• 1608 banner gold
  • 16 08 StarChallenge
  • 16 08 RL Banner 2
  • DG Banner Web 994x318
  • 14 12 banner DG Update

แม่ตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ 1-3 เดือน

 

แม่ตั้งครรภ์ 1-3 เดือน

แม่ตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 1-3 เดือนมีการเปลี่ยนแปลงและต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ

 

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

•    หญิงตั้งครรภ์ จะรู้สึกได้ว่าหัวใจทำงานหนักขึ้น ตัวอุ่นขึ้น เหงื่อออกง่ายขึ้น เพราะตอนนี้ร่างกายมีปริมาณเลือดเพิ่มขึ้นและต้องหายใจเผื่อน้องในครรภ์นั่นเอง

•    เต้านมของ หญิงตั้งครรภ์ ขยายใหญ่ขึ้น อาจจะรู้สึกคัดตึงเต้ามนมขึ้นเพราะมีเลือดไปเลี้ยงบริเวณเต้านมมากขึ้น

•    ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นเพราะมดลูกเริ่มขยายไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ แต่เอวและสะโพกอาจจะยังไม่ผายออกมาก

•    อาจมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายขึ้น เช่น หงุดหงิด หรืออยากทานอะไรมากขึ้น รวมถึงมีอาการแพ้ท้องซึ่งคุณแม่แต่ละคนจะมีอาการแพ้ท้องที่ต่างกัน และมีอาหารแพ้มากน้อยต่างกันด้วย


การเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ์

•    ช่วง 6 สัปดาห์แรกทารกน้อยจะมีลักษณะคล้ายกุ้ง แต่สามารถแยกได้ว่าส่วนใดคือศีรษะ ลำตัว และแขนขา

•    ช่วง 10 สัปดาห์ ทารกน้อยเริ่มมีการพัฒนาของสมองและไขสันหลัง ลำตัวแขนขาเริ่มยืดยาวขึ้น อวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น หัวใจ กระเพาะอาหาร ตับ ม้าม สำไส้ เริ่มมีการพัฒนาและทำงาน อัตราการเต้นของหัวใจทารกน้อยจะเต้นเร็วกว่าคุณแม่ประมาณ 1 เท่าตัว และเริ่มมีการตอบสนองกับสิ่งเร้านอกครรภ์คุณแม่ แต่คุณแม่จะยังไม่รู้สึกว่าน้องกำลังดิ้นอยู่

•    ช่วง 14 สัปดาห์ ทารกเริ่มมีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เริ่มเป็นรูปหน้าที่ชัดเจนขึ้น เริ่มมีกระดูก เล็บ และขน และตอนนี้ก็สามารถทราบได้แล้วว่าทารกน้อยเป็นเพศหญิงหรือชาย


การดูแล

•   คุณแม่ที่ทราบว่าตั้งครรภ์แล้วในช่วง 3 เดือนแรกนี้ควรเพิ่มอาหารโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโดตของทารก และควรดื่มน้ำให้มากๆ เพราะคุณแม่และทารกต้องการน้ำมาก รวมถึงควรงดการดื่มชา กาแฟ การสูบบุหรี่ เพื่อลดอันตรายจากสารที่อาจจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกน้อย

•    หญิงตั้งครรภ์ ยังสามารถทำงาน และออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่อาจจะเป็นการออกกำลังกายที่เบาลงเช่น การเดิน การว่ายน้ำ รวมถึงไม่ทำงานยกของหนัก เพราะสำหรับคุณแม่ที่มดลูกไม่แข็งแรงก็อาจจะเกิดอันตรายต่อทารกได้ แต่หากแพทย์ผู้ดูแลครรภ์แนะนำว่าสามารถทำได้ ก็สามารถทำงานหรือออกกำลังกายได้ตามปกติ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายคุณแม่

•    คุณแม่ควรฝากครรภ์ตั้งแต่วันแรกที่ทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อรับคำแนะนำและการดูแลที่เหมาะสมจากแพทย์รวมถึงการตรวจสุขภาพและโรคที่อาจจะส่งผลต่อช่วงการตั้งครรภ์ที่อาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

 

 

แม่ตั้งครรภ์ กับสารพันอาการแปลกๆ

ช่วงที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เจ้าตัวน้อยในครรภ์เจริญเติบโตนั้น หญิงตั้งครรภ์อย่างเราๆ ย่อมได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่มากก็น้อย มีหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากที่ผ่านช่วงเวลา 9 เดือนไปได้อย่างสบายๆ แต่ก็มีหญิงตั้งครรภ์อีกจำนวนไม่น้อยค่ะ ที่ต้องเผชิญกับอาการแปลกๆ ที่อาจไม่ร้ายแรงนัก แต่ก็ทำให้หงุดหงิดรำคาญใจได้เหมือนกัน

ลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่า อาการแปลกๆ ที่แม่ตั้งครรภ์ต้องเผชิญนั้นมีอะไรบ้างและจะรับมือได้อย่างไร

  • หญิงตั้งครรภ์กับอาการเหม็นสามี – หญิงตั้งครรภ์บางคนอาจมีอาการแพ้ท้องแปลกๆ อย่างอาการเหม็นสามี อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) ทำให้ประสาทสัมผัสในการรับรู้กลิ่นมีความไวมากขึ้น กลิ่นที่คุ้นเคย หรือกลิ่นที่ก่อนท้องไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน ก็กลับมาแตะจมูกให้รู้สึกเหม็นขึ้นมาเสียอย่างนั้น จะพบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก ระหว่างนี้ควรพูดคุยให้สามีเข้าใจว่าอาการนี้เกิดจากฮอร์โมน และจะค่อยทุเลาเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น
  • เมื่อหญิงตั้งครรภ์มีน้ำลายมาก – หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้อง มักพบว่าตนเองมีน้ำลายที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่าฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงของหญิงตั้งครรภ์คือสาเหตุหลักของอาการนี้ แต่บางครั้งปริมาณน้ำลายที่เพิ่มขึ้น อาจเกี่ยวข้องกับอาการกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอาการที่พบได้บ่อยมากในช่วงเวลาตั้งครรภ์ หรืออาจจะมาจากปัญหาในช่องปาก เช่น ฟันผุ , เหงือกอักเสบ ปริมาณน้ำลายที่มีมากมายแม้จะไม่อันตรายแต่ก็อาจทำให้หญิงตั้งครรภ์ รู้สึกพะอืดพะอม การจิบน้ำเปล่าที่เย็นจัด ใช้น้ำยาบ้วนปากรสมิ้นต์ หรือเคี้ยวหมากฝรั่งปราศจากน้ำตาล อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้
  • อาการเลือดกำเดาไหลในหญิงตั้งครรภ์ – อาการกวนใจอีกอย่างหนึ่งที่หญิงตั้งครรภ์มักต้องเผชิญก็คือ อาการเลือดกำเดาออกง่าย ซึ่งเป็นผลข้างเคียงมาจากหลอดเลือดในร่างกายของหญิงตั้งครรภ์มีการขยายตัว เพื่อรองรับเลือดที่เพิ่มมากขึ้นขณะตั้งครรภ์ เมื่อหลอดเลือดขยายตัวมากขึ้นผนังของหลอดเลือดจึงบางลงและถูกกระทบกระเทือนได้ง่าย เพียงสั่งน้ำมูกเบาๆ ก็อาจทำให้เลือดกำเดาไหลออกมาได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ หญิงตั้งครรภ์ที่เลือดกำเดาไหล ให้นั่งก้มศรีษะมาด้านหน้าเล็กน้อย ไม่ควรแหงนหน้าเพราะเลือดอาจไหลลงคอทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ หลังจากนั้นบีบเหนือปลายจมูกสักพัก โดยหายใจทางปากแทน ประคบเย็นบริเวณจมูกสักพักเลือดก็จะหยุดไหล
  • อารมณ์แปรปรวนของหญิงตั้งครรภ์ – หญิงตั้งครรภ์บางรายอาจตื่นเช้ามาอยู่ดีๆ ก็อยากร้องไห้ พอสายๆ กลายเป็นคนขี้โมโห สารพันอารมณ์เหล่านี้อาจทำให้หญิงตั้งครรภ์สับสนว่าตัวเองเป็นอะไร ไม่ต้องแปลกใจค่ะ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นในขณะตั้งครรภ์นั่นเอง ว่ากันว่าในหนึ่งวันของหญิงตั้งครรภ์นั้น เจ้าฮอร์โมนตัวนี้จะผลิตออกมามากเท่ากับปริมาณฮอร์โมนที่คนปกติใช้ถึง 3 ปีเลยทีเดียว หญิงตั้งครรภ์ควรหมั่นตรวจสอบอารมณ์ตนเองเสมอ เมื่อรู้สึกว่าเริ่มเกิดอารมณ์เชิงลบ ลองหายใจเข้าออกลึกๆ อยู่กับลมหายใจ นึกถึงลูกให้มากๆ ว่าอารมณ์ของคุณส่งผลต่อลูก นอกจากนี้อาจขอความร่วมมือจากสามีไว้ล่วงหน้า ขอให้เขาพยายามเข้าใจและช่วยเป็นกำลังใจให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้ในที่สุด