นวิธีการแสดงความรักที่ง่ายที่สุด ลูกจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัยเมื่อได้มองใบหน้าของแม่ ดังนั้นไม่ว่าจะเล่นกับลูก หรือทำกิจกรรมอะไรด้วยกันกับลูก สิ่งสำคัญคือ จ้องมองเข้าไปในดวงตาของลูกด้วยความรักด้วย ไม่ว่าจะเป็นขณะอาบน้ำ เล่นของเล่น พูดคุยกัน โอบกอดสัมผัส การกอดสัมผัสลูก เพื่อแสดงความรักกับลูกทำให้ลูกรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และทำให้สมองกระตุ้นสารเคมีออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นสารเคมีแห่งความสุขออกมา ช่วยทำให้ลูกผ่อนคลาย ลดความเครียด สดใสอารมณ์ดี มีพัฒนาการสมวัย พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ถึงแม้ลูกจะโตแล้ว แต่การโอบกอดก็ยังสำคัญ เพราะนอกจากเป็นการแสดงความรักของแม่แล้ว การลูบคลำตามตัวลูกจะทำให้เส้นประสาทที่ผิวหนังมีการเชื่อมต่อส่งสัญญาณไปที่สมอง ทำให้เส้นใยในสมองของเด็กมีการพัฒนาแตกแขนงได้เต็มที่ มีผลกับความฉลาดของลูกอีกด้วย
การจดจำ, สมองพัฒนา, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
5 วิธีบอกรักแบบไม่ต้องมีคำว่ารักในแบบฉบับของลูก
img-over-post

5 วิธีบอกรักแบบไม่ต้องมีคำว่ารักในแบบฉบับของลูก

5 วิธีบอกรักแบบไม่ต้องมีคำว่ารักในแบบฉบับของลูก เจ้าตัวเล็กก็แอบมีมุมโรแมนติกนะคะ บางครั้งนอกจากการบอกรักพ่อแม่แล้ว ลูก ๆ ก็มีวิธีการแสดงความรักในแบบที่ไม่เหมือนใคร มาดูกันค่ะว่าถ้าลูก ๆ ทำแบบนี้แสดงว่าลูกอาจกำลังบอกรักแบบอ้อม ๆ อยู่ วาดรูปพ่อแม่ เชื่อว่าถ้าได้เห็นรูปที่ลูกวาดแล้วบอกว่านี่เป็นรูปของพ่อแม่ลูก หรือรูปครอบครัว ต้องปลื้มยิ้มไม่หุบ รีบหยิบมือถือมาถ่ายแล้วโพสต์ลงโซเชียลอวดให้โลกรู้แน่นอนใช่มั้ยคะ ยิ่งไปกว่าแววศิลปินในตัวลูกน้อยแล้ว รูปคุณพ่อคุณแม่ หรือรูปครอบครัวเนี่ยแหละค่ะ ที่เป็นการแสดงความรักความผูกพัน ความรู้สึกพิเศษของลูกกับแม่ ช่วยแม่ทำงานบ้าน ในวันที่แม่วุ่นกับการทำงานบ้าน ปัดกวาดเช็ดถู แล้วลูกน้อยเสนอตัวช่วยทำงานบ้าน แม้จะเป็นงานเล็ก ๆ น้อย ๆ คงทำให้แม่หายเหนื่อยได้เป็นปลิดทิ้งกับน้ำใจและความรักที่เจ้าตัวเล็กมอบให้ โอบกอด ปลอบโยนเมื่อแม่เศร้า ถึงแม้จะยังเด็กแต่ลูกก็เข้าใจความรู้สึกของผู้ใหญ่ได้นะคะ ในวันที่แม่มีเรื่องทุกข์ใจ หรือเครียด แล้วลูกน้อยเอื้อมมือน้อย ๆ มาเช็ดน้ำตาหรือโอบกอดแม่ไว้ คงเป็นยาวิเศษที่ช่วยเยียวยาใจแม่ได้ เตรียมอาหาร ยกน้ำมาเสิร์ฟ เห็นลูกใจดี เอาขนมมาให้แม่กิน ยกน้ำมาให้แม่ดื่ม ถ้าลูกไม่ได้เอาใจแม่หวังของเล่นชิ้นใหม่อยู่ นั่นแสดงว่าลูกกำลังบอกรักแม่ในแบบฉบับของเขาอยู่นะคะ แอบซื้อของขวัญ เขียนการ์ดให้แม่ ลูก ๆ เรียนรู้ว่าในวันพิเศษเขาจะได้ของขวัญ ได้รับรางวัลที่ทำให้มีความสุขจากพ่อแม่ ดังนั้นในวันพิเศษ เช่น วันพ่อ วันแม่ วันเกิด ลูก ๆ ก็อยากมอบของขวัญให้เหมือนกับที่ตัวเองเคยได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นแค่ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือ การ์ดที่ลูกทำเอง เขียนเอง เชื่อว่าคงทำให้มีความสุขแน่นอนค่ะ การแสดงความรักระหว่างกันในครอบครัว ลูก ๆ จะเรียนรู้ได้ก็ต้องเริ่มจากพ่อแม่ก่อนค่ะ ถ้าอยากให้ลูกเป็นเด็กที่มีความเอาใจใส่ มีน้ำใจต่อคนอื่น รู้จักการแสดงความรัก พ่อแม่ต้องแสดงออกและมอบความรัก ความมีน้ำใจให้ลูกเห็นก่อนค่ะ และเมื่อลูกโตขึ้นเขาจะสามารถแสดงความรักได้อย่างเหมาะสม
กิจกรรมเด็ก, พัฒนาการลูก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
5 เคล็ดลับเตรียมสมองลูกให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
img-over-post

5 เคล็ดลับเตรียมสมองลูกให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน

5 เคล็ดลับเตรียมสมองลูกให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน ตอนลูกกลับมาจากโรงเรียน พ่อแม่อย่างเราก็อยากได้ยินลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟังใช่ไหมคะว่า วันนี้เรียนอะไรมาบ้าง เล่นอะไรกับเพื่อน ช่วยครูทำอะไร ชอบหรือไม่ชอบทำอะไร อยากทำอะไร การส่งเสริมให้ลูกพร้อมเรียนรู้ที่โรงเรียน จนกลายเป็นความจำ ทักษะ และความสามารถต่างๆ เริ่มที่พ่อแม่นะคะ และนี่คือ 5 เคล็ดลับเตรียมสมองลูกให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวันจากโรงเรียน ไปลุยกันเลยค่ะ 1. อ่านหนังสือเล่านิทานเป็นประจำ การอ่านหรือเล่านิทานให้ลูกฟังจะช่วยให้ลูกใช้ความคิด จินตนาการ และนำตัวอย่างจากนิทานไปใช้ในชีวิตประจำวัน รู้จักเชื่อมโยงคำศัพท์กับภาพต่าง ๆ และมีจินตนาการที่กว้างไกลขึ้น ทำให้ลูกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่โรงเรียนได้ทุกวัน 2. ฝึกสมองผ่านการเล่นเกม คุณพ่อคุณแม่ลองหาเกมที่เหมาะกับวัยลูกมาติดบ้านไว้ เกมมีหลายประเภท เช่น เกมปริศนา (Puzzle Games) ช่วยพัฒนาทักษะทางความคิดหรือสติปัญญาผ่านการแก้ปัญหา การคิดเป็นเหตุเป็นผล เกมฝึกความจำ (Memory Games) ช่วยฝึกฝนการจดจำ กระตุ้นพัฒนาการสมองและสายตา 3. นอนเป็นเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ หลับสนิทดีในแต่ละคืนช่วยตระเตรียมสมองลูกให้พร้อมในการเริ่มวันใหม่ เมื่อลูกได้นอนหลับสนิท หลับอย่างมีคุณภาพ ไม่ได้หลับๆ ตื่นๆ จะทำให้ตื่นมาสดใส ไม่ง่วงหรือซึม สะลึมสะลือระหว่างวัน พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดี ช่วงเวลาที่ลูกนอนหลับเป็นช่วงที่ช่วยให้สมองจัดระบบความทรงจำให้เข้าที่เข้าทาง เด็ก 2-3 ขวบ ควรนอนวันละประมาณ 12-13 ชั่วโมง และเมื่อโตขึ้นชั่วโมงการนอนก็จะค่อย ๆ ลดลง 4. เลี้ยงลูกให้มีความสุข ไม่เครียด การเลี้ยงดูหรือสภาพแวดล้อมในบ้านก็มีผลกับสมองของลูก บ้านที่เป็นระเบียบจะทำให้ลูกมีสมาธิมากกว่าบ้านที่รก และเด็กที่รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข ไม่เครียด จะทำให้การทำงานของคลื่นสมองลูกช้าลง ซึ่งคลื่นสมองระหว่าง 8 – 13.9 Hz หรือที่เรียกว่าคลื่นสมองระดับอัลฟ่า (Alpha Brainwave) เป็นสภาวะที่ลูกรู้สึกสงบ มีสมาธิ ช่วยให้ลูกสามารถเรียนรู้ได้ดี จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้รวดเร็ว มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น 5. ให้ลูกดื่มนมแพะเป็นประจำดีต่อสมอง ในนมแพะมี ดีเอชเอ และเออาร์เอ ซึ่งเป็นองค์ประสอบสำคัญที่ช่วยพัฒนาสมองและการมองเห็น มีโอเมก้า 3 6 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยในการทำงานของสมอง มีโคลีนช่วยสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท ช่วยพัฒนาการเรียนรู้และความจำ ดังนั้นการให้ลูกดื่มนมแพะเป็นประจำนอกจากดีกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกายแล้วยังดีกับสมองของลูกด้วย นมแพะดีจีห่วงใยสุขภาพเด็กๆ ดื่มนมแพะวันละ 2 แก้วเช้าเย็น เพื่อสารอาหารครบถ้วนและเพิ่มพลังสมองพร้อมเรียนรู้ในทุกวันนะคะ
กิจกรรมพัฒนาสมอง , ทักษะ, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
เวิร์คจนต้องบอกต่อ! 6 เทคนิคกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี
img-over-post

เวิร์คจนต้องบอกต่อ! 6 เทคนิคกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี

เวิร์คจนต้องบอกต่อ! 6 เทคนิคกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี บ้านไหนมีลูกในวัย 1- 2 ปีบ้างคะ วัยนี้กำลังซน ซ่า และอยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกอย่างเลยจริงไหมคะ ช่วงนี้จึงเหมาะสมมาก สำหรับการกระตุ้นการทำงานของสมองลูกให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความสามารถในการจดจำค่ะ แต่ก่อนที่จะกระตุ้นสมองลูกดี เรามาดูกันก่อนว่าลูกอายุ 1-2 ปี ของเราเขาทำอะไรได้บ้าง ลูกวัย 1 – 2 ปี สามารถจดจำได้มากขึ้น ถ้าพ่อแม่เอาของไปซ่อนไว้ใต้ผ้าห่ม ลูกจะสามารถค้นเจอได้เพียงเห็นการซ่อนครั้งเดียว นอกจากนี้เขายังจำผลของการกระทำสิ่งต่างๆ ที่ง่ายๆ ได้ เช่น กดปุ่มนี้แล้วเดี๋ยวจะมีตุ๊กตาโผล่ออกมาจากกล่อง ลูกวัยนี้จำได้ว่าใครที่แสดงความรักกับเขา เช่น จำได้ว่าถ้าพ่อมาหาก็จะมาอุ้มและจะรู้สึกไม่พอใจถ้าต้องถูกอุ้มไปจากพ่อแม่ หรือคนที่แสดงความรักกับตัวเอง ลูกวัยนี้สามารถจดจำและเลียนแบบท่าทางของพ่อแม่ หรือคนรอบข้างได้ เช่น หยิบโทรศัพท์มากดปุ่มหรือแนบหูโทรศัพท์เหมือนกำลังคุยโทรศัพท์จริงๆ ลูกวัยนี้สามารถแสดงออกได้แล้วว่าถนัดซ้าย หรือถนัดขวา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สังเกตได้จากการจับของเล่น การจับช้อนรับประทานอาหารของเขา ลูกวัยนี้สามารถจดจำคำศัพท์ได้หลายคำ และพยายามสื่อสารออกมาเป็นคำพูดด้วยการพยายามเรียบเรียงขึ้นเองและการพูดเลียนแบบพ่อแม่ เช่น ปาปา มามา เป็นต้น วิธีกระตุ้นสมองลูกวัย 1-2 ปี ให้ลูกได้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อที่ร่างกายจะได้นำไปใช้ในการเสริมสร้างเซลล์สมอง สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดโรค เช่น ฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน ดูแลเรื่องมลภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะสามารถส่งผลร้ายต่อการพัฒนาของสมองลูก สร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ลูกมีความสุข อบอุ่น ปลอดภัย เพราะลูกมีความสุข สมองจะพัฒนาดี พูดคุย เล่านิทาน และอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมช่วยพัฒนาสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการคิด ภาษา การสื่อสาร รวมทั้งนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศให้ลูกเกิดความอยากรู้ อยากหาคำตอบ เช่น ถามคำถามง่ายๆ ว่าของสิ่งนี้อยู่ตรงไหน ใช้ทำอะไร หรือเล่นเกมความจำให้ลูกจำว่าเห็นภาพอะไร แล้วหาให้พบ เพื่อกระตุ้นสมองของเขา เปิดโอกาสให้ลูกได้ "เล่น" เต็มที่อย่างไม่ปิดกั้น เพราะการเล่นคือการสำรวจ การทำความเข้าใจ และการเรียนรู้กับโลกที่อยู่รอบตัวเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์ภายนอกและคอยดูไม่ให้เขาได้รับอันตรายจากการเล่นที่อาจจะเกิดขึ้น
การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับลูก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน
img-over-post

5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน

5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน พ่อแม่หลายคนมีปัญหาเมื่ออยากจะเริ่มสอนลูกอ่าน เขียน หรือทำการบ้าน แต่ลูกไม่มีสมาธิ หรือไม่สนใจที่จะเรียนรู้ แตกต่างจากเวลาอยู่ที่โรงเรียน ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องทำความเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้แตกต่างจากผู้ใหญ่ เขามีความสนใจอยากรู้อยากเห็นเรื่องต่าง ๆ ตลอดเวลา เมื่อสิ่งที่ทำไม่น่าสนใจหรือมีอย่างอื่นให้ทำให้เล่น ลูกก็จะหันไปทำอย่างอื่นแทน ทำให้ดูเหมือนว่ามีสมาธิจดจ่อได้น้อย ซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่ แล้วจะมีเทคนิค เคล็ดลับสร้างสมาธิให้ลูกวัยนี้อย่างไรได้บ้าง 5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิเมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน 1. เล่นเกมฝึกสมาธิ เกมเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของลูกได้ดี การเลือกเกมที่เหมาะสมมาเล่นกับลูก จะช่วยฝึก หรือกระตุ้นให้ลูกมีสมาธิเพิ่มขึ้น เช่น เกมจับผิดภาพ หาภาพที่แตกต่าง เกมต่อจิ๊กซอว์ หรือการต่อเลโก้ อาจจะเริ่มจากเกมง่าย ๆ ที่ใช้เวลาในการเล่นไม่นาน แต่ควรเล่นให้จบเพื่อให้ลูกเรียนรู้ที่จะมีสมาธิจดจ่อจนสำเร็จลุล่วง 2. ทำบ้านให้สงบตัดสิ่งรบกวน สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญกับสมาธิ ลองทำบ้านให้เงียบลง ปิดทีวี ไม่เดินไปเดินมา ส่งเสียงดังรบกวน ปรับไฟ ปรับแสงในบ้านให้สว่างพอดี และเลือกเปิดเพลงคลอเบา ๆ ระหว่างลูกอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน จะช่วยให้ลูกมีสมาธิดีกว่าให้เงียบสนิทไปเลย 3. ลดหรืองดดูทีวีเล่นมือถือ การให้ลูกดูทีวี หรือเล่นมือถือ แท็บเล็ตนานเกินไป ก็ทำให้ลูกขาดสมาธิได้ เพราะภาพจากหน้าจอที่เปลี่ยนไปมาจะกระตุ้นให้จดจ่อมีสมาธิได้น้อยลง ถ้าให้ลูกงดดูทีวีไม่ได้ลองปรับเวลาให้ลูกดูทีวีหรือเล่นมือถือ แท็บเล็ตเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ต่อวัน ประมาณวันละ 30-45 นาทีต่อวันพอ และชวนลูกทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน 4. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารก็สำคัญกับสมาธิของลูก ควรหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูงซึ่งส่งผลต่อสมองและการเรียนรู้ของลูก ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ ถั่ว นม และผักผลไม้ 5. กำหนดเป้าหมายสั้นๆในผู้ใหญ่มีสมาธิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 42 นาที แต่สมาธิในเด็กจะสั้นกว่าผู้ใหญ่ อาจจะอยู่ที่ 15-20 นาที ดังนั้นถ้าจะให้ลูกมีสมาธิทำอะไรควรกำหนดเป้าหมาย หรืองานให้ลูกทำในระยะเวลาสั้น ๆ ที่คาดว่าลูกจะทำได้ เช่น ถ้าให้ทำการบ้านอาจจะให้ลูกทำแค่ 1 บทเรียนสั้น ๆ หรือให้วาดรูป ระบายสี 1 หน้า เพราะยิ่งพยายามบังคับให้ลูกทำเกินเวลาไป สมาธิจดจ่อของลูกก็ยิ่งน้อยลง และอาจทำให้รู้สึกไม่ชอบการเรียนได้
พัฒนาการลูก, การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
 3 กิจกรรมเล่นสนุกกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กฝึกใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน 
img-over-post

 3 กิจกรรมเล่นสนุกกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กฝึกใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน 

3 กิจกรรมเล่นสนุกกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กฝึกใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน กล้ามเนื้อมัดเล็ก คือกล้ามเนื้อมือ ซึ่งใช้ในการหยิบจับต่าง ๆ การกระตุ้นฝึกฝนให้กล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรง จะช่วยให้ลูกใช้นิ้ว ใช้มือหยิบจับได้ดี และหากเลือกกระตุ้นด้วยกิจกรรมที่เหมาะสม ยังเป็นการฝึกฝนการใช้มือและสายตาให้สัมพันธ์กันอีกด้วย ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีที่เด็กจะพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทั้งการเขียน การเรียน และการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน 1. กระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยคลิปหนีบกระดาษ อุปกรณ์ คลิปหนีบกระดาษสีต่าง ๆ กระดาษสีตามสีของไม้หนีบ ตัดเป็นวงกลม ฝึกอย่างไร ตัดกระดาษเป็นวงกลม หรือรูปทรงต่าง ๆ ให้ลูก ๆ ใช้คลิปหนีบกระดาษสีต่าง ๆมาหนีบที่กระดาษให้สีตรงกัน หรือแล้วแต่จะสร้างสรรค์ ลูกจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยการหนีบคลิปไปบนกระดาษ และยังได้เรียนรู้เรื่องสีต่าง ๆ พร้อมกับฝึกใช้สายตาและมือให้สัมพันธ์กันขณะที่หนีบ หรือจะนำคลิปมาให้ลูกร้อยต่อ ๆ กันก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เล่นกับลูกเพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กของนิ้วมือได้เช่นกัน 2. ปั้นดินปั้นแป้งฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก อุปกรณ์ แป้งโดว์ หรือ ดินน้ำมันสำหรับปั้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ฝึกอย่างไร การให้ลูกปั้นดิน ปั้นแป้งโดว์ เป็นกิจกรรมที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ถูกใจที่สุด การปั้นเป็นการฝึกและกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ง่ายที่สุด ขณะที่ปั้นหรือขยำดิน กล้ามเนื้อจะได้ออกแรงมากขึ้นเป็นการฝึกความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และการปั้นยังช่วยส่งเสริมจินตนาการของเด็ก ๆ ด้วย เมื่อลูก ๆ ปั้นเสร็จลองชวนคุยให้ลูกเล่าเรื่องราวของสิ่งที่ลูกปั้นด้วย 3. ฝึกคีบพัฒนาการกล้ามเนื้อและสายตา อุปกรณ์ ทีคีบอาหารขนาดพอดีมือลูก หรือ ตะเกียบฝึกคีบสำหรับเด็ก สิ่งของหรือขนม ผลไม้ชิ้นเล็กๆ ฝึกอย่างไร ฝึกลูกใช้มือคีบสิ่งของด้วยที่คีบอาหาร หรือตะเกียบฝึกคีบ อาจจะลองเอาขนมหรือผลไม้ใส่ในจานหลาย ๆ จาน แล้วให้ลูกใช้ที่คีบแยกสิ่งของหรือของกินในจานต่าง ๆ การฝึกคีบจะช่วยฝึกกล้ามเนื้อมือการบังคับกล้ามเนื้อและสายตาให้สัมพันธ์กัน และยังฝึกเรื่องสมาธิของลูกได้ด้วย เพราะขณะที่คีบต้องเกร็งกล้ามเนื้อและมีสมาธิไม่ให้ของตกหล่น
กิจกรรมเด็ก, พัฒนาการลูก, การกระตุ้นกล้ามเนื้อมือ, นมแพะ ดีจี, นมแพะ DG
ลูกรักลายมือสวย เพราะฝึกกล้ามเนื้อมือ
img-over-post

ลูกรักลายมือสวย เพราะฝึกกล้ามเนื้อมือ

ลูกรักลายมือสวย เพราะฝึกกล้ามเนื้อมือ เด็กๆ เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียนแล้วทุกคนจะต้องมีการจับดินสอขีดเขียน แต่ที่น่าตกใจคือมีเด็กหลายคนที่จับดินสอเขียนหนังสือไม่ถูกวิธี ส่วนหนึ่งเกิดจากการกล้ามเนื้อมือไม่ถูกฝึกตั้งแต่เล็กๆ ขณะเดียวกันการเล่นโทรศัพท์มือถือหรือแท็ปเล็ตของเด็กๆ ก็มีส่วนทำให้พวกเขาจับดินสอผิดวิธีเช่นกัน วิธีจับดินสอให้ถูกต้อง ขั้นแรก ให้เด็กถือดินสอไว้ด้วย 3 นิ้ว คือนิ้วกลาง นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ขั้นที่สอง ให้ดินสออยู่บนข้อนิ้วกลาง และจะถูกบีบอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ขั้นตอนที่สาม นิ้วก้อยและนิ้วนางวางพักอยู่บนโต๊ะ จากนั้นเมื่อเด็กๆ จับดินสอถูกต้องแล้ว ในการเลี้ยงลูกแบบ Advance เราต้องฝึกทักษะการเขียนให้ลูกเพิ่มค่ะ วาดภาพที่ลูกชอบ เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการการเรียนรู้ไม่เท่ากัน เด็กในวัยเดียวกันอาจจะเขียนหนังสือได้ไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนจะให้ลูกขีดเขียนได้ เราต้องฝึกให้เขาจับดินสอให้ถูกต้องเสียก่อนค่ะ เขียนตามเส้นประ เป็นวิธีฝึกเขียนง่ายๆ นอกจากจะช่วยควบคุมลายมือแล้ว ยังสร้างช่วยสมาธิให้ลูกด้วยค่ะ ฝึกเขียนเป็นตัวอักษร เริ่มจากเขียนตัวอักษรตามเส้นประ แล้วเปลี่ยนเป็นตัวอักษรที่ไม่มีเส้นประ เช่น ตัวอักษร พยัญชนะ ตัวเลข ฝึกเขียนชื่อตัวเอง เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เด็กๆ มักจะสนใจตัวเอง และการเขียนชื่อตัวเองได้ย่อมเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจของเขา กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมือ นอกจากการฝึกเขียนเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว คุณแม่ยังสามารถฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกได้ด้วยการเล่นด้งนี้ค่ะ เล่นตัวต่อ ไม่ว่าจะเป็นบล็อกไม่ จิ๊กซอว์ หรือเลโก้ ก็ช่วยให้เด็กพัฒนากล้ามเนื้อมือได้ เพราะทั้งลักษณะรูปทรงของบล็อกเอง รูปแบบการเล่นเอง ทำให้เด็กๆ ได้จับและเคลื่อนไหวนิ้วมือตลอดเวลา ปั้นแป้งโดว์ ของเล่นที่หาซื้อง่าย มีหลายสี เอาไว้ให้ลูกปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ฝึกกล้ามเนื้อมือ พับกระดาษ ลองเลือกแบบง่ายๆ และกระดาษที่สีสันสดใส โดยให้ฝึกไปพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ด้วย ร้อยลูกปัด นอกจากจะฝึกเรื่องการหยิบจับสิ่งของแล้ว ยังเสริมสร้างสมาธิให้กับลูกด้วย โดยอาจใช้ลูกปัดที่มีรูใหญ่เล็กน้อยเพื่อให้เด็กๆ ร้อยง่ายขึ้น แม้อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ข้อดีของการจับดินสอที่ถูกต้องนั้น นอกจากจะทำให้ลูกเขียนหนังสือด้วยลายเส้นที่มั่นคงแล้ว ยังช่วยให้ลายมือสวย อ่านออกง่าย แถมยังทำให้เขาเขียนหนังสือได้นาน เพราะเมื่อจับดินสอถูกวิธีก็จะทำให้เมื่อยมือน้อยลง หมดปัญหาลูกไม่ชอบเขียนหนังสือแล้วละค่ะ อ้างอิง http://www.wattanasatitschool.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=1217786 http://www.catdumb.com/how-to-hold-pen-cil-290/
สอนลูกจับดินสอ, การกระตุ้นกล้ามเนื้อมือ, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
ฝึกวินัย รอคิว เข้าสังคม 3 ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูกก่อนเข้าโรงเรียน
img-over-post

ฝึกวินัย รอคิว เข้าสังคม 3 ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูกก่อนเข้าโรงเรียน

ฝึกวินัย รอคิว เข้าสังคม 3 ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูกก่อนเข้าโรงเรียน ก่อนเข้าโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจคิดว่าลูกจะต้องอ่านออกเขียนได้ เวลาเรียนหนังสือจะได้ทันเพื่อนทันครู แต่ความจริงแล้วทักษะเหล่านั้นยังไม่มีความจำเป็นค่ะ เพราะก่อนที่จะไปโรงเรียน เด็กๆ ต้องเรียนรู้ทักษะการเข้าสังคมเสียก่อน โดยเฉพาะ วินัย การรอคอย และการเข้าสังคม เป็นทักษะพื้นฐานของการอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่จะติดตัวลูกตั้งแต่เล็กไปจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่เลยละ วินัย เริ่มต้นที่บ้าน เมื่อต้องอยู่ร่วมกันในสังคม ทุกคนต้องต้องมีวินัย เพื่อให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อย วินัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถบ่มเพาะเขาได้ เช่น ให้ลูกกินข้าวตรงเวลา ตื่นนอนและเข้านอนตรงเวลา อาบน้ำตรงเวลา ขับถ่ายเป็นเวลา หรือแม้แต่คุณพ่อคุณแม่เอง ก็ต้องรักษาเวลากับลูกด้วย รอคอย ทักษะที่ลูกต้องเรียนรู้ เด็กที่ไม่รู้จักรอคอยหากปล่อยไว้นานๆ ย่อมส่งผลไม่ดีต่อในอนาคตเป็นแน่ เพราะหากลูกไม่รู้จักการรอคอย รออะไรนานๆ ไม่ได้ เมื่อลูกโตขึ้นไปย่อมมีแนวโน้มชอบแซงคิว เอาเปรียบผู้อื่น และอาจก่อปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก ซึ่งถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนี้ เคล็ดลับการเลี้ยงลูกแบบ Advance ก็คือ ให้ลูกได้เล่นกับเพื่อนบ่อยๆ ถ้าลูกอยากเล่นของเล่นที่เพื่อนเล่นอยู่ ควรสอนให้ลูกรอให้เพื่อนเล่นเสร็จก่อนแล้วค่อยเล่นต่อ หรือทุกครั้งที่ไปซื้อของ เมื่อต้องเข้าคิวจ่ายเงินควรให้ลูกอยู่ในคิวด้วย แล้วสอนเขาถึงสิทธิ์ของคนที่มาก่อนมาหลังด้วย เข้าสังคม ต้องค่อยๆ ฝึก โดยเฉพาะทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เป็นทักษะเบื้องต้นที่จะทำให้ลูกเรียนรู้กติกามารยาทของการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกง่ายๆ เช่น การพาลูกไปพบปะผู้คน พาไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ที่สวนสาธารณะ พาไปเยี่ยมญาติ พาไปทานข้าวนอกบ้าน พาไปซื้อของ หรือแม้แต่การพาลูกไปที่ทำงาน เด็กๆ จะได้เรียนรู้กติกามารยาทการเข้าสังคม รวมถึงความหลากหลายของสังคมแต่ละที่ เขาจะรู้ว่าในสังคมแต่ละแห่งนั้นจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเมื่อต้องเข้าโรงเรียน ลูกก็จะรู้จักปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เพื่อนๆ และคุณครูที่โรงเรียนได้ ทั้ง 3 ทักษะนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกได้ตั้งแต่เล็กๆ เพื่อให้เขาคุ้นชินและเมื่อถึงเวลาที่จะต้องเข้าโรงเรียนจริงๆ ลูกจะได้ปรับตัวได้ง่ายค่ะ อ้างอิง https://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9600000066641
สอนลูกให้มีวินัย, ทักษะก่อนเข้าโรงเรียน, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
10 กิจกรรมเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่เด็กวัยคิดส์
img-over-post

10 กิจกรรมเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่เด็กวัยคิดส์

10 กิจกรรมเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่เด็กวัยคิดส์ เด็กๆ เมื่อถึงวัยกระโดดโลดเต้นแล้วกิจกรรมส่วนใหญ่ของเขาก็คงจะหนีไม่พ้นการวิ่งเล่น ปีนป่าย กลิ้งตัว กระโดดไปมา สารพัดกิจกรรมที่เจ้าตัวอยากจะเล่นได้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อมัดมัดใหญ่ของเด็กๆ เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เคลื่อนไหวได้คล่อง ยังช่วยให้ทรงตัวได้ดีอีกด้วย 10 กิจกรรมเสร้มสร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ม้าโยก นอกจากจะสนุกเพลิดเพลินแล้ว ยังช่วยฝึกการทรงตัวให้ลูกด้วย รถลาก เมื่อต้องลากรถเดินไปมา ลูกจะได้ฝึกกล้ามเนื้อแขนและขา ยิ่งถ้ามีจุดหมายเข้ามาเป็นตัวกำหนด เช่นลากไปหาคุณพ่อที่อยู่ใกล้แล้วลากไปหาคุณแม่ที่อยู่ไกลออกไป นอกจากความสนุกลูกยังได้เรียนรู้เรื่องของระยะทางด้วย ปั่นจักรยานสามล้อ ช่วยเรื่องการทรงตัวและยืดหยุ่นกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี เดินขึ้น-ลงบันได อาจเป็นขั้นเล็กๆ ไม่สูงนัก เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยคุณพ่อคุณแม่คอยดูใกล้ๆ ระวังไม่ให้ลูกตกหรือเกิดอันตราย เล่นกิจกรรมเข้าจังหวะ เช่น ร้อง เล่น เต้น รำ หรือให้ลูกได้ออกกำลังกายอย่างอิสระ ได้ความสนุกเพลิดเพลินไม่น้อย วิ่งเล่นนอกบ้าน สำหรับบ้านที่มีสนามหญ้าหรือสวนเล็กๆ ในบ้านจะให้ลูกวิ่งในบริเวณบ้านก็ได้ หากมั่นใจว่าสนามหญ้าหน้าบ้านไม่มีหนาม ตะปู เศษแก้ว ที่เป็นอันตรายต่อลูก จะให้ลูกถอดรองเท้าวิ่งก็ได้ เพราะนอกจากจะได้บริหารกล้ามเนื้อแล้วยังช่วยฝึกประสาทสัมผัสด้วย เดินทรงตัวบนไม้กระดาน หากไม่มีไม้กระดานจะใช้เสื่อ กระดาษ หรือผ้ามาพับให้เป็นแผ่นเล็กๆ แล้วปูเป็นทางยาวให้ลูกฝึกเดินทรงตัวก็ได้ พาลูกไปว่ายน้ำ การว่ายน้ำนอกจากจะทำให้เด็กได้ออกกำลังกาย ยังเป็นการบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรงอีกด้วย เตะบอลในร่ม เด็กๆ ไม่จำเป็นต้องออกไปเตะบอลในที่แจ้ง หรือใช้พื้นที่เยอะๆ ในการเล่น อาจอาศัยแค่ลานร่มใต้ต้นไม้ หรือพื้นที่ว่างใต้ตึก เตะบอลรับส่องกับคุณพ่อคุณแม่ เท่านี้ก็ได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่แล้ว ปีนต้นไม้ กิจกรรมยอดฮิตอีกอย่างของเด็กๆ เพราะนอกจากความสนุกท้าทายแล้ว การปีนต้นไม้ยังช่วยฝึกทักษะการทรงตัว ฝึกการใช้มือการจับเกาะกิ่งไม้ ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ไปพร้อมๆ กัน เพียงแต่ต้องระวังต้นไม้สูงๆ และกิ่งไม้ที่เปราะบางหักง่าย กิจกรรมที่ยกมาเบื้องต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่คุณพ่อคุณแม่จะนำไปปรับใช้กับลูก ซึ่งโดยรวมแล้วต้องคำนึงถึงความพร้อม และพัฒนาการของลูกด้วยว่าสามารถทำได้หรือไม่ ที่สำคัญ ในการเลี้ยงลูกแบบ Advance จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกด้วย
การเล่นเสริมทักษะ, กิจกรรมสำหรับเด็ก, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG
เสริมทักษะตามวัยให้ลูกอนุบาล ฝึกแบบนี้ดีกับพัฒนาการ
img-over-post

เสริมทักษะตามวัยให้ลูกอนุบาล ฝึกแบบนี้ดีกับพัฒนาการ

เสริมทักษะตามวัยให้ลูกอนุบาล ฝึกแบบนี้ดีกับพัฒนาการ ลูกวัยอนุบาล หรือในช่วง 3-6 ขวบ เป็นช่วงที่ลูกเริ่มเข้าโรงเรียน และเริ่มมีสังคม เริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น ทักษะตามวัยที่สามารถฝึกฝน หรือช่วยกระตุ้นลูกได้ในช่วงวัยอนุบาลมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างเหมาะกับช่วงอายุที่แตกต่างกัน เพราะจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการตามแต่ละช่วงวัย กิจกรรมเสริมทักษะวัย 3 ขวบ สำหรับเด็กวัยนี้เป็นช่วงวัยอนุบาล เด็กบางคนเริ่มเข้าเรียนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องสามารถทำตามคำสั่งได้ และสามารถเรียบเรียงพูดเป็นประโยคต่าง ๆ รู้เรื่องแล้ว และสามารถจัดดินสอวาดเขียนได้บ้างแล้ว ฝึกทักษะการสื่อสาร การฟังและรับคำสั่งต่าง ๆ เช่น ใช้คำพูดสั่งพร้อมกับช่วยให้ลูกทำตามคำสั่งง่าย ๆ เช่น เปิดประตูให้แม่หน่อย ให้ลูกหยิบของต่าง ๆ เป็นต้น ฝึกวาดวงกลม หยิบกระดาษ สีเทียน ออกมาให้ลูกได้ขีดเขียนตามใจ และวาดวงกลมให้ลูกค่อย ๆ วาดตาม อาจจะค่อย ๆ จับมือลูกวาดตามก่อนในช่วงแรก แล้วลองบอกให้ลูกวาดด้วยตัวเอง สอนให้ลูกเปลี่ยนเสื้อผ้า เริ่มจากง่าย ๆ เช่น การถอดกางเกง และการใส่กางเกง โดยค่อย ๆ บอกเป็นขั้นตอนให้ลูกทำตามช้า ๆ และคอยช่วยเหลือบ้าง ทำเป็นประจำให้ลูกเรียนรู้และทำเองได้ กิจกรรมเสริมทักษะวัย 4 ขวบ วัยนี้ลูกเริ่มเรียนรู้เรื่องเพศ เริ่มรู้จักความแตกต่างของเพศ ของเด็กชาย เด็กหญิง ลูกควรสามารถแยกความแตกต่างของขนาด ของระยะต่าง ๆ ได้ เช่น ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ โดยพ่อแม่สามารถส่งเสริมทักษะ หรือพัฒนาการลูกในวัยนี้ได้ดังนี้ ใหญ่หรือเล็ก สอนเรื่องขนาดให้กับลูก โดยใช้ของเล่น 2 ขนาด บอกลูกว่า “ชิ้นนี้ใหญ่” “ชิ้นนี้เล็ก” แล้วให้ลูกลองเปรียบเทียบของชิ้นอื่น ๆ ดูบ้าง กรรไกรตัดกระดาษ ฝึกฝนการบังคับกล้ามเนื้อมัดเล็ก และสอนเรื่องรูปทรงต่าง ๆ ลูกควรใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมได้ โดยอาจจะค่อย ๆ จับมือลูกก่อนในช่วงแรก และค่อย ๆ ให้ลูกลองใช้กรรไกรตัดเอง เลือกใช้กรรไกรสำหรับเด็กที่ไม่อันตราย ทายสิ หญิงหรือชาย สอนให้ลูกรู้ถึงความแตกต่างของเพศชายและหญิง โดยอาจจะใช้จากพื้นฐานการเรียนรู้ง่าย ๆ ที่ยังไม่ต้องซับซ้อนมาก เช่น ดูจากการแต่งตัว ทรงผม ลักษณะภายนอก และบอกให้ลูกรู้ว่าตัวเองเป็นเพศอะไร แล้วลองให้ลูกทายโดยการชี้ที่เด็กคนอื่น ๆ ว่าเป็นเด็กหญิง หรือเด็กชาย แม่อาจจะค่อย ๆ เริ่มสอนเรื่องอวัยวะต่างๆ ที่แสดงความเป็นเด็กชาย เด็กหญิง ตอนอาบน้ำให้ลูกไปด้วย กิจกรรมเสริมทักษะวัย 5 ขวบ วัยนี้เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง รู้จักเรียนรู้ เลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ รอบตัว เล่นบทบาทสมมติ ให้ลูกเรียนรู้บทบาทของผู้ใหญ่ หรือของตัวเองผ่านการเล่น บทบาทสมมติ กับเพื่อน ๆ เช่น เล่นเป็นหมอ คนไข้ หรือ เล่นขายของ เล่นเป็นพ่อแม่ เล่นเป็นครู เพื่อส่งเสริมทักษะการเข้าสังคมให้กับลูก หรือถ้าลูกเล่นกับเพื่อนแล้วทะเลาะกัน เป็นเรื่องธรรมดาในวัยนี้ พ่อแม่ควรลองเฝ้าดูห่าง ๆ ให้เด็ก ๆ แก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน ฝึกเล่าเรื่อง สื่อสารเป็นเรื่องราว พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกได้ฝึกการสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนหรือเป็นเรื่องยาวขึ้น เช่น เมื่อเล่านิทาน หรือให้ลูกดูการ์ตูนแล้ว ให้ลูกเล่าเรื่องในนิทานให้ฟัง หรือพูดคุยเรื่องราวในชีวิตประจำวัน เช่น ที่โรงเรียนเกิดอะไรขึ้นบ้าง พยายามคุยโต้ตอบ ให้ลูกสามารถถ่ายทอดความรู้สึก ความต้องการของตัวเองได้มากที่สุด กิจกรรมเสริมทักษะวัย 6 ขวบ เด็กในวัยนี้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น สามารถคิดหาเหตุผล แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมากขึ้น บอร์ดเกม ฝึกแก้ปัญหา เลือกเกมที่เหมาะกับวัย และเล่นด้วยกันได้ทั้งครอบครัว บอร์ดเกมจะช่วยลูกฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา และยังช่วยให้ลูกห่างจากหน้าจอ ห่างจาก YouTube อีกด้วย พาลูกไปเล่นกีฬา ลูก ๆ วัยนี้กล้ามเนื้อต่าง ๆ มีความสมบูรณ์แข็งแรงขึ้นมาก สามารถเล่นกีฬาที่ต้องออกแรงใช้พละกำลังได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เรียนรู้ กฎ กติกา มารยาท ระเบียบต่าง ๆ ได้ด้วย ช่วยทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้ลูกรู้จักความรับผิดชอบ ลองมอบหมายหน้าที่ประจำให้ลูก เช่น กวาดบ้าน หรือดูแลรดน้ำต้นไม้ ทิปส์ เลือกกิจกรรมที่ลูกสนใจ และรู้สึกสนุก จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะลูกได้มากกว่าการบังคับ ไม่ต้องใช้ของเล่นราคาแพง เลือกของที่มีอยู่ในบ้านมาใช้เล่นกับลูก เพราะเด็ก ๆ อาจจะยังไม่มีสมาธิหรือจดจ่อได้นานพอ ลูกวัยอนุบาลในวัยที่กำลังเรียนรู้ ควรได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ในนมแพะมีสารอาหารครบถ้วนที่มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง นมแพะมีโปรตีนและไขมันที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรง มีน้ำหนักตัวดี ที่สำคัญนมแพะมีพรีไบโอติก ที่มีพรีไบโอติก (Prebiotics) หรือใยอาหาร ชนิด Oligosaccharides เช่น Inulin & Oligofructose เป็นใยอาหารที่จะไม่ถูกย่อย และไม่ถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร แต่จะถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ อย่างแล็กโทบาซิลลัส และไบฟิโดแบคทีเรีย ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้ลูกได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรงเต็มที่ มีพัฒนาการดีสมวัย
พาลูกออกไปนอกบ้าน, สอนลูกเขียนหนังสือ, นมแพะ ดีจี, พัฒนาการเด็ก, นมแพะ DG